คลื่นธรรมะ ที่ถูกตามหลักกฎหมาย ให้กลับกลายเป็นผู้กระทำผิด // แถลงการณ์ ๑๑ การปกป้องรักษาสถานีเสียงธรรมฯ กระบี่ มรดกธรรมองค์หลวงตาฯ ในวาระสุดท้าย
Posted Date : วันที่ 14 พ.ย. 2558 เวลา 12:09 น.

 

 

        ภาพเปรียบเทียบการรังแก "คลื่นธรรมะ" ที่ถูกตามหลักกฎหมาย ให้กลับกลายเป็นผู้กระทำผิด

 

และการเอื้อประโยชน์ "คลื่นบันเทิง" ที่ผิดหลักกฎหมาย ให้สิทธิพิเศษผูกขาดคลื่นมาไม่มีที่สิ้นสุด

 

บัดนี้ "นายกรัฐมนตรี" ก็ได้ทราบชัดเจนแล้วถึงการปฏิบัติหน้าที่ที่ผิดกฎหมายของ กสทช. จากการยื่นหนังสือของคณะศิษย์

 

ล่าสุดมติสงฆ์วัดป่าบ้านตาด ๑๑ พ.ย.๒๕๕๘ จึงได้ทวงถามพล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา สรุปว่า

 

        ๑. จะใช้อำนาจที่มีอยู่ ทำตามหลักกฎหมายแท้ เพื่อช่วย "คลื่นธรรมะ" ให้พ้นจากการรังแกของ กสทช. หรือไม่

        หรือ ๒. จะเพิกเฉย ซึ่งเท่ากับสนับสนุน กสทช. ให้ปิดกั้นทำลาย "คลื่นธรรมะ" มรดกธรรมขององค์หลวงตาพระมหาบัวฯ ให้วิบัติและแคระแกร็นลง

 

ทั้งนี้คณะสงฆ์ได้กำหนดเวลาภายใน ๑ อุโบสถ (๑๕ วัน) เพื่อคณะศิษย์ทั่วโลกจะได้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นในไม่ช้านี้ว่า

 

 

---------------------------------------------------

"กสทช." และ "คสช." โดยนายกรัฐมนตรี

มีความเห็น มีเป้าประสงค์ และมีการกระทำเป็นหนึ่งเดียวกันใช่หรือไม่...??

---------------------------------------------------

 

 

 

 

 

 

=======================================

 

เหตุใดเราจึงต้องปกป้อง "วิทยุเสียงธรรม" ชมคลิปวิดีโอ ๑๐ นาที เข้าใจทันที

คลิกชมวิดีโอ “ธรรมบ่มใจ ไทยร่มเย็น” ที่นี่

(โปรดเผื่อแผ่แชร์ไปให้มิตรสหายเพื่อนร่วมทุกข์เกิดตายได้ทราบโดยทั่วกัน)

 

 

 

==========================================

 

แถลงการณ์ ฉบับที่ ๑๑/๒๕๕๘

เรื่อง การปกป้องรักษาสถานีเสียงธรรมฯ กระบี่

มรดกธรรมองค์หลวงตาฯ ในวาระสุดท้ายก่อนเข้าสู่พระนิพพาน

 

          ตามที่ กสทช.เขต ๑๑ (ภูเก็ต) ได้ลุแก่อำนาจเข้าจับกุมและยึดอุปกรณ์เครื่องส่งกระจายเสียงของสถานีเสียงธรรมฯ กระบี่ เมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๘ โดยได้แจ้งข้อหาที่บิดเบือนและประทุษร้ายต่อสถานีวิทยุเสียงธรรมฯทำให้เกิดความเข้าใจผิดและปรากฏในหนังสือราชการทหารด้วยถ้อยคำที่หยาบคายอันเป็นการใส่ร้ายป้ายสีอย่างรุนแรงและเลวทรามว่า “เป็นภัยต่อความมั่นคง” ทั้งที่ต่างก็ทราบดีว่าสถานีแห่งนี้เป็นมรดกธรรมขององค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน อีกแห่งหนึ่ง และยังตั้งข้อหาอีกด้วยว่า “ใช้คลื่นและเครื่องโดยมิได้รับอนุญาต” ทั้งที่ก็ทราบดีว่า การออกอากาศได้รับอนุญาตเรียบร้อยแล้วจากเลขาธิการ กสทช. ในฐานะเจ้าพนักงาน ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลง ๓ ฝ่าย ระหว่างฝ่ายทหาร ฝ่าย กสทช. และฝ่ายคณะสงฆ์กรรมฐาน เมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ ณ วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี ดังนั้น การจับกุมและบุกยึดในครั้งนี้จึงเป็นการกระทำที่ตระบัดสัตย์ไร้หิริโอตตัปปะชนิดที่ผู้มีใจเป็นมนุษย์อยู่บ้างย่อมไม่อาจจะกระทำได้ลงคอ

