คุณค่าของมนุษย์อยู่ที่คุณธรรม
วันที่ 26 มีนาคม 2545
สถานที่ : ณ ศาลพระหลักเมืองปราจีนบุรี

แสดงพระธรรมเทศนาอบรมฆราวาสและรับผ้าป่าช่วยชาติ
ณ ศาลพระหลักเมืองปราจีนบุรี
อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี
อังคารที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๔๕ [เย็น]

คุณค่าของมนุษย์อยู่ที่คุณธรรม

[รวมเวลาแสดงธรรม ๕๔ นาที]

เวลานี้จะแสดงธรรม ขอให้ทำความสงบทุกด้านที่จะเป็นอันตรายต่อการแสดงธรรม เฉพาะอย่างยิ่งการถ่ายภาพในขณะแสดงธรรมไม่สมควร จึงขอให้งดให้หมด

วันนี้เป็นวันมหามงคลแก่พี่น้องชาวปราจีนบุรีเรา โดยมีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดชื่อชัยจิต รัตนขจร ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ร่วมกับคุณตระกูล พากเพียรศิลป์ นายกเทศมนตรีเมืองปราจีนบุรีเป็นประธานในงานนี้ ซึ่งเป็นงานที่สำคัญมาก นาน ๆ จะได้มีครั้งหนึ่ง แล้ววันนี้เป็นวันงานเพื่อช่วยชาติไทยของเราจากความรักชาติความเสียสละอย่างพร้อมเพรียงกันของพี่น้องชาวไทยทั้งหลายเรื่อยมาจนกระทั่งบัดนี้ก็มีพี่น้องชาวปราจีนบุรี มีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดและท่านนายกเทศมนตรีเป็นประธานเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรนำพี่น้องทั้งหลายสร้างการกุศล เรียกว่าเป็นผลมหาศาลแก่ชาติไทยของเราและแก่ตัวของเราผู้บำเพ็ญด้วย

ทุกสิ่งทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับความพร้อมเพรียงสามัคคีกัน ถ้าแตกถ้าแยกสิ่งใดไม่ดีทั้งนั้น หม้อไหไตถาดถ้ามีการร้าวรานหรือแตกมาใช้การหุงต้มแกงก็ไม่ค่อยได้ผลเท่าที่ควร เมื่อภาชนะเหล่านี้มีความแน่นหนามั่นคงอยู่ จะหุงต้มแกงอะไรก็ได้ผล ประโยชน์เต็มภูมิของสิ่งเหล่านั้น ความพร้อมเพรียงสามัคคีแห่งชาติไทยของเราย่อมนำมาซึ่งความร่มเย็นเป็นสุขและความแน่นหนามั่นคงต่อชาติของเรา เฉพาะอย่างยิ่งเช่นร่างกายของเรา ถ้ามีความพร้อมเพรียงแน่นหนามั่นคงไม่เจ็บไข้ได้ป่วยในอวัยวะส่วนใด การประกอบหน้าที่การงานทุกอย่างก็เต็มเม็ดเต็มหน่วยแต่ถ้าขาดตกบกพร่อง คือมีวิกลวิกาลในธาตุขันธ์ เช่นเจ็บท้องปวดศีรษะ เป็นต้น อย่างนี้ขึ้นมาในร่างกายใด เรียกว่าร่างกายนั้นแตกสามัคคีแล้ว จะประกอบหน้าที่การงานก็ไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย พร้อมกับการสร้างความวุ่นวายให้จิตใจมากขึ้นจนกลายเป็นโรคภายในใจขึ้นมาจากร่างกายที่ร้าวรานไม่สามัคคีกัน

ท่านจึงสอนให้มีความพร้อมเพรียงสามัคคีเป็นของสำคัญ วันนี้ก็ได้มาแสดงธรรมให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบทั่วถึงกัน คำว่า ธรรม เป็นธรรมชาติที่เลิศเลอมาแต่กาลไหน ๆ พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ เทิดทูนธรรมที่เป็นธรรมชาติที่เลิศเลอนี้มาตลอด แล้วประกาศธรรมเหล่านี้สอนบรรดาสัตว์เรื่อยมา จนกระทั่งถึงปัจจุบัน คือพระสมณโคดมของเรา ท่านประกาศธรรมสอนโลกมานี้นับตั้งแต่วันท่านปรินิพพานมาเป็น ๒๕๐๐ กว่าปี นี่คือธรรมอันเลิศเลอที่มาแสดงแก่พี่น้องชาวพุทธเราให้ได้นำไปประพฤติปฏิบัติ แล้วรักษาตัวเองด้วยธรรม รักษาอย่างอื่นด้วยเหตุอย่างอื่นโดยไม่มีธรรมแล้ว จะไม่เกิดผลเกิดประโยชน์เท่าที่ควร

เพราะฉะนั้น จึงต้องมีอรรถมีธรรมเคลือบแฝงอยู่ตลอดเวลา ในหน้าที่การงานการพูดการจาการกระทำทุกสิ่งทุกอย่างต้องได้คำนึงคำนวณถึงความผิดถูกชั่วดีแห่งการกระทำของตน โดยมีธรรมแทรกอยู่เสมอ ว่าสิ่งนั้นควรสิ่งนี้ไม่ควร ควรทำหรือไม่ควรทำประการใดต้องนำธรรมเข้าไปพินิจพิจารณา คือสติธรรมปัญญาธรรม ใคร่ครวญไตร่ตรองถึงเรื่องหน้าที่การงานของตนที่ทำลงไปแล้วจะไม่ค่อยผิดพลาด แล้วความประพฤติของเราก็เหมือนกัน ต้องมีสติธรรมปัญญาธรรมควบคุมไปอยู่เสมอ ถ้าไม่มีสติธรรมปัญญาธรรมควบคุมอยู่แล้ว ความคิดความอ่านการกระทำของเรามักจะพลาดท่าเสียทีให้สิ่งไม่ดีทั้งหลายที่ท่านให้นามว่า กิเลส

คำว่ากิเลสพี่น้องทั้งหลายไม่ค่อยทราบกัน คือกิเลสแปลออกแล้วแปลว่าความเศร้าหมองมืดตื้อ สร้างผลให้เป็นภัยต่อจิตใจของโลกตลอดมา มีอยู่ภายในใจของสัตว์โลกทั่ว ๆ ไป แต่สัตว์โลกนอกนั้นไม่มีความจำเป็นยิ่งกว่ามนุษย์เรา ธรรมหรือศาสนาจึงมาลงที่มนุษย์เราเป็นผู้รักษาและปฏิบัติ ด้วยเหตุนี้ธรรมกับเราจึงควรให้กลมกลืนกันไปด้วยความคิดความอ่านหน้าที่การงาน จะทำอะไรลงไปให้พินิจพิจารณาลงไปว่าผิดถูกชั่วดีประการใดซะก่อนแล้วค่อยธรรมลงไป เรียกว่าเป็นผู้มีธรรมควบคุมรักษา กิริยาอาการความประพฤติของตัวเอง เราจะมีความสงบร่มเย็น เช่นตื่นแต่เช้ามาจนกระทั่งถึงค่ำ ความเคลื่อนไหวแห่งใจที่คิดไปในแง่ต่าง ๆ มีประจำมาตั้งแต่เริ่มตื่นนอน จนกระทั่งหลับคิดไปในแง่ใดบ้าง

ถ้าคิดไปในแง่ไม่ดีให้รีบระงับดับมันเสีย คิดในทางที่ถูกที่ดีแทนที่แห่งความคิดนั้น ๆ ตลอดไป แล้วสิ่งใดที่ไม่ดีเราไม่ทำออกมาจากทางวาจาก็ไม่พูด ออกมาจากทางกายก็ไม่ทำ เรียกว่าหักห้ามจิต หักห้ามความเคลื่อนไหวของตนโดยธรรม มีสติปัญญาธรรมเป็นเครื่องกำกับเสมอ วันหนึ่ง ๆ เราจะไม่ค่อยก่อความเดือดร้อนแก่ตนเองมากนัก เพราะมีสติมีธรรม คือสติธรรมปัญญาธรรมเป็นเครื่องควบคุมอยู่เสมอ ผิดกับคนที่ปล่อยเนื้อปล่อยตัวในทางความคิดความเห็นการพูดการจาการประพฤติตัวหน้าที่การงานต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี คือผิดมากทีเดียวสำหรับคนที่ไม่คิดไม่อ่าน

