แถลงการณ์เรื่อง กสทช. ระงับโครงการวิทยุระบบดิจิตอลของลาดกระบัง ส่งผลกระทบรุนแรงต่อผู้ฟังวิทยุเสียงธรรมระบบดิจิตอล--โครงการ
Posted Date : วันที่ 6 ม.ค. 2545 เวลา 00:00 น.

แถลงการณ์ฉบับที่ ๒/๒๕๕๗

เรื่อง กสทช. ระงับโครงการวิทยุระบบดิจิตอลของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า

เจ้าคุณทหารลาดกระบัง ส่งผลกระทบรุนแรงต่อประชาชนผู้ฟังวิทยุเสียงธรรมระบบดิจิตอล

 

ตามที่มูลนิธิเสียงธรรมเพื่อประชาชน ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ตระหนักถึงความสำคัญของพระพุทธศาสนาว่าเป็นหนึ่งในสถาบันหลักของชาติ อีกทั้งการดำเนินชีวิตของมนุษย์ที่ถูกต้องทุกรูปนามจำเป็นต้องอาศัยพระธรรมคำสอนในศาสนาเป็นที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวสูงสุด มูลนิธิเสียงธรรมฯ จึงได้ทำข้อตกลงเข้าร่วมในโครงการทดลองและศึกษาวิจัยวิทยุดิจิตอลกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านจากระบบอนาล็อกไปสู่ระบบดิจิตอลสำเร็จผลเป็นไปได้โดยเร็ว และยังเป็นการแก้ไขปัญหาคลื่นวิทยุรบกวนวิทยุการบิน ปัญหาคลื่นรบกวนระหว่างสถานีวิทยุ ตลอดจนปัญหาข้อพิพาทอันเกิดจากการกระจายเสียงในระบบอนาล็อกได้อย่างตรงจุดและเด็ดขาด ทั้งนี้สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังก็เล็งเห็นถึงประโยชน์ทั้งทางโลกทางธรรมที่มีต่อส่วนรวมดังกล่าว อีกทั้งยังเป็นผู้มีสิทธิในการศึกษาทดลองเนื่องจากได้ทำบันทึกข้อตกลงร่วมกับ กสทช. เป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ ๕ เมษายน ๒๕๕๖

ด้วยเหตุนี้ รายการทางวิทยุของมูลนิธิเสียงธรรมฯ จึงสามารถนำออกอากาศกระจายเสียงภายใต้โครงการดังกล่าวทำให้ประชาชนในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลได้รับประโยชน์อย่างมหาศาลในทางธรรมเกิดตื่นตัวสนใจใฝ่รู้ในวิทยุระบบดิจิตอลสอดคล้องกับภารกิจหลักของ กสทช. ที่จะต้องผลักดันการเปลี่ยนผ่านให้ประสบผลสำเร็จ ประชาชนกลุ่มเป้าหมายสามารถรับฟังได้วิทยุเสียงธรรมในระบบดิจิตอลได้ตั้งแต่เดือนธันวาคม ๒๕๕๖ โดยประชาชนได้พร้อมใจกันบริจาคเงินให้แก่มูลนิธิเสียงธรรมฯ เพื่อนำไปซื้อ “เครื่องรับวิทยุระบบดิจิตอล” ที่ผลิตรองรับโครงการทดลองวิทยุดิจิตอลจำนวน ๑,๐๐๐ เครื่อง รวมมูลค่า ๘๕๐,๐๐๐ บาท แล้วมูลนิธิเสียงธรรมฯ ได้นำ “เครื่องรับวิทยุระบบดิจิตอล” ดังกล่าวแจกเป็นธรรมทานให้แก่ผู้ฟังที่ยื่นแสดงความประสงค์ขอ ส่งผลดีทำให้ประชาชนพื้นที่สามารถรับฟังวิทยุในระบบดิจิตอลได้เป็นบริเวณกว้างขวางในช่วงต้นปี พ.ศ.๒๕๕๗ เป็นต้นมา

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน กสทช. ได้ออกประกาศหลักเกณฑ์การอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์เพื่อการทดลองหรือทดสอบเป็นการชั่วคราว ลงวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๕ และยังมีมติ กสทช.ครั้งที่ ๑๐/๒๕๕๖ เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๖ เห็นชอบให้กระทรวง ทบวง กรม และองค์กรอิสระต่างๆ สามารถดำเนินโครงการทดลองทดสอบระบบการรับส่งสัญญาณวิทยุกระจายเสียงในระบบดิจิตอลได้ ซึ่งการดำเนินการเหล่านี้น่าจะสอดคล้องและส่งผลดีต่อการรับฟังธรรมะของประชาชนในโครงการของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังเป็นอย่างยิ่ง แต่การณ์หาเป็นเช่นนั้นไม่ ในเดือนมีนาคม ๒๕๕๗ ที่ผ่านมากลับปรากฏว่า กสทช. มีคำสั่งให้ระงับโครงการของสถาบันฯ มิให้ทำการออกอากาศอีกต่อไป ซึ่งย่อมส่งผลกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงต่อประชาชนผู้ฟังในระบบดิจิตอล ทำให้ไม่สามารถรับฟังรายการจากสถานีวิทยุของมูลนิธิเสียงธรรมฯ ได้อีกต่อไป ประชาชนที่เล็งเห็นประโยชน์และยอมเสียสละทุนทรัพย์เข้าร่วมบริจาคในโครงการจำนวนไม่น้อยต่างหวังให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบดิจิตอลโดยเร็ว หากได้รับรู้ถึงคำสั่งของ กสทช. ที่ปิดกั้นโอกาสที่ดีของชาติศาสนาและประชาชนดังกล่าว ย่อมจะประหลาดใจ เสียใจ และผิดหวังต่อการกระทำที่ไร้เหตุผลไม่เป็นธรรมของ กสทช. เป็นอย่างยิ่ง

ข้าพเจ้าในนามตัวแทนประชาชนผู้บริจาคและผู้รับฟังวิทยุเสียงธรรมระบบดิจิตอล จึงขอชี้แจงต่อพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ดังต่อไปนี้

๑.     การจัดสรรคลื่นความถี่ให้แก่โครงการศึกษาทดลองฯ มิใช่เรื่องซับซ้อนยุ่งยากแต่ประการใด แตกต่างจากกรณีคลื่นความถี่วิทยุในระบบอนาล็อกที่มีการใช้คลื่นความถี่มากจนแออัดทับซ้อนกัน นอกจากนี้ คลื่นความถี่วิทยุในระบบดิจิตอลก็มิได้ปะปน ทับซ้อน หรือเบียดเสียดกับคลื่นความถี่ในระบบอนาล็อกแต่อย่างใด ประกอบกับที่ผ่านมา สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังเป็นองค์กรของรัฐเพียงหน่วยเดียวในประเทศไทยที่ได้รับอนุญาตจาก กสทช. ให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อทดลองรับส่งสัญญาณวิทยุกระจายเสียงในระบบดิจิตอลได้ เนื่องจากสถาบันฯ เคยร่วมทำบันทึกข้อตกลงไว้กับ กสทช. มาก่อนแล้ว จึงดูไม่มีเหตุผลความจำเป็นใดๆ ถึงขนาดต้องก้าวล่วงเข้ามาออกคำสั่งเพื่อระงับการออกอากาศให้เกิดความกระทบกระเทือนต่อโครงการทดลองฯ ดังกล่าว มีเพียงเหตุผลเดียวที่วิญญูชนพึงพิจารณาเห็นได้ชัดเจนว่า กสทช. มีเจตนาปิดกั้นและกลั่นแกล้งโครงการให้ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย

          อนึ่ง ก่อนหน้านี้ มูลนิธิเสียงธรรมฯ ได้ทำหนังสือด่วนถึง กสทช. เลขที่ ๕๓/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๖ เรื่อง แจ้งความประสงค์ขอใช้คลื่นความถี่สำหรับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงในระบบดิจิตอล เพื่อขออนุญาตทดลองวิทยุระบบดิจิตอลด้วยตนเอง (ไม่ผ่านองค์กรของรัฐใดๆ) ผลปรากฏว่า กสทช.มีหนังสือตอบปฏิเสธมูลนิธิเสียงธรรมฯ มิหนำซ้ำยังมีมติ กสท. ติดตามมาเพื่อปิดกั้นมิให้ “ผู้ประกอบการภาคประชาชน” สามารถเข้ามาประกอบการวิทยุระบบดิจิตอลได้ทำให้ กสท.เสียงข้างน้อยไม่อาจยอมรับได้เพราะเห็นว่าเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง และความไม่ชอบธรรมดังกล่าวนี้เอง ทำให้มูลนิธิเสียงธรรมฯ ต้องตัดสินใจเข้าร่วมในโครงการของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง จนวิทยุเสียงธรรมสามารถออกอากาศได้ผลเป็นอย่างดี เป็นที่พอใจของประชาชนจำนวนมากซึ่งแทนที่ กสท. จะสนับสนุนส่งเสริมโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะดังกล่าวให้สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่นดีงาม แต่จากนั้นไม่นานกลับปรากฏว่า กสท.รีบปรับเปลี่ยนโยกย้ายบุคลากรสายงานด้านวิทยุระบบดิจิตอลในระดับเจ้าหน้าที่เสียใหม่อย่างรวดเร็วและพลันก็เกิดคำสั่งเทวทัตขึ้นในทันที ส่งผลกระทบรุนแรงให้โครงการของสถาบันฯ ที่เป็นประโยชน์ต่อชาติศาสนาเป็นที่พอใจของประชาชนกลับต้องถูกระงับไป

๒.    ขอให้ประชาชนที่ได้รับแจกเครื่องรับวิทยุระบบดิจิตอล DAB+ เป็นธรรมทาน โปรดเก็บรักษาเครื่องให้อยู่ในสภาพดีไว้รองรับการใช้งานในระยะต่อไปเมื่อ กสทช. และ กสท. เกิดจิตสำนึก วุฒิภาวะและสัมมาทิฏฐิเริ่มกลับคืนมาคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เหนือกว่าความรู้สึกตามอำเภอใจส่วนตน

๓.     ขณะนี้มูลนิธิเสียงธรรมฯ ได้มีข้อตกลงร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี (หนังสืออธิการบดีลงนามถึง กสทช.ที่ ศธ ๐๕๔๓/๖๑๓ ลงวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๗) เพื่อขออนุญาตจัดทำโครงการศึกษาวิจัยวิทยุระบบดิจิตอลเพื่อการศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งจะส่งผลดีให้นักเรียน นักศึกษา คณาจารย์ ประชาชน พระสงฆ์ ตลอดจนองค์กรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเกิดความตื่นตัวที่จะใช้วิทยุระบบดิจิตอลซึ่งเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่แก้ปัญหาของชาติได้อย่างตรงจุดนำมาใช้ในการพัฒนาการศึกษาและคุณธรรมของประชาชนเพื่อให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเป็นกำลังสำคัญของชาติบ้านเมืองอย่างยั่งยืนสืบไป

          เพื่อความไม่ประมาทในพฤติการณ์ของ กสทช. และ กสท. ที่มักปิดกั้นความเจริญของชาติเช่นที่เกิดขึ้นแล้วในกรณีของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังข้าพเจ้าขอเรียกร้องให้พี่น้องประชาชนผู้รักชาติศาสนาและความเป็นธรรมทุกท่าน ช่วยกันจับตาการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. และ กสท. ในกรณีนี้อย่างใกล้ชิดว่าจะตัดสินใจไปในแนวทางที่จะเป็นประโยชน์หรือเป็นโทษต่อชาติศาสนาหรือไม่ อย่างไร

          จึงขอชี้แจงความจริงที่เกิดขึ้นให้ประชาชนและท่านผู้ฟังวิทยุเสียงธรรมฯ ในโครงการข้างต้นได้รับทราบโดยทั่วกัน พร้อมกับขอให้ช่วยกันเฝ้าสังเกตุ ติดตามพฤติกรรมการทำงานของ กสทช. และ กสท. อย่างใกล้ชิด

 

 

(ดร.ดาราวรรณ เด่นอุดม)

ตัวแทนประชาชนผู้ฟังวิทยุเสียงธรรมระบบดิจิตอล

วันที่ ๖ เมษายน ๒๕๕๗

 

 

========================================================================

 

แถลงการณ์ คณะศิษยานุศิษย์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน

เรื่อง ร่วมกันปกป้องวิทยุเสียงธรรม  

ตามเจตนารมณ์ขององค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน 

          ด้วยคณะศิษยานุศิษย์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ทั่วประเทศ ต่างมีจิตอันเป็นกุศลร่วมกันปกปักรักษา สถานีวิทยุในเครือข่ายมูลนิธิเสียงธรรมเพื่อประชาชน ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี อันเป็นมรดกธรรมล้ำค่าในทางพระพุทธศาสนาให้ดำรงคงอยู่คู่ชาติไทยตราบนานเท่านาน เพื่อเป็นประโยชน์สาธารณะอย่างยิ่งใหญ่ต่อชาติ ให้จิตใจได้รับอรรถธรรมจากเสียงเทศน์ของครูบาอาจารย์ในวงพระกรรมฐาน ที่องค์หลวงตาฯ ได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว โดยมูลนิธิเสียงธรรมฯ ได้รับสิทธิในการออกอากาศต่อเนื่องมานานหลายปี และในขณะนี้กำลังรอรับใบอนุญาตฯ จาก กสทช.อยู่นั้น