          คณะศิษยานุศิษย์ฯ ได้พิจารณาถึงการสร้างกรรมหนักไว้ในพระพุทธศาสนาของฝ่าย กสทช. ในเหตุการณ์อันเลวร้ายครั้งนี้ มิได้แตกต่างไปจากสมัยพุทธกาลที่ “พระเทวทัต” ได้ก่อกรรมทำเข็ญอย่างหนัก คอยจ้องทำลายล้างการประกาศศาสนาของพระพุทธเจ้าในทุกวิถีทาง ในปี พ.ศ.๒๕๕๘ ซึ่งเป็นสมัยกึ่งพุทธกาลพฤติการณ์ของ กสทช. ก็สอดคล้องเดินตามรอย “พระเทวทัต” อย่างเต็มอัตรากรรม ฉะนั้น เพื่อเป็นการปกป้องรักษามรดกธรรมการประกาศศาสนาของพระอรหันต์ขีณาสพสมัยกึ่งพุทธกาลผ่านทางสถานีเสียงธรรมฯ กระบี่ แห่งนี้ ให้จิรังถาวร พ้นจากการแผ้วพานของสัตว์นรกเหล่ามารอย่างสิ้นเชิงสืบไป  คณะศิษย์ฯ จึงมีสามัคคีธรรมพร้อมใจกันดำเนินการ ดังต่อไปนี้

          ๑. เมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๘ คณะศิษย์ฯ พร้อมรายชื่อประชาชน ๔๔๔,๓๒๐ คน ได้เข้ายื่นหนังสือต่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ณ อาคาร ก.พ.ร. (ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล) เพื่อขอให้พิจารณาใช้อำนาจสั่งปลดนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ ให้พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ในทันที เนื่องจากมีโทษความผิดหลายประการ อาทิ

                   ๑.๑ กระทำผิดกฎหมาย โดย “ปิดกั้นการเกิดใหม่” ของสถานีวิทยุที่ทำเพื่อประโยชน์สาธารณะโดยไม่มีโฆษณาแอบแฝง ทั้งๆ ที่คลื่นความถี่ในพื้นที่นั้นยังว่างเปล่าอยู่ ซึ่งก่อนหน้านี้ นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ในนามคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้เคยกล่าวตักเตือน กสทช. มาก่อนท่ามกลางที่ประชุมในกรณีปัญหาเดียวกันนี้เมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๗ ณ ศูนย์ราชการฯ สำนักงานกสม. กทม.  สรุปได้ว่า

                "...การทำสถานีวิทยุเผยแผ่หลักธรรมในพระศาสนาเป็นสิทธิมนุษยชนที่ชอบด้วยกฎหมายมหาชน เป็นการสร้างความดีงามให้กับบ้านเมือง เป็นเรื่องใหญ่กว่ากฎระเบียบของ กสทช. การทำวิทยุศาสนาเป็นการทำความดีที่ต่อเนื่องซึ่งไม่ควรหยุดชะงัก ไม่ควรเอากฎระเบียบของหยาบมากมาปิดกั้นความดี เพราะกฎหมายคุมไม่ถึงศีลธรรม การแก้ปัญหาสังคมแก้ด้วยกฎหมายอย่างเดียวไม่ได้ ต้องแก้ด้วยหลักคุณธรรมจริยธรรมของศาสนา..."

                 อย่างไรก็ตาม แม้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะตักเตือนถึงเพียงนี้ หากแต่ กสทช. ก็ยังดันทุรังและลุแก่อำนาจด้วยเจตนาอันแรงกล้า เข้ากระทำการล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนในการก่อตั้งวิทยุธรรมะของพี่น้องชาวกระบี่อย่างหยาบคายที่สุด

​​                   ๑.๒ กระทำผิดกฎหมาย โดยใช้อำนาจหน้าที่ “ขัดแย้งกับแนวนโยบายของรัฐที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา ว่าด้วยการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา” ทั้งที่ทราบดีว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๖ มีมติรับรองมติที่ประชุมร่วมของกระทรวงวัฒนธรรมกับ ๑๓ องค์กรภาครัฐ สรุปว่า ห้าม กสทช. ลิดรอนลดทอนประสิทธิภาพการกระจายเสียงของสถานีวิทยุทุกแห่งที่ทำเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ราชการรับรองโดยไม่มีโฆษณาแอบแฝง

​​                   ๑.๓ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยไม่ดำเนินคดีแก่สถานีวิทยุทหารบก FM94 กทม. (ซึ่งได้ให้สัมปทานคลื่นแก่ค่ายเพลงใหญ่) ทั้งที่ทราบความจริงแบบซึ่งหน้าจากคำสารภาพของพลโทภุชพงศ์ พงษ์ศิริ ณ ที่ประชุมวัดป่าบ้านตาด สรุปใจความสำคัญได้ว่า สถานีวิทยุทหารบกแห่งนี้ได้กระทำผิดกฎหมาย “ใช้กำลังส่งสูงเกินกว่าที่จดทะเบียนไว้กับกรมไปรษณีย์โทรเลข” แต่กระนั้นทาง กสทช. ก็จงใจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตลอดมา (ภาพชุดที่ ๑. หลักฐานทางเทคนิคจากการตรวจสอบของเครื่อง Spectrum Analyzer แสดงการใช้คลื่นของ FM94 สูงเกินกว่า ๑,๐๐๐ วัตต์ และภาพพลโทภุชพงศ์ พงษ์ศิริ กล่าวต่อหน้านายฐากร ตัณฑสิทธิ์)

​​                   ๑.๔ ฝ่าฝืนข้อตกลง ๓ ฝ่าย ณ วัดป่าบ้านตาด ทั้งที่ทราบดีว่า การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นตามคำบัญชาของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี โดยพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นผู้แจ้งวันนัดหมายแก่ทางวัดป่าบ้านตาด

                   ทั้งนี้คณะศิษย์ฯ ได้ยื่นคำขาดต่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้มีอำนาจสูงสุดครอบทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ด้วยว่า ฯพณฯ ต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาดแก่นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ ที่ได้กระทำผิดข้างต้นด้วยเจตนาชั่วหยาบ ตระบัดสัตย์อย่างหายางอายมิได้แม้กระทั่งกับพระสงฆ์ผู้ทรงศีลทรงธรรม โดยมีหลักฐานชัดเจนบันทึกไว้ทั้งภาพวิดีโอและคลิปเสียง

                   หาก ฯพณฯ ยังเมินเฉยต่อความผิดที่รุนแรงครั้งนี้ ไม่รู้สึกรู้สมในความทุกข์ร้อนของประชาชนผู้เคารพบูชาในพระพุทธศาสนาเหนือสิ่งอื่นใด ทั้งๆ ที่ ฯพณฯ ดำรงไว้ซึ่งอำนาจอย่างสมบูรณ์เหนือกว่าบุคคลใดในแผ่นดินนี้แล้วไซร้ คณะศิษย์ฯ ย่อมพิจารณาได้ว่า ฯพณฯ เห็นด้วยกับการกระทำผิดอันเลวร้ายที่สุดของ กสทช.เทวทัต ที่บังอาจกรีฑาทัพเข้าย่ำยีบีฑาต่อมรดกธรรมขององค์หลวงตาฯ ในครั้งนี้ได้อย่างอำมหิตผิดมนุษย์ที่สุด และหากเป็นดั่งนี้ คณะศิษย์ฯ ย่อมถือเป็นความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาหารือกันในไม่ช้านี้ว่า การเข้ามาปกครองประเทศของ ฯพณฯ มีจุดประสงค์เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อย่างแท้จริงหรือไม่? หรือเพื่อผู้ใด เพื่อสิ่งใดกันแน่? บัดนี้เห็นแก่ “วัตถุ” เหนือยิ่งกว่า “ธรรม” ของพระพุทธเจ้าแล้วกระนั้นหรือ? จากนี้ไปยังจะสามารถไว้วางใจในการใช้อำนาจของ ฯพณฯ ได้อีกต่อไปหรือไม่?

          ๒. มูลนิธิเสียงธรรมฯ ได้รับคำตอบจาก ร.อ.เกรียงไกร ดำรัสการ ผู้บังคับกองร้อย ทำการแทน ผบ.ร ๑๕ พัน ๑ จังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นผู้ลงนามออกคำสั่งโดยตรงให้ทหารเข้าร่วมปฏิบัติการจับกุมและรื้อถอนสถานีเสียงธรรมฯ กระบี่ อย่างไรก็ตาม ร.อ.เกรียงไกร ได้ให้คำแนะนำด้วยใจที่เป็นธรรม ซึ่งพอจะสรุปได้ว่า

          “หากสถานีของทหารเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายเสียเอง ก็ต้องถูกดำเนินคดีด้วย และแม้ตนเป็นทหารก็ต้องเข้าจับกุมสถานีทหารแห่งนั้นๆ ด้วยเช่นกัน และทางมูลนิธิเสียงธรรมฯ ก็ควรจะแจ้งความดำเนินคดีกับสถานีวิทยุทหารและสถานีวิทยุอื่นๆ ที่ทำผิดกฎหมายด้วยเช่นกัน”

          ดังนั้น เพื่อให้กฎหมายบังคับใช้โดยทั่วหน้าอย่างไม่เลือกที่รักมักที่ชัง คณะศิษย์ฯ จึงสนับสนุนให้มูลนิธิเสียงธรรมฯ เข้าแจ้งความดำเนินคดีต่อ กสทช. โทษฐานที่จงใจปล่อยปละสถานีวิทยุรายเดิมจำนวนมากให้กระทำผิดกฎหมายตลอดมา และน่าจะมีผลประโยชน์ร่วมกันนอกจากนี้ ร.อ.เกรียงไกร ยังแจ้งต่อคณะศิษย์ฯ ด้วยว่า ทางมณฑลทหารบกที่ ๔๓ ทุ่งสง (มทบ.๔๓) จะทำหนังสือขอโทษต่อมูลนิธิเสียงธรรมฯ ที่ได้ผิดพลาดล่วงเกินระบุถ้อยคำไม่เหมาะสมในหนังสือราชการทหาร

          ๓. เมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๘ คณะศิษย์ฯ ได้เข้าแจ้งความต่อสถานีตำรวจภูธรกระบี่ เพื่อดำเนินคดีแก่ บอร์ด กสทช., บอร์ด กสท., พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ประธาน กสท., นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช., นางสาวมณีรัตน์ กำจรกิจการ ผอ. สำนักการอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียง (ปส.๑), นายอดิเรก วีระกิจ ผอ. สำนักงาน กสทช. ภาค ๔, นายวรรณะ เศรษฐพงศ์ ผอ. สำนักงาน กสทช. เขต ๑๑ (ภูเก็ต) โทษฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่และเลือกปฏิบัติตามข้อ ๑ ถือเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.๑๕๗ (ภาพชุดที่ ๒.)

          ๔. เมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๘ คณะศิษย์ฯ ได้เข้าแจ้งความต่อสถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ เพื่อดำเนินคดีแก่ บอร์ด กสทช., บอร์ด กสท., พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ประธาน กสท., นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช., นางสาวมณีรัตน์ กำจรกิจการ ผอ.ปส.๑ โทษฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่และเลือกปฏิบัติ ถือเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.๑๕๗ (ภาพชุดที่ ๓.) สรุปประเด็นทำผิดกฎหมายของบุคคลเหล่านี้ดังนี้

 

​​                   .๑ ไม่ดำเนินคดีทั้งแก่สถานีวิทยุทหารบก FM94 กทม. และแก่พล..อรรถพงศ์ ศิริวรรณ ในฐานะผู้อำนวยการสถานีดังกล่าว ทั้งที่ทราบความผิดแบบซึ่งหน้าว่า สถานีแห่งนี้ได้กระทำผิดกฎหมายโดยเจตนาใช้กำลังส่งสูงมากเกินกว่าที่ได้จดทะเบียนไว้ ๑,๐๐๐ วัตต์ หวังผลให้รัศมีกระจายเสียงไปไกลเกินกว่า ๒๐๐ กม. ทั้งนี้วิศวกรของค่ายเพลงที่ได้รับสัมปทานคลื่นจากสถานีแห่งนี้จะออกตระเวนตรวจสอบความเข้มของสัญญาณทุกๆ ๓ เดือนว่าไกลกว่า ๒๐๐ กม.หรือไม่ จึงเป็นการกระทำผิดที่มีมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน แต่ กสทช. ก็จงใจเอื้อประโยชน์อย่างไม่มียางอายแก่สถานีและค่ายเพลงแห่งนี้ตลอดมา

​​                   ๔.๒ ปิดบังอำพรางผลการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายในสัญญา สัมปทาน ใบอนุญาต ของ “สถานีวิทยุรายเดิม ๓๑๔ แห่ง” มิให้ปรากฏแก่สาธารณชน จนกระทั่งบัดนี้จึงไม่มีผู้ใดจะล่วงรู้ได้เลยว่า สถานีรายเดิมแห่งใดบ้างสิ้นอายุสัญญา สัมปทาน ใบอนุญาต ไปแล้ว ทั้งๆ ที่กฎหมายบังคับให้ กสทช.ต้องเปิดผลการตรวจสอบของสถานีวิทยุรายเดิมดังกล่าวให้แล้วเสร็จตั้งแต่วันที่ ๕ เมษายน ๒๕๕๘ ที่ผ่านมา

​​                   ๔.๓ ด้วยข้อมูลที่ปรากฏตามสื่อมวลชนทำให้สาธารณชนทราบว่า เมื่อสถานีวิทยุของสำนักงาน กสทช. ที่เคยทำสัญญาไว้กับเอกชนในอดีตตามข้อ ๓.๒ ได้สิ้นอายุลงแล้ว แทนที่สำนักงาน กสทช. จะยุติการออกอากาศโดยสิ้นเชิง กลับเริ่มทำสัญญากับเอกชนรายใหม่(สปริงนิวส์)ทั้งที่ทราบดีว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างร้ายแรง แต่ในขณะเดียวกัน กลับใช้อำนาจปิดกั้นสถานีเสียงธรรมฯ กระบี่อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่ยอมให้ก้าวเข้าสู่กระบวนการอนุญาตแม้จะร้องขอถึง ๓ ครั้ง โดย กสทช.ได้กล่าวอ้างกับมูลนิธิเสียงธรรมฯ อยู่ตลอดเวลาว่า ต้องรอให้ “แผนความถี่วิทยุระบบเอฟเอ็มฉบับใหม่” แล้วเสร็จเสียก่อนจึงจะออกใบอนุญาตใหม่ได้ พฤติการณ์ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงเช่นนี้ย่อมเป็นที่ประจักษ์ว่า การที่ กสทช. อนุญาตให้คลื่นธุรกิจ“สปริงนิวส์” ออกอากาศได้ แต่กลับปิดกั้นทำร้ายคลื่นธรรมะ จึงเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ที่ผิดกฎหมายและเป็นการเลือกปฏิบัติอย่างเลวทรามที่สุด

​​          อนึ่ง สำนักงาน กสทช. เป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจพิจารณาออกและระงับซึ่งใบอนุญาต การเข้ามาถือใบอนุญาตประกอบการเสียเอง เข้ามามีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง และยังทำสัญญาใหม่แก่ “สปริงนิวส์” จึงถือเป็นการกระทำที่ผิดต่อกฎหมายและขัดต่อจริยธรรมของการดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่รัฐอย่างร้ายแรงที่สุด หากสำนักงาน กสทช. ยังจะดันทุรังถือสิทธิ์แห่งการเป็นผู้ประกอบการวิทยุอยู่ต่อไปอีกและถึงขั้นประพฤติตนเป็น “ผู้เก้อยาก” อนุญาตให้ “สปริงนิวส์” ใช้คลื่นของตนไปทำธุรกิจ แต่กลับจงใจปิดกั้นและดำเนินคดีอย่างอำมหิตแก่ “สถานีเสียงธรรมฯ กระบี่” มิให้ใช้คลื่นธรรมะเพื่อประโยชน์สาธารณะแก่ส่วนรวม การกระทำของ กสทช. ในลักษณะดังกล่าวจึงเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนที่สุดว่า ได้ก่อกรรมทำเข็ญอันเลวร้ายไว้ในพระพุทธศาสนาอย่างหนักหนาสาหัสยิ่งกว่า “พระเทวทัต”

          ๕. เมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๘ คณะศิษย์ฯ ได้เข้ายื่นหนังสือต่อ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ในฐานะผู้แจ้งการนัดหมายให้เกิดการประชุม ๓ ฝ่าย และในฐานะตัวแทนรัฐบาลที่ให้สัตยาบันต่อสาธารณชนผ่านสื่อมวลชนทุกแขนงว่า “รัฐบาลชุดนี้อาจจะไม่เก่ง แต่ยืนยันว่า ไม่โกง... เป็นหน้าที่ของท้องถิ่นต้องช่วยกันดูแล ปลุกเร้าให้เป็นคนดี คนเก่ง อยู่ในกระบวนการยุติธรรม .. กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย ...”

          ดังนั้น ในเมื่อเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนทั้งจากพยานบุคคลโดยพล.ท.ภุชพงศ์ พงษ์ศิริ และพยานเอกสารจากเครื่อง Spectrum Analyzer ยืนยันว่า สถานีวิทยุกองทัพบก FM94 กทม. ได้กระทำความผิดใช้กำลังสูงมากเกินกว่าที่ได้จดทะเบียนไว้ หวังผลให้การส่งสัญญาณไปได้ไกลจนเกินกว่าเหตุมากกว่า ๒๐๐ กม. หากเปรียบเป็นการขับรถก็เป็นไปด้วยความประมาทอย่างยิ่ง เมื่อเป็นดั่งนี้ รัฐบาลชุดนี้ยังจะเพิกเฉยอยู่ต่อไป หรือจะบังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัดแก่สถานีวิทยุทหารแห่งนี้ ด้วยมาตรฐานอันเดียวกันกับที่ได้กระทำการอันเลวทรามที่สุดต่องานเผยแผ่พระพุทธศาสนาขององค์หลวงตาฯ และพระกรรมฐานผ่านสถานีเสียงธรรมฯ กระบี่

          ๖. เมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ คณะศิษย์ฯ ได้เข้าชี้แจงรายละเอียดกรณีสถานีเสียงธรรมฯ กระบี่ ที่ถูก กสทช. ประทุษร้ายทำลาย เพื่อขอความเป็นธรรมต่อคณะกรรมาธิการการสื่อสารมวลชน การวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสารสนเทศ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ให้ได้ทราบถึงข้อเท็จจริงแห่งการกระทำผิดกฎหมายหลายประการของ กสทช. ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

          จึงแถลงการณ์มาเพื่อกรุณาทราบโดยทั่วกัน และขอให้คณะศิษย์ฯ ทั่วโลกช่วยกันจับตาการตัดสินใจของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี อย่างใกล้ชิดเป็นกรณีพิเศษว่า ฯพณฯ จะก้าวเดินตามรอยพระพุทธเจ้า พระสาวกอรหันต์ หรือจะก้าวเดินตามรอยพระเทวทัตสู่ “อเวจีมหานรก” อย่างที่ กสทช. ได้ถือปฏิบัติตลอดมา

 

 

ศาสตราจารย์ ดร.รัตนา ศิริพานิช

ในนามคณะศิษยานุศิษย์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน

๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                          ==========================================

 

 

 

 

 

 

เมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๘ คณะสงฆ์และประชาชนผู้ฟังสถานีวิทยุเสียงธรรม ในฐานะตัวแทน

มูลนิธิเสียงธรรมฯ เข้ายื่นหนังสือต่อ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.กระทรวงมหาดไทย 

 

 

 

 

                                          ===========================

ทั้งนี้ยังได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ที่สน.บางซื่ออีกด้วย

 

 

 

 

 

 

                                          ===========================

 

เมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม คณะสงฆ์ และประชาชนผู้ฟังสถานีวิทยุเสียงธรรม ในฐานะตัวแทน

มูลนิธิเสียงธรรมเข้าแจ้งความร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองกระบี่ 

 

 

 

 

 

        

 

                                         ======================

 

         ในวันเดียวกันเวลาประมาณ ๑๕ น. ได้มีการร่วมประชุมชี้แจงระหว่างตัวแทนผู้บังคับกองพันทหารราบที่ ๑ กรมทหารราบที่ ๑๕ และคณะสงฆ์ตัวแทนมูลนิธิเสียงธรรม ฆราวาสญาติโยมผู้รับฟังวิทยุเสียงธรรมทั่วประเทศ

 

 

                                      ======================

         

              ตามที่หน่วยงานทหารในพื้นที่จังหวัดกระบี่ได้ยอมรับความผิดพลาดถึงการระบุข้อความในหนังสือราชการที่ต้นเรื่องมาจาก กสทช. มีเนื้อหาเป็นการใส่ร้ายป้ายสีสถานีวิทยุของหลวงตาอย่างรุนแรงว่า "เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ" ซึ่งสาธารณชนได้ทราบเรื่องดังกล่าวอย่างกว้างขวางเมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๘

 

       แม้กระนั้น ประชาชนผู้เป็นกัลยาณชนจำนวนมากกลับเห็นสอดคล้องกับในหลวงของเราว่า "หลวงตาคือเสาหลักของชาติ"

         การปฏิบัติหน้าที่ที่อ้างเอากฎระเบียบที่ขัดแย้งต่อกฎหมาย มีผลให้สถานีวิทยุหลวงตาต้องถูกระงับไป จึงเป็นการใช้ "อำนาจรัฐ" เข้าเหยียบย่ำ "ศาสนธรรม" จัดว่าเป็นการทำลายเสาหลักและทำลายหัวใจของชนเป็นอันมาก

:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

          สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงกราบเรียนองค์หลวงตาเมื่อ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๓ (เช้า) ว่า

          “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ รับสั่งว่าท่านพ่อเป็นเสาหลักของประเทศไทย ทรงฝากมากราบอาราธนาให้ท่านพ่อรักษาสุขภาพ เพื่อจะได้เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของประชาชนคนไทยต่อไปเจ้าค่ะ”

          หลวงตาเมตตาตอบ "เจริญพร รับแล้วนะ"

 

:::: วิดีโอเนื่องในวโรกาสที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารีทรงเข้ากราบนมัสการหลวงตา

เมื่อวันที่ ๙ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๓ (เช้า)

คลิกดาวน์โหลดวิดีโอได้ ที่นี่

 

:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

 

เมื่อทราบดังนี้แล้ว ท่านล่ะ? จะยึดถือความเห็นของใคร ระหว่างวิญญูชน กับ อำนาจรัฐที่ใช้แบบเทวทัต

(ร่วมลงรายชื่อถวายฎีกา แด่ท่านผู้มีธรรมสูงสุดได้ที่ : http://www.luangta.com/1million/register.php

และตรวจสอบรายชื่อได้ที่ : http://www.luangta.com/1million/complete.php )

 

=====================

 

 

วันนี้ (๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๘) เวลา ๑๔.๐๐ น. ที่ห้องประชุมตึกกพ. ตัวแทนประชาชน ๔๔๔,๓๒๐ รายชื่อเข้ายื่นหนังสือ เรื่อง  ขอความอนุเคราะห์แก้ไขปัญหา กสทช.เหยียบย่ำ “คลื่นธรรมะ” ต่อ ฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ผ่าน หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีตัวแทนเข้ารับมอบหนังสือดังกล่าว

 

 

 

 

 

-----------------------------------------------------------------

 

 

แถลงการณ์ ฉบับที่ ๑๐/๒๕๕๘

​กรณี กสทช. และเจ้าหน้าที่ทหารใช้อำนาจป่าเถื่อนทำลายสถานีวิทยุเสียงธรรมฯ กระบี่

------------------------------------

 

          ด้วยปรากฏว่า ในวันนี้ (๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๘) กสทช.เขต ๑๑ ภูเก็ตได้ร่วมกับทหารและตำรวจใช้อำนาจป่าเถื่อนบุกเข้ารื้อถอนสายและเสาอากาศของสถานีวิทยุเสียงธรรมฯ กระบี่ โดยเจ้าหน้าที่ กสทช. ได้กล่าวอ้างว่าเป็นการปฏิบัติการตามคำสั่งของเลขาธิการ กสทช. ที่สั่งให้ดำเนินคดีกับสถานีแห่งนี้ที่ออกอากาศโดยไม่มีใบอนุญาต ทั้งนี้แม้มูลนิธิเสียงธรรมฯ จะยก "ข้อตกลง ๓ ฝ่าย" ซึ่งเป็นการออกอากาศได้อย่างถูกต้องตามข้อตกลงระหว่างฝ่ายทหารตามบัญชาของนายกรัฐมนตรี ฝ่าย กสทช.นำโดยเลขาธิการ กสทช. และฝ่ายคณะสงฆ์ศิษยานุศิษย์องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน แม้จะนำข้อตกลงดังกล่าวมาแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ผู้ใช้อำนาจป่าเถื่อนกลุ่มนี้แล้วก็ตาม แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังยืนยันว่า "เป็นคำสั่งของเลขาธิการ กสทช. นี่แหละ ไม่ขอฟังเหตุผลใดๆ ไปให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่โรงพักแล้วกัน" 

 

          เมื่อทราบที่มาของคำสั่ง มูลนิธิเสียงธรรมฯ จึงได้สอบถามไปยังสำนักเลขาธิการ กสทช. ถึงเหตุการณ์ดังกล่าวในทันที ก็ได้รับคำยืนยันในอีกเหตุผลหนึ่งว่า "ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการดำเนินการตามนโยบายของทหารในพื้นที่ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ทาง กสทช. จึงไม่สามารถจะดำเนินการอย่างที่เคยตกลงกันมาได้" นั้น

 

          คณะศิษยานุศิษย์ได้น้อมนำหลักธรรมในพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันหลักของชาติ ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และประโยชน์สาธารณะที่จักบังเกิดผลดีต่อความมั่นคงทางศีลธรรมอย่างไม่มีประมาณแก่ประเทศชาติและประชาชนเป็นหลักเกณฑ์แห่งการพิจารณา มีมติดังต่อไปนี้

 

          ๑. หลวงปู่มั่น ภูริทัตตเถระ ปรมาจารย์แห่งวงกรรมฐาน เมตตากล่าวไว้ว่า "หาคนดีมีศีลธรรมในใจ หายากยิ่งกว่าเพชรนิลจินดา ได้คนเป็นคนดีเพียงคนเดียว ย่อมมีคุณค่ามากกว่าเงินเป็นล้านๆ เพราะเงินเป็นล้านๆ ไม่สามารถทำความร่มเย็นให้แก่โลกได้เหมือนได้คนดีทำประโยชน์"

 

          แม้องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ก็ได้แสดงธรรมที่ตรงกับกรณี สรุปได้ว่า “วิทยุตั้งที่ไหนจะมีข้อกีดกัน มีข้อทำลาย มีข้อบังคับนั้นนี้ นั้นละคือเทวทัตมันเข้าไปกีดกันไปทำลาย ไปบังคับท่านั้นท่านี้ศาสนา การพูดนี้เราไม่ได้พูดหาเรื่องหาราว ทางศาสนานี้กำลังถูกกีดถูกกันเฉพาะอย่างยิ่งการเทศนาว่าการ ... พูดถึงเรื่องวิทยุเสียงอรรถเสียงธรรมที่สอนประชาชน เพื่อธรรมจะได้เข้าสู่จิตใจของประชาชน พวกยักษ์พวกผีมันตัวแสบๆ สั่งการนั้นออกมา สั่งการนี้ออกมา ไอ้ตัวแสบๆ ตัวนี้มักจะสั่งการไปทางเบียดเบียนทำลายศาสนาและจะคว่ำศาสนาโดยอุบายต่างๆ ตลอดมา ... นี่ละอุบายวิธีทำลายศาสนา ก็เท่ากับทำลายหัวใจคนทั้งชาติทีเดียว ... 

 

          บังคับมาๆ นี้มาจากไหน ถ้าไม่มาจากสัตว์นรกจะมาจากไหน ขอให้พูดเต็มปากเถอะ ถ้าสัตว์สวรรค์สัตว์นิพพานจะไม่พูดอย่างนี้ มีแต่อนุโมทนาสาธุการ ถ้าสัตว์นรกแล้วกีดกันทุกแบบทุกฉบับ ที่จะเป็นอรรถเป็นธรรมเพื่อหัวใจโลกได้รับความสงบร่มเย็นนี้ต้องกีดต้องกัน ด้วยมาตรฐานของเปรตของผี เอ้า ฟังให้ชัด เราพูดให้เต็มยัน”

 

          โดยที่ปฏิบัติการป่าเถื่อนของ กสทช. ร่วมกับทหารและตำรวจในพื้นที่ครั้งนี้ ขัดแย้งกับโอวาทธรรมของพ่อแม่ครูอาจารย์ทั้งสองโดยสิ้นเชิง เป็นการกระทำที่เหยียบย่ำศาสนธรรมของพระศาสนาเหยียบย่ำจิตใจชาวพุทธอย่างที่สุด แนวคิดและการกระทำต่ำช้าในครั้งนี้ล้วนเป็นเจตนาที่จะทำลายคนดีมีศีลธรรมและทำลายศาสนาให้สิ้นซากวิบัติไปจากประเทศไทยอย่างเลวทรามที่สุด คณะศิษย์ไม่อาจยอมรับพฤติการณ์ของเทวทัตกลุ่มนี้ได้อีกต่อไป

 

          ๒. เจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และการกำกับการกิจการกระจายเสียง ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ห้าม กสทช. ปิดกั้นการเกิดขึ้นใหม่ของสถานีวิทยุที่ทำเพื่อประโยชน์สาธารณะและไม่แสวงหากำไรในทางธุรกิจ หากแต่จะต้องเปิดทางให้สถานีประเภทนี้ก้าวเดินเข้าสู่ระบบออกใบอนุญาตโดยถ่ายเดียวเท่านั้น ​และโดยที่กรณีสถานีวิทยุเสียงธรรมฯ กระบี่ แห่งนี้ ได้ก่อตั้งขึ้นในปี ๒๕๕๔ และได้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตจาก กสทช. ในวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๕๗ พร้อมกับสถานีวิทยุเสียงธรรมฯ วัดป่ากุสลธโร เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งหาก กสทช. เคารพในกฎหมาย ย่อมสามารถใช้ข้อ ๘ วรรคท้ายแห่งประกาศ กสทช.ว่าด้วยหลักเกณฑ์อนุญาตทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง พ.ศ.๒๕๕๕ เพื่อออกใบอนุญาตได้ แต่ กสทช.กลับจงใจจะปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยการฝ่าฝืนกฎหมาย จึงเป็นเหตุให้สถานีแห่งนี้ไม่ได้รับใบอนุญาตและเกิดความเสียหายร้ายแรงอย่างที่กำลังถูกรุมกินโต๊ะในครั้งนี้ การไม่มีใบอนุญาตจึงมีสาเหตุมาจากการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. เสียเอง หาใช่ความผิดของมูลนิธิเสียงธรรมฯ ไม่

 

          ๓. ศาลปกครองกลางคดีหมายเลขดำที่ ๓๒๒๒/๒๕๕๕ คดีหมายเลขแดงที่ ๑๖๐๑/๒๕๕๘ ลงวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๕๘  ได้วินิจฉัยเป็นที่สุดแล้วว่า กสทช.จะต้องดำเนินการออกประกาศหลักเกณฑ์การอนุญาตประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงประเภทบริการชุมชนที่ครอบคลุมกลุ่มประชาชนที่มีความสนใจร่วมกัน (Community Radio of Interest) อันเป็นการดำเนินการตามบทบัญญัติของกฎหมาย​

 

          โดยที่สถานีวิทยุเสียงธรรมฯ กระบี่ เป็นประเภทสถานีที่สอดคล้องกับคำวินิจฉัยเป็นที่สุดของศาลปกครองกลางตามที่กล่าวมาทุกประการ นอกจากนี้ ยังได้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตต่อ กสทช.โดยระบุประเภทดังกล่าวไว้อย่างชัดเจน ซึ่ง หาก กสทช. เคารพในคำวินิจฉัยของศาลจริง จักต้องรีบดำเนินการออกใบอนุญาตแก่สถานีวิทยุเสียงธรรมฯ กระบี่ โดยทันที ต้องไม่หน่วงเหนี่ยวใบอนุญาตไว้และต้องไม่กระทำการแบบเทวทัตป่าเถื่อนเช่นที่กำลังกระทำอยู่นี้ พฤติการณ์เลวทรามครั้งนี้จึงเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนต่อสายตาสาธารณชนว่า เลขาธิการ กสทช. และทหารในพื้นที่ผู้กำหนดนโยบายครั้งนี้ นอกจากจะขาดความเคารพในข้อตกลง ๓ ฝ่ายตามคำบัญชาของ ฯพณฯแล้ว ยังก้าวล่วงต่อคำวินิจฉัยของศาลอีกด้วย

 

          ๔. ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นตั้งแต่ข้อ ๑. ถึง ๓.  คณะศิษย์ฯ ในนามประชาชนที่ร่วมลงลายมือชื่อปกป้องวิทยุเสียงธรรมกว่า ๓๒๙,๙๔๔ คน จึงมีมติให้ขับไล่บุคคลผู้เป็นต้นเหตุแห่งเหตุการณ์ครั้งนี้ให้พ้นไปจากตำแหน่งในทันที ถือเป็นโมฆะบุรุษ พฤติการณ์ที่ก่อกรรมทำเข็ญด้วยการใส่เครื่องแบบราชการกินเงินภาษีของประชาชน แต่กลับตั้งหน้าประทุษร้ายทำลายศาสนาซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันหลักของชาติ เข้าข่ายเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ คณะศิษย์จะไม่ยอมให้บุคคลประเภทนี้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐอีกต่อไปอย่างเด็ดขาด นอกจากจะขับไล่ให้ออกจากตำแหน่งแล้ว ยังอาจร่วมกันขับไล่ให้ออกไปจากชาติไทยอีกด้วย จึงมีมติดังนี้

 

                    ๔.๑ ขอพึ่งอำนาจ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้บังคับบัญชาองค์กร กสทช. และฝ่ายทหาร ขอให้ ฯพณฯ ใช้อำนาจขั้นเด็ดขาดตามข้อเท็จจริงที่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการและสำนักงานเลขาธิการ กสทช. ได้กล่าวอ้างขึ้น โดยให้ปลด "เลขาธิการ กสทช." และปลด "ผู้การทหารที่รับผิดชอบในพื้นที่จังหวัดกระบี่" ให้บุคคลทั้ง ๒ นี้พ้นไปจากตำแหน่งโดยทันที

 

                    ๔.๒ หาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีไม่ใช้อำนาจสูงสุดของตนที่มีอยู่เข้าแก้ปัญหาการเหยียบย่ำ "คลื่นธรรมะ" ของโมฆะบุรุษกลุ่มนี้ คณะศิษย์ขอกราบอนุญาตนำมาตรการตามมติสงฆ์ ณ วัดป่าบ้านตาดเมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๘ ที่มีมติเป็นเอกฉันท์มาใช้แก่กรณีนี้ว่า  "บัดนี้ถึงกาลอันจำเป็นเร่งด่วนต้องแสดงสามัคคีธรรมร่วมกันเข้าพึ่งพระบารมีต่อผู้มีธรรมสูงสุดแล้ว โดยจะนำรายชื่อทั้งหมดเข้ายื่นถวายฎีกาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในฐานะทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ด้วยพระบารมีล้นเกล้าฯ จะสามารถปัดเป่าสิ่งเลวร้ายต่างๆ ให้หมดสิ้นไปจากเมืองไทยของเราได้  ทั้งนี้ไม่ว่าด้วยเหตุเภทภัยที่เกิดขึ้นต่อฝนฟ้าภูมิอากาศที่วิปริตแปรปรวนไป หรือด้วยการกระทำย่ำยีของ กสทช. และทหารเทวทัตกลุ่มนี้ ที่บังอาจก่อวิบากกรรมหนักต่อพระพุทธศาสนา มีเพียงพระบารมีของพระองค์เท่านั้นที่จะขจัดปัดเป่าสิ่งเลวร้ายต่ำทรามเหล่านี้ให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

 

​​​​                             จึงแถลงการณ์ให้ทราบโดยทั่วกัน

 

 

 ​​                   คณะศิษยานุศิษย์องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน

      ​​​​                                ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๘

 

 

 

 

แม้จะมีเอกสารการมอบถวายสถานีแด่องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ซึ่งได้ถวายเมื่อครั้งองค์ท่านยังทรงธาตุขันธ์อยู่ เมื่อวันที่ ๗ มกราคม ๒๕๕๔ แสดงเป็นหลักฐานว่าสถานีนี้เป็นมรดกธรรมขององค์ท่านก็ตาม

 


<< BACK

หน้าแรก