คำถาม 
โดย : ศิษย์ชาวพุทธ ถามเมื่อวันที่ 28 พ.ย. 2546

ทำไมพระกรรมฐานท่านถึงต้องปฏิบัติเหมือนคนอด ๆ

1.ทำไมพระกรรมฐานท่านถึงต้องปฏิบัติท่านเองเหมือนคนอด ๆ ทนลำบาก
2.คนเราเกิดมาอย่างไรจากไหนค่ะ
3. อยากขอรบกวนคุณทีมงานช่วยแจ้ง เขาเรียกอะไรค่ะ ที่กดเข้าไปแล้วเจอหน้าที่เราต้องการ ขึ้นด้วย http://.... ของแต่ละส่วนในเว็บนี้ค่ะ อย่าง หนังสือประวัติหลวงปู่มั่น หนังสือเล่มหลัก ๆ เทศน์สำคัญ ๆ อย่างนี้ครับ จะได้กดเข้ามาทีเดียวเลย หากไม่เป็นการรบกวนจนเกินไป ขอเพื่อเป็นธรรมทานด้วยค่ะ
ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ

คำตอบ
เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 2546

เรียนคุณใช้นามศิษย์ชาวพุทธ
ตอบข้อแรก 
-    เพราะเป็นปฏิปทาเครื่องดำเนินเพื่อความพ้นทุกข์ ตามรอยพระบรมศาสดา 
-    และอ่านบทสัมภาษณ์เนื่องในโอกสที่ คณะเจ้าหน้าที่สถานีโทรทัศน์ ITV มากราบนมัสการสัมภาษณ์หลวงตา ที่วัดป่าบ้านตาด
เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม  ๒๕๔๑ ดังนี้

คุณสุภาพ     :     ได้อ่านหนังสือที่หลวงตาเขียนถึงพระอาจารย์มั่นก็ดี หลวงตาเขียนเล่าเรื่องชีวิตของหลวงตาเองก็ดี ไม่เข้าใจกันอยู่มากว่า พระกรรมฐานทำไมต้องทรมานสังขาร ทำไมต้องอดอาหาร ทำไมต้องทรมานตัวเอง หลวงตาอธิบายว่าเป็นกลอุบาย กลอุบายอย่างไรขอรับ

หลวงตา       :     อ๋อ คำว่ากลอุบาย หมายถึงว่าเป็นอุบายวิธีการแก้กิเลส คือกิเลสนั่นน่ะ ตัวของมันเองจริง ๆ เป็นนามธรรม ไม่ได้เป็นตัวเป็นตนเป็นร่างกายอย่างนี้ ร่างกายนี้เป็นเครื่องมือของกิเลส คนมีกิเลสมากอยู่ภายในจิตใจ มันก็ต้องเอาเหล่านี้เป็นเครื่องมือ เมื่อมันมีเครื่องมือที่ดี ทันสมัย มันก็ทำลายเราได้อย่างทันควัน ว่างั้นเถอะ

คุณสุภาพ     :     ถ้าเราไม่ทรมานร่างกาย

หลวงตา       :     คำว่าร่างกายนี้หมายความว่าอย่างไร

คุณสุภาพ     :     เช่น ต้องไปเข้าอยู่ในป่า ต้องไปลำบากกันดาร ต้องไปอดอาหารหลาย ๆ มื้อ ต้องไปนั่งสมาธินาน ๆ ถือว่าเป็นการทรมาน คำถามของพุทธศาสนิกชนก็คือว่า ทำไมพระกรรมฐานต้องทรมานอย่างนั้นก่อน ถึงจะชนะกิเลสขอรับ

หลวงตา       :     การทรมานอย่างนี้ไม่จัดว่าท่านฆ่ากิเลสด้วยวิธีการนี้นะ แต่เป็นอุบายวิธีการอันหนึ่งที่จะช่วยส่งเสริมความเพียร คือสติ ปัญญา ศรัทธา ความเพียรของท่านให้ดีเด่นขึ้นมา จากการทรมานตัวเองแบบนี้ เพื่อไม่ให้ร่างกายของเรามีกำลังมาก แล้วจะไม่เป็นเครื่องมือเสริมกิเลสมาทำลายเราได้หนักมากขึ้นไป ต้องลด เช่น อย่างอดอาหารอย่างนี้ ร่างกายของคนเราธรรมดา เอ้า!พูดให้มันเต็มเม็ดเต็มหน่วย ส่วนมากผู้ปฏิบัติก็มีร่างกายที่มีราคะตัณหานี้เป็นตัวสำคัญมากที่สุดในวงปฏิบัติ ใครไม่ได้ขึ้นต่อกรกับกิเลสเสียก่อน จะไม่ทราบว่ากิเลสตัวใดเป็นกิเลสสำคัญมากในสามแดนโลกธาตุนี้ ที่ทำลายสัตว์อยู่เวลานี้ ที่อันตรายมากที่สุดและสัตวโลกชอบที่สุด คือราคะตัณหา ตัวนี้รุนแรงมาก