แล้วการเทศนาว่าการนี้ขออภัยจากบรรดาพี่น้องทั้งหลายด้วย เวลานี้เทศน์หลงหน้าหลงหลัง พูดไปไม่ได้ถ้อยได้ความ พอพูดไปสัญญาความจำได้นั้นมันมาตัดขาดไปเลย เลยลืมไม่ทราบว่าเทศน์อะไรมา แล้วจะเทศน์อะไรต่อไป มีขาดวรรคขาดตอนอยู่เสมอ ตรงนี้จึงขออภัยจากพี่น้องทั้งหลายไว้ด้วยตลอดไป เพราะวัยนี้ยิ่งแก่คร่ำคร่าชราลงไปทุกวัน ๆ ร่างกายนี้เป็นเครื่องมือของธรรม เมื่อร่างกายซึ่งเป็นเครื่องมือไม่ดีแล้วการแสดงออกย่อมมีผิดพลาดเป็นธรรมดาของมัน จึงขออภัยไว้ด้วย

วันนี้ก็ได้พูดถึงเรื่องการรักษาตัวของเราด้วยอรรถด้วยธรรม การเสาะแสวงหาผลประโยชน์อื่นใดก็ตามต้องให้มีธรรมเป็นเครื่องกำกับเสมอจะไม่กระทบกระเทือนผู้อื่นหรือผลประโยชน์ของผู้อื่น ต่างคนต่างมีอรรถมีธรรมการเสาะแสวงหาผลรายได้ย่อมไม่กระทบกระเทือนกัน คือไม่เห็นแก่ได้อย่างเดียวโดยกระทบคนอื่น ไม่สนใจอย่างนี้ เรียกว่าไม่มีธรรม มีแต่ความอยากความทะเยอทะยานได้เท่าไหร่ไม่พอ นี่คือเรื่องของกิเลส คือความเศร้าหมองมืดตื้อแล้วทำกิริยาอาการของเราให้ผิดพลาดตลอดไป จึงต้องมีธรรมเข้ากำกับ

คำว่ากิเลส ๆ นั้น ท่านทั้งหลายก็ยังไม่เคยทราบ เหมือนหนึ่งว่ากิเลสนี้ไปอยู่ตามภูเขาร่มไม้ในป่าในน้ำบนบกอะไร ไม่กำหนดกฎเกณฑ์ ไม่ได้อยู่ที่หัวใจสัตว์หัวใจคนหัวใจเราเลย เราจึงไม่ค่อยได้มองภัยของมันที่มันแสดงเผาผลาญจิตใจเราอยู่ตลอดเวลา เป็นเครื่องผลักดันจิตให้อยากคิดอยากพูดอยากทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องดีงามทั้งแก่ตนเองและเป็นการกระทบผู้อื่นให้เสียหายไปด้วย นี่ท่านเรียกว่ากิเลส เช่น ความอยากเป็นความผลักดันออกมาจากใจของแต่ละคน ๆ ผลักดันออกมาให้อยากได้สิ่งนั้นให้อยากได้สิ่งนี้ ให้รักสิ่งนั้นให้ชังสิ่งนี้ ให้โกรธคนนั้น ให้เคียดแค้นคนนี้

เหล่านี้เป็นอารมณ์ของกิเลสที่ฝังอยู่ในใจแล้วผลักดันออกมาให้เราที่ไม่รู้เรื่องของกิเลสก็นึกเข้าใจเสียว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเรา เราก็เลยทำอย่างไม่สำนึกตัว แล้วก็ผิดพลาดไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นคนเสียคน หาคุณค่าไม่ได้ คนเราเมื่อไม่มีคุณค่าแล้วมันก็ไม่ผิดอะไรกับสัตว์เขา มนุษย์เราที่มีคุณค่า มีคุณค่าอยู่ที่ศีลธรรม ไม่ใช่มีคุณค่าอยู่กับสกนธ์กาย การแต่งเนื้อแต่งตัว ที่อยู่อาศัยหรูหราฟู่ฟ่า มีเงินมีทองข้าวของมีจำนวนมาก ยศฐาบรรดาศักดิ์สูงส่ง ไม่ได้อยู่ในที่นี่ นี่ก็ลืมอีกแล้วนะ

ที่พูดนี้มันลืมไปแล้วต้องขอตั้งไปใหม่นะ พี่น้องทั้งหลายกรุณาให้อภัย เรื่องของกิเลสที่ว่าไม่อยู่ที่ใดมันอยู่ที่หัวใจของเรา มันดีดมันดิ้นอยู่ภายในแล้วสร้างความทุกข์ให้แก่เรา เราจึงต้องระมัดระวังรักษาเสมอ ท่านเรียกว่ารักษาตัวของเรา ต่างคนต่างรักษาต่างคนต่างระมัดระวัง ท่านเรียกว่าเป็นผู้มีศีลธรรม อยู่ด้วยกันมีจำนวนมากน้อยถ้าต่างคนต่างมีธรรมในใจแล้วย่อมไม่กระทบกระเทือนกัน ถ้าไม่มีธรรมในใจแล้วกระทบได้วันยังค่ำ นี่คือธรรมเป็นเครื่องบังคับกำจัดสิ่งไม่ดีทั้งหลายออกจากตัวของเรา

ทีนี้คำว่า ธรรม ก็มีอยู่กับใจอันเดียวกัน ธรรมนี้ผลักดันออกมาให้อยากทำคุณงามความดี เช่นอยากให้ทาน อยากรักษาศีล อยากภาวนา เจริญคุณงามความดีเข้าสู่ใจ นี่ท่านเรียกว่า อารมณ์ของธรรมเกิดขึ้นจากใจ แล้วหนุนออกไปในทางที่ถูกที่ดีทั้งหลาย แล้วผลเมื่อเราทำตามที่เราต้องการที่ธรรมท่านบ่งบอกออกมาแล้ว เราก็ได้ผลดีเข้ามาสู่เรา ให้พากันระมัดระวังตรงที่กายวาจาใจของเราซึ่งเป็นที่สถิตอยู่แห่งธรรมและเป็นที่ฝังจมอยู่ของกิเลสทั้งหลาย ทั้งสองอย่างนี้ให้ผลไม่เหมือนกัน

ฝ่ายกิเลสให้ผลเป็นความเดือดร้อนเป็นทุกข์ ได้รับความลำบากลำบน ทางฝ่ายธรรมให้ผลในทางที่ถูกที่ดี เจ้าของได้รับความสงบร่มเย็น เมื่อเราปฏิบัติได้ตามสายทางของธรรมที่ท่านสอนไว้ นี่แหละคนเราอยู่เฉย ๆ จะมีตั้งแต่รูปร่างดังที่กล่าวมาสักครู่นี้มันไม่ดีได้นะ อย่างที่กล่าวมาแล้วนี้ มันดีไม่ได้ ดีอยู่กับความประพฤติคือจิตใจ มีธรรมเป็นเครื่องส่งเสริม ไม่ว่าเด็กว่าผู้ใหญ่ ไม่ว่าคนชาติชั้นวรรณะใด ถ้ามีธรรมเป็นเครื่องกำกับรักษาตนอยู่ด้วยความดีงามแล้ว นี่แหละมนุษย์เรามีคุณค่าอยู่ที่ตรงนี้ ไม่ได้มีคุณค่าอยู่ตามที่กล่าวมาสักครู่นี้

