ข้าศึกศาสนาเกี่ยวมาจากชาติ
วันที่ 30 มีนาคม 2545
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

ข้าศึกศาสนาเกี่ยวมาจากชาติ

ก่อนจังหัน

พระเท่าไร (๕๐ ครับ) โน่นฟังซิ ๕๐-๖๐ ขึ้นตลอดทำไง มองไม่ทันนะ พระมามากขึ้นทุกวัน ๆ วันนี้ก็ ๕๐ ไม่ใช่เล่นนะ เหยียบ ๕๐ ๆ เข้าไปโดยลำดับ แล้วพระเข้ามาในวัดนี้ได้เห็นทางจงกรมไหม พระที่หลั่งไหลเข้ามานี้เห็นทางจงกรมที่ทำงานของพระ เห็นที่ภาวนาไหม มันเป็นยังไง มันไม่ได้ภาวนานะ ไม่ทำงานของพระ ที่เดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนานั้นเป็นที่ชำระกิเลสตัวเป็นภัย อยู่ในหัวใจของโลกทั้งหลายนั่นแหละ เฉพาะพระเรานี้ตั้งหน้ามาชำระสะสางสิ่งเลวร้ายทั้งหลายภายในใจ แล้วเป็นยังไงสถานที่ทำงาน คือสถานที่เดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนา ผมไม่ค่อยได้ไปดูนะ คือมันหนักมากเกินกว่าที่จะไปดูตามซอกตามซอยต่าง ๆ ดังที่เคยปฏิบัติมาภายในวัดนี้ มันเลอะเทอะ ๆ ไปหมดแล้วนะ

เวลานี้กำลังเลอะเทอะมากศาสนาเรานี่ ประกาศขายความเลวร้ายเอาอย่างมากทีเดียวต่อวงชาวพุทธในเมืองไทยของเรา นอกจากนั้นยังให้เขาหัวเราะเยาะอีกทางเมืองนอกเมืองนา พุทธศาสนาเป็นสถานที่ให้ความร่มเย็นแก่โลก ทำไมเมืองไทยเราจึงสร้างฟืนสร้างไฟมาเผาไหม้กัน เอาศาสนาเป็นจุดศูนย์กลางสถานที่เผาไหม้ชาวพุทธเรา ไม่มีเหตุมีผลอะไรเลย ได้เห็นชัดเจนคราวนี้ เห็นชัดเจนมาก ในครั้งพุทธกาลที่ว่าพระเทวทัตฟาด เอาอย่างนี้ให้มันเต็มเม็ดเต็มหน่วย ฟาดพระพุทธเจ้า ว่างั้นเลย แตกกระจัดกระจายเป็นสังฆเภทขึ้นมา นั่นเป็นวาระหนึ่ง

วาระที่สองนี้กำลังเวลานี้ พวกเทวทัตพวกเปรตพวกผีพวกเราพวกท่านเต็มพุทธศาสนานี่แหละ กำลังฟาดพุทธศาสนาให้แหลกเหลวลง ด้วยอำนาจแห่งความชั่วช้าลามก ความเลวร้าย ความสกปรกสุดยอดของพระ ของประชาชนที่ตั้งเป็นกลุ่มเป็นก้อนทำลายศาสนาของตนเวลานี้ นี่ทำลายศาสนา ครั้งพระพุทธเจ้าทำลายพระพุทธเจ้า พระเทวทัตทำลายพระพุทธเจ้า คราวนี้ทำลายศาสนาซึ่งเป็นองค์แทนของศาสดาองค์เอกละเวลานี้ ดูเอาคู่เคียงกัน ไม่ได้ผิดกันนะ

เวลาท่านสั่งพระอานนท์ว่า ธรรมวินัยนี้แลจะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลายแทนเราตถาคต เวลาเราตายไปแล้ว นี่กำลังรบอยู่นี้ คัมภีร์ใบลานมันก็เห็นมันก็มี เวลามันจะเป็นมันเป็นนะ กิเลสไม่ได้มองหน้ามองหลัง ไม่มีเหตุมีผลอะไรคือกิเลส มีแต่จะเอาให้ได้อย่างใจ ๆ ท่าเดียวเท่านั้นผิดถูกไม่คำนึง นี้คือกิเลสตัวชั่วช้าลามก เวลานี้กำลังระบาดขึ้นในท่ามกลางเมืองไทยเรากระจัดกระจาย อู๊ย ทุกแบบทุกฉบับนะ ออกเสี้ยมออกสอนออกแทรก เรียกว่าซอกแซกซิกแซ็กหาทำลายคน ไปเที่ยวเกลี้ยกล่อมเขาให้เชื่อคำของตน ทั้งที่ ๆ มหาจอมปลอมก็คือคำที่กำลังหลอกลวงโลกเวลานี้ จะไม่จอมปลอมได้ยังไง มันน่าคิดนะเรื่องเหล่านี้ หยาบมากนะ พวกนี้หยาบมากที่สุดเกินกว่าที่เราจะมาพิจารณาเป็นแง่อรรถแง่ธรรม มันเลยไปหมดแล้วนะ มีแต่จะกินจะกลืนท่าเดียว โหดร้ายทารุณมากทีเดียวคราวนี้