ทีนี้เวลาเราปฏิบัติ เมื่อร่างกายของเรามีกำลังมากอยู่นี้ อันนี้เป็นเครื่องเสริมกิเลสได้เป็นอย่างดี เป็นเครื่องมือของกิเลสได้เป็นอย่างดี ตั้งสติสตังนี้ไม่ทัน ๆ ล้มผล็อย ๆ ล้มผล็อยเลย เพราะอำนาจแห่งกิเลสมันอาศัยร่างกายที่มีกำลังนี้ มีกำลังรุนแรงมาก ทีนี้เวลาเราอดอาหาร ร่างกายนี้มันผ่อนตัวของมันลงไป แต่ความเพียรของเรานี้ไม่ถอยนะ สติสตังคือความพากความเพียรที่จะชำระกิเลส มีสติมีปัญญาเป็นสำคัญที่จะรักษาจิตใจตลอดเวลา สติสตังเหล่านี้ก็ค่อยตั้งขึ้นได้ ๆ

ร่างกายของเราอ่อนลง กิเลสมันก็อ่อนตัวของมันลงไป สติสตังตั้งขึ้นได้ ชำระกิเลสได้เป็นลำดับลำดาขึ้นไปโดยลำดับ เพราะอำนาจแห่งการฝึกทรมานอย่างนี้ อย่างเช่นพระพุทธเจ้าท่านว่า ให้อดนอน ผ่อนอาหาร ธุดงค์ ๑๓ ข้อนั้นคือวิธีการที่จะชำระกิเลสทั้งนั้น การอดอาหารนี่ก็เป็นวิธีการหนึ่ง เป็นการสนับสนุนช่วยการแก้กิเลสได้อย่างง่ายดายยิ่งกว่าอย่างอื่นใด เพราะฉะนั้นท่านถึงได้ทำอย่างนี้
                                                _______________ 
 
-  คุณสามารถกดอ่านคำสอนของท่านพระอาจารย์มั่น ท่านสอนเกี่ยวกับเรื่องปฏิปทาความอดอยาก ในหนังสือประวัติท่านพระอาจารย์มั่น  กดอ่านได้ที่http://www.luangta.com/upload/ThammaBook/content/20031029223555.doc 

-   และจากหัวข้อ "ความอดอยากขาดแคลนของพระกรรมฐาน" ในหนังสือปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน หน้า ๑๕๗ (คัดมาเฉพาะบางตอน) 
                           ความอดอยากขาดแคลนของพระกรรมฐาน
     "พระธุดงคกรรมฐานที่มุ่งหน้าต่อแดนพ้นทุกข์อย่างถึงใจ มักจะประสบแต่ความอดอยากกันดารในปัจจัยทั้งหลายประจำปฏิปทาด้วยความสมัครใจ คือ ท่านชอบอยู่ในที่อัตคัดกันดาร นอกจากความขาดแคลนตามสภาพของสิ่งเกี่ยวข้องในที่นั้นๆ แล้ว ยังเป็นความสมัครใจที่จะทำตนเป็นความอดอยากขาดแคลนอีกด้วย อาหารบิณฑบาตได้มามากแต่รับเพียงเล็กน้อยบ้าง รับเพียงข้าวเปล่าๆ ทั้งที่อาหารมีอยู่บ้าง ตั้งใจไม่ฉันเสียบ้างเป็นวันๆ ไป อดไปทีละหลายๆ วันสลับกันไปบ้าง 

ทั้งนี้ท่านสังเกตใจเป็นสำคัญ ขณะที่ฝึกด้วยวิธีต่างๆ แต่ละแบบนั้น ขณะภาวนาจิตได้รับผลแห่งความสงบและแยบคายทางสติปัญญาต่างกันอย่างไรบ้าง ทำความสังเกตกำหนดวิธีที่เกิดผลดีกว่าวิธีอื่นๆ ไว้ แล้วพยายามทำตามวิธีนั้นโดยสม่ำเสมอ บางทีก็อดไปหลายวันแล้วมาฉันด้วยวิธีผ่อนบ้าง หรือผ่อนไปหลายวันแล้วหยุดฉันเสียบ้าง ราวสี่ห้าวันจึงฉันและผ่อนไปพอประมาณ