เมื่อตะกี้นี้หลงลืมไป ระลึกได้ย้อนกลับมาพูดใหม่ว่าคุณค่าของมนุษย์เรานี้อยู่ที่คุณธรรมที่เราปฏิบัติได้เรามีคุณค่า ผิดกับบรรดาสัตว์ทั้งหลายอยู่ที่ตรงนี้ ขอให้ท่านทั้งหลายได้พยายามปฏิบัติตน ใจจะเป็นผู้รับเคราะห์รับกรรมจากความไม่ดีของตนที่ทำไม่สำรวมระวัง และใจจะได้รับความสงบร่มเย็นเพราะการทำของตนซึ่งมีอรรถมีธรรมเป็นเครื่องกำกับรักษา เราจะมีคุณค่าขึ้นภายในหัวใจเราด้วยธรรม สำหรับรูปร่างกลางตัวนั้น คนเรามันก็เหมือนกันทั้งโลกนั้นแหละ มีอยู่ที่ไหนต้องมีตึกรามบ้านช่อง ตกแต่งเหมือนกันไปหมด อันนั้นเป็นที่อยู่อาศัยของร่างกาย

แต่ใจนี้มีคุณธรรมเป็นที่อยู่ ถ้าใจไม่มีคุณธรรมแล้วจะอยู่หอปราสาทราช มณเฑียรที่ไหนก็ตาม มันก็เหมือนคนไข้ที่ป่วยหนักขึ้นไปอยู่ตึกโรงพยาบาล กี่ชั้นก็ไปครวญครางอยู่บนตึกชั้นนั้น ๆ นั่นแล เพราะความทุกข์มันอยู่กับคนไข้ ไม่ได้อยู่กับห้องกับหับแห่งโรงพยาบาล นี่ความทุกข์อยู่กับใจของเรา เราจะไปอยู่ที่หน ถ้าสร้างบาปสร้างกรรม ความไม่ดีแล้ว มีตั้งแต่ความทุกข์เต็มหัวใจ เอาขึ้นไปอยู่บนฟ้า ฟ้าเป็นฟ้า ทุกข์เป็นของเราอยู่ตลอดเวลา เราอย่าเข้าใจว่าบาปบุญนรกทั้งหลายเหล่านี้จะไปอยู่ตามดินฟ้าอากาศที่ไหน ไม่มี จะอยู่กับมนุษย์ผู้สร้างบาปสร้างบุญ จะเห็นบาปเห็นบุญ และเสวยผลบาปเสวยผลบุญจากการกระทำของตนทั่วหน้ากันหมด จึงขอให้เชื่อกรรม

การกระทำดีนั้นเรียกว่า สร้างกุศลผลบุญ การกระทำชั่วเรียกว่า การสร้างบาปสร้างกรรมซึ่งเป็นภัยแก่ตัวเอง ให้พากันระมัดระวัง อย่าเห็นแก่ได้แก่ทำ เห็นแก่ความทะเยอทะยาน ไม่ได้คิดอ่านไตร่ตรองถึงความผิดถูกชั่วดีและผลที่จะตามมา ส่วนมากจะเกิดขึ้นมีตั้งแต่ความทุกข์ความเดือดร้อน จากความไม่ไตร่ตรองของตนเอง ถ้าได้พินิจพิจารณาไตร่ตรองแล้วต้องเป็นผลดีเรื่อย ๆ นี่คือผู้มีธรรม ขอให้พี่น้องทั้งหลายรักษาธรรมให้รักษาที่ใจซึ่งเป็นผู้คิดผู้อ่านไตร่ตรองให้มีธรรมเป็นเครื่องกำกับเสมอ

อย่าปล่อยตามความคิดความอ่านความทะเยอทะยาน ปล่อยไปเท่าไหร่ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะอารมณ์เหล่านี้เป็นอารมณ์ของกิเลสซึ่งไม่มีเมืองพอ ใครคิดเท่าไหร่ไม่มีคำว่าอิ่มพอ คิดเท่าไหร่คิดได้วันยังค่ำ แต่ขนกองทุกข์เข้ามาสู่ใจของเราตลอดเวลา จึงขอให้พากันระมัดระวัง เราเกิดมานี้เราเกิดมาด้วยอำนาจแห่งบุญแห่งกรรมของเรา ไม่ได้เกิดมาอย่างลอย ๆ ดังที่โลกหูหนวกตาบอดทั้งหลายเข้าใจกันว่าเกิดมาอย่างรอย ๆ ไม่มีสาเหตุดีชั่วพาให้เกิด แต่การเกิดมาตามหลักความจริงนั้นเกิดมาด้วยบุญด้วยกรรม ของทุกคนทุกสัตว์

ใครทำความดีงามไว้มากน้อยเพียงใด ผลที่เกิดขึ้นจากกระทำนั้นมาเป็นบุญเป็นกุศล เป็นคุณประโยชน์ เป็นอำนาจวาสนาส่งเสริมผู้ที่เกิดมานั้นให้เป็นผู้มีสง่าราศี มีศักดิ์ศรีดีงาม มีอำนาจวาสนาบุญญาภิสมภารกว้างขวางและให้ความร่มเย็นแก่ผู้เข้ามาอาศัย นี่คือบุญกรรมพาให้เกิดมา ถ้าบาปแต่งให้เกิดมา เกิดมาเป็นคนก็เป็นคนในรูปร่างเท่านั้นแต่ความอาภัพของผู้นั้นยังมีประจำอยู่ในใจที่อาภัพเพราะสร้างแต่บาปแต่กรรมตลอดมา นี่แหละท่านว่าเกิดขึ้นมาด้วยบุญด้วยกรรม

เราเป็นผู้เกิดมาด้วยบุญด้วยกรรม ขอให้ระมัดระวัง กรรมที่ชั่วช้าลามกซึ่งจะเป็นภัยต่อเราแล้วให้บำพ็ญแต่สิ่งดีงามทั้งหลาย วันหนึ่งคืนหนึ่งขอวิงวอนหรือขอบิณฑบาตจากบรรดาพี่น้องทั้งหลายในฐานะว่า หลวงตาสอนลูกสอนหลานว่า วันหนึ่ง ๆ ท่านทั้งหลายอย่าลืมพุทธศาสนาซึ่งเป็นสมบัติของท่านเอง ได้กราบไหว้บูชาตลอดมาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย เมื่อตกมาถึงเราแล้ว เราก็มีพุทธศาสนาสืบทอดมา จงให้บำเพ็ญพุทธศาสนาภายในจิตใจ คือระลึกถึงบาปถึงบุญเสมอ อย่าเข้าใจว่าบาปบุญไม่มี ห่างจากตัวออกไป ไปอยู่ต้นไม้ภูเขาเช่นนั้นเป็นความเข้าใจผิด เพราะผู้ทำบาปก็ดีทำบุญก็ดี มันไม่ใช่ต้นไม้ภูเขาไปทำ มันเป็นตัวของเราเองเป็นผู้ไปทำ ทำบาปก็ตัวของเราทำ

บาปคือความทุกข์ความเดือดร้อนมันจะมาแผดเผาเรานี้แล ไม่ไปแผดเผาต้นไม้ภูเขาซึ่งเขาไม่ได้ทำบาป การทำบุญให้ทานทุกประเภทก็คือเราทำเอง ต้นไม้ภูเขาเขาไม่ได้ไปทำ เวลาผลประโยชน์ที่เกิดมาอันเป็นสิริมงคลแล้วจะมาเป็นสมบัติของเราด้วยกัน จึงขอให้สำรวมระวัง ให้สร้างแต่คุณงามความดี อย่าปล่อยเนื้อปล่อยตัว ปล่อยเนื้อปล่อยตัวไม่สนใจในอรรถในธรรมในบาปในบุญแล้วส่วนมากคนเราจะสร้างแต่บาปนั้นแหละมากยิ่งกว่าการสร้างบุญ เพราะฉะนั้น โลกจึงมีความเดือดร้อนมากกว่าโลกที่มีความสงบร่มเย็น