          อย่างไรก็ตาม แม้มูลนิธิเสียงธรรมฯ ได้ทำการยื่นเอกสารหลักฐานประกอบคำขอใบอนุญาตฯ อย่างครบถ้วนสมบูรณ์มีเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช. ลงนามรับรองตั้งแต่วันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ แล้ว  แต่ต่อมา กสทช.กลับแจ้งว่า ยังขาดเอกสารหลักฐานอยู่อีก มูลนิธิเสียงธรรมฯ จึงรีบด่วนเข้าพบหวังจะเร่งจัดส่งเอกสารที่ กสทช.ต้องการให้ครบถ้วนสมบูรณ์ในทันที ซึ่งจำเป็นต้องทราบตารางตรวจสอบรายสถานี หรือที่เรียกกันว่า ใบเช็คลิสต์ (Check List) โดยที่ กสทช.ไม่มีความจำเป็นใดๆ เลยที่จักต้องส่งเอกสารหลักฐานอื่นๆ ที่ครบถ้วนแล้วจำนวนหลายสิบกล่องส่งกลับคืนมาแต่อย่างใด แต่ก็ดึงดันที่จะกระทำการเช่นว่านี้ตลอดมา โดยจงใจปิดบังอำพรางใบเช็คลิสต์ดังกล่าวไม่ให้ทราบเลยอันเป็นพฤติการณ์ที่ผิดปกติประหนึ่งหวังกลั่นแกล้งให้บังเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อสถานภาพทางกฎหมายของมูลนิธิเสียงธรรมฯ 

          ครั้นเมื่อ กสทช.ไม่มีหนังสือตอบกลับ มูลนิธิเสียงธรรมฯ  จึงได้ส่งตัวแทนผู้รับมอบอำนาจจากมูลนิธิเสียงธรรมฯ เพื่อขอตารางตรวจสอบเอกสารรายสถานี  โดยในครั้งแรก วันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๕๗ คุณมณีรัตน์ กำจรกิจการ  เจ้าหน้าที่ระดับบริหารของ กสทช. ที่มีอำนาจตัดสินใจโดยตรงว่าจะมอบใบเช็คลิสต์แก่มูลนิธิเสียงธรรมฯ ได้หรือไม่ก็กล่าวปฏิเสธแบบไม่ใยดีว่า  ไม่สามารถให้ใบเช็คลิสต์ได้เพราะอยู่ในกล่องคำขอซึ่งอยู่ในตึก Exim Bank ที่ คปท.ได้ปิดทำการ จะเข้าได้เมื่อใดก็ให้ไปถาม คปท. ดูเอง ดังนั้น เพื่อแสดงถึงความบริสุทธิ์ใจและจริงใจในการให้ความร่วมมือกับ กสทช.  วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ มูลนิธิเสียงธรรมจึงได้ส่งตัวแทนฯ เข้าพบเพื่อประชุมหารือกับคณะเจ้าหน้าที่ของ กสทช.นำโดย คุณมณีรัตน์ กำจรกิจการ อีกครั้งหนึ่ง แต่ในครั้งนี้คุณมณีรัตน์กลับเปลี่ยนทีท่าที่จะให้เช่นครั้งก่อนที่อ้าง คปท.มาเป็นเหตุ โดยให้การปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงปราศจากเหตุผลอันชอบธรรม ไม่ยอมแม้แต่จะให้ดูตารางตรวจสอบฯหรือใบเช็คลิสต์ ทั้งที่ตารางฯ ดังกล่าวก็มีอยู่และอยู่ในความรับผิดชอบของตนที่จะสามารถคัดสำเนาได้ในขณะนั้น กลับยังคงยืนกรานให้ตัวแทนฯ ขนกล่องเอกสารหลักฐานคำขอกลับไปให้หมดสิ้น ด้วยเหตุผลเพียงว่า “ไม่มีวิทยุชุมชนเชิงประเด็น” และ “สถานีวิทยุเสียงธรรมฯ ขาดคุณสมบัติในการเป็นวิทยุประเภทบริการชุมชน”

ทั้งที่เมื่อกลางปี พ.ศ. ๒๕๕๒ คุณมณีรัตน์ คนเดียวกันนี้ ในฐานะนักกฎหมายประจำสำนักงาน กสทช. มาก่อน  เคยกราบเรียนยืนยันอย่างหนักแน่นต่อพระสงฆ์ของมูลนิธิเสียงธรรมฯ ว่า "กราบเรียนพระคุณเจ้า วิทยุชุมชนเชิงประเด็นมีอยู่จริง ในคำนิยามชุมชนนี่ยังไง" คำพูดพลิกลิ้นของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวนี้จึงเป็นการกล่าวมุสาวาทกลับกลอกอย่างร้ายแรงไร้หิริโอตตัปปะอย่างน่าละอายที่สุด 

          อีกประการหนึ่ง การที่ปิดบังอำพรางไม่ยอมให้ดูแม้เพียงใบเช็คลิสต์ ย่อมเป็นการแสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ว่า ความบกพร่องที่อ้างถึงนั้นเป็นเพียงความเห็นที่ขัดแย้งกันในทาง “หลักการ” มิใช่ปัญหาความไม่ครบถ้วนในทาง “เอกสาร” อย่างที่กล่าวอ้างขึ้นแต่อย่างใด ซึ่งปัญหาความเห็นที่ขัดแย้งในทาง “หลักการ” จนถือเอาเป็นเหตุให้เกิดปัญหาเอกสารไม่ครบถ้วนนี้นั้น ย่อมสามารถแก้ไขได้อย่างง่ายดาย เพียงเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวเสนอความเห็นเพื่อนำเสนอต่อบอร์ดเพื่อโปรดพิจารณาทบทวนอีกครั้งให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตนเองก็เคยยืนยันต่อพระสงฆ์มาแล้ว การกล่าวปฏิเสธเช่นนี้ จึงเป็นใช้อำนาจดุลพินิจส่วนตนปิดกั้นเพื่อเล็งผลให้เกิดความเสียหายต่อมูลนิธิเสียงธรรมฯ อย่างร้ายแรงที่สุด นับเป็นการจงใจกลั่นแกล้งการเผยแผ่ธรรมะของพระอรหันต์ในพระพุทธศาสนาเช่นที่ลูกสาวพญามารเคยกระทำต่อพระพุทธองค์ถือเป็นกรรมที่หนักที่สุดในพระพุทธศาสนา

          ทั้งนี้ ปรากฏข้อเท็จจริงทั้งในทางกฎหมายและวิชาการ คำว่า “วิทยุประเภทบริการชุมชน” นั้น ย่อมหมายความรวมถึงทั้งเชิงพื้นที่และเชิงประเด็นอยู่แล้วในคำคำเดียว เปรียบเสมือนกับคำว่า “มนุษย์” ซึ่งทุกคนย่อมเข้าใจตรงกันว่า “มนุษย์” หมายความรวมถึงทั้งเพศหญิงและเพศชาย การมุ่งหมายจะใช้ถ้อยคำว่า “มนุษย์” คำเดียวนี้ให้หมายถึงเฉพาะแต่เพียงเพศชายเท่านั้น เพื่อปิดกั้นเพศหญิงมิให้ใช้คำเดียวกันว่า “มนุษย์” ด้วย ย่อมแสดงถึงการจงใจกลั่นแกล้งเพศหญิงอย่างร้ายแรงที่สุด เป็นการลิดรอนสิทธิของเพศหญิงซึ่งย่อมต้องมีสิทธิในความเป็นมนุษย์อย่างมีศักดิ์ศรีและเท่าเทียมที่สุดกับเพศชายภายใต้ข้อจำกัดของเพศที่มิใช่การจงใจกลั่นแกล้งกีดกันสิทธิอันควรได้นั้นๆ ให้สูญเสียและพลาดโอกาสในการบำเพ็ญประโยชน์อันดีงาม    ไปเสียฉันใด การที่จงใจปิดกั้นและลิดรอนสิทธิและประโยชน์อย่างมหาศาลอันควรได้ของประชาชนเพื่อหวังผลให้ฐานะของความเป็น “ชุมชน” ด้อยลง โดยจงใจปิดกั้นชุมชนในเชิงประเด็นออกไปนั้น ย่อมเป็นการจงใจกลั่นแกล้งที่ร้ายแรงอย่างไม่มีวันที่พระสงฆ์และประชาชนศิษยานุศิษย์องค์หลวงตาฯ จะยอมรับได้

นอกจากนี้ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง  วิทยุโทรทัศน์  และกิจการโทรคมนาคม  พ.ศ. ๒๕๕๓ ได้บัญญัติคำนิยามคำว่า “ชุมชน” อย่างชัดเจน ซึ่งมีความหมายรวมทั้งชุมชนเชิงพื้นที่และชุมชนเชิงประเด็น (เชิงความสนใจร่วมกัน) ดังนี้

            “ชุมชน  หมายความว่า  กลุ่มประชาชนที่มีพื้นที่อาศัยในแหล่งเดียวกัน ไม่ว่าจะในเมืองหรือในชนบท   และให้หมายความรวมถึงกลุ่มประชาชนที่มีความสนใจร่วมกัน   และอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกันหรือสื่อสารถึงกันได้  โดยมีผลประโยชน์ด้านสังคมและวัฒนธรรม   เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน  ทำกิจกรรมอันชอบด้วยกฎหมายและศีลธรรมร่วมกัน   มีการจัดการอย่างต่อเนื่อง  มีการจัดการและการแสดงเจตนาแทนกลุ่มได้”

          จะเห็นได้ว่า กฎหมายได้บัญญัติให้ความหมายของชุมชน ครอบคลุมทั้งเชิงพื้นที่ และ เชิงประเด็น (ความสนใจร่วมกัน) อย่างชัดเจน แต่คุณมณีรัตน์ก็ยังคงยืนกรานกล้าตระบัดสัตย์ต่อพระสงฆ์และประชาชนทั้งประเทศว่า   ชุมชนมีความหมายเพียงเชิงพื้นที่ ซึ่งเท่ากับว่า คุณมณีรัตน์ยอมรับคำนิยามของคำว่า “ชุมชน” ที่บัญญัติไว้ในกฎหมายเพียงบรรทัดแรกเพียงบรรทัดเดียว คือ  ชุมชนเชิงพื้นที่  โดยจงใจ   ปิดกั้นความหมายของชุมชนเชิงประเด็น (เชิงความสนใจร่วมกัน) ทั้งๆ ที่กฎหมายก็ได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนที่สุดแล้ว  การปฏิเสธคำนิยามตามกฎหมายอย่างหาความละอายมิได้ โดยที่ตนก็ได้กล่าวยืนยันมาก่อนแล้วราวกับไม่ได้มีบัญญัติไว้ในกฎหมายเช่นนี้ ย่อมแสดงให้เห็นถึงการจงใจเลือกปฏิบัติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และยังพลาดพลั้งสร้างกรรมที่หนักที่สุดไว้ในพระพุทธศาสนาอย่างไม่สมควรอีกด้วย จักต้องเสวยวิบากกรรมอย่างหนักหนายาวนานนับอสงไขยอย่างมิอาจคาดคะเนได้เลย

แม้คุณมณีรัตน์จะอ้างการตีความขัดต่อกฎหมายว่า เป็นมติ ของ กสท. แต่ในเมื่ออดีตข้าราชการระดับสูง ซึ่งรู้ระเบียบราชการเป็นอย่างดี ได้พูดเสนอความเห็นว่า “เจ้าหน้าที่” ก็ต้องชงเรื่องขึ้นไปให้บอร์ด แต่คุณมณีรัตน์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับบริหารกลับดื้อรั้น นิ่งเฉยไม่ใส่ใจในความเห็นของผู้ใหญ่ จงใจปิดกั้นที่จะเสนอความเห็นต่อ บอร์ด กสท.เพื่อให้มีการทบทวนมติ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายและไม่ส่งผลเสียหายต่อวิทยุเสียงธรรมฯ ปรากฏหลักฐานการทักท้วงซึ่งเจ้าหน้าที่ กสทช. ได้บันทึกเทป VDO เอาไว้ทั้งหมดแล้ว

ในเมื่อคุณมณีรัตน์ยังดื้อรั้นดึงดันจะส่งคืนกล่องเอกสารหลักฐานคำขอใบอนุญาตฯ ทั้งหมดกลับคืนทางไปรษณีย์ให้จงได้  นอกจากนี้คุณมณีรัตน์ยังย้ำอีกด้วยว่า สถานีวิทยุเสียงธรรมฯ นั้นประชาชนไม่ได้ผลิตรายการเอง จึงไม่สามารถให้อนุญาตในประเภทบริการชุมชนได้ ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่า แล้วทำไมสถานีบางแห่งที่รับสัญญาณออกอากาศจากแม่ข่ายวิทยุเสียงธรรม ๑๐๐ % ไม่ได้ผลิตรายการเองเลย เพราะเหตุใดสถานีเหล่านี้กลับได้รับอนุญาตจาก กสทช. ในขณะที่มูลนิธิเสียงธรรมฯ ที่มีสำนักงานทำการอยู่ทุกภูมิภาคซึ่งประกอบกิจการและร่วมกันผลิตเองแบบ ๑๐๐ % แต่เพราะเหตุใดมูลนิธิเสียงธรรมฯ กลับไม่สามารถได้รับอนุญาต นอกจากนี้ เพราะเหตุใดวิทยุประเภทธุรกิจสามารถมีสถานีเครือข่ายได้ แต่ทำไมวิทยุภาคประชาชนเช่นมูลนิธิเสียงธรรมฯ กลับไม่ยอมให้มีเครือข่าย จึงเป็นการเลือกปฏิบัติที่น่ารังเกียจที่สุด พระสงฆ์และประชาชนศิษยานุศิษย์องค์หลวงตาฯ จึงไม่อาจยอมรับได้อย่างเด็ดขาด

การปฏิบัติหน้าที่ของคุณมณีรัตน์ กำจรกิจการ ในฐานะเจ้าหน้าที่ กสทช. ปรากฏชัดเจนแล้วในขณะนี้ว่า ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อวิทยุเสียงธรรมฯ อย่างร้ายแรง  ดังนั้น หากยังมีการส่งคืนเอกสารหลักฐาน   คำขอใบอนุญาตฯ ทั้งหมดให้แก่ มูลนิธิเสียงธรรมฯ อีก ย่อมเท่ากับกระทำการอย่างจงใจเล็งผลให้มูลนิธิเสียงธรรมฯ ต้องพ้นกำหนดเวลายื่นคำขอ ย่อมแสดงให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่ กสทช.ท่านนี้มีความจงใจที่จะสร้างความเสียหายต่อวิทยุเสียงธรรม และสร้างกรรมหนักในพระพุทธศาสนา  คณะศิษยานุศิษย์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า คณะศิษย์ฯ จะร่วมกันปกป้องวิทยุเสียงธรรม อย่างสุดชีวิต เพื่อรักษาวิทยุเสียงธรรม มรดกธรรมขององค์หลวงตาฯ ให้สามารถดำเนินการได้สมเจตนารมณ์ขององค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน สืบไป

   จึงแถลงการณ์มาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

ดร.ดาราวรรณ เด่นอุดม

ในนามตัวแทนคณะศิษยานุศิษย์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน

๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗

 

 

 

 

 

 

 

ด่วนที่สุด

 เลขที่ ม.ธ.ป.๐๑๔/๒๕๕๗                                                                                                        มูลนิธิเสียงธรรมเพื่อประชาชนฯ

สำนักงานใหญ่  ๓๐๙/  หมู่

ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี

๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗  

เรื่อง          ขอความอนุเคราะห์ เป็นผู้เปิดกล่องเอกสารคำขอรับใบอนุญาตฯ ที่ส่งมาจาก กสทช. กรุงเทพ

เจริญพร     ผู้อำนวยการ สำนักงาน กสทช. เขต สำนักงาน กสทช.เขต ๘ อุดรธานี (นายฉลาด อาสายุทธ์)

สิ่งที่ส่งมาด้วย   (๑)  หนังสือมูลนิธิเสียงธรรม ด่วนที่สุดเลขที่ ม.ธ.ป. ๐๑๓/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗     เรื่อง การปิดกั้นไม่ให้มูลนิธิเสียงธรรมฯ เข้าในกระบวนการอนุญาตฯ

                   (๒) หน้าข่าวประชาสัมพันธ์ในเว็บไซต์ กสทช. เรื่อง การยื่นและแก้ไขเพิ่มเติมเอกสารของผู้ยื่นคำขอทดลองประกอบ กิจการวิทยุกระจายเสียง ตามประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การอนุญาตทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง พ.ศ. ๒๕๕๕

อ้างถึง            มติที่ประชุม กสท. ครั้งที่ ๔๖/๒๕๕๖  วันจันทร์ที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๖   

ด้วยมูลนิธิเสียงธรรมเพื่อประชาชน ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ได้รับแจ้งจากคุณมณีรัตน์ กำจรกิจการ เจ้าหน้าที่ กสทช.กรุงเทพ ในนามสำนักงาน กสทช. กรุงเทพ ว่า สำนักงาน กสทช. จะจัดส่งกล่องเอกสารหลักฐานรวมถึงแบบคำขออนุญาตฯ คืนมายังมูลนิธิเสียงธรรมฯ เพื่อจะได้จัดทำเอกสารหลักฐานที่ยังขาดตกบกพร่องอยู่ในครบถ้วนตรงกับความประสงค์ของ กสทช. ซึ่งกรณีผู้ขอรับใบอนุญาตฯ รายอื่นต่างได้รับการอำนวยความสะดวกเป็นอย่างดี ไม่จำเป็นต้องรับเอกสารหลักฐานกลับคืน เพียงโทรศัพท์ไปสอบถามว่า กสทช.ต้องการเอกสารใดเพิ่ม แล้วให้นำจัดส่งเท่านั้นก็เป็นอันเสร็จสมบูรณ์  

แม้ว่ามูลนิธิเสียงธรรมฯ จะได้พยายามทักท้วงวิงวอนเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวหลายครั้งแล้วว่า จะขอรับเพียงตารางตรวจสอบรายสถานี (ใบเช็คลิสต์) เพื่อจะได้สามารถล่วงรู้ความประสงค์และจัดเอกสารได้ถูกต้องครบถ้วนตามที่ กสทช. ต้องการ แต่เจ้าหน้าที่กลับยืนกรานปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใยว่า จะไม่ยอมให้ตารางตรวจสอบรายสถานี หากมูลนิธิเสียงธรรมฯไม่รับเอกสารกลับไปทั้งหมด ซึ่งตัวแทนได้รับมอบอำนาจให้มารับเพียงตารางตรวจสอบรายสถานีเท่านั้น เจ้าหน้าที่ กสทช. จึงแจ้งว่า จะส่งกลับเอกสารคำขอทั้งหมด ซึ่งมีตารางตรวจสอบรายสถานี (ใบเช็คลิสต์) รวมอยู่ด้วย ทางไปรษณีย์ รายละเอียดตามเอกสารแนบนั้น

ตามข้อเท็จจริงและเหตุผลอันชอบธรรม หากมูลนิธิเสียงธรรมฯ รับเอกสารคำขอฯ ทั้งหมดกลับ เพื่อยื่นขอรับอนุญาตใหม่ ก็ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ชอบด้วยเหตุผล ก่อให้เกิดความยุ่งยากวุ่นวายเป็นการทำงานซับซ้อนวกวนอย่างยิ่ง นอกจากนั้น ในขณะนี้พ้นกำหนดเวลาการยื่นคำขอใบอนุญาตฯ ตามประกาศฯ แล้ว ประกอบกับ มติ กสท. ตามอ้างถึง ก็ได้กำหนดให้ผู้ยื่นแบบคำขอฯ แล้วและยังยื่นเอกสารหลักฐาน          ไม่ครบถ้วน ให้ยื่นเอกสารเพิ่มเติมเท่านั้น ซึ่งหากพ้นระยะเวลาที่กำหนดมาแล้วเช่นนี้ ก็จะถูกกลั่นแกล้ง โดยถือเอาเป็นเหตุหาเรื่องยกโทษยกกรณ์จนถูกคำสั่งระงับการออกอากาศต่อไปก็เป็นได้

และหากสถานีวิทยุเสียงธรรมฯ ต้องปิดตัวลง จะกระทบกระเทือนต่อประชาชนผู้ฟังทั่วประเทศจำนวนหลายล้านคน เนื่องจากประชาชนผู้ฟังและประชาชนผู้ร่วมบริจาคในแต่ละสถานีเครือข่ายทั่วประเทศ ย่อมเห็นถึงการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ด้วยการมีเจตนาอย่างแรงกล้าที่จะปิดบังอำพรางตารางตรวจสอบรายสถานี (ใบเช็คลิสต์) ของเจ้าหน้าที่คนดังกล่าว อย่างปราศจากเหตุผลอันชอบธรรมตามกฎหมาย และหากถือเอาพฤติกรรมปิดบังอำพรางตารางฯ ดังกล่าว จนเป็นให้มูลนิธิเสียงธรรมฯ ไม่สามารถล่วงรู้และจัดหาเอกสารมาได้ทันภายในกำหนดเวลา แล้วถือเป็นโทษความผิดต่อการออกอากาศหรือต่อสถานภาพทางกฎหมายของมูลนิธิเสียงธรรมฯ ย่อมจะทำให้เกิดความระส่ำระสายในวงกว้างอย่างที่มิอาจมีผู้ใดจะคาดเดาได้ เพราะประชาชนผู้รักเคารพบูชาองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน และพระกรรมฐาน ต่างได้ประจักษ์ชัดแจ้งถึงความดื้อด้านหาญกล้ามีเจตนาทราม หวังใช้เล่ห์เหลี่ยมหาเรื่องตั้งแง่แล้วยกขึ้นเอาเป็นเหตุแห่งการเหยียบย่ำทำลายมรดกธรรมอันทรงค่าของพระอรหันต์จำนวนมาก ให้ถูกระงับลิดรอนหรือถูกลิดรอนให้ต้องมัวหมองไป

ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างละมุนละม่อมเป็นธรรมยังประโยชน์ร่วมกัน มูลนิธิเสียงธรรมฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า ผ.อ.ฉลาด อาสายุทธ์ เป็นบุคคลที่ได้รับความไว้วางใจจากภาคประชาชน จากผลงานที่ท่านได้ให้ความอนุเคราะห์แก่เครือข่ายประชาชนสนับสนุนการเผยแพร่ธรรมะผ่านสื่อภาคประชาชน โดยท่านได้พยายามประสานงานเป็นอย่างดี จนทำให้งานศึกษาวิจัยเรื่อง “โครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงที่มุ่งเน้นในเชิงประเด็น ภายใต้ พ.ร.บ.ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.๒๕๕๑” ได้รับการเปิดเผยอย่างเป็นทางการผ่านเว็บไซต์ของ กสทช. ทำให้เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนว่า ในทางกฎหมายมีวิทยุบริการชุมชนอยู่ ๒ ประเภท ได้แก่ วิทยุชุมชนที่มีเนื้อหา วงแคบครอบคลุมเฉพาะในเชิงพื้นที่ และวิทยุชุมชนที่มีเนื้อหากระจายได้กว้างขวาง ครอบคลุมในเชิงความสนใจหรือเชิงประเด็น ข้อเท็จจริงดังกล่าวยังประโยชน์สาธารณะแก่ประเทศชาติและประชาชนเป็นอย่างยิ่ง

มูลนิธิเสียงธรรมเพื่อประชาชน ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี จึงใคร่ขอความอนุเคราะห์จากท่าน ในนามเจ้าหน้าที่ กสทช. กรุณาเป็นผู้เปิดกล่องเอกสารหลักฐานประกอบคำขออนุญาตที่ครบถ้วนสมบูรณ์มาก่อน แต่ถูกเจ้าหน้าที่ กสทชจากกรุงเทพท้วงติงว่า ยังมีจุดบกพร่องที่มูลนิธิเสียงธรรมฯ ต้องจัดหาเพิ่มเติม รายละเอียดอยู่ในตารางตรวจสอบรายสถานีภายในกล่องที่กำลังจะจัดส่งทางไปรษณีย์มาให้เร็ว ๆ นี้ จึงขอความอนุเคราะห์จากท่านนำเฉพาะตารางตรวจสอบรายสถานี (ใบเช็คลิสต์) ออกจากล่องแล้วถ่ายสำเนาให้มูลนิธิเสียงธรรมฯ ท่ามกลางสักขีพยานที่เชื่อถือได้จำนวนมาก โดยตัวแทนฝ่ายมูลนิธิเสียงธรรมฯ จะแสดงความบริสุทธิ์ใจด้วยการไม่แตะต้องกล่องหรือเอกสารต่าง ๆ ภายในกล่องโดยเด็ดขาด เมื่อคัดสำเนาเสร็จแล้วจะขอให้ท่านกรุณาจัดเก็บเอกสารคืนกล่องส่งทางไปรษณีย์ไปยัง เจ้าหน้าที่ กสทช. กรุงเทพ ผู้เป็นต้นเรื่องในทันทีท่ามกลางสักขีพยาน การกระทำเช่นนี้ก็เพื่อประคับประคองรักษาให้มูลนิธิเสียงธรรมฯ ยังอยู่ในกระบวนการอนุญาตของ กสทช. และยังเป็นการลดความยุ่งยากวุ่นวายในการตรวจสอบที่ซ้ำซ้อนอย่างไร้เหตุผลความจำเป็น ครั้นเมื่อได้สำเนาตารางฯ จากท่าน มูลนิธิเสียงธรรมฯ จักได้เร่งจัดหาเอกสารที่ กสทช.พิจารณาว่า ยังขาดตกบกพร่อง ให้ครบถ้วนสมบูรณ์โดยเร็วที่สุดแล้วนำมามอบต่อท่านเพื่อส่งผ่านต่อไปยังสำนักงานของท่านต้นเรื่องที่กรุงเทพ

จึงเจริญพรมาเพื่อโปรดให้ความอนุเคราะห์แก่มูลนิธิเสียงธรรมฯ เพื่อประโยชน์สาธารณะต่อประชาชนสืบไป และเป็นการช่วยแก้ไขคลี่คลายปัญหาไร้สาระที่อาจเป็นฟางเส้นสุดท้ายมิให้ลุกลามใหญ่โตจนมิอาจจะเยียวยาได้

                                                                                  ขอเจริญพรมาพร้อมหนังสือนี้

 

             (พระมนฑน์จิตต์เกษม ธัมมธโร)

    กรรมการมูลนิธิเสียงธรรมเพื่อประชาชน

      ทำการแทนประธานมูลนิธิเสียงธรรมเพื่อประชาชนฯ

 

 

 

 

 

ด่วนที่สุด

 เลขที่ ม.ธ.ป.๐๑๕/๒๕๕๗                                                                                                        มูลนิธิเสียงธรรมเพื่อประชาชนฯ

สำนักงานใหญ่  ๓๐๙/  หมู่

ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี

๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗  

เรื่อง          ขอความอนุเคราะห์ ร่วมเป็นสักขีพยานในการเปิดกล่องคำขอรับอนุญาตฯ

เจริญพร     ท่านผู้บังคับการกองบิน ๒๓ 

สิ่งที่ส่งมาด้วย ๑. สำเนาหนังสือมูลนิธิเสียงธรรม ด่วนที่สุด เลขที่ ม.ธ.ป. ๐๑๔/๒๕๕๗ ลว. ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ ถึง ผ.อ.ฉลาด อาสายุทธ์ เรื่อง ขอความอนุเคราะห์ เป็นผู้เปิดกล่องเอกสารคำขอรับใบอนุญาตฯ ที่ส่งมาจาก กสทช. กรุงเทพ

               ๒. แถลงการณ์คณะศิษยานุศิษย์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน เรื่อง ร่วมกันปกป้องวิทยุเสียงธรรมตามเจตนารมณ์องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน

ด้วยความเลื่อมใสศรัทธาในปฏิปทาขององค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน รวมถึง     พระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ประชาชนชาวไทยทั่วทุกภาคจึงพากันจัดตั้งสถานีวิทยุและนำมาถวายองค์หลวงตาฯ โดยปวารณาว่า จะดูแลรักษา บริจาค และร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของสถานีวิทยุแต่ละแห่งกันเอง

มูลนิธิเสียงธรรมเพื่อประชาชน ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ซึ่งองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน เป็นประธานมูลนิธิฯ องค์แรก จึงได้ทำการแจ้งต่อนายกรัฐมนตรี และหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ต่อมาได้ยื่นจดทะเบียนตามกฎหมาย ต่อคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ทำให้เครือข่ายสถานีวิทยุเสียงธรรมฯ ได้รับสิทธิทดลองออกอากาศเป็นเวลาหลายปีจาก กทช. และรักษาการ กสทช. ในประเภทวิทยุประเภทบริการชุมชนระดับชาติ ที่ไม่แสวงหากำไรในทางธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการจัดตั้ง กสทช. โดยพันเอกนที ศุกลรัตน์ เป็นประธานดูแลด้านวิทยุกระจายเสียง กลับปรากฏว่า สถานีวิทยุเสียงธรรมฯ ซึ่งบำเพ็ญประโยชน์สาธารณะเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อย่างเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชน กลับถูกกีดกันต่าง ๆ นานา มูลนิธิเสียงธรรมฯ จึงจำเป็นต้องยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง โดยศาลปกครองได้เมตตารับคำฟ้องไว้พิจารณาไต่สวน 

อย่างไรก็ตาม มูลนิธิเสียงธรรมฯ ก็ได้แสดงความบริสุทธิ์ใจและจริงใจกับ กสทช. โดยได้ยื่น   คำขอตามประกาศ กสทช.ฉบับพิพาท และได้รับการลงชื่อยืนยันจากเจ้าหน้าที่ กสทช.ว่า ได้รับเอกสารครบถ้วนสมบูรณ์ตั้งแต่วันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ นับเป็นเวลาเกือบปีแล้ว ต่อมา กสทช.แจ้งอีกว่าต้องการเอกสารเพิ่มเติม โดยระบุสิ่งที่ต้องการในตารางตรวจสอบรายสถานีหรือใบเช็คลิสต์ตามข้อกำหนดตามประกาศ ว่า ยังขาดเอกสารใดบ้างตามที่เคยปฏิบัติ ซึ่งครั้งนั้น มูลนิธิเสียงธรรมฯ ก็รีบจัดหาโดยด่วนจนครบถ้วนตามความประสงค์ของ กสทช. ในทันทีภายใน ๓ วัน แต่ครั้งนี้เจ้าหน้าที่ กสทช.กลับเปลี่ยนวิธีการแบบเลือกปฏิบัติด้วยการดื้อแพ่งปิดกั้นไม่ยอมให้ดูใบเช็คลิสต์แม้จะร้องขอเพียงใดก็ตาม คงยืนยันจะส่งคืนคำขอพร้อมเอกสารหลักฐานทั้งหมดกว่า ๑๐ กล่องใหญ่ ทั้ง ๆ ที่สถานีวิทยุรายอื่นเพียงโทรศัพท์สอบถามหรืออีเมล์สอบถามก็ได้

การคืนคำขอทั้งหมดอย่างไม่เป็นธรรมดังกล่าว ก็เท่ากับบังคับให้มูลนิธิเสียงธรรมฯ จะต้องเริ่มต้นกระบวนการขออนุญาตใหม่ ประหนึ่งว่าไม่เคยยื่นแบบมาก่อนเลย ซึ่งทำให้ต้องเริ่มต้นตรวจสอบเอกสารหลักฐานชุดเดิมนับหมื่นหน้า ใหม่หมดทุกใบทุกหน้า ซึ่งเป็นวิธีการซ้ำซ้อนปราศจากเหตุผลอย่างยิ่ง อีกทั้งกรอบเวลาในการขออนุญาตตามประกาศฯ นั้นสิ้นสุดลงแล้ว พระสงฆ์และสาธารณชนต่างทราบได้ทันทีว่า กสทช.มีเจตนากลั่นแกล้ง (รายละเอียดปรากฏในเอกสารที่ส่งมาด้วย ๒)

ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันความขัดแย้งที่อาจลุกลามบานปลายโดยไม่จำเป็น และยังคงสามารถรักษามรดกธรรมขององค์หลวงตาพระมหาบัวฯ ให้สามารถดำรงคงอยู่ได้ โดยประคับประคองรักษาให้         มูลนิธิเสียงธรรมฯ ยังอยู่ในกระบวนการอนุญาตของ กสทช. มูลนิธิเสียงธรรมฯ จึงมีหนังสือด่วนที่สุดขอความอนุเคราะห์จาก ท่าน ผ.อ.ฉลาด อาสายุทธ์ ผู้อำนวยการ กสทช. เขต ๘ จังหวัดอุดรธานีเป็นผู้เปิดกล่องเอกสารดังกล่าว และรบกวนให้ช่วยถ่ายสำเนาเฉพาะตารางตรวจสอบรายสถานี (ใบเช็คลิสต์) จากในกล่องมาให้ ซึ่งหากนับรวมแล้วจะมีในราว ๓๐๐ หน้าเท่านั้น โดยตัวแทนฝ่ายมูลนิธิเสียงธรรมฯ จะแสดงความบริสุทธิ์ใจด้วยการไม่แตะต้องกล่องหรือเอกสารต่าง ๆ ภายในกล่องอย่างเด็ดขาด และเมื่อทราบรายละเอียดในใบเช็คลิสต์แล้วจะรีบด่วนจัดหาเอกสารตามที่ กสทช.แจ้งมาในทันที่ คาดว่าอย่างมากไม่เกิน ๗ วัน

การดำเนินการเช่นนี้ จำเป็นต้องมีสักขีพยานผู้มีเกียรติเป็นที่เชื่อถือได้ มูลนิธิเสียงธรรมฯ จึงขอความอนุเคราะห์จากท่านในฐานะเป็นองค์กรที่มีหน้าที่ตามกฎหมายโดยตรงเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง ได้โปรดเข้าร่วม หรือส่งตัวแทนร่วมเป็นสักขีพยานในการเปิดกล่องคำขอรับอนุญาตฯ ประการสำคัญ พิจารณาแล้วเห็นว่า องค์หลวงตาพระมหาบัวฯ มีความไว้วางใจและเคยมีพระเมตตาต่อหน่วยงานของท่านเป็นอย่างยิ่ง น่าจะสามารถเสียสละเวลาเพื่อร่วมบูชาคุณองค์ท่านได้เต็มที่ ทั้งนี้กรุณาแจ้งยืนยันการให้ความอนุเคราะห์มาที่ผู้ประสานงาน (คุณพงศธร ศิริรัตน์ โทรศัพท์ ๐๘๘ ๕๔๘๗๘๖๔)

จึงเจริญพรมาเพื่อโปรดให้ความอนุเคราะห์แก่มูลนิธิเสียงธรรมฯ เพื่อประโยชน์สาธารณะแก่ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สืบไป จักอนุโมทนาขอบคุณยิ่ง

                                                                                     ขอเจริญพรมาพร้อมหนังสือนี้

 

               (พระมนฑน์จิตต์เกษม ธัมมธโร)

       กรรมการมูลนิธิเสียงธรรมเพื่อประชาชน

         ทำการแทนประธานมูลนิธิเสียงธรรมเพื่อประชาชนฯ

 

 =====================================================

 

กองบุญแจก “วิทยุเสียงธรรมระบบดิจิตอล” เป็นธรรมทาน

ในการศึกษาทดลองออกอากาศ

ของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

 

          ด้วยมูลนิธิเสียงธรรมเพื่อประชาชนในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ได้เผยแผ่ธรรมะสายกรรมฐานพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต โดยมุ่งหวังในการยกระดับจิตใจทรัพยากรบุคคลในชาติให้สูงขึ้นเจริญด้วยคุณธรรมจริยธรรมยิ่งๆ ขึ้นไป และมุ่งมั่นกระจายเสียงธรรมะเป็นธรรมทานเพื่อประโยชน์สาธารณะโดยไม่แสวงหากำไร ผ่านเครือข่ายสถานีวิทยุภาคประชาชนในระดับชาติจำนวนมากถึง 129 สถานี ซึ่งเป็นการกระจายเสียงในระบบอนาล็อกมาเป็นเวลากว่าสิบปี อย่างไรก็ตาม ประชาชนยังมิได้รับประโยชน์จากการรับฟังอย่างเต็มที่โดยมีสาเหตุสำคัญมาจาก กสทช. ที่ไม่กล้าปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ส่งผลให้การใช้คลื่นความถี่ซึ่งเป็นทรัพยากรของชาติถูกนำไปใช้สอยอย่างฟุ่มเฟือยไร้ประสิทธิภาพ กว่า 90 % เป็นไปเพื่อตอบสนองทุนธุรกิจการบันเทิงเท่านั้น  การที่ กสทช. ไม่ควบคุมสัดส่วนให้เป็นไปตามกฎหมายและกีดกันความรู้การบริการตรวจสภาพระบบเครื่องส่งแก่สถานีวิทยุต่างๆ เหล่านี้ย่อมเป็นเหตุให้เกิดปัญหาการรบกวนระหว่างกันอย่างรุนแรง ไม่เว้นแม้ในกิจการวิทยุการบิน  

ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาโดยรวมของชาติได้อย่างเด็ดขาด ส่งผลพลอยได้ช่วยให้ประชาชนผู้ฟังเครือข่ายวิทยุเสียงธรรมสามารถรับฟังธรรมะได้อย่างชัดเจน มูลนิธิฯ จึงร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ในโครงการศึกษาวิจัยวิทยุระบบดิจิตอลในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์ตรงกันที่จะทำการศึกษาและวิจัยเพื่อผลิตทรัพยากรมนุษย์ที่มีความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระบบดิจิตอล ควบคู่ไปกับการส่งเสริมจริยธรรม และรักษาไว้ซึ่งศิลปวัฒนธรรมอันดีของประเทศ นับเป็นการก้าวนำทางเทคโนโลยีไปพร้อมๆ กับการสร้างภูมิคุ้มกันในทุกมิติของชาติ เพื่อรองรับการแข่งขันในระดับชาติ และระดับนานาชาติ ที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา

            วัตถุประสงค์

1.         สร้างและพัฒนา “วิทยุระบบดิจิตอลต้นแบบ” ทั้งระบบ ในลักษณะการพัฒนาเทคโนโลยีของชาติควบคู่กับการส่งเสริมจริยธรรม

2.         ให้ช่องรายการวิทยุเสียงธรรมกระจายเสียงก้าวหน้าไปในเทคโนโลยีระบบต่างๆ  

3.         แจกจ่ายเครื่องรับวิทยุระบบดิจิตอลเป็นธรรมทาน

4.         ศึกษาผลการรับฟังเครื่องรับวิทยุระบบดิจิตอล

5.         เปรียบเทียบผลการรับฟังเครื่องรับวิทยุ “ระบบดิจิตอล” กับ “ระบบอนาล็อก”

            กรอบการดำเนินโครงการ

          ผู้ฟังสถานีวิทยุเสียงธรรมฯ อย่างน้อยจำนวน 1,000 ครัวเรือน ครอบคลุมการกระจายเสียงเบื้องต้นในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล อาจขยายการทดลองต่อไปยังภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ

 

            วิธีการดำเนินการโครงการ สถานที่ทำการทดลอง และหรือเก็บข้อมูล

ผู้ฟังวิทยุเสียงธรรมที่อาสาลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ จะได้รับมอบเครื่องรับวิทยุระบบดิจิตอลเป็นธรรมทาน พร้อมได้รับแบบสอบถามผลการรับฟัง และรายงานผลต่อมูลนิธิฯ

 

            งบประมาณในการดำเนินโครงการเบื้องต้น

            มูลนิธิฯ ดำเนินการจัดซื้อเครื่องรับวิทยุดิจิตอล อย่างน้อยจำนวน 1,000 เครื่อง ๆ ละ 850 บาท รวม 850,000 บาท

          เนื่องจากโครงการนี้เป็นความร่วมมือกันหวังให้เกิดประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่อประเทศชาติและประชาชน จึงไม่รบกวนงบประมาณจากทางมหาวิทยาลัยแต่เพียงฝ่ายเดียว มูลนิธิฯ ตระหนักถึงความสำคัญของโครงการจะเป็นประโยชน์ทั้งทางโลกทางธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการเผยแผ่พระธรรมคำสอนของพ่อแม่ครูอาจารย์สายกรรมฐาน จึงนำมาประชาสัมพันธ์ให้ทุกท่านทราบ เพื่อมีส่วนร่วมในกองบุญแจกจ่าย “เครื่องรับวิทยุเสียงธรรมระบบดิจิตอล” เป็นธรรมทานในครั้งนี้

          โดยท่านผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบุญได้โดยการโอนปัจจัยสมทบโครงการผ่านบัญชีออมทรัพย์ ชื่อบัญชี “กองบุญแจกวิทยุเสียงธรรมดิจิตอลเป็นธรรมทาน” โดย “พระอาจารย์สุดใจ ทันตมโน พระอาจารย์บำรุง นวพโล และพระอาจารย์รัฐวีร์ ฐิตวีโร” เลขที่บัญชี 510-431666-2 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาอุดรธานี 

(หมายเหตุ:  ขอให้ผู้บริจาคเก็บสลิปธนาคารเอาไว้หรือส่งสำเนามาที่ มูลนิธิเสียงธรรมเพื่อประชาชน เลขที่ ๓๐๙/๑ หมู่ที่   ต. บ้านตาด อ. เมืองอุดรธานี จ. อุดรธานี  ๔๑๐๐๐)

          ขออนุโมทนาในจิตอันเป็นกุศลของทุกท่านเป็นอย่างยิ่ง

                                  ========================================

           บัญชีกองบุญแจก “วิทยุเสียงธรรมระบบดิจิตอล” เป็นธรรมทาน ยอดบริจาคเมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๖ ยอดรวมทั้งสิ้น ๙๐๙,๗๔๓.๕๐ บาท ทั้งนี้สามารถรับเครื่องรับวิทยุดิจิตอลได้ในวันที่ ๒๙ ธันวาคมนี้ ที่สวนแสงธรรม (หากไม่มีการเปลี่ยนแปลง)

                                 ========================================

ดาวน์โหลดแบบแจ้งความประสงค์ขอรับ "เครื่องรับวิทยุเสียงธรรมระบบดิจิตอล" เป็นธรรมทาน คลิกดาวน์โหลด ที่นี่

หรือจะกดคลิกขวาที่แบบฟอร์มข้างล่างนี้ แล้วเลือก save picture as... (สำหรับ ie) / save image as... (สำหรับ chrome) เพื่อจัดเก็บไฟล์

 

 

 

 

 

 

 

 

 


<< BACK

หน้าแรก