การสังเกตธาตุขันธ์กับจิตใจต้องสังเกตไปพร้อมๆ กัน ถ้าธาตุขันธ์รู้สึกอ่อนเพลียมากก็ฉันเพิ่มขึ้นอีกพอประมาณ แต่ไม่ให้พอกับความต้องการของธาตุทีเดียวจะทับจิตเกินไป เช่นเพิ่มขึ้นจากที่เคยผ่อนอยู่แล้ว ๕๐% เป็น ๖๐% ถ้ารู้สึกว่าธาตุจะวิการเพราะขาดอาหารมากไป ก็งดการผ่อนและการอดเสียชั่วระยะหนึ่ง จนธาตุพอตั้งตัวได้แล้วค่อยผ่อนหรืออดอาหารอีกต่อไป เฉพาะจิตของผู้ถูกกับจริตในทางนี้ ย่อมเจริญก้าวหน้าขึ้นไปโดยลำดับ แม้ถึงกาลที่ควรจะอนุโลมผ่อนผันตามธาตุขันธ์ที่กำลังวิการอ่อนเพลีย แต่ใจก็ไม่อยากอนุโลมตาม ยังอยากผ่อนหรืออดอยู่ร่ำไป เพราะเคยเห็นผลทางใจเพิ่มขึ้นทุกระยะที่ผ่อนหรืออดอาหาร หากจำเป็นต้องผ่อนผันสั้นยาวเข้าหากันจนพอดีทั้งธาตุขันธ์และจิตใจก็ควรทำ การดำเนินจึงสะดวกตามความประสงค์ที่มุ่งหมาย

ระหว่างการผ่อนอาหารหรืออดอาหารไปนานๆ ร่างกายย่อมมีความหิวโหยอ่อนเพลียบ้างเป็นธรรมดา ถ้าจะถือเป็นความทุกข์กังวลกับความหิวโหยก็ทำไปไม่ได้ นี่ก็เป็นความทุกข์อย่างหนึ่งในการปฏิบัติธรรม ฉะนั้นกรรมฐานผู้หวังความสงบสุขทางใจ จึงมักทำตนให้อดอยากขาดแคลนเสมอทั้งที่ไม่อยากทำ แต่จริตนิสัยและความหวังในธรรมนั้นพาให้จำเป็นต้องทนต้องทำ ที่ว่าอดบ้าง อิ่มบ้าง หรือผ่อนอาหารบ้าง อดอาหารบ้าง นั้นมิใช่ทำอยู่เพียงเดือนสองเดือน แต่พยายามทำอย่างสม่ำเสมอไปเรื่อยๆ เป็นปีๆ หรือจนเป็นที่แน่ใจตัวเองว่าจะไม่ต้องทำแบบนั้นอีก จิตก็ดำเนินตนไปได้ด้วยความสะดวกราบรื่นไม่ขลุกขลัก ก็หยุดจากวิธีเหล่านั้นได้ ปฏิบัติดำเนินไปธรรมดาทั้งทางกายและทางใจ

แต่โดยมากเท่าที่เคยสังเกตมา ขึ้นชื่อว่ากิเลส ไม่ว่าชนิดใดและมีมากมีน้อยเพียงไร ต้องแสดงตัวเป็นข้าศึกต่อเราอยู่เสมอ ตามฤทธิ์ของมันที่ยังเหลืออยู่ในใจมากน้อย ไม่เคยไว้หน้าใครแต่ไหนแต่ไรมา ฉะนั้นนักปฏิบัติที่ถือว่ากิเลสเคยเป็นข้าศึกแก่ตนอย่างฝังใจ ย่อมไม่นอนใจที่จะเลี้ยงกิเลสไว้ด้วยความนิ่งนอนใจ ว่ามันจะกลายเป็นมิตรแก่ตน ไม่ก่อพิษภัยให้ได้รับความทุกข์ร้อนใดๆ อีกต่อไป แต่กลับเห็นเสียว่าถ้าได้ทำลายให้สิ้นซากลงไปในขณะนี้จะเป็นที่พอใจอย่างยิ่ง ยิ่งกว่าจะเลี้ยงไว้ทำพิษแก่ตนในวันอื่นต่อไป นี่แลเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ท่านไม่ลดละความพยายามที่จะตามต้อนกิเลสด้วยวิธีต่างๆ เช่น การผ่อนหรืออดอาหาร อันเป็นวิธีสนับสนุนความเพียรทางใจให้สะดวกแก่การทำสมาธิภาวนายิ่งขึ้นกว่าปกติธรรมดา จึงทำให้ท่านลดละปล่อยวางวิธีที่เคยได้ผลมาเสียมิได้ โดยมากที่ท่านพยายามตะเกียกตะกายฝึกทรมานด้วยวิธีต่างๆ ที่เห็นว่าได้ผลดีไม่ยอมลดละแม้เป็นเวลาหลายปี ก็เพราะมีเหตุบังคับที่จำต้องให้ท่านพยายามดังกล่าวมา"
                                                 _________________