ผู้ปฏิบัติธรรมกับผู้ไม่ปฏิบัติธรรมนั้น ความสุขทางใจและความทุกข์ทางใจนี้ต่างกันมากทีเดียว แต่รูปร่างกลางตัวนั้นเป็นคนเหมือนกัน หากแต่ภายในใจนั้นมีความชุ่มเย็นและความเดือดร้อนต่างกัน เพราะการทำบาปทำบุญ นี่แหละเป็นของสำคัญ ให้พากันพยายามรักษาใจด้วยการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบของตัวเอง ให้พยายามฝ่าฝืน พี่น้องทั้งหลายอย่าปล่อยเนื้อปล่อยตัว ให้พยายามฝ่าฝืน ควรที่จะไหว้พระสวดมนต์ในตอนค่ำซึ่งเป็นเวลาสิ้นสุดในหน้าที่การงานทั้งหลายแล้วก็ให้กราบ อรหํ สฺวากฺขาโตฯ สุปฏิปันโนฯ จบลงแล้วให้ทำความสงบใจด้วยบทภาวนา เช่น ภาวนาพุทโธก็ได้ ธัมโมก็ได้ สังโฆก็ได้ หรืออานาปานสติระลึกลมหายใจเข้าออกก็ได้

มรณานุสสติระลึกถึงความตายที่จะมีแก่ตนในวันข้างหน้านี้ก็ได้แล้วนำมาบริกรรมภายในใจมีสติกำกับรักษาอยู่กับคำบริกรรมเพื่อความสงบของใจจะปรากฏขึ้นมาจากการภาวนานี้ เมื่อเราภาวนารักษาอยู่ด้วยสติ ไม่ให้ใจพลั้งเผลอไปไหน ใจจะเข้าสงบตัวเข้ามา พอใจเริ่มสงบความวุ่นวายทั้งหลายก็จะจางไปในขณะเดียวกัน แล้วใจก็จะยิ่งสงบ เมื่อสงบแล้วย่อมเย็น เย็นภายในใจ มีความผาสุกอย่างเบาบางภายในจิตที่เราไม่เคยปรากฏมาแต่ก่อน นี่เรียกว่า ความสุขเกิดขึ้นจากการภาวนา ความยุ่งเหยิงวุ่นวายในขณะนั้นจะหายจะจางไปหมด เหลือแต่ความสงบสุขเย็นใจปรากฏอยู่ภายในจิตใจของเราจากการภาวนา

นี่แหละเรียกว่า เราสั่งสมความสุข จะเห็นความสุขขึ้นที่ใจของเรา ไม่มีในที่อื่นใด อย่าพากันเสาะแสวงหา ส่วนภายนอกก็เป็นความจำเป็นที่เราจะปฏิบัติตามโลกสงสารที่เคยเป็นกันมา เช่นการเสาะแสวงหาผลรายโยชน์แก่ธาตุแก่ขันธ์ ความเป็นอยู่ เราก็เสาะแสวงหาเพื่อร่างกาย ร่างนี้ซึ่งมีความบกพร่องต้องการความเยียวยาอยู่เสมอ เราก็ต้องเสาะแสวงหา บ้านก็มี สถานที่อยู่เรามี อาหารการบริโภคก็มี เครื่องใช้ไม้สอยก็มีเท่าที่ควร อย่าเข้าใจว่าหรืออย่าให้มีแบบเหนือโลกเขา มันจะเป็นการสร้างกองทุกข์เพราะความอยากไม่พอขึ้นแก่ตน เราก็วิ่งเต้นขวนขวายหามาเยียวยารักษาร่างกายของเรา นี่เป็นประเภทหนึ่ง

ประเภทที่สำคัญมากที่สุด คืออบรมภายในใจด้วยธรรม ดังที่พูดตะกี้นี้ว่า บริกรรมภาวนา เช่นพุทโธ หรือธัมโม หรือสังโฆ ให้ภาวนาทุกคืน อย่านอนเฉย ๆ จมไปเฉย ๆ วันหนึ่งคืนหนึ่งอย่าปล่อยอย่าวางการภาวนา ทำความสงบใจ เราจะได้เห็นที่พึ่งของใจอันประเสริฐเลิศเลอปรากฏขึ้นที่ใจของเราจากการภาวนาในวันใดวันหนึ่งแน่นอน นี่เป็นเครื่องยืนยันได้ ว่ามนุษย์หาความสุขจะเจอที่จุดนี้ แต่จะหาด้วยอำนาจของกิเลสตัณหาทั่วโลกหาความสงบเย็นใจ หาความเพียงพอไม่ได้ โลกทั้งหลายจึงเดือดร้อนเพราะวิ่งตามกิเลส คือสิ่งไม่มีเมืองพอ ได้มาเท่าไหร่ก็ไม่พอ ยิ่งเหมือนไฟได้เชื้อ เสริมเชื้อเข้าเท่าไหร่ไฟยิ่งแสดงเปลวหนาแน่นสูงจรดเมฆขึ้นมาทุกเวล่ำเวลา

กิเลสมันเหมือนไฟ สิ่งที่เสาะแสวงหามาเหล่านั้นเป็นเหมือนเชื้อไฟ ได้มามากน้อยแล้วก็ยิ่งดีดยิ่งดิ้นแสดงเปลวอยากทะเยอทะยานไม่มีหยุดมียั้ง สุดท้ายก็สร้างความทุกข์ให้แก่ตัวเองไม่มีจุดหมายปลายทางทุกข์ไปตลอด นี่เพราะหาความสุขในทางที่ผิด หาความสุขในทางที่ถูกคือให้ทำความสงบใจ สิ่งที่ได้มามากน้อยเพื่อร่างกายได้อยู่เป็นสุข ก็ยอมรับ เสาะแสวงหามาเช่นเดียวกัน นี่เรียกว่า ที่พึ่งของกาย

ที่พึ่งของใจ คือธรรมคือบุญคือกุศล มีที่พึ่งผิดกัน ร่างกายต้องอาศัยวัตถุด้วยกันเป็นที่พึ่ง จิตใจต้องอาศัยนามธรรมคือบุญคือกุศลเป็นที่พึ่งจากการบำเพ็ญคุณงามความดีของเรา จนกระทั่งภาวนา การให้ทานเราอย่าตระหนี่ถี่เหนียวเมื่อสมบัติยังมีอยู่ ความตระหนี่ถี่เหนียวมันจะปิดกั้นทางเดินของเราในภพชาติทั้งชาตินี้และชาติหน้า ไปที่ไหนอัดอั้นตันใจ เขามีเราขาดเขิน เขาได้เราไม่ได้ เขาเป็นเศรษฐีเราก็เป็นคนจน เพราะเราเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียวปิดกั้นทางเดินและภพชาติทางเดินของตนให้เกิดในสถานที่ไม่เหมาะสมที่ไม่ต้องการที่ไม่พึงปรารถนาไปเรื่อย ๆ

เพราะฉะนั้น จึงต้องเปิดทางให้โลก ด้วยการทำบุญให้ทาน เรามีมากมีน้อย เราไม่ได้ขนเอาไปทานทั้งบ้านทั้งเรือนแหละ เรามีก็แบ่งกินแบ่งทาน กินเราหามากินได้ สำหรับร่างกายให้ผาสุกไปเป็นเวล่ำเวลา ส่วนจิตใจมีความหิวโหยอยู่ด้วยอาหาร คือธรรมเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง ได้แก่การให้ทาน ผลแห่งการให้ทานย้อนเข้ามาเป็นกุศลหนุนจิตใจของเราให้มีอาหารเป็นเครื่องดื่มมีอาหารเป็นที่ยึดที่เกาะหรือเป็นสรณะเป็นที่พึ่งแห่งใจของเราทั้งชาตินี้และชาติหน้า นี่คือที่พึ่งของใจ จึงต้องได้ทำ การอยู่การกิน เราก็กิน สำหรับทางร่างกายเยียวยารักษาไปให้เสมอกัน

ทางด้านจิตใจขวนขวายก็หาคุณงามความดีเข้ามาสู่ใจโดยสม่ำเสมอ มีอะไรมาให้เราแบ่งสันปันส่วน สมควรที่จะทำบุญให้ทานเราให้แยกแบ่งทาน แบ่งทานก็คือแบ่งให้ตัวเองนั้นแหละ คือแบ่งทานไปแล้วผลสะท้อนกลับมาเป็นสมบัติเป็นอาหารอันโอชาของใจ นี่แหละใจเมื่อได้แบ่งเป็นทานแล้วเรียกว่า ใจได้อาหารอันโอชาแล้ว เราก็ทำไปเป็นประจำ ๆ จิตใจเราก็ได้ที่พึ่งไปเป็นลำดับและหนาแน่นมั่นคงไปโดยตลอด เพราะการทำบุญให้ทานเราไม่ละไม่เว้น หนุนไปอยู่สม่ำเสมอ เราอยู่ในภพชาตินี้ พิจารณาถึงร่างกาย สมบัติเงินทองข้าวของซึ่งเป็นที่อาศัยส่วนร่างกายเราก็มี

