คำถาม 
โดย : เด็กที่มุ่งมั่นจะหลุดพ้น เมื่อ วันที่ 28 มี.ค. 2548

ทำสมาธิแล้วมีอาการแปลก ๆ

ตอนนี้เริ่มทำสมาธิขั้นแรกค่ะ จิตยังไม่นิ่งดี แต่ช่วง 3-4 วันมานี้รู้สึกว่านั่ง ๆ อยู่ยังจับจิตของตัวเองได้ แต่พอเมื่อไรที่จิตมันหลุด(บางทีอยู่ ๆ มันก็มีความคิดเกิดขึ้นมาเองโดยที่ไม่ได้สั่งและจิตก็ไปตามความคิดนั้นแว้บนึ่ง)แล้วรู้สึกว่า การทรงตัวมันไม่ดี คือ อยู่ ๆ ก็จะหงายหลังบ้าง หน้าจะทิ่มบ้าง (อาการวูบ ๆ ) มันไวมาก จิตมันหายไปแล้วก็กลับมาเป็นแบบนี้อยู่พักนึงค่ะ มันเกิดจากอะไรคะ แล้วจะแก้ไขอย่างไรค่ะ

คำตอบ
ตอบโดย : ทีมงาน เมื่อ 2 เม.ย. 2548

เรียนคุณผู้ถาม
หลวงตาเมตตาแสดงธรรมตอบปัญหาให้คุณ
เมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๔๘  ดังนี้

หลวงตา     :     มันอาจจะเป็นอย่างเณรผองวัดห้วยทรายก็ได้ ฟัง เณรผองวัดห้วยทราย จำชื่อมันได้ แกก็ทรมานแกเก่งเหมือนกันจึงน่าชม แกนั่งอยู่ในห้องมันสัปหงกงกงันมีแต่คอยจะหลับ มันเป็นยังไงจะดัดมัน จึงออกจากกุฏิแล้วไปเฉลียง ไปนั่งอยู่เฉลียงหมิ่นๆ ถ้ามันง่วงให้มันตก ว่างั้นนะ พอนั่งไปๆ  เวลาตั้งท่ามันก็ไม่ง่วง พอหยุดจากการตั้งท่ามันจะง่วง พอง่วงก็ฟังเสียงตูมเลย ตก เราก็นั่งภาวนาของเราอยู่กุฏิเงียบๆ ที่ห้วยทราย กลางคืน ฟังเสียงดังตุ๊บ เอ๊ะ มันเหมือนเสียงอะไรตกน้า นึกในใจ สักเดี๋ยวได้ยินเสียงพุมพิมๆ มันเป็นอะไร เราก็ลุกจากที่ กำลังว่าจะลงไป มีเสียงพระเณรปุบปับๆ เข้ามา มันเป็นอะไรได้ยินเสียงตุ๊บตั๊บ ว่าเณรผองตกกุฏิ

แกทรมานแก สู้ภายในห้องไม่ได้ เลยมาสู้นอกห้อง ก็ยังสู้ไม่ได้ยังตกกุฏิ นี่มันอาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้สรุปความลงแล้วนะ ให้ระวังอย่าให้เป็นอย่างเณรผองก็แล้วกัน นี้เป็นตัวอย่างอันดีแล้ว เอาแค่นั้นก่อน พอเป็นคติแล้วไม่ใช่เหรอ ความโงกง่วงนี้นักภาวนาจะรู้ตัวเองเพราะการกินมาก พระท่านจึงไม่ฉันมาก ฉันท่านไม่ได้อิ่มนะ ฉันจิบแจ๊บแล้วไปเงียบๆ นั่นท่านฝึก ฉันพอยังอัตภาพให้เป็นไป เพื่อจิตใจจะได้ก้าวทางด้านจิตตภาวนาได้สะดวกๆ สติก็ดี ผ่อนอาหารลงไปเท่าไรสำหรับนิสัยมากต่อมากจะขึ้นอยู่กับร่างกาย ถ้าร่างกายมีกำลังจะทับใจไม่ให้ภาวนาได้สะดวก ถ้าร่างกายเบาลงทางจิตก็ขึ้นเรื่อย พระท่านฉันจังหันเห็นไหมล่ะ ท่านฉันพอยังอัตภาพให้เป็นไป ฉันปุบปับไปแล้วๆ ท่านไม่ได้อิ่มหนา ก็เราผ่านมาแล้วเรารู้ทั้งนั้น

การภาวนานี้จึงสำคัญอยู่ที่อาหารการกิน กินมากภาวนาไม่ค่อยดี ต้องมีผ่อนอยู่ตลอด ดี ส่วนมากต่อมากเป็นอย่างนี้เพราะมันขึ้นอยู่กับร่างกาย ร่างกายมีกำลังมากแล้วก็เสริมกิเลสราคะตัณหาขึ้น มันเป็นนะ เราพูดอย่างนี้ให้เข้าใจเอานะ มันจะยิบแย็บอันนี้ขึ้นก่อน ราคะตัณหาขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง มันจะยิบแย็บขึ้นมาทันทีตัวนี้ รู้แล้วหาวิธีดัดกัน ลดกันลงเอาลงไป จึงได้รู้เรื่องเหล่านี้ เห็นไหมท่านฉันจังหันนิดหน่อยหยุด เพื่อเสริมกำลังทางด้านจิตตภาวนาให้สูงขึ้นๆ สติดีขึ้น ความหมายว่างั้นนะ

การภาวนาดูจิตใจตัวเองซึ่งเป็นมหาเหตุมหาภัย ส่วนมหาคุณยังไม่อยากพูด มันเต็มอยู่ในหัวใจ พอจิตตภาวนาหยั่งเข้าไปตรงนี้จะรู้มหาเหตุ กิเลสตัณหามันก่อฟืนก่อไฟเผาอยู่ตลอดเวลาในหัวใจ ทีนี้ธรรมส่องเข้าไปซัดเข้าไปเท่ากับน้ำดับไฟ สติจับเข้าไปๆ อันนี้จะค่อยสงบลง บังคับกันหนักเข้า บังคับด้วยวิธีการใดหาสาเหตุมัน อะไรบังคับจิตยาก อะไรบังคับจิตได้ง่าย ต้องดูสาเหตุ ก็มาอยู่ในการกินนี้แหละสำคัญมากนะ ลงที่นี่ เพราะฉะนั้นพระท่านจึงมักอดอาหารอยู่เสมอ ผ่อนอาหารเสมอ

ท่านก็ทุกข์เหมือนเรา ท่านจะไม่ทุกข์ยังไงธาตุขันธ์เหมือนกัน แต่ท่านมุ่งต่อธรรม ท่านไม่ถือนี้เป็นใหญ่โตมากยิ่งกว่าธรรม ท่านจึงฝืนกันเรื่อยดัดกันเรื่อย ดูพระวัดป่าบ้านตาดดูเอา ดูพระท่านที่มาฉันจังหันมากๆ ฉันปุบปับสองสามคำแล้วหายเงียบไปแล้ว นี่พอยังชีวิตให้เป็นไปความหมายว่างั้น จิตใจท่านอยู่กับธรรม ท่านทำอย่างนั้นให้ท่านทั้งหลายพิจารณาเอา

เรื่องจิตตภาวนานี้ไม่มีใครสอนไม่มีใครพูด มีหลวงตาบัวองค์เดียวที่เขาว่าอวดอุตริมนุสธรรมอยู่เวลานี้พูด พูดอย่างเต็มเหนี่ยวเพราะความรู้นี้มันได้เข้ากันกับอุตริมนุสธรรม คำว่าอุตริมนุสธรรมคือ อวดธรรมอันเลิศที่มนุษย์ทั้งหลายกราบไหว้บูชาอย่างสูงสุดอันไม่มีในตน แต่ไปพูดอวดว่าตนมี เรียกว่าอวดอุตริมนุสธรรม พูดให้มันชัดเจนเสียวันนี้ แต่หลวงตาบัวนี้เต็มหมดธรรมประเภทนี้ ไม่ว่ามรรคผลตลอดถึงนิพพาน ครองไว้หมดแล้ว เราพูดด้วยมีความจริงเต็มหัวใจเรานำไปพูด อวดอุตริไปที่ไหน เรานำของจริงออกพูด พระพุทธเจ้านำของจริงออกพูด สาวกทั้งหลายนำของจริงออกมาพูด เรารู้ความจริงอันนั้นเราก็นำมาพูดเต็มภูมิของเรา ผิดไปไหน พิจารณาดูซิ

ไอ้พวกตาบอดพวกหูหนวกพวกเปรตทั้งเป็นนี้ ไปยืมหางหมามาติดก้นมันเสียจะได้เป็นหมาเต็มตัว เดี๋ยวนี้ยังเป็นหมาไม่ได้มันเป็นมนุษย์ครึ่งคนครึ่งเปรตครึ่งผีไปมันหาอุตริแสดงความดี ผู้ทำความดีท่านทำอยู่มีอยู่ ได้ของดิบของดีมาพูดบ้างเล็กน้อยมันหาว่าอวด มันทำความชั่วจนฟ้าดินถล่มอยู่เวลานี้ มันชั่วเพราะเหตุไร ชั่วเพราะกิเลสตัณหา เพราะปากของมันนี่แหละ มันอยากให้พูดอย่างนี้ทำอย่างนี้ตลอดไป คิดอย่างนี้ตลอดไป มันไม่อยากให้คิดแบบที่แยกจากสิ่งเป็นฟืนเป็นไฟนี้ออกไป เพื่อเป็นอรรถเป็นธรรมครองหัวใจตนเอง ได้รับความสงบสุข

นี่เราพูดเต็มปากเราจวนจะตายแล้ว เปิดทีเดียวเต็มที่ เราไม่เคยสะทกสะท้านในสามแดนโลกธาตุ ใครจะมาว่าอะไรให้เราว่าไปเถอะ มันก็เห่าว้อกๆ เหมือนหมาเห่าฟ้า หมาเห่าฟ้าเป็นยังไง มันก็เห่าแต่ปากนั่นแหละ สุดท้ายมันก็ไปของมันเอง ฟ้าอยู่ที่ไหนไม่รู้ อันนี้ก็หมาเห่าธรรม ธรรมพระพุทธเจ้าเลยฟ้าไปอีก มันไปหาเห่าหาอะไร ถ้าไม่เป็นบ้าสุดขีดไอ้คนๆ นี้น่ะ มันว่าหลวงตาบัวอวดอุตริมนุสธรรม จะเอาหลวงตาบัวเป็นปาราชิก เราก็บอกให้เอาโคตรมันมาเลยมาฟ้องหลวงตาบัวว่าอวดอุตริมนุสธรรม

คำว่าโคตรนี้ไม่ใช่โคตรแบบเหมือนโลกเขาดูถูกเหยียดหยามย่ำยีกันนะ คำว่าเอาโคตรมานี่ คือคนๆ เดียวไม่มีน้ำหนักมาก ให้เอามาทั้งโคตรจึงมีน้ำหนักมากมาฟ้องหลวงตาบัว เข้าใจไหม เราหมายความว่าอย่างนี้ต่างหาก เราไม่ได้มีแบบโลก ถึงจะพูดกิริยาแบบโลกก็ตาม แต่ธรรมไม่เป็นโลกนะ ธรรมต้องเป็นธรรมตลอดไป เราพูดอย่างนี้ตลอด การแสดงธรรมะถ้ายังมีแสดงอยู่ ธรรมะประเภทนี้จะออกอยู่เรื่อยๆ ตามแง่หนักแง่เบาจะออกไปตลอด จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ ที่จะอ่อนข้อกับกิเลสไม่อ่อนเลย ไม่มีทาง กิเลสอยู่ตรงไหนฟาดลงตรงนั้นให้มันหัวแตกไปเลย ถ้าหัวมันไม่แตกให้มันขี้แตกออกไปเลย มันมีทั้งหัวทั้งขี้คนเรา

นี่เราพูดอย่างอาจหาญชาญชัยเลยโลกธาตุไปหมดแล้ว ที่นำมาพูดเหล่านี้ เราไม่อยู่ในวงเห่าว้อกแว้กๆ เหล่านี้ เราพูดตามความจริง เรานำธรรมมาสอนโลกสอนตั้งแต่เริ่มแรกมาได้ ๕๕ ปีนี้เต็มเหนี่ยว ทีแรกออกอยู่ในวงในสอนพระ สอนตั้งแต่แกงหม้อเล็กแกงหม้อจิ๋วเรื่อยๆ จากนั้นมาก็แกงหม้อใหญ่ สอนโลกสงสารมาเป็นเวลา เฉพาะอย่างยิ่ง ๗ ปีนี้ เราเอาธรรมออกสอนโลกกว้างแคบขนาดไหน ถ้าเหล่านี้เป็นอุตริมนุสธรรม เอา ค้านมาธรรมะที่เราเทศน์วันนี้ผิดตรงไหน ที่ว่าเรามาอวดมันไม่จริงนั่น หาว่าเป็นความจริง มาอวดอุตริที่ตรงไหน เอ้าค้านมา

ตั้งแต่พื้นๆ ฟาดถึงพระนิพพาน เอ้า ถามมาเราจะเป็นคนตอบคนเดียวทีเดียว ครองไว้หมดแล้วธรรมเหล่านี้ เราพูดให้ชัดเจนอย่างนี้เราจะตายแล้ว ท่านทั้งหลายจะมัวหลับหูหลับตาให้กิเลสเหยียบหัวอยู่ตลอดเวลาเหรอ ความโลภมันดีขนาดไหน ความโกรธ ราคะตัณหา มันเอาไฟเผาโลกมาตลอด นี้คือโทษของกิเลสเห็นไหมดูเอาซิ ธรรมเครื่องระงับสิ่งเหล่านี้ทำไมจะไม่ฟื้นตัวขึ้นมาบ้างเพื่อระงับดับกันให้มีความสงบร่มเย็นบ้างคนเรา ถ้าไม่งั้นจมนะชาติไทยเรา ศาสนาไทยเราจะไม่มี ก็มีแต่หัวโล้นๆ โกนคิ้วอยู่เฉยๆ อวดตนว่าเป็นพระๆ แล้วโฆษณาว่ากล่าวหาตั้งแต่นรกอเวจีมาเผาตัวและส่วนรวมอย่างนั้นเป็นประโยชน์อะไร

ทางโลกก็เหมือนกัน ความรู้วิชามีมากน้อยเพียงไร เป็นเรื่องของกิเลสทั้งหมดออกทับประชาชนญาติโยม ผู้น้อยเลยจะตาย หรือขี้แตกออกก็ไม่ทราบ เราไม่ได้ถาม เป็นยังไงสูขี้แตกไหม ถูกวงราชการงานเมืองที่ไม่เป็นศีลเป็นธรรมอวดเบ่งนั้นมาหาเหยียบเอานี้ สูขี้แตกไหม เราอยากถามว่างั้น เรายังไม่ได้ถามดู ให้ถามดูตัวเอง ใครขี้แตกไม่แตกก็รู้เอง มันขนาดนั้นนะกิเลสเหยียบธรรมเวลานี้ เรามองดูด้วยธรรมมองดูได้ทุกแง่ทุกมุม เพราะฉะนั้นจึงพูดได้เต็มปากละซี ถึงวาระที่จะพูดพูดได้เต็มเหนี่ยว ไม่เคยสะทกสะท้านกับสิ่งใด ความจริงเต็มหัวใจออกได้ตลอดเวลา หนักเบามากน้อยไม่ต้องบอก ผางออกมาทันทีเลยๆ จะไปคว้าคัมภีร์นั้นคัมภีร์นี้ สาธุ เราไม่คว้า พระพุทธเจ้าคัมภีร์วินัยออกมาเป็นพระไตรปิฎก ออกมาจากคัมภีร์ใน ธรรมพระพุทธเจ้าอยู่ในคัมภีร์ในออกมาเป็นพระไตรปิฎก สาวกทั้งหลายเป็นคัมภีร์ในทั้งนั้น เมื่อเจอคัมภีร์ในแล้วจะไปหาคว้าที่ไหน ออกมาจากนั้นล้วนๆ เลย แง่หนักเบาขนาดไหนที่ควรจะออกแห่งธรรมทั้งหลาย ออกได้ทันทีๆ พากันจำเอานะ แล้วไปปฏิบัติตน

อย่ามานั่งเฝ้ากองกระดูกอยู่เฉยๆ  นี่กองกระดูกด้วยกันทั้งนั้น มันเป็นของดิบของดีอะไร เอาอะไรหุ้มห่อเอาไว้ก็ว่าเป็นของดิบของดี ก็เสื้อผ้าเฉยๆ มาหุ้มห่อ ถ้าแก้ผ้าแล้วก็ไม่ผิดอะไรกับหมาตัวหนึ่ง หมาเขาเฉยนะ เขาเดินไปเฉย ไอ้เราตบนั้นตบนี้ ปล่อยหำบ้างอะไรบ้าง ดังนิทานหนองกะปาด คนๆ นี้เขาอยู่หนองกะปาด อีตาคนนั้นแกเลี้ยงวัวฝูงไว้ ขายวัว ทีนี้เขาไปซื้อวัวที่บ้าน บ้านอยู่ข้างใน ชานบ้านอยู่ข้างนอกสำหรับรับแขกรับคน พวกพ่อค้าเขามาซื้อวัว ต่อรองกันอยู่ตลอด ทางลูกค้าเขาจะให้ตัวละสามบาท ทางเจ้าของจะเอาตัวละสี่บาท เถียงกันยังไม่ลง พอดีเมียขึ้นมาก็มาเห็นผัวนั่งปล่อยหำ เมียมาเห็นหำผัวก็อายเขาเลยขยิบตาใส่ผัว

ไอ้ผัวเข้าใจว่าเมียให้ขึ้นราคาวัว พอเมียขยิบตาใส่ปั๊บ ทีแรกแกจะเอาสี่บาท เขาให้เพียงสามบาท พอเมียขยิบตาใส่เท่านั้น ผัวขึ้นปึ๊บเลย ห้าบาทๆ เขาก็ว่า โอ๊ย ตั้งแต่สี่บาทก็ยังลงกันไม่ได้ ทำไมไปห้าบาทหกบาท ไปเถอะพวกเรา เขาก็แตกฮือลงจากบ้านไป เมียก็ออกมา ที่เขาต่อตัวละสามบาทนั้นควรจะให้เขาแล้ว ทำไมไม่ขายเขาเสียล่ะ ก็เธอขยิบตาใส่ฉัน นึกว่าจะให้ฉันขึ้นราคา ฉันก็ขึ้นห้าบาทละซิ จะไม่ขยิบยังไงก็ปล่อยหำให้เขาดู มันอายเขาจะตายไป อู๊ย เสียดาย มาๆ เขาเปิดหนีหมดแล้ว หำก็ปล่อยไว้ เดี๋ยวนี้มันปิดหรือยังบักนั้นน่ะ ห้าบาทๆ มันขึ้นไปแบบขาดทุน หำก็ปล่อย เงินก็ไม่ได้
                                                ________

(คุณสามารถอ่านและรับชมรับฟังพระธรรมเทศนาเต็มกัณฑ์ได้ที่
http://www.luangta.com/thamma/thamma_talk_text.php?ID=3313&CatID=2)


<< BACK

 


หน้าแรก