ตอบข้อสอง   คัดจากคำสอนของท่านพระอาจารย์มั่น จากหนังสือประวัติท่านพระอาจารย์มั่น คุณสามารถกดอ่านได้ที่
http://www.luangta.com/upload/ThammaBook/content/20031029224118.doc
     "ปัญหาที่ว่ามนุษย์เกิดมาจากไหน? ท่านตอบว่า มนุษย์เราต่างก็มีพ่อมีแม่เป็นแดนเกิด แม้ผู้ถามก็มิได้เกิดจากโพรงไม้ แต่มีพ่อแม่เป็นผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูมาเหมือนกัน จึงไม่ควรถาม ถ้าจะตอบว่ามนุษย์เกิดจากอวิชชาตัณหา ก็ยิ่งจะมืดมิดปิดตายิ่งกว่าไม่ตอบเป็นไหน ๆ เพราะไม่เคยรู้ว่าอวิชชาตัณหาคืออะไร ทั้ง ๆ ที่มีอยู่กับทุกคน เว้นพระอรหันต์ท่านเท่านั้น แต่ไม่สนใจอยากรู้และปฏิบัติเพื่อรู้สิ่งดังกล่าว นอกจากจะตอบว่าเกิดจากพ่อกับแม่ที่เห็น ๆ  กันอยู่นี้เท่านั้น ผู้ถามก็จะหาว่าตอบตัดสำนวน จึงลำบากในการตอบตามความจริง เพราะผู้ถามมิได้สนใจกับความจริงเท่าไรนัก ในธรรมท่านว่ามนุษย์และสัตว์เกิดจาก อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา ฯลฯ สมุทโย โหติ และดับภพชาติอันเป็นความดับทุกข์ทั้งมวล จาก อวิชฺชายเตฺวว อเสสวิราคนิโรธา สงฺขารนิโรโธ ฯลฯ นิโรโธ โหติ เหล่านี้ก็มีอยู่กับจิตของทุกคนที่มีกิเลสบนหัวใจ

ถ้ายอมรับความจริงแล้ว ก็นี่แลพาให้เกิดเป็นมนุษย์และสัตว์อยู่เต็มโลกจนจะหาที่อยู่ที่กินกันไม่ได้อยู่แล้ว เพราะอวิชชาตัณหาความหิวโหยไม่มีเวลาลดตัวเป็นต้นเหตุ ทั้งที่ยังไม่ตายก็เตรียมหาที่เกิดและที่อยู่กินอยู่แล้ว นี่แลตัวที่พาให้มนุษย์และสัตว์เกิดและเป็นทุกข์อยู่เต็มโลก ถ้าอยากทราบ ก็จงดูจิตดวงที่เต็มไปด้วยกิเลสประเภทที่พาให้ร้อนรนกระวนกระวายส่ายแส่หาที่เกิดที่อยู่ทุก ๆ ขณะนี้ จะได้พบสิ่งที่มุ่งหวังอย่างสมใจและหายสงสัยในตัวเอง ไม่ต้องไปถามใคร อันเป็นการแสดงความงมงายของตัวให้คนอื่นเห็นว่าตัวยังบกพร่องเรื่องของตัวอยู่มาก เพราะจิตเป็นตัวคะนองและจองหอง ไม่มีอะไรจะเปรียบเทียบได้ในโลก หากแต่ขาดความสนใจเหลียวแลเท่านั้น จึงไม่รู้ความดื้อดึงของตัว และทำให้คว้าน้ำเหลวโดยไม่มีอะไรติดมือพอเป็นความสมหวังบ้าง"
                                                  _________________

ตอบข้อสาม   สำหรับ http://www. ..... programmer เขาเรียกกันว่า url ถ้าหากทราบข้อมูลมากกว่านี้จะแจ้งให้ทราบอีกครั้งนะคะ รู้แค่นี้เหมือนกันค่ะ
1.  หน้าธรรมะประจำวัน   กดอ่านได้ที่
http://www.luangta.com/thamma/thamma_talk.php?CatID=0 
2.  หน้าหนังสือธรรมะ    กดอ่านได้ที่
http://www.luangta.com/thamma/thamma_book_search.php
3.  หน้า หนังสือประวัติท่านพระอาจารย์มั่น     กดอ่านได้ที่http://www.luangta.com/thamma/thamma_book_detail.php?cgiBookID=4
4.  หน้า หนังสือปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน     กดอ่านได้ที่
http://www.luangta.com/thamma/thamma_book_detail.php?cgiBookID=130
5.   หน้า หนังสือธรรมะชุดเตรียมพร้อม   กดอ่านได้ที่http://www.luangta.com/thamma/thamma_book_detail.php?cgiBookID=38

(หวังเป็นอย่างยิ่งว่าปฏิปทาเครื่องดำเนินเพื่อความพ้นทุกข์จากคำสอนของหลวงปู่มั่นท่าน และหลวงตาจะเป็นประโยชน์ในธรรมให้คุณที่ถามมา)

<< BACK

 


หน้าแรก