เราย้อนมาพิจารณาทางด้านจิตใจที่พึ่งของใจ ที่ฝากเป็นฝากตายของใจคือบุญคือกุศล เราก็มีเพราะเราได้สร้างได้ทำทุกวัน ทานเราก็ได้ทาน รักษาศีลความสัตย์ความจริงเราก็รักษา การเจริญเมตตาภาวนา ล้วนแล้วตั้งแต่เป็นการขวนขวายกุศลเข้าสู่ใจเป็นที่พึ่งของใจเราก็ทำ เมื่อเป็นเช่นนั้นเราก็มีความสม่ำเสมอ อยู่ในโลกนี้เราก็ไม่เดือดร้อน เพราะอาหารการบริโภคสำหรับร่างกายเราก็มี สำหรับโลกหน้าบุญกุศลที่จะหนุนเราให้ไปเกิดในสถานที่ดี คติที่สมหวังเราก็ได้สร้างไว้ เรียกว่าเป็นผู้ไม่บกพร่องทั้งโลกนี้และโลกหน้า เรียกว่าเป็นผู้สม่ำเสมอ

จึงขอให้สร้างความสม่ำเสมอเพื่อเป็นทางเดินของใจไว้ตั้งแต่บัดนี้ ตายไปแล้วจึงนิมนต์พระมากุสลาธัมมา มันไม่เกิดประโยชน์อะไร ขอให้ท่านทั้งหลายได้ทราบ เพราะเหตุไร ก็เพราะว่าเวลาเรามีชีวิตอยู่ไม่สนใจในศีลในทาน ตายแล้วค่อยนิมนต์พระมา กุสลา ถ้าสำเร็จอย่างนั้นแล้วเราก็ไม่จำเป็นต้องทำบุญให้ทาน บวชพระหลวงตาไว้สักองค์หนึ่งสององค์ประจำบ้านนั้นตำบลนี้ เมืองนั้นอำเภอนี้เท่านั้นก็พอ พอตายแล้วก็ไปนิมนต์หลวงตานั้นมากุสลาจับส่งขึ้นสวรรค์นิพพานกันเสียทั้งหมด โดยไม่จำเป็นต้องสร้างบุญสร้างกุศลให้ลำบากเลย

แต่นี้มันไม่เป็นอย่างนั้น เราต้องได้สร้างตัวของเราเสียตั้งแต่บัดนี้ที่มีชีวิตอยู่ อย่าให้พลั้งพลาดเสียหายไป ทำเสียบัดนี้ เวลาตายแล้วพระท่านมากุสลาก็เป็นบุญกุศลประเภทหนึ่งของเราที่ควรจะรับจากกุสลาธัมมาของท่านได้เราก็รับ สิ่งที่ควรอย่างยิ่ง คือเรารีบสร้างเสียตั้งแต่บัดนี้เป็นสิ่งที่เหมาะสม พระอรหันต์ก็ดี พระพุทธเจ้าก็ดีองค์ใดที่ท่านนิพพานไปแล้วไม่เห็นไปนิมนต์หลวงตาองค์ไหนมากุสลาให้ท่าน ท่านถึงนิพพานทั้งเป็น เพราะท่านสร้างไว้ทั้ง ๆ ที่มีชีวิตอยู่ ท่านไม่ประมาท นี่เราก็ให้สร้างกุศลผลบุญไว้เสียตั้งแต่บัดนี้แล้วเราจะเป็นผู้ไม่เสียท่าเสียที ตายแล้วนิมนต์พระมากุสลาก็ไม่เสียผลเสียประโยชน์ เพราะเรื่องกุศลเราสร้างไว้ตั้งแต่มีชีวิตอยู่ ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ลืมเนื้อลืมตัว

ชาติที่เราอยู่ในบัดนี้ก็เป็นชาติที่ก้าวมาในปัจจุบันภพของเราที่เราเกิดมากี่ภพกี่ชาติเป็นอดีตผ่านมาแล้วได้รับความสุขความทุกข์มากน้อยเพียงไร มันก็ผ่านมาแล้ว หมดปัญหาไปแล้ว ในปัจจุบันและภพข้างหน้าของเรานี้ยังเป็นปัญหาอย่างใหญ่หลวงอยู่ เราต้องตั้งปัญหาถามตัวเอง เรามาเรายังมาได้ เกิดมากี่ภพกี่ชาติเกิดมาได้แล้วมาถึงปัจจุบันเราก็เกิดมาให้เห็นหยก ๆ นี้ว่าเป็นคน นี่เราจะทำอย่างไร ตายแล้วนี้จะไปที่ไหน ไม่แน่ใจในความไป ก็คือไม่แน่ใจในความดีของตนนั้นแหละ คนเราถ้ามีความดีแล้วแน่ใจ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ตายก็แน่ใจ

คนที่มีแต่ความชั่วช้าลามก แน่ใจที่จะไปตกนรกหมกไหม้โดยถ่ายเดียว มันแน่ไปคนละทาง แต่แน่ทางดีทางชั่วมันผิดกัน เราให้แน่ใจเสียตั้งแต่เวลามีชีวิตอยู่วันนี้ ให้พากันสร้างคุณงามความดี ศาสดาองค์เอกไม่เคยโกหกโลกตั้งแต่ไหนแต่ไหนมา ท่านเรียกว่า สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ชอบแล้ว ตรัสไว้ดีแล้ว ไม่มีความบกพร่องแต่ส่วนใดเลยอย่างใดเลย เป็นความสมบูรณ์พูนผล เมื่อผู้ปฏิบัติไปตามนั้นจะประสบพบเห็นความสุขความเจริญ สิ่งที่เป็นมงคลจะได้ปรากฏในตัวเอง เพราะได้ดำเนินตามสายทางที่ทรงสั่งสอนไว้แล้วถูกต้อง เราก็ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนาแล้วนี้ อย่าให้ร่วงวันร่วงคืน ตายไปเปล่า ๆ ในท่ามกลางแห่งพุทธศาสนา ไม่สมควรแก่เราให้พี่น้องทั้งหลายได้บำเพ็ญ ให้อดบ้างทนบ้างนะ

การสร้างความดีในเบื้องต้นที่เรายังไม่ได้รากได้ฐาน ไม่เป็นที่มั่นคงแน่ใจเรา ย่อมมีสงสัยสนเท่ห์ การจะไปทำบุญ กิเลสตัณหาซึ่งมันคล่องตัวในการตลบหลอกลวงสัตว์โลกมันก็ล่อไว้เสีย ถ้าจะทำบุญให้ทานมันก็แย่งไว้เสียด้วยความตระหนี่ของมัน เอาไปทำทำไม ทำบุญให้ทานถวายพระแล้วพระเอาไปกินหมด เราต้องอดอยาก เอาไว้สำหรับกินของเรานี้ดีกว่าเอาไว้ถวายพระ นี่คือความเกลี่ยกล่อมของกิเลส คนเราที่ยังไม่แน่ใจก็ต้องยอมไปตามกิเลส กิเลสเอาไปกินเสียหมด ทีนี้เมื่อเราได้ยินได้ฟังตามหลักธรรมที่ถูกต้องแล้วว่า ทำบุญได้บุญให้ทานต้องได้บุญตามคำสอนที่ถูกต้องแม่นยำแล้วนั้น เราฝืนมัน มันจะไม่ให้ทาน เราจะให้ทาน มีกี่บาทแบ่งสันปันส่วนกันอย่างน้อย มากกว่านั้นเราจะแบ่งไปทางกุศลมากยิ่งกว่านั้นไปอีก

เราต้องแบ่งสันปันส่วนกับกิเลส กิเลสอยู่ในหัวใจของเรา ความตระหนี่ถี่เหนียวไม่ยอมให้ก็คือกิเลสอยู่ในหัวใจนั้นแหละ ผู้ที่จะแย่งออกไปจากความตระหนี่ถี่เหนียว ก็คือธรรม อยู่ในหัวใจของเรา แยกออกไปทำบุญให้ทานจนได้ ครั้นเวลาทำไปนานเข้า ๆ จิตใจเรามีความเคยชินต่อการสร้างบุญสร้างกุศล การทำบุญให้ทานราบรื่นดีงามเป็นลำดับไป วันหนึ่งไม่ได้ทำบุญให้ทานไม่สบายใจนะ เพราะเราเคยทำมาแล้ว มันหากมีหงุดหงิด มีอะไรอยู่ในใจรู้กันได้ด้วยกันทุกคนนั้นแหละ คนที่เคยทำบุญให้ทานจนชินต่อนิสัยแล้ว ไม่ได้ทำอยู่ไม่ได้ ได้อะไรมาคิดถึงพระแล้ว ได้ของอยู่ของกินเครื่องใช้ไม่สอยที่สมควรแก่พระเจ้าพระสงฆ์จะบริโภคขบฉันหรือใช้สอยได้ย่อมคิดถึงท่านตลอดเวลา

นี่คือความเคยชินของใจที่เคยสร้างบุญสร้างกุศลมาแล้ว มันผิดกันอย่างนี้ กับแต่ก่อนเราไม่เคยคิดถึงพระเจ้าพระสงฆ์คิดถึงการทำบุญให้ทาน ต่อเมื่อเราได้ยินได้ฟังหลายครั้งหลายหนเราก็ทำไป เมื่อทำไปจนเป็นนิสัยแล้ว ความโล่งแห่งจิตใจเพื่อทำบุญให้ทานนี้โล่งไปโดยลำดับ ๆ สุดท้ายไม่ได้ทานอยู่ไม่ได้วันหนึ่ง ๆ วันนี้ไม่ได้ทาน ทานวันหน้าเราจะทานย้อนหลังให้ได้ผลเท่ากัน เช่น สมมติว่าวันนี้เราให้ทานหนึ่งบาทแล้ววันต่อไปเราไม่ให้ทานวันต่อไปเราไม่ให้ทาน ทีนี้พอระลึกได้เสียใจย้อนกลับมาให้ทานเสียสองบาท ทบแทนวันหลังวันก่อนที่เราไม่ให้ทาน นี่เรียกว่าธรรมทวงหนี้ของกิเลส ทวงไปจนได้เพราะความเสียดายเสียใจถ้าไม่ได้ทาน นี่เป็นอย่างนั้น

พี่น้องทั้งหลายจำเอาไว้ หลวงตามาสอนพี่น้องทั้งหลายสอนด้วยความเมตตาล้วน ๆ เราไม่มีอะไรสงสัยในอรรถในธรรมที่พระพุทธเจ้าประทานไว้เรียบร้อย จากการปฏิบัติของเราเอง เบื้องต้นมันก็สงสัยเรื่องอรรถเรื่องธรรม บาปบุญนรกสวรรค์ สงสัยไปหมด พอได้ยินเสียงอรรถเสียงธรรมท่านแสดงบอกแล้วเราเรียนตามตำรับตำราแล้วมาประพฤติปฏิบัติ บาปบุญนรกสวรรค์ที่ท่านแสดงไว้ในตำรามันก็มาปรากฏที่หัวใจเราผู้ปฏิบัตินี้ล้วน ๆ ความเชื่อในสิ่งเหล่านี้ก็ประจักษ์ขึ้นในจิตโดยลำดับลำดา ทีนี้ความเชื่อเลยแน่นหนามั่นคง บาปเท่านั้นกระเทือนใจ ไม่ทำ บุญนั้นกระหยิ่มยิ้มย่องพอใจที่จะทำ

นี่แหละจิตใจเมื่อได้รับการศึกษาอบรมแล้วปฏิบัติตามจนปรากฏธรรมภายในใจแล้ว มันจะเป็นความอบอุ่นเย็นใจ จิตใจนี้จะเป็นผู้รับผู้รู้ในบาปในบุญทั้งหลายที่ตนสร้างมามากน้อยจะเข้ามาอยู่ในหัวใจของเรา เมื่อเราได้เปิดภาคปฏิบัติออกไปได้รู้ได้เห็นสิ่งต่าง ๆ ขึ้นโดยลำดับ บุญกุศลที่เราสร้างมามากน้อยจะมารวมอยู่ที่หัวใจของเรา เฉพาะอย่างยิ่งรวมอยู่ที่จิตตภาวนา เราสร้างเราบำเพ็ญภาวนาเหมือนกับเราสร้างทำนบใหญ่ไว้สำหรับเก็บน้ำที่ไหลมาจากที่ต่าง ๆ เข้าสู่คลังหรือเข้าสู่ทำนบใหญ่นั้นแล การให้ทาน ให้ทานมามากน้อยเพียงไรเทียบกับน้ำสายต่าง ๆ

การรักษาศีล เรารักษามานานเท่าไหร่ ให้ทานนี้มีมากน้อยเพียงไรจะไหลเข้ามา สุดท้ายมารวมอยู่ที่จิตตภาวนา พอจิตตาภาวนาปรากฏผลขึ้นมาซึ่งเท่ากับเขื่อนเราเริ่มดีแล้วเริ่มแน่นหนามั่นคงแล้ว บุญกุศลทั้งหลายที่เราไม่เคยคิดเคยรู้แต่ก่อนจะมารวมตัวอยู่ที่จิตตภาวนาให้เห็นอย่างชัดเจนก็ยิ่งแม่นยำ มีแก่ใจหนักแน่นแม่นยำ หนักเข้าทุกวัน ๆ การสร้างบุญสร้างกุศลก็ยิ่งหนาแน่นขึ้น ทีนี้ความสว่างไสวของใจย่อมปรากฏขึ้นมา เรื่องความเป็นความตาย ตายแล้วจะไปเกิดที่ไหน ไม่สงสัย เพราะบุญกุศลเต็มหัวใจ

มีแต่จะพาไปสถานที่ดี คติที่เหมาะสมโดยถ่ายเดียวเท่านั้น ยิ่งทำให้เรากระหยิ่มยิ้มย่องต่อการสร้างบุญสร้างกุศลไปเรื่อย ๆ นี่แหละการบำเพ็ญภาวนา ขอให้พี่น้องทั้งหลายจำเอาไว้นะ การปฏิบัติภาวนานี้ยิ่งเป็นความละเอียดลออ ยิ่งเป็นธรรมที่เลิศเลอสุดยอดเป็นลำดับ ๆ ไปเลยนะ การทำบุญให้ทาน เวลากุศลเกิดขึ้นเรายังมองไม่เห็น แต่เราเชื่อการกระทำของเรา แต่เวลาเราภาวนาหนักเข้า ๆ จิตรวมตัวเข้าเป็นทำนบใหญ่แห่งบุญแห่งกุศลแล้ว บุญกุศลทั้งหลายไหลเข้ามาสู่ใจ ไม่ต้องถามใครก็รู้ประจักษ์ภายในจิตใจตัวเอง

นี่แหละธรรมท่านว่า สนฺทิฏฺฐิโก รู้เองเห็นเองจากภาคปฏิบัติของเราเอง ตายแล้วเราไม่ต้องไปถามผู้ใดว่าจะไปเกิดที่ไหน บุญเต็มหัวใจเราอยู่ แล้วบุญจะพาไปตกนรก ไม่เคยมีในพระพุทธเจ้าพระองค์ใดสอนไว้เลย นอกจากผู้ทำบาป ทำบาปแล้วจะปฏิเสธว่านรกไม่มีสักเท่าไรก็ตาม ก็คือจะเป็นผู้เหมานรกตกนรกอยู่ตลอดเวลานั้นเอง ผู้ทำบุญให้ทานเจริญเมตตาภาวนาเป็นการสร้างกุศล ตายแล้วบุญกุศลนี้แลจะพาไปสวรรค์พรหมโลกนิพพาน ไม่ต้องมีใครไปถามไปบอกทางสายทาง แผนที่อะไร ๆ ไม่ต้องไปบอก มันเต็มอยู่กับผู้บำเพ็ญนี้เรียบร้อยแล้ว ตายแล้วไปสวรรค์พรหมโลกนิพพานจึงไม่เคยมีใครมาถามกัน บุญกุศลพาไปเอง