ไปแทรกไปแซง เช่นอย่างหลวงตาบัวไปเทศน์ที่ไหน ๆ นี้ออกไปสกัดลัดต้อน ไปเสี้ยมไปสอนแล้วต้านทานหลวงตาบัว มิหนำซ้ำยังเอาหนังสือ เขานั้นแหละแต่ง พวกเปรตนี่ละแต่ง เอาเข้าไปในวัดที่หลวงตาบัวอยู่ สถานที่ที่หลวงตาบัวไปเทศน์ ว่าเป็นหนังสือหลวงตาบัว ครั้นเวลายื่นไปแล้วหนังสือนั้นคือดาบ เขายื่นให้แล้วมาฟันหัวหลวงตาบัว นี่เป็นอย่างนั้นนะเดี๋ยวนี้ เห็นสด ๆ ร้อน ๆ พี่น้องทั้งหลายดูเอา หยาบไหม พระหัวโล้น ๆ ขั้นไม่ใช่ขั้นต่ำ ๆ นะ ขึ้นถึงขั้นสมเด็จนะ

เวลานี้ยังหัวเลี้ยวหัวต่อ สมเด็จของเราทุกวันนี้กำลังท่านประชวร ทีนี้ก็แย่งกันขึ้นเป็นสมเด็จล่ะซี ใครจะกราบมันได้ลงคอสมเด็จเปรตอย่างนี้ ว่างั้นเลย มันตั้งมาร้อยองค์ก็ไม่มีใครกราบมันละสมเด็จเปรตอย่างนี้น่ะ เห็นอย่างชัด ๆ อย่างนี้ พูดนี้ผิดไปแล้วเหรอท่านทั้งหลายไปดูเอาซิ ธรรมะไม่หาเรื่องใส่ใคร ต้องพูดตามหลักความจริงทุกสิ่งทุกอย่าง ๆ นี่ความจริงเป็นอย่างนี้ แย่งตำแหน่ง แย่งยศแย่งลาภ นี้ละกำลังฟืนไฟเผาเดี๋ยวนี้ คือแย่งตำแหน่งกัน แย่งยศแย่งลาภแย่งอำนาจบาตรหลวงป่า ๆ เถื่อน ๆ เอาไฟมาเผาคนดีให้แหลกเหลวไปหมดเวลานี้ เพราะอันนี้เอง มันกำลังแย่งกัน

อู๊ย ยิ่งกว่าหมาอีกนะพวกนี้ เลวร้ายมากทีเดียว เอาสายตาของธรรมจับดู ดูไม่ได้ หากว่าพระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่นี้ อาจจะสลบไสลไปก็ได้ คือทนดูพวกเราไม่ได้ พวกเรายังสนุกกัดกันแข่งพระพุทธเจ้าอีก ยิ่งเลวกว่าหมาไปอีกหลายขั้นหลายตอน เป็นยังไงพี่น้องชาวไทยเราคิดยังไงบ้าง เวลานี้เลวร้ายมากพวกที่จะทำลายนี่ เลวจนไม่มีเหตุมีผล ลุกลี้ลุกลนทุกอย่าง เลวร้ายที่สุดจนดูไม่ได้ว่างั้นเถอะ ให้ท่านทั้งหลายดูเอานะ มันซอกแซกซิกแซ็กไปหมดทุกแห่งทุกหน ไม่คำนึงว่าผิดว่าถูกอะไรเลย

เรื่องยางอายอย่าไปถามนะพวกนี้ มันหน้าด้านยิ่งกว่าอะไรแล้วนะอย่าไปถาม ให้ดูก็แล้วกัน นี่วันนี้พวกย่อม ๆ เสียก่อนเกี่ยวกับพระที่มาในวัดนี้เป็นยังไง มันเป็นแบบไหนพระเราที่อยู่ในวัดป่าบ้านตาด มันเป็นแบบเดียวกันนี้เหรอหรือเป็นแบบไหน ให้ท่านทั้งหลายพิจารณานะ โอ๊ย หลั่งไหลเข้ามา ๆ มองไม่ทันดูไม่ทัน ส่วนมากมีแต่เอาความสกปรกเข้ามา โดยไม่มีเจตนาก็ตาม คือความที่เคยเป็นนิสัยสกปรกรกรุงรัง เฉื่อยชา แล้วเอาเข้ามาหาศาสนาซึ่งไม่ใช่ของเช่นนั้น มันเข้ากันได้ยังไง แต่เจ้าของยังเพลินนะ นี่ที่น่าทุเรศมากนะ

หลังจังหัน

สรุปทองคำและดอลลาร์วันที่ ๒๙ คือเมื่อวานนี้ ทองคำได้ ๔ บาท ๗๕ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๒๗ ดอลล์ รวมทองคำทั้งหมดที่ได้แล้วเวลานี้ได้ ๕,๐๓๖ กิโล

(มีผู้อ่านรายการข้าวชนิดต่าง ๆ น้ำมันพืช น้ำตาลทราย ที่มีผู้นำมาถวาย) นี่ละมาหนุนเรื่อย คือมาหนุนโกดังเรา โกดังเราเพื่อโรงพยาบาลอันดับหนึ่ง สำหรับเพื่อวัดนั้นมีบ้างไม่มากนะวัด จะมีวัดภูสังโฆ ผาแดง ที่เราได้เฉลี่ยไปอยู่เสมอ เพราะที่นี่พระก็มากด้วย แล้วก็ลำบากด้วยโคจรบิณฑบาต แต่สถานที่ภาวนาดี เราจึงหนุนทางนี้นอกจากวัดถ้ำภูวัวแล้ว ก็มีนี่ ๒ วัด นอกนั้นให้บ้างเล็กน้อย สำหรับพระเราอยู่สถานที่ใด ๆ บิณฑบาตนี้พออยู่พอเป็นพอไป มากกว่านั้นเหลือเฟือ ใช้ไม่ได้เรื่องภาวนา การภาวนาของพระกับงานของพระเพื่อชำระกิเลสตัวเลวร้ายที่สุดนี้ ต้องได้มีทุกอย่าง ดัดกันโดยลำดับ กินน้อย นอนน้อย ทุกอย่างดัดลง

ถ้าสมบูรณ์ไม่ได้นะกิเลสเหยียบหัว เหยียบหัวเจ้าของนั่นแหละ เจ้าของป้อนมันให้มีกำลังแล้วก็เหยียบหัวเอา ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่ค่อยได้แยกแจก แต่ก่อนให้ ๆ ทีนี้พอโรงพยาบาลหนาแน่นเข้าทุกวันที่มาเกี่ยวข้องกับเรา เราเลยลดทางโน้นลง ๆ ลดลงแทบจะ เรียกว่าไม่ให้ แต่ ๒ วัดนี้ยกไว้ วัดผาแดงกับวัดภูสังโฆ เพราะพระก็มากด้วย วัดก็ค่อนข้างจำเป็นมากอยู่ด้วยจึงลดลง สำหรับวัดนี้ให้ ๒ กับวัดถ้ำภูวัว ภูวัวนั้นให้ร้อยเปอร์เซ็นต์ตลอดมา ร้อยเปอร์เซ็นต์คือให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เนื่องจากสถานที่นั่นไม่มีที่โคจรบิณฑบาต ลำบากมาก แต่สถานที่ภาวนานี้เหมาะสมมาก เราจึงได้จัดอาหารไป นี่ดูเหมือนไปวันที่ ๒๖ ไปส่งอาหาร คือปลายเดือน ๆ ไป ไปทุกเดือนนั่นแหละปลายเดือน ๆ อันนี้ต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ตลอดเลย นอกนั้นก็ลด ควรให้ให้ ไม่ควรให้ก็ไม่ให้

การปฏิบัติแก้ไขชะล้างกิเลสนี้ไม่ได้เป็นของง่าย ๆ นะ ลำบากทีเดียว คือแก้กิเลสแก้ความชั่ว แต่ผู้สั่งสมความชั่วนี่ โอ๋ย คล่องตัวเลยนะ สั่งสมความชั่วนี่คล่องตัวทั้งพระทั้งฆราวาส คล่องตัวไปหมด ที่จะแก้กิเลสนี้อืดอาดเนือยนายไม่อยากสนใจแก้ เพราะฉะนั้นคนจะครองความสุขได้จึงมีน้อยมากทีเดียวทั่วโลกนี่ คนที่จะครองความสุขเป็นที่ภูมิใจในตัวเองด้วยอรรถด้วยธรรม เอาอย่างนี้ละ ด้วยอรรถด้วยธรรม มีน้อยมาก แต่ด้วยกิเลสนี้เราอยากจะพูดว่าไม่มี ใครจะเก่งขนาดไหนก็เก่ง เอาเงินขนมากองเท่าภูเขา นั่นไม่ใช่ความสุข ไปเสกเขาต่างหาก เป็นแร่ธาตุก็กองเงินแร่ธาตุเสีย เป็นกระดาษก็กองเงินกระดาษเสีย ไม่ใช่ความสุขความทุกข์

ความสุขความทุกข์อยู่กับเจ้าของ ถ้าเจ้าของไม่มีธรรม สิ่งเหล่านั้นกลายมาเป็นไฟเผาอีกด้วยนะ ถ้ามีธรรมสิ่งเหล่านั้นก็เป็นเครื่องส่งเสริม ให้เจ้าของได้ปฏิบัติหน้าที่การงานด้วยความราบรื่นดีงามแก่ตนและส่วนรวมตลอดไป จะไม่เสีย นี่ละธรรมเข้าที่ไหนจึงมีส่วนดี ๆ เข้าไปด้วย ถ้าไม่มีธรรมใครจะเก่งขนาดไหน โอ๋ย อย่ามาอวดหนา ไม่มีใครเกินศาสดาผู้เสาะแสวงหาความสุข เสาะแสวงหาความสุขนี้ตั้งความปรารถนามาเลย ไม่ใช่เสาะแสวงหาเฉย ๆ ตั้งความปรารถนามาเลย เช่น ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า ปรารถนาเป็นสาวกพระพุทธเจ้า ล้วนแล้วตั้งแต่ตั้งหลักตั้งเกณฑ์ไว้ ให้เดินตามหลักตามเกณฑ์นั้นมา ยากลำบากขนาดไหนก็เดินตามหลักเกณฑ์ที่เจ้าของกำหนดไว้เรียบร้อยแล้วนั้น นั่น ท่านหาความสุขท่านมีกฎมีเกณฑ์หานะ

ไอ้เราหาความสุขมันเอากฎเอาเกณฑ์อะไร ก็กิเลสพาหา กิเลสมันมีกฎเกณฑ์อะไร มันมีแต่ขยำ ๆ แหละ พวกเรามันเหมือนสัตว์ตัวหนึ่ง อู๊ย ทุเรศนะพูด พอธรรมพูดออกมาแย็บ กิเลสมันจะหาว่าดูถูกเหยียดหยามทำลายมัน นี่กิเลสมันต้านทาน กำแพงกิเลสใครจะหนายิ่งกว่ามัน กำแพงกิเลสมันป้องกันตัวของมันไม่ให้ธรรมเข้าไปแทรก เพราะถ้าธรรมเข้าแทรกแล้วก็เรียกว่ามันลดอำนาจลง ที่หลอกลวงสัตว์ทั้งหลายนี้ก็ลดลง ๆ สัตว์ทั้งหลายที่จะเป็นไปตามมันก็มีจำนวนน้อยลงไปโดยลำดับ ต้องมีกำแพงกั้นเอาไว้ หลอกโลกสด ๆ ร้อน ๆ จริงไม่จริงก็ตามให้ได้หลอกก็พอ ไอ้โลกก็หาหลักเกณฑ์ไม่ได้ กิเลสหลอกยังไงเป็นบ้ากับมันเลย ๆ นี่ซิมันน่าทุเรศนะ

แล้วยิ่งนับวันลดลง ๆ เรื่องความสุข เรื่องจะไปหาความสุขจากกิเลสนี้อย่าไปหา ต้องมีธรรมเข้าแทรก ๆ ยิ่งมีธรรมมากเท่าไรความสุขยิ่งมีมากโดยลำดับลำดา ถ้ามีกิเลสมากเท่าไรฟืนไฟยิ่งมากขึ้น ๆ เป็นอย่างนั้น

วันนี้ก็จะไปเทศน์ที่บ้านกกดู่ วันพรุ่งนี้ก็จะไปเทศน์ที่วัดโนนนิเวศน์ เดี๋ยวนี้เรียกว่าใจกลางเมืองอุดรแล้วแหละ แต่ก่อนเป็นชานเมือง เดี๋ยวนี้กลายเป็นใจกลางเมืองอุดรแล้ววัดโนนนิเวศน์ เพราะคนมาก ขยายออกไปหมดเลย วัดโนนนิเวศน์เป็นใจกลาง ก็จะไปเทศน์วันพรุ่งนี้วันที่ ๓๑ ตอนบ่าย ๒ โมง นี่ก็ได้เผดียงกับผู้ว่าราชการจังหวัดแล้วเมื่อวานนี้ เมืองอุดรนี้เป็นเมืองใหญ่เมืองโต ผู้แทนตั้ง ๙ คน ๑๐ คน คราวนี้ก็มีงานเกิดขึ้นที่อุดรเรา ก็ควรจะพินิจพิจารณาบ้างเราเป็นชาวอุดร ช่วยชาติบ้านเมืองก็ช่วยไปทั่วกันหมด แต่อุดรนี้เป็นจุดสำคัญอันหนึ่งที่หลวงตาบัวซึ่งเป็นคนชาวอุดร แล้วออกช่วยชาติบ้านเมืองของเราทั่วแผ่นดินไทย เวลานี้มาตั้งงานนี้ขึ้น เรียกว่างานช่วยชาติก็ไม่ผิด แน่ะ ขึ้นที่อุดร จึงควรที่จะพินิจพิจารณากันบ้าง หากว่าพอได้ถ่ายทอดสดก็ให้ได้ถ่าย เราว่างี้ นี่เป็นข้อปรารภปรึกษากันเมื่อวานกับผู้ว่าที่มาตอนเช้าวานนี้ ทางนั้นก็จะพิจารณากันว่างั้น

เพราะเวลาเทศน์นั้น คนจำนวนมากก็ให้ได้ฟังทั่วประเทศไทย เพราะถ้าได้ถ่ายทอดแล้วได้ฟังอย่างกว้างขวาง ถ้าเทศน์ธรรมดาไม่ค่อยกว้างขวาง ถ้าหากว่ามีการถ่ายทอดคนจะได้ยินได้ฟังมาก เราคิดอย่างนั้น เราสนใจกับหัวใจคนนะเราไม่ได้สนใจกับอะไร ทุกข์ก็คือคนทุกข์ สมบัติเงินทองเขาไม่ได้ทุกข์ มันทุกข์ที่หัวใจคนที่ดีดที่ดิ้น ทั้งร่างกายก็ทุกข์ ทั้งจิตใจก็ทุกข์ เพราะต้นเหตุอยู่ที่ใจ แล้วผลักดันร่างกายออกไปให้หวั่นให้ไหวให้ดีดให้ดิ้น ความทุกข์ก็ติดตามกันไป ๆ อยู่ทั่วโลกดินแดน นี่ละกิเลสพาหาความสุขหาอย่างนั้นละดูเอาซิ

เขาเหมือนเรา เราเหมือนเขา ถามใครก็เท่ากันไม่เห็นมีอะไรผิดแปลกต่างกันเลยถ้าไม่มีธรรมในใจ ถ้ามีธรรมในใจเท่านั้นมีมากมีน้อยแปลกต่างเป็นลำดับลำดาไป นี่ธรรมพระพุทธเจ้าประกาศกังวานมาได้ ๒,๕๐๐ กว่าปีแล้ว เมืองไทยเรานี้ก็เทิดทูนท่านมานานแล้ว ก็ควรจะได้เป็นข้อคิดบ้าง ธรรมของพระพุทธเจ้าครึล้าสมัยที่ไหน พวกครึพวกล้าสมัยที่สุดก็คือพวกวิ่งตามกิเลสนั้นแหละ ก็คือพวกเราเอง นี่พวกนี้พวกครึพวกล้าสมัยที่สุด ทั้ง ๆ ที่ถือพุทธศาสนา แต่ไม่ได้สมน้ำสมเนื้ออะไรเลย ยิ่งเลวลงไป ๆ

อย่างที่พูดเมื่อเช้านี้ก่อนฉันจังหัน โอ๋ย รุนแรงมาก สกปรกเอาอย่างดูไม่ได้เลย แหม เหมือนไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนพุทธศาสนาเสียด้วย เป็นพระเสียด้วยนะออกมาแสดงตัวให้โลกทั้งหลายได้เห็น แล้วพระด้วยกันทั้งฝ่ายดีฝ่ายชั่วมันก็เห็นด้วยกัน เรียนหลักคัมภีร์วินัยมาด้วยกันตบตากันได้ยังไง แล้วมาแสดงเอาอย่าง อู๊ย อุจาดบาดตาดูไม่ได้เลย เราสลดสังเวชนะ นี่เห็นไหมล่ะศาสนา หัวใจมันมีแต่กิเลส มันครอบครองบีบหัวใจไว้ไม่ให้ดีดดิ้นออกไปเอื้อมมือรับศาสนาน่ะซี เพราะฉะนั้นมันจึงมีตั้งแต่กิเลสเต็มหัวใจ เรียนมากเรียนน้อยไม่ได้สำคัญอะไรนะ กิเลสมันไม่ได้สนใจกับการเรียน ถ้าปฏิบัติเพื่อกำจัดกิเลส กิเลสต้องระวัง ไม่ระวังพังจริง ๆ พระพุทธเจ้า พระสงฆ์สาวก ล้วนแล้วตั้งแต่ท่านผู้ที่กิเลสพังด้วยความเพียรของท่านต่อสู้กัน ที่วิ่งตามกิเลสนี้มีแต่จะพอกพูนขึ้นโดยลำดับลำดา น่าสลดสังเวชนะ

หลวงตาที่ทำประโยชน์ให้โลกนี้ โลกก็รู้ทั่วถึงกันแล้ว เรียกว่าทำเต็มเม็ดเต็มหน่วย ในชีวิตของหลวงตาก็มีครั้งนี้เป็นครั้งที่หนักมากทีเดียว ตั้งหน้าตั้งตาช่วยด้วยความเมตตาสงสารล้วน ๆ เรื่อยมาอย่างนี้ ท่านทั้งหลายจะพินิจพิจารณาผลได้ผลเสียจากหลวงตานี้ก็ให้พิจารณาได้นะ เราเปิดตลอดเวลา ทุกอย่างเราทำด้วยความเมตตาล้วน ๆ สำหรับเราไม่มีอะไรแล้ว หายสงสัยทุกอย่าง ที่จะหาหยิบเอานั้นหยิบเอานี้ของพี่น้องทั้งหลายที่บริจาคผ่านมานี้ ร้อยเปอร์เซ็นต์เลยตัดขาดสะบั้นไม่มีเหลือ ไม่ยุ่งว่างั้นเลย เราพอทุกอย่างแล้วเราจึงไม่ยุ่งกับอะไร ช่วยขนาดนั้นแหละช่วยพี่น้องชาวไทยเรา ท่านทั้งหลายให้พากันพินิจพิจารณา

เวลานี้ข้าศึกสงครามในวงศาสนามันเกี่ยวมาจากชาติ เข้ามาโยงกันอยู่ในวงศาสนา มันตีสะท้อนย้อนกลับไปอีกนะ ควรจะได้แง่ไหนมันจะเอาแง่นั้นพวกเปรตพวกผีนี่ ให้พิจารณากันให้ดี เราเป็นผู้รักษาสมบัติของชาติของศาสนา ให้พากันพินิจพิจารณาให้ดีทุกคน อย่าไปตายใจกับคำหลอกล่อต่าง ๆ ที่มันหลอกตลอดเวลา เดี๋ยวนี้ออกเป็นตาสับปะรดนะ หาหลอกผู้หลอกคนหลอกไปทุกแง่ทุกมุม หลอกสด ๆ ร้อน ๆ หลอกตื้น ๆ เขิน ๆ หลอกเหมือนปลาซิวลอยน้ำ แย็บออกมามันก็รู้แล้วคำหลอก นั่นซีมันน่าทุเรศ คนทั้งหลายเขาทำอย่างนั้นไม่ได้ แต่พวกนี้เรียนก็ว่าเรียนมาก ทำไมจึงทำได้อย่างนั้น เรียนมากก็รู้มาก กิเลสเต็มหัวใจ

มันไม่ได้บวชมาสั่งสมอรรถสั่งสมธรรมชำระกิเลสนะ บวชมาสั่งสมกิเลส อยากได้ลาภได้ยศ อยากมีชื่อมีเสียงโด่งดังให้คนเขาเคารพนับถือ นี่คือมากอบโกยกิเลสแล้วก็เหยียบหัวคนลง กอบโกยกิเลสแล้วเหยียบหัวคน ถ้าสั่งสมธรรมแล้วจะเบาไปด้วยกัน เวลานี้กำลังตั้งหน้าตั้งตากอบโกยเอากิเลสมาโปะหัวชาวพุทธเรา ร้อนไปทุกหย่อมