แถลงการณ์ฉบับที่ ๒ เรียกร้องให้รัฐมนตรี ICT ทบทวนบทบาทที่สนับสนุน กสทช.
Posted Date : วันที่ 4 พ.ย. 2555 เวลา 00:00 น.

แถลงการณ์ฉบับที่ ๒

เรื่อง เรียกร้องให้รัฐมนตรีกระทรวงไอซีทีทบทวนบทบาทตนเอง

 

ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยกับสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ว่า “มั่นใจว่ากระบวนการให้ใบอนุญาตบริการ ๓ จี บนคลื่นความถี่ ๒.๑ กิกะเฮิร์ตซ ของ กสทช. จะเป็นไปตามกำหนดการเดิมภายใน ๙๐ วัน หรือให้ใบอนุญาตได้วันที่ ๑๘มกราคม ๒๕๕๖ และประเมินว่าศาลปกครองกลางจะไม่หยุดกระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวกับ ๓ จี ทั้งนี้ เนื่องจากการดำเนินการของกสทช. เกี่ยวกับ ๓ จี เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด และ กสทช. มีอำนาจชัดเจนในการเปิดประมูล ดังนั้นหากกระบวนการให้ใบอนุญาตถูกระงับ อาจส่งผลให้เอกชนผู้เข้าร่วมประมูล ๓ ราย ยื่นฟ้อง ซึ่งกระทบและสร้างความเสียหายให้กับประเทศมากกว่า เพราะเอกชนได้ทำหน้าที่ในฐานะผู้เข้าร่วมประมูลมาอย่างถูกต้องตามที่ กสทช. กำหนด” นั้น

          ข้าพเจ้าและกลุ่มฯ ในนามเครือข่ายประชาชนที่ได้รับผลกระทบจาก กสทช. พิจารณาแล้วเห็นว่า การดำเนินการของ กสทช. เกี่ยวกับ ๓ จี และวิทยุกระจายเสียง มีความไม่โปร่งใสในหลายลักษณะ ซึ่งกระทบกับประชาชนจำนวนมากหลายกลุ่มหลายองค์กรที่รักชาติและรักความเป็นธรรม จนปรากฏเป็นคดีความหลายกรณีอยู่ในกระบวนการยุติธรรมซึ่งมิใช่วิสัยของรัฐมนตรีจะเข้าไปยุ่งเกี่ยว ด้วยเหตุผลต่อไปนี้

๑) รัฐมนตรีไอซีทีมิใช่ผู้ปฏิบัติและมิใช่ผู้ตัดสินใจคดีที่มีรายละเอียดการร้องทุกข์ จึงไม่สมควรออกมาแสดงความเห็นที่ชี้นำโน้มน้าวศาลปกครองหรือให้ความมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. ว่าถูกกฎหมาย ทั้งที่ กสทช. ยังมีประเด็นความไม่ชอบมาพากลต่างๆ ที่ต้องได้รับการตรวจสอบให้ครบถ้วนเสียก่อนอีกจำนวนมาก เช่น ประเด็นความชอบเกี่ยวใบอนุญาต สัญญา สัมปทาน ของผู้ประมูลทั้ง ๓ ราย ยังไม่ได้รับการตรวจสอบตามกฎหมายให้แล้วเสร็จแต่กลับเร่งรัดให้มีการประมูล หนึ่ง ประเด็นการถือครองทรัพย์สินของบุคคลต่างด้าวที่ศาลฎีกายังมิได้ตัดสินชี้ขาด หนึ่ง ประเด็นทรัพย์สินที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้(ลูกค้า) ของผู้ประมูลทั้ง ๓ ในฐานะที่เป็นลูกค้าคู่สัญญากับ TOT และ CAT ที่ต้องทำความชัดเจนและส่งคืน TOT และ CAT ให้แล้วเสร็จก่อนการประมูลมิฉะนั้นจะเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินชาติอันเนื่องจากการถูกยักย้ายถ่ายเทไปเป็นของเอกชน หนึ่ง ประเด็นที่ กสทช. จงใจปฏิบัติหน้าที่ทั้งในบทบาทของผู้กำกับการประกอบกิจการ (Regulator) และ ผู้ประกอบกิจการ (Operator) ในเวลาเดียวกัน หนึ่ง ประเด็นที่ผู้ประมูลจะนำโครงข่ายของ TOT และ CAT ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ หนึ่ง ประเด็นการไม่ตรวจสอบความชอบของสัญญา สัมปทาน ใบอนุญาต ของผู้ประกอบการวิทยุรายเดิมให้ปรากฏแก่สาธารณชนแต่กลับรับรองว่าทั้งหมดทุกรายได้รับใบอนุญาต หนึ่ง และอีกหลายประเด็นที่ไม่โปร่งใส อันส่อให้เห็นว่าเป็นการเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มนายทุนรายเดิมเพียงกลุ่มเดียว

       การที่รัฐมนตรีกระทรวงไอซีทีกล่าวรับรอง กสทช. ดังกล่าว จึงเสมือนว่ากำลังเป็นผู้ผลักดันหรือมีส่วนเกี่ยวข้องในการปฏิบัติหน้าที่ที่มิชอบของ กสทช. ดังกล่าวข้างต้นเสียเอง ซึ่งหากเป็นเช่นนี้จริงก็เท่ากับกระทรวงไอซีทีกระทำผิดกฎหมายร้ายแรง เพราะได้เข้าแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. ที่เป็นองค์กรอิสระจนเกิดความเสียหายมูลค่ามหาศาลแก่ชาติ และยังกระทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าเนื่องจากเพิกเฉยต่อเสียงทักท้วงของบรรดานักวิชาการและประชาชน และจนถึงปัจจุบัน กสทช. ยังมีทิฏฐิมานะไม่ทบทวนกฎเกณฑ์เสียใหม่ เพื่อทำให้เกิดการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรมแท้จริงตามมาตรา ๔๗ วรรค ๓ แห่งบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งประชาชนจะยอมรับได้ กลับดื้อรั้นอ้างเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นสำหรับผู้รักความเป็นธรรมว่าการจัดประมูลที่ผ่านมาเป็นการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ทั้งๆ ที่มีผู้ประมูล ๓ ราย ในของ ๓ ชิ้น ซึ่งไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์หรือตีความด้วยนักกฎหมายระดับสูงแต่อย่างใดเพราะในเรื่องดังกล่าวแม้แต่เด็กน้อยก็สามารถวิเคราะห์ได้ เมื่อเด็กที่เข้าแข่งขันทุกคนได้ขนมคนละชิ้นเท่ากันในราคาถูก เด็กเหล่านี้ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องอาศัยความสามารถในการแข่งขันกันเพื่อให้ได้ขนมตามกติกาที่วางไว้ ดังนั้นกติกาดังกล่าวก็เป็นเพียงเล่ห์เหลี่ยมหลอกล่อป้องกันไม่ให้เด็กคนอื่น ๆ เข้าแข่งขัน หรือหลอกคนดูว่าเด็กทุกคนที่เข้าแข่งขันนั้นได้ทำการแข่งขันกันอย่างเต็มความสามารถตามกติกาที่เปิดให้มีการแข่งขันอย่างยุติธรรมแล้วจึงได้ขนมคนละ ๑ ชิ้นเท่ากันเป็นรางวัล

          การที่รัฐมนตรีกระทรวงไอซีทีกล่าวรับรอง กสทช. ดังกล่าว จึงเสมือนว่ากำลังเป็นผู้ชี้นำสังคมให้เห็นว่าการปฎิบัติหน้าที่ของ กสทช. นั้นชอบแล้วด้วยกฏหมาย ซึ่งลักษณะดังกล่าวเป็นการไม่สมควรเนื่องจากว่าการแสดงความคิดเห็นดังกล่าวเป็นการชี้นำและกดดันการทำงานของหลายหน่วยงานที่กำลังทำการตรวจสอบการทำงานของ กสทช. อย่างเข้มข้น อาทิเช่น กระทรวงการคลัง สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ศาลปกครอง นักวิชาการและภาคประชาชน

๒) หากรัฐมนตรีไอซีทีมีเจตนาดีต้องการรักษาผลประโยชน์ของชาติและคุ้มครองสิทธิของประชาชนอย่างแท้จริง ควรมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. ในเรื่อง ๓ จี เช่นเดียวกับรองปลัดกระทรวงการคลังดำเนินการ และควรเร่งรัดนโยบายช่วยเหลือวิทยุภาคประชาชนทุกรายที่เกิดขึ้นก่อน กสทช. ซึ่งประชาชนจำนวนมากพากันก่อตั้งและรับฟัง เนื่องจากวิทยุภาคประชาชนเหล่านี้ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการเลือกปฏิบัติของ กสทช. ที่มุ่งตรวจจับเครื่องส่งและข่มขู่คุกคามเฉพาะวิทยุของประชาชนจำนวน ๗,๐๐๐ สถานี แต่ไม่เคยเข้าข่มขู่และตรวจจับวิทยุรายเดิม ๓๑๔ สถานี แต่อย่างใด ทั้งที่เครื่องส่งวิทยุคมนาคมไม่ตรงกับที่จดทะเบียนจึงไม่ได้รับอนุญาตเช่นเดียวกัน ดังปรากฏเป็นข่าวตามสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ว่า กสทช. ไม่พยายามแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ แต่กลับใช้พระราชบัญญัติดังกล่าวเพื่อคงไว้ซึ่งอำนาจ และข่มขู่คุกคามวิทยุของประชาชนทั้ง ๗,๐๐๐ ราย ด้วยข้อกล่าวหาคดีอาญาที่ร้ายแรง ทั้งๆ เป็นกฎหมายที่ล้าสมัยไม่สอดคล้องกับการพัฒนาของสังคมและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวจึงเป็นเครื่องมือของ กสทช. เพื่อเข้าทำร้ายวิทยุของประชาชนจำนวนมากไม่ให้มีโอกาสได้รับใบอนุญาต แต่ขณะเดียวกันกลับไม่บังคับใช้พระราชบัญญัติฉบับเดียวกันกับผู้ประกอบการรายเดิม ๓๑๔ ราย และยังคอยส่งเสริมสิทธิประโยชน์อื่นๆ อีกจำนวนมากให้ได้รับสิทธิที่เหนือกว่าทั้งๆ ที่ส่วนใหญ่ทำเพื่อธุรกิจบันเทิง

๓) บทบาทของรัฐมนตรีไอซีทีควรอย่างยิ่งที่ต้องช่วยเหลือประชาชนให้ได้รับความเป็นธรรมโดยกำหนดนโยบายดังกล่าวเป็นนโยบายเร่งด่วนเพื่อคุ้มครองวิทยุภาคประชาชนเหล่านี้มิให้ กสทช. ใช้อำนาจกฎหมายเข้ากลั่นแกล้ง ทั้งนี้เนื่องจากว่า มาตรา ๗๔ แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ ได้บัญญัติไว้ว่า “ในการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ กสทช. ต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายที่คณะรัฐมนตรีแถลงไว้ต่อรัฐสภา” โดยเฉพาะสถานีวิทยุที่ไม่แสวงหาผลกำไรเลย แต่ทำประโยชน์สาธารณะเพื่อการเผยแผ่หลักธรรมคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้สมกับคำแถลงนโยบายด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมของคณะรัฐมนตรี โดยนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันอังคารที่ ๒๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ ที่กล่าวว่า

“นโยบายศาสนา ศิลปะ และ วัฒนธรรม

๑) เร่งดำเนินการให้ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมมีบทบาทนำในการร่วมเทิดทูนสถาบันหลัก ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และร่วมสร้างประเทศไทยให้เป็นประเทศที่อยู่สบาย โดยน้อมนำพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานให้แก่รัฐบาลในการบริหารราชการแผ่นดินด้วยการทางานตั้งใจให้ประเทศเป็นที่อยู่ที่สบายในโลกที่มีความวุ่นวาย และน้อมนำพระราชดำรัสในพิธีเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครศรีอยุธยา “การรักษาวัฒนธรรม คือ การรักษาชาติ” มาหล่อหลอมและยึดเหนี่ยวจิตใจเป็นหนึ่งเดียวเพื่อเสริมสร้างความปรองดองสมานฉันท์ให้กับคนในชาติ

๒) อุปถัมภ์ คุ้มครอง และทำนุบำรุงศาสนา ส่งเสริมการปรับปรุงองค์กรและกลไกที่รับผิดชอบด้านศาสนาเพื่อให้การบริหารจัดการ ส่งเสริมทำนุบำรุงศาสนา มีความเป็นเอกภาพและประสิทธิภาพ รวมทั้งส่งเสริมความเข้าใจอันดีและสมานฉันท์ระหว่างศาสนิกชนของทุกศาสนาเพื่อนำหลักธรรมของศาสนามาใช้ในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนใช้หลักธรรมในการดำรงชีวิตมากขึ้น”

 

แต่กลายเป็นว่าในกรณีดังกล่าวรัฐมนตรีผู้ดูแลด้านการสื่อสารของชาติเพื่อประชาชนกลับเพิกเฉยไม่ใส่ใจที่จะปรึกษาหาหรือกับ กสทช. เพื่อให้ กสทช. นำนโยบายดังกล่าวข้างต้นไปปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จ โดยการส่งเสริมสนับสนุนสถานีวิทยุกระจายเสียงที่ได้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อการเผยแผ่หลักธรรมของศาสนาโดยไม่แสวงหาผลกำไรเลยตลอดระยะเวลาของการออกอากาศให้ได้รับใบอนุญาติประกอบกิจการแบบไม่มีเงื่อนไข

) คำกล่าวของรัฐมนตรีไอซีทีที่ว่า “หากกระบวนการให้ใบอนุญาตถูกระงับ อาจส่งผลให้เอกชนผู้เข้าร่วมประมูล ๓ ราย ยื่นฟ้อง ซึ่งกระทบและสร้างความเสียหายให้กับประเทศมากกว่า เพราะเอกชนได้ทำหน้าที่ในฐานะผู้เข้าร่วมประมูลมาอย่างถูกต้องตามที่ กสทช. กำหนด” นั้น

ข้าพเจ้าและกลุ่มฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นคำกล่าวที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง เนื่องจากหากปล่อยปละละเลยให้ กสทช. ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบมาพากลและไม่โปร่งใสเช่นในกรณี ๓ จี แล้วและทำเช่นเดียวกันกับการปฏิบัติหน้าที่ในเรื่องอื่นๆ อีกนับร้อยนับพันเรื่องเช่นนี้ ย่อมเป็นการกระทบกระเทือนและทำความเสียหายให้กับประเทศชาติและประชาชนโดยรวมมูลค่ามหาศาลมากยิ่งกว่าความเสียหายที่ต้องชดใช้ให้แก่เอกชนเพียงเรื่องเดียว มิฉะนั้นจะไม่มีสุภาษิตโบราณกล่าวตักเตือนไว้ว่า เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย ดังนั้นคำกล่าวของรัฐมนตรีไอซีทีเช่นนี้จึงไม่รอบคอบเท่ากับเป็นการส่งเสริมให้เกิดการทุจริตในวันนี้ที่เล็กน้อย และจะมีมูลค่ามหาศาลร้ายแรงมากยิ่งขึ้นในวันหน้าหากทุกภาคส่วนโดยเฉพาะภาครัฐต้องเป็นผู้นำในการระงับความไม่ชอบมาพากลทั้งหลายให้หมดสิ้นไปในแผ่นดินไทย การกล่าวเช่นนี้จึงไม่เหมาะสมกับบทบาทและวุฒิภาวะของบุคคลระดับรัฐมนตรีเป็นอย่างยิ่ง

 

การที่รัฐมนตรีไอซีทีเลือกที่จะออกมาสนับสนุน กสทช. ในเรื่อง ๓ จี อย่างน้อยเพื่อปกป้องคุ้มครอง TOT และ CAT ที่เป็นองค์กรในกำกับดูแลของตนและเป็นทรัพย์สินของชาติให้ได้รับความเป็นธรรม แต่กลับเพิกเฉยไม่ใส่ใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องวิทยุกระจายเสียงที่ประชาชนจำนวนมากกำลังได้รับความเดือดร้อนจาก กสทช. แต่กระทรวงไอซีทีก็ไม่นำประเด็นดังกล่าวมาพิจารณาหาทางแก้ไข กลับเพิกเฉยไม่ใส่ใจยิ่งกว่า บทบาทของรัฐมนตรีไอซีทีทั้งสองเรื่องจึงเป็นพฤติการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจ เสมือนว่าสมรู้ร่วมคิดกับ กสทช. ทั้งสองเรื่องให้เอื้อประโยชน์เฉพาะกลุ่มนายทุนรายใหญ่มากกว่าประชาชน หากรัฐมนตรีไอซีทีตั้งใจทำเพื่อรักษาความเป็นธรรมแก่ชาติและประชาชนอย่างแท้จริง ข้าพเจ้าและกลุ่มฯ ขอเรียกร้องให้ท่านพิจารณาทบทวนบทบาทตนเองเสียใหม่ด้วย

จึงมีความจำเป็นต้องออกแถลงการณ์เป็นฉบับที่ ๒ เพื่อชี้แจงและตอบข้อความเห็นของรัฐมนตรีกระทรวงไอซีที ให้ประชาชนทั่วประเทศได้เฝ้าระวังและติดตามกระบวนการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. อย่างใกล้ชิดว่ามีความเที่ยงธรรมและเป็นประโยชน์ต่อพระภิกษุสงฆ์และประชาชนได้แท้จริงหรือไม่ กระทรวงไอซีทีสมรู้ร่วมคิด สนับสนุน หรือแทรกแซงองค์กรอิสระดังกล่าวนี้หรือไม่ อย่างไร หรือกระทรวงไอซีทีไม่มีทิฏฐิมานะและทบทวนบทบาทที่ถูกต้องในการปฏิบัติต่อความไม่ชอบมาพากลของ กสทช. เสียใหม่และทำหน้าที่ของผู้เป็นเจ้ากระทรวงที่ต้องใช้การสื่อสารของชาติมาเป็นเครื่องมือของการพิทักษ์รักษาสถาบันหลักของชาติและของประชาชนอย่างแท้จริง

 

(ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุรศักดิ์ ศิริพรอดุลศิลป์)

เครือข่ายประชาชนที่ได้รับผลกระทบจาก กสทช.

๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๕

##############################################

 

แถลงการณ์ฉบับที่ ๑

เรื่อง ชี้แจงความจริงกรณีมีกลุ่มคนสนับสนุน กสทช.

ตามที่มีกลุ่มคนในนามสมาคมกิจการวิทยุกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พร้อมตัวแทนองค์กรผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ เข้ายื่นหนังสือต่อนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภาเพื่อคัดค้านการยื่นถอดถอนคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เมื่อวันที่ ๑ พ.ย. ๒๕๕๕ ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชน โดยกลุ่มคนดังกล่าวได้ตั้งข้อสังเกตุว่า “การยื่นถอดถอน กสทช. ทั้ง ๑๑ คน นำโดยนายสุรศักดิ์ ศิริพรอดุลศิลป์ เกิดขึ้นหลังจากจัดการประมูล ๓ จี เพียงแค่ ๒ วัน แต่กลับรวบรวมรายชื่อประชาชนได้ถึงกว่า ๕ หมื่นรายชื่อได้ จึงมีข้อพิรุธว่ามีการเตรียมการมาก่อนหรือไม่ นอกจากนี้มีผู้ประกอบการบางกลุ่มบางคณะ สร้างเงื่อนไขเพื่อประโยชน์ของกลุ่มตนเองที่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย โดยเฉพาะระเบียบหรือหลักเกณฑ์ของ กสทช. ที่คนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยและพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายที่ กสทช. ได้กำหนดไว้อย่างชัดแจ้งและโปร่งใส รวมทั้งการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะทั่วทุกภูมิภาคก่อนจะออกประกาศ กลุ่มคนดังกล่าวจึงพร้อมให้การสนับสนุน กสทช. ทั้ง ๑๑ คนได้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป และเรียกร้องให้ผู้ประกอบการวิทยุกระจายเสียงทุกกลุ่มทุกองค์กรปฏิบัติตามกฎระเบียบและประกาศของ กสทช.” นั้น

ข้าพเจ้าในนามกลุ่มประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิรูปสื่อซึ่งเป็นผู้ริเริ่มรวบรวมรายชื่อถอดถอน กสทช. พิจารณาแล้วเห็นว่า กลุ่มคนดังกล่าวเข้าใจผิดและก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนที่บริสุทธิ์จำนวนมากที่ใช้สิทธิโดยชอบในการถอดถอน กสทช. ที่แม้แต่คณะสงฆ์ฝ่ายกรรมฐานยังมีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ลงนิคคกรรมคว่ำบาตรเพราะปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อพระธรรมวินัย จารีตประเพณี และกฎหมาย จึงขอชี้แจงความจริงดังต่อไปนี้

๑. การรวบรวมรายชื่อประชาชนปกป้องวิทยุเสียงธรรมและคัดค้านประกาศ กสทช. ที่กระทบต่อการรับฟังวิทยุเพื่อธรรมะและเพื่อประโยชน์สาธารณะอื่น เริ่มต้นเมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๕ ณ วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเพียง ๑๐ วัน มีมากถึง ๑๕๑,๗๖๗ รายชื่อ ถือเป็นการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะของประชาชนอย่างแท้จริงเพราะมาจากทุกภาคส่วนที่กว้างขวางยิ่งกว่า กสทช. จัดขึ้นที่มีผู้รับรู้ในวงจำกัด ซึ่ง กสทช. ควรต้องทบทวนการออกประกาศฉบับดังกล่าวในทันที แต่เมื่อ พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนประธาน กสทช. ได้ฝ่าฝืนกระแสประชาชนโดยลงนามในประกาศเมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๕ ข้าพเจ้าและกลุ่มฯ ในนามตัวแทนผู้สูงวัย นักวิชาการ สตรี ผู้พิการ ผู้ป่วย ข้าราชการ เยาวชน และภาคเอกชน ที่ถูกผลกระทบจากการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. จึงใช้สิทธิตามกฎหมายแสดงตนเป็นผู้ริเริ่มถอดถอนต่อประธานวุฒิสภาเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๕ โดยได้ระบุในเอกสารด้วยว่า สำหรับการกระทำและพฤติการณ์อื่นๆ ของ กสทช. ที่ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายในประเด็นอื่นๆ ข้าพเจ้าและกลุ่มฯ จะได้รวบรวมนำเสนอในชั้นส่งรายชื่อประชาชนผู้ประสงค์ให้ถอดถอน กสทช. ต่อไป และหลังจากนั้นเพียง ๑ เดือน ๕ วัน ก็สามารถรวบรวมได้มากถึง ๕๗,๙๐๔ รายชื่อ โดยเข้ายื่นต่อประธานวุฒิสภาเมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๕ มิใช่การรวบรวมเพียง ๒ วัน อย่างที่กลุ่มคนดังกล่าวได้ให้ข่าวไว้

๒. ก่อนการยื่นถอดถอน กสทช. ราว ๑ สัปดาห์ ข้าพเจ้าและกลุ่มฯ ได้ประกาศทางสื่อมวลชนหลายแขนงเปิดโอกาสให้ประชาชนที่ถูกกระทบจาก กสทช. แจ้งข้อมูลมาที่อีเมล์ washout.nbtc@gmail.com เพื่อจะได้รวมเรื่องยื่นต่อประธานวุฒิสภาต่อไป และเมื่อ กสทช. จัดประมูล ๓ จี ก็ปรากฏว่ามีกลุ่มคนหลายกลุ่มได้ทักท้วงในประเด็นอันเป็นสาระสำคัญ อาทิ ทำความเสียหายแก่รัฐมูลค่ามหาศาล ไม่มีหลักประกันว่าพื้นที่บริการจะครอบคลุมประชาชนในเขตที่ด้อยโอกาสกว่าด้วยราคาที่เข้าถึงได้ วิธีการประมูลไม่ชอบธรรม หรือกฎเกณฑ์การประมูลยังเป็นการเลือกปฏิบัติเพราะเอื้อเฉพาะรายใหญ่รายเดิมแต่ไม่เอื้อแก่ผู้ประกอบการรายเล็กและกลางให้เข้ามาแข่งขัน คล้ายกรณีวิทยุกระจายเสียง ดังนั้น เพื่อรักษาประโยชน์สาธารณะของประชาชนและชาติ ข้าพเจ้าและกลุ่มฯ จึงต้องใช้สิทธิโดยชอบพิจารณาในประเด็นดังกล่าวด้วย

๓. ข้าพเจ้าและกลุ่มฯ ขอขอบพระคุณด้วยใจจริงที่สมาคมกิจการวิทยุกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และตัวแทนองค์กรผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ ซึ่งกล่าวยืนยันว่า พร้อมยินดีปฏิบัติตามประกาศ กสทช. โดยเคร่งครัดแม้จะจำกัดรัศมีกระจายเสียง ๒๐ กม. ด้วยกำลังส่งไม่เกิน ๕๐๐ วัตต์ เสาสูงไม่เกิน ๖๐ เมตร นับเป็นความเสียสละเพื่อส่วนรวมในลักษณะหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าและกลุ่มฯ ขอใช้สิทธิ์โดยชอบตามรัฐธรรมนูญในการคัดค้านประกาศ กสทช. ดังกล่าวที่ไม่เป็นธรรมทั้งแก่ผู้รับฟังและผู้ประกอบการวิทยุทุกกลุ่มที่ทำเพื่อการเผยแผ่ธรรมะหรือเพื่อประโยชน์สาธารณะอื่นโดยไม่แสวงหากำไรทางธุรกิจ เพราะวิทยุเหล่านี้ล้วนทำคุณประโยชน์อันยิ่งใหญ่ให้สังคม และประชาชนผู้สนับสนุนก็ล้วนเป็นผู้เสียสละทั้งเวลาและทรัพย์สินของตนออกเป็นธรรมทานและเป็นวิทยาทาน นับเป็นความเสียสละประโยชน์ตนเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง แต่กลับไม่ได้รับสิทธิที่ทัดเทียมกับผู้ประกอบการรายเดิมที่ส่วนใหญ่ไม่ทำประโยชน์คุ้มกับคลื่นความถี่ที่มีอยู่จำกัด โดย กสทช. ไม่มีการจำกัดรัศมีกระจายเสียง ไม่จำกัดกำลังส่งและเสาสูงแต่อย่างใด ทั้งๆ ที่ผู้ประกอบการทั้ง ๒ กลุ่มอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน จึงเป็นการเลือกปฏิบัติที่ส่งผลกระทบประโยชน์ที่ควรมีควรได้ของประชาชน

๔. ข้าพเจ้าและกลุ่มฯ เห็นว่าหากสมาคมกิจการวิทยุกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และตัวแทนองค์กรผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ มีความจริงใจทำเพื่อประชาชนและเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริงโดยไม่มีนัยยะอื่นแอบแฝง ต้องออกมาเรียกร้องให้ กสทช. ทำความเสมอภาคระหว่างผู้ประกอบการรายเดิมและรายใหม่ให้ปรากฏ การออกมาคัดค้านข้าพเจ้าและกลุ่มฯ โดยไม่พยายามกล่าวถึงความเหลื่อมล้ำดังกล่าวซึ่งมีสาเหตุมาจากการเอื้อประโยชน์อย่างเต็มที่ของ กสทช. เช่นนี้ ถือเป็นพฤติการณ์ที่ไม่เพียงมีข้อพิรุธเท่านั้น แต่เป็นการเรียกร้องที่ไม่เป็นธรรมและไม่น่าเชื่อถืออย่างยิ่ง และเมื่อข้อเรียกร้องได้หยิบยกเอาประเด็น ๓ จี มาเป็นเหตุคัดค้านข้าพเจ้าและกลุ่มฯ ด้วยแล้วยิ่งถือว่าผิดปกติ ขาดความน่าเชื่อถือในสายตาประชาชนที่รักความเป็นธรรม

๕. ข้าพเจ้าและกลุ่มฯ ขอน้อมนำพระพุทธพจน์ที่กล่าวเปรียบการกระทำของมนุษย์ส่วนมากมักนำไปสู่ทุคติและอบายภูมิจำนวนเหลือคณานับเปรียบเสมือน “ขนโค” ส่วนผู้ปฏิบัติตนตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าที่นำไปสู่สุคติภูมิมีจำนวนน้อยมากเปรียบกับ “เขาโค” ซึ่งข้อเรียกร้องดังกล่าวของสมาคมกิจการวิทยุกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และตัวแทนองค์กรผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ ที่อ้างว่าคนส่วนมากเห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของตนทั้งที่ไม่ปรากฏหลักฐานใดๆ มายืนยันแก่สาธารณชนซึ่งแตกต่างจากข้าพเจ้าและกลุ่มฯ จึงเป็นการกล่าวอ้างแบบเลื่อนลอย

อนึ่ง การถือเอาคนส่วนใหญ่มาเป็นข้อเรียกร้องนั้นใช้ได้เป็นบางเรื่อง แต่ไม่สามารถทำสิ่งผิดธรรมให้กลายเป็นความถูกต้องได้ สิ่งนี้เป็นการชี้ชัดอีกข้อหนึ่งถึงความไม่เข้าใจหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันหลักของชาติ ความมากจะถือเป็นประมาณไม่ได้หากปราศจากธรรม องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ท่านเปรียบเรื่องดังกล่าวไว้ว่า “ธนบัตรแท้เพียงใบเดียวมีคุณค่ากว่าธนบัตรปลอมเป็นแสนเป็นล้านใบ เพราะนำไปจับจ่ายใช้สอยได้จริง แม้เก็บไว้ก็เป็นหลักประกันได้ ต่างจากธนบัตรปลอม” ศาสนธรรมของพระพุทธเจ้าก็เช่นเดียวกัน ผู้ใดก็ตามที่ให้ความสำคัญกับวิทยุประเภทอื่นเทียบเท่ากับวิทยุเพื่อการเผยแผ่ศาสนธรรมเช่นนี้ย่อมเป็นการประกาศถึงวุฒิภาวะและวิสัยทัศน์ของตนที่ควรได้รับการฟื้นฟูด้านพระพุทธศาสนาโดยเร็ว

การออกมาเรียกร้องให้วิทยุเพื่อการเผยแผ่ศาสนธรรมปฏิบัติตามประกาศ กสทช. ที่ต้องลดกำลังส่งให้ต่ำกว่าผู้ประกอบการรายเดิมที่เน้นแต่ธุรกิจเพลงเช่นนี้ ยิ่งมีประชาชนออกมาเรียกร้องมากเท่าใดก็ยิ่งเป็นการสะท้อนกลับไปกดดันการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. มากขึ้น ให้ต้องเร่งจัดสรรคลื่นความถี่ที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อการฟื้นฟูทรัพยากรบุคคลในชาติให้ตระหนักและเห็นความสำคัญในสถาบันหลักของชาติกว่าที่เป็นอยู่มากขึ้นไปอีก โดยต้องเร่งส่งเสริมวิทยุเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาทุกกลุ่มให้ได้รับสิทธิทัดเทียมกับผู้ประกอบการรายเดิมโดยเร็ว จึงจะเป็นการแก้ปัญหามิจฉาทิฏฐิและความตกต่ำด้านศีลธรรมของประชาชนในชาติ และหาก กสทช. เองก็ยังไม่เห็นคุณค่า ปัญหาดังกล่าวย่อมเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของสมาชิกวุฒิสภาที่เป็นผู้คัดเลือก กสทช. เข้ามาดำรงตำแหน่งดังกล่าวจนกระทบต่อพระพุทธศาสนา และยิ่งต้องทำหน้าที่แทนประชาชนด้วยการถอดถอนบุคคลผู้มีมิจฉาทิฏฐิใน กสทช. ออกจากตำแหน่งเพื่อจะได้หา กสทช. ชุดใหม่ที่เหมาะสมและเป็นธรรมเข้าทดแทน

๖. ข้าพเจ้าและกลุ่มฯ ได้รับแจ้งเพิ่มเติมจากผู้รักชาติถึงความไม่โปร่งใส ขัดต่อกฎหมายและมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ถึงขั้นมีผลให้ กสทช. ทั้งคณะเป็นโมฆะในทันทีที่ประกาศฉบับดังกล่าวมีผลบังคับใช้ ทั้งนี้เนื่องจากในภาคผนวก ฉ มีสถานีวิทยุในสังกัดของสำนักงาน กสทช. เสียเอง จำนวน ๖ สถานี ได้รับการรับรองจาก กสทช. ให้เป็นสถานีวิทยุที่ได้รับอนุญาต คือ ความถี่วิทยุ ๙๘.๕ และ ๑๐๖.๕ กรุงเทพมหานคร, ๘๙.๐ จ.ภูเก็ต, ๙๐.๐๐ จ.ลำปาง, ๙๙.๐ จ.อุดรธานี และ ๑๐๒.๐ จ.อุบลราชธานี

การที่ กสท. มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติการใดๆ แทน กสทช. โดยออกประกาศที่มีผลให้สำนักงาน กสทช. ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของประธาน กสทช. ตามมาตรา ๓๗ และ ๕๖ แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เป็นสถานีวิทยุที่ได้รับอนุญาตนั้น ย่อมขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง เนื่องจาก กสทช. เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่และกำกับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงเท่านั้น ไม่สามารถอนุญาตให้สำนักงานภายใต้การกำกับดูแลของตนเป็นผู้ประกอบกิจการโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้สำนักงานของตนปฏิบัติหน้าที่ถึง ๒ บทบาท คือ Regulator และ Operator ซึ่งเป็นบทบาทที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงเนื่องด้วยลักษณะดังกล่าวทำให้ กสทช. เป็นองค์กรที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับการปฏิบัติหน้าที่ของตัวเอง (Conflict of Interest) เปรียบเสมือนการเป็นนักกีฬาเข้าแข่งขันในเกมกีฬาในขณะเดียวกันก็เป็นกรรมการผู้ตัดสินกีฬาชนิดนั้นๆ อีกด้วยจึงเป็นเกมส์กีฬาที่ไม่เป็นธรรมเพราะกรรมการสามารถให้คะแนนชี้ถูกชี้ผิดเพิ่มคะแนนตัดคะแนนเพื่อตนเองได้หรือกลั่นแกล้งคู่แข่งขันได้จึงเป็นบทบาทที่ไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง และหากมีประชาชนได้พยายามทักท้วง กสทช. อย่างเป็นทางการแล้วยังเพิกเฉยไม่ยกเลิกประกาศฉบับดังกล่าวในทันทีย่อมมีผลให้การปฏิบัติหน้าที่ใดๆ ของ กสทช. ในเรื่องอื่นๆ กลายเป็นโมฆะไปด้วย

ข้าพเจ้าและกลุ่มฯ จึงขอแถลงการณ์ชี้แจงความจริงจากกรณีดังกล่าว เพื่อเป็นการปกป้องรักษาสิทธิเสรีภาพโดยชอบของประชาชนและยังประโยชน์สาธารณะอันยิ่งใหญ่แก่ส่วนรวมโดยเร็วสมกับการที่ประชาชนทั้งประเทศเฝ้ารอคอยการปฏิรูปสื่ออย่างยาวนานกว่า ๒๐ ปี

 

(ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุรศักดิ์ ศิริพรอดุลศิลป์)

เครือข่ายประชาชนที่ได้รับผลกระทบจาก กสทช.

๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๕


<< BACK

หน้าแรก