ผู้ตกนรกก็เหมือนกัน ไม่ต้องไปถามใคร บาปกรรมนั้นแหละฉุดลากลงไปเอง เจ้าของจะปฏิเสธก็สักแต่ว่าลมปาก พูดไปด้วยความโง่เง่าเต่าตุ่น พูดไปด้วยความหลับตาพูด มันไม่เห็นความจริงตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ แต่เวลาทำลงไปตามความอยากความทะเยอทะยาน ความมืดบอดของตน ก็เป็นการเปิดทางนรกไปโดยลำดับ ๆ ด้วยการสร้างบาปสร้างกรรม ตายแล้วก็จม ในนรกมีน้อยเมื่อไหร่ สัตว์ที่ตกอยู่ในนรก นรกมีหลายหลุมซะด้วย สัตว์ที่ทำบาปกรรมมากที่สุดก็ต้องไปนรกหลุมที่หนึ่ง จากนั้นลองลงมาเป็นหลุมที่สองที่สาม พระพุทธเจ้าโกหกโลกที่ไหน ก็สัตว์เต็มอยู่ในนรกนั้นแล้ว พระองค์ก็เห็นสัตว์นรกที่เต็มอยู่ในรก เห็นทั้งสัตว์ตกนรก เห็นทั้งนรก มาสั่งสอนสัตว์โลก ยังเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าหลอกลวงโลกอยู่เหรอ แล้วจะหาบัณฑิตนักปราชญ์ที่ไหนมาสอนความจริงให้เรา

ถ้าพระพุทธเจ้าสอนยังเอาความจริงจากพระพุทธเจ้าไม่ได้ แล้วหาว่าพระพุทธเจ้าโกหกแล้ว เราจะเอาจอมปราชญ์มาจากที่ไหนมาสอนเรา ถ้าให้เราเป็นจอมปราชญ์สอนตัวเอง มันก็มีแต่จมลงไป ลงนรก เป็นยังไงเราสอนเรา มีแต่จะทำยังไงก็ทำ อยากทำอะไรก็ทำ ส่วนมากมันมีแต่อยากทำบาปนะ คนไม่เชื่อบุญเชื่อกรรมไม่เชื่อคำสอนพระพุทธเจ้า อยากทำแหวกแนว ทำตั้งแต่บาปแต่กรรม ตายแล้วเป็นยังไง นรกมีไหม มันเจอซะแล้ว มันสายไปเสียแล้ว แก้ตกได้ยังไง สัตว์นรกมีมากเท่าไหร่ มนุษย์เรานี้มันมีกี่ล้าน ทั่วโลกนี้มีมนุษย์กี่ล้าน แดนนรกเพียงหลุมเดียวเท่านั้น สัตว์โลกนี้อย่าเอาไปเทียบเลยนะ เทียบแดนนรกนะ ที่ว่ามีกี่ล้าน ๆ คน แดนนรกหลุมเดียวเท่านั้น สัตว์นรกนี้มากยิ่งกว่าคนจำนวนหลาย ๆ ล้านคน

พระพุทธเจ้าเป็นโลกวิทูรู้แจ้งเห็นจริงทุกอย่างมาสอนโลก โลกไม่ยอมรับ หาว่าพระพุทธเจ้าโกหก ครั้นเจ้าของเป็นผู้ไม่โกหกทำตามความชอบใจของตนว่าตนไม่โกหกก็ไปลงนรก แล้วใครดี พิจารณาสิ พระพุทธเจ้าสอนโลก ใครปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าไม่เคยมีใครลงนรก แต่เราสอนเรา เราไม่เชื่อพระพุทธเจ้า เราปฏิบัติตามความรู้ความเห็น ของเราจมลงในนรก ทางไหนดี พิจารณาเทียบเคียงถ้าเราต้องการหาความดิบความดี หาความเป็นสิริมงคลแก่เรา ก็ไม่มีอะไรเกินธรรมของพระพุทธเจ้าที่เลิศเลอสุดยอดแล้ว ให้พากันตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัตินะ

หลวงตาสงสารจริง ๆ ไปสอนโลกที่ไหน ทางด้านวัตถุที่จะเข้าสู่ชาติบ้านเมืองของเรา เช่นคลังหลวง เราก็พยายามตะเกียกตะกายสั่งสอนพี่น้องทั้งหลาย แล้วต่างท่านก็มีความรักชาติเสียสละเต็มกำลังความสามารถเรื่อยมา แล้วเวลานี้ทองคำเราก็ได้ ๕ ตันกว่าแล้ว ดอลลาร์ก็ได้ ๖ ล้านเกือบ ๗ ล้านแล้วเวลานี้ นี่ทางด้านวัตถุ แล้วเวลาให้ทานลงไปแล้ว บุญกุศลที่พี่น้องทั้งหลายบริจาคเพื่อชาติก็มาเป็นของพี่น้องทั้งหลายเองแล้วสมบัติเหล่านั้นก็เข้าสู่คลังหลวง บุญก็เข้าสู่หัวใจพี่น้องทั้งหลายเอง นี่ก็ได้สอนทางด้านวัตถุ

แล้วจากนั้นก็ไม่พ้นที่จะย้อนมาสอนศีลธรรม ภายในจิตใจรู้สึกว่าบกพร่องมากทีเดียว ห่างเหินศาสนาเอามากมาย เฉพาะอย่างยิ่งการภาวนา ไม่รู้เรื่องกันเลยสำหรับชาวพุทธเรา เป็นยังไง มันเหลิงเจิ้งเอาขนาดนั้นนะ จึงสอนเน้นหนักลงในจุดสำคัญแห่งพุทธศาสนา คือที่จิตใจ ศาสนาสอนลงที่จิตใจ เพราะใจเป็นตัวเหตุสำคัญ ส่วนมากสร้างตั้งแต่ความชั่วเผาลนตนเอง ความดีไม่ค่อยสร้าง จึงต้องเอาธรรมมาสอน มาสอนเพื่อสร้างความดี จะได้สร้างความดีเข้าสู่ตน และจะได้เป็นสิริมงคล จึงต้องได้แนะนำสั่งสอนทางด้านจิตใจเป็นประจำ เป็นคู่เคียงกันไปกับทางด้านวัตถุ

นี่จึงได้อุตส่าห์พยายามตลอดมาอย่างนี้แหละ ขอให้ท่านทั้งหลายได้เห็นใจหลวงตานี้แก่ขนาดไหนแล้วเวลานี้ เราไม่ได้มีหวังอะไรแล้วกับโลกอันนี้ นี่ผลแห่งการปฏิบัติธรรมก็ได้มาประกาศให้พี่น้องทั้งหลายทราบ หรือว่าหลวงตาบัวนี้มาโกหกท่านทั้งหลายเหรอ พระพุทธเจ้าโกหกเป็นอันดับหนึ่ง หลวงตาบัวปฏิบัติตามธรรมพระพุทธเจ้าได้รู้ได้เห็นอย่างไรที่ท่านแสดงไว้แล้วมาสอนท่านทั้งหลาย แล้วเข้าใจว่าหลวงตาบัวนี้มาโกหกท่านทั้งหลายเป็นองค์ที่สองอีกเหรอ ถ้าอย่างนั้นจะจมนะ ให้พิจารณา

เราสอนโลกเราสอนด้วยความอิ่มพอทุกอย่าง เวลามันหิวก็หิวเวลามันมืดมันก็มืดหัวใจ เปิดทางนี้ออกด้วยภาคปฏิบัติ ตามที่พระพุทธเจ้าสั่งสอนไว้โดยลำดับมา มันก็รู้ขึ้นมาเป็นลำดับ ดังที่กล่าวเรื่องจิตตภาวนานี้แหละ แต่ก่อนจิตใจฟุ้งซ่านรำคาญ หาที่ยึดที่เกาะไม่ได้ ไขว่คว้า เดือดร้อนวุ่นวายที่สุด พอได้บำเพ็ญภาวนาเข้าไป จิตใจเริ่มมีความสงบเยือกเย็น จากเยือกเย็นแล้วก็มีความสงบผ่องใสแน่นหนามั่นคงขึ้น เกิดความแปลกประหลาดอัศจรรย์แก่หัวใจของตนเอง ซึ่งไม่เคยมีมาแล้วก็ยิ่งเบิกกว้างออก ตลอด ๆ เพราะการบำเพ็ญอยู่โดยสม่ำเสมอ เร่งกันไปเรื่อย ๆ เท่าไหร่ ผลแห่งความสว่างกระจ่างแจ้งในมรรคในผล สุดท้ายก็ฟาดทั้งบาปทั้งกรรม ทั้งสวรรค์พรหมโลก มันก็รู้แจ้งขึ้นมาภายในจิตใจ แล้วค้านพระพุทธเจ้าได้ยังไง

พระพุทธเจ้าสอนแล้วยังไง มันก็เห็นอย่างนั้นปฏิบัติอย่างนั้นรู้อย่างนั้น เห็นอย่างนั้น แล้วจะว่าพระพุทธเจ้าโกหกได้ยังไง ก็นำมาสอนโลกด้วยความแน่ใจ เมื่อแน่ใจแล้วมาสอนโลก ยังหาว่าโกหกแล้วก็เป็นกรรมของสัตว์ หมดทางที่จะแนะนำสั่งสอนต่อไป เราสอนโลกเราไม่ได้สงสัยในธรรมทุกขั้นที่นำมาสอนพี่น้องทั้งหลาย หลวงตาถอดออกมาจากหัวใจจริง ๆ มาสอน ไม่ว่าธรรมขั้นใด ๆ พูดถึงที่สุด สาธุพระนิพพานก็ไม่ถามพระพุทธเจ้า ถามท่านทำไมมันเต็มในหัวใจอยู่แล้ว จากการปฏิบัติตามโอวาทคำสั่งสอนพระพุทธเจ้าที่ทรงสั่งสอนไว้อย่างแม่นยำ เวลารู้มันก็รู้อย่างแม่นยำแล้วไปถามกันหาอะไร

นี่แหละธรรมที่สอนโลกเวลานี้ สอนทุกขั้นทุกภูมิ ผู้ที่ควรจะอยู่ได้ในขั้นใดตอนใด เช่น แกงหม้อใหญ่ แกงหม้อเล็ก แกงหม้อจิ๋ว แกงหม้อใหญ่ก็สอนพวกเรา ๆ ท่าน ๆ ให้รู้จักศีลจากธรรม ผู้ยังไม่รู้จักศีลจากธรรมจากทานก็สอนให้รู้ศีลรู้ธรรมรู้ทาน พอผู้รู้ได้เป็นประมาณแล้วก็สอนเรื่องการภาวนาให้ได้บำเพ็ญทั้งศีลทั้งทานทั้งภาวนาควบคู่กันไป ผู้ที่ควรจะสอนในธรรมในภาวนาที่ลึกซึ้งไปกว่านี้ก็สอนได้ทันที ไม่อัดไม่อั้น ไม่โอ้ไม่อวด พูดตามหลักความจริง เวลามันรู้แล้วมันรู้อย่างนั้น ก็มันรู้จริง ๆ สอนโลกจึงไม่มีคำว่าสะทกสะท้านว่าจะผิดไป ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามเป็นเรื่องของเขา เรื่องของเราเป็นที่แม่นยำแล้วในการรู้การเห็น และการสอนโลกเราจึงไม่สงสัยในธรรมแง่ใด มาสอนพี่น้องทั้งหลายสอนด้วยความเมตตาล้วน ๆ

สมบัติเงินทองข้าวของที่พี่น้องทั้งหลายนำมาบริจาคมากน้อยนี้ ไหลเข้าสู่คลังหลวงมากน้อยเพียงไรก็ได้ประกาศตลอดมา เราเอามอบหมดเลย เราไม่เคยห่วงใยไม่เคยเสียดาย สำหรับเงินสดมีจำนวนเท่าไหร่ เวลานี้ซื้อทองคำไปแล้วร่วมเก้าร้อยล้านแล้ว เราเป็นผู้ซื้อเอง นอกจากนั้นเป็นเงินสดช่วยสถานที่ต่าง ๆ เช่น สถานสงเคราะห์ โรงร่ำโรงเรียน โรงพยาบาล ที่ราชการต่าง ๆ ทั่วประเทศไทยตามแต่ที่เราเห็นสมควรจะช่วยได้ในทางใดแง่ใด เราช่วยมาตลอด สำหรับเราเองเราไม่เคย เราเปิดมือ เรียกว่าแบมือตลอด ไม่มีคำว่ารั่วไหลแตกซึม ความบริสุทธิ์ของใจเราเต็มเหนี่ยว เราให้ด้วยความเมตตาล้วน ๆ

ถึงได้เขียนประวัติว่าในการช่วยชาติคราวนี้หลวงตานี้บริสุทธิ์เต็มที่ไม่ได้แบ่งสันปันส่วนจากพี่น้องทั้งหลายแม้เม็ดหินเม็ดทรายเลย เรารับทันที เพราะเราให้ด้วยความเมตตา เมตตาล้วน ๆ หมดแล้วยังอยากให้ สุดท้ายติดหนี้เขาก็มี เช่น สร้างโรงพยาบาล เงินไม่มี ความจำเป็นของเขามี เราก็ต้องติดหนี้ติดสินช่วยเขาตลอดมา แต่ชื่อเสียงนี้โด่งดังมากทีเดียว เรียกว่าทั่วประเทศไทย มันน่าจะมีเงินเป็นหลาย ๆ ร้อย หลาย ๆ พัน หลาย ๆ หมื่นล้านนะ แล้วมันเป็นตรงกันข้าม ไม่มีใครจนยิ่งกว่าหลวงตาบัว มีเท่าไหร่หมดเลย เพราะอำนาจแห่งความเมตตา สอนโลกสงเคราะห์โลกด้วยความเพียงพอของเรา เราไม่ต้องการอะไรแล้ว

จิตดวงเดียวที่บริสุทธิ์เต็มที่ในหัวใจของเราเป็นธรรมธาตุล้วน ๆ แล้วพอ พอตลอดกาล เรียกว่า นิพพานเที่ยง เราไม่สงสัย มันเที่ยงที่จิตใจ หมดเรื่องสมมติเข้าไปก่อกวน กฎทุกฺขํ อนิจฺจํ อนตฺตาก็หมดไปตาม ๆ กัน เหลือแต่ธรรมธาตุล้วน ๆ ที่เรียกว่านิพพานเที่ยง เรามีเท่านั้นเวลานี้ ยังรอแต่ธาตุขันธ์ เมื่อธาตุขันธ์สลายเมื่อไหร่แล้วดีดผึงเลย เวลามีธาตุขันธ์อยู่จะแนะนำสั่งสอนทำประโยชน์ให้โลกมากน้อยเพียงไรก็ตะเกียกตะกายดังพี่น้องทั้งหลายเห็นอยู่เวลานี้แหละ จึงควรจะมีแก่ใจ ว่าธรรมคำสอนพระพุทธเจ้าแม่นยำที่สุดแล้ว เกิดมาไม่ได้พบได้เห็นหมดวาสนาหมดชีวิตของมนุษย์ ไม่มีคุณค่าอะไรเลย นี่เราได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนาแล้วให้ได้นับถือให้ประพฤติปฏิบัติตาม สาระอันสำคัญที่เลิศเลอ ๆ เป็นลำดับไปจะเป็นสมบัติของพี่น้องทั้งหลายผู้บำเพ็ญตามคำสอนพระพุทธเจ้าโดยไม่ต้องสงสัย

การแสดงธรรมวันนี้ก็เห็นสมควรแก่ธาตุแก่ขันธ์ ขอความสวัสดีจงมีแก่พี่น้องทั้งหลายโดยทั่วกันเทอญฯ

www.Luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก