คำถาม 
โดย : นนท์ เมื่อ วันที่ 19 ธ.ค. 2545

ถามปัญหาพระพุทธรูปเป็นเพียงหิน หรือไม้ ช่วยอะไรเราก็ไม่ได้ แต่พระเจ้าช่วยเราได้จริง ศาสนาพุทธคิดเช่นไร?

อยากทราบว่าทำไมเราต้องกราบไหว้ในสิ่งที่เราได้ทำขึ้นมาเองด้วยเช่นพระพุทธรูปที่ทำจากไม้  จากหิน  เป็นต้น  โดยที่สิ่งที่เรากราบไหว้เหล่านั้นไม่สามารถที่จะให้คุณหรือโทษแก่เราใดๆเลย  ให้เงินเราสักกะบาทก็ไม่ได้   อย่าว่าทำอะไรให้เลยแม้จะช่วยตัวเองก็ไม่ได้  สู้ไปไหว้พระเจ้าอย่าง...ไม่ดีกว่าหรือ  คือ พระเจ้าที่สร้างสรรพสิ่งในจักรวาลนี้ขึ้นมา  และพระองค์เป็นทรงประทานสิ่งต่างให้เรา  เช่น ลมหายใจ  อาหาร  น้ำ  เครื่องแต่งกาย   ยารักษาโรค  ให้แก่เรา โดยที่พระองค์ไม่ต้องการสิ่งตอบแทนใดๆเลย  นอกจากให้บรรดามนุษยชาติทั้งหลายได้ทำในสิ่งที่พระองค์ทรงรับสั่งให้ทำ
และละทิ้งสิ่งต่างๆที่พระองค์ทรงห้าม  พระเจ้าที่ชาว...นับถือสามารถที่จะให้บาบ บุญ คุณ  โทษ แก่ผู้ที่พระองค์ต้องการได้ไม่เหมือนกับพระไม้  หิน  ที่เราได้สร้างมันขึ้นมาด้วยตัวของเราเอง  เราไม่รู้ว่าสามารถให้นรก สวรรค์แกเราได้หรือเปล่า  แต้ถ้าให้นรกของพระองค์อยู่ ณ ที่แห่งใด  และพระองค์เองก็ คือ สิ่งที่ถูกสร้างโดยพระเจ้าที่...นับถือเช่นเดียวกัน  ไม่ใช่หรอกหรือ ? ชาว..บอกว่าเราไม่สามารถที่เอาพระพุทธเจ้าไปเทียบชั้นกับพระ..ของชาว..ได้เลยเพราะนี่ถือเป็นบาบอย่างมหันต์และพระ..ทรงตรัสว่าพระองค์จะเป็นผู้ที่นำคนที่บังอาจไปเอาสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างไปเปรียบเทียบกับพระองค์ ไปขว้างลงในนรกในวันพิพากษาโลก อยากทราบว่าในศาสนาพุทธมีความคิดเห็นอย่างไรกับข้อซักถามและข้อกล่าวหาข้างต้น

คำตอบ
ตอบโดย : ทีมงาน(ผู้ยังไม่สามารถพ้นทุคติได้) เมื่อ 19 ธ.ค. 2545

....พระพุทธรูปที่เราทำขึ้นไม่ว่าจะเป็นหิน หรือไม้ ต่างก็เป็นสัญลักษณ์เป็นเครื่องระลึกถึงท่าน เหมือนกับเราเรียนหนังสือเรารู้สึกท้อแท้ใจเราก็นำสิ่งที่เป็นตัวแทนพ่อแม่เรา เช่น ผ้าของท่าน รูปของท่าน หรือแม้แต่เราวาดภาพท่านขึ้นมาเพื่อระลึกถึงท่าน เอาไว้เป็นกำลังใจในการทำสิ่งนั้นๆ ให้สำเร็จ
....การที่คุณเห็นว่าพระพุทธรูปทั้งหลายนั้นเป็นเพียงไม้ หรือหินก็ถูกต้องส่วนหนึ่ง แต่จะเป็นธรรมแท้จริงหากคุณเห็นทุกสิ่งเป็นแบบเดียวกัน เช่น เห็นหนังสือที่มีรูปโป๊เป็นเพียงใบไม้ เห็นจอทีวีเป็นกระจกหรือทราย เห็นหญิงสาววัยรุ่นเป็นเพียงดิน น้ำ ลม ไฟ เห็นเสียงเพลงเป็นเพียงลม หรือเห็นสัญลักษณ์ในศาสนาอื่นๆ ก็เป็นเพียงอิฐ หิน ปูน ทราย ไม้ พลาสติก โลหะในโลกนี้เหมือนกัน แต่คุณกลับเลือกเห็นเฉพาะพระพุทธรูป สิ่งนี้กลับทำให้เราเห็น"จิตใจ"ของคุณว่าไม่ตรง ไม่เที่ยงธรรม ยังเลือกปฏิบัติ ยังมีอคติอยู่
...นี่แหละครับ พระพุทธองค์จึงทรงสอนเราให้รู้จักฝึก "ใจ"ของเราให้ตรง ปราศจากอคติ นำรูปมาบูชาเพื่อให้มีสติ ความมีสติทำให้ใจเราตรงต่อธรรมและความจริงขึ้นเรื่อยๆ นำคำสอนของพระองค์มาสอนตนจนหลุดจากอารมณ์ฝ่ายต่ำที่มักทำให้เราเอียงซ้าย-ขวา เมื่อสติปัญญาเจริญถึงที่สุดแล้ว เราก็สามารถชนะอารมณ์ได้สิ้นเชิง 
...พระพุทธรูปที่ทำขึ้นก็เพื่อความมุ่งหมายนั้น คือยามเราโลภ โกรธ หรือเกิดราคะตัณหาในใจ รู้สึกหักห้ามใจไม่ค่อยได้ พอเราเห็นสัญลักษณ์นั้นๆ เราจะนึกน้อมถึงท่านทันที เพราะพระองค์ทรงต่อสู้กับอารมณ์เหล่านี้จนชนะมาแล้ว พอเราระลึกนึกถึงก็เป็นกำลังใจที่จะต่อสู้กับกิเลสในใจเรา มีใจที่จะทำดีให้มากขึ้นนั่นเอง ฉะนั้นรูปบูชาจึงเป็นของสำคัญเหมือนรูปพ่อรูปแม่ของเรา ทางพุทธเรียกว่า เป็นพุทธานุสสติ ธัมมา.. สังฆา... ครับ
....เมื่อเราชนะใจเราได้อันนั้นถือเป็นการชนะที่แท้จริง มีคนต่างศาสนาจำนวนมากได้มาฝึกสมาธิด้วยการทำอานาปานสติ หรือคำบริกรรมตามที่ถนัด สำรวมจิตจนเกิดสมาธิ เขาเหล่านั้นจะเห็นผลได้ด้วยตัวเองว่า เราดีได้ด้วยการฝึกกาย วาจา และฝึกจิตใจของเรา เมื่อเขาเห็นผลจากสมาธิที่ฝึกอย่างจริงจังด้วยตัวเองแล้ว เขาจะได้คำตอบด้วยตัวเองว่า การไปสู่สุคติหรือทุคตินั้น..ตนเองเป็นผู้ชี้ทาง
....ศาสนาพุทธเป็นศาสตร์ที่มีเหตุผล มีวิธีการ มีเป้าหมายชัดเจน พิสูจน์ด้วยตนเองได้ทุกระยะทุกฝีก้าวเหมือน"วิทยาศาสตร์" ด้วยเหตุนี้ ไอน์สไตน์จึงยกย่องพุทธศาสนาว่า เป็นศาสนาเดียวที่ไม่เคยขัดต่อหลักวิทยาศาสตร์แต่อย่างใด

<< BACK

 


หน้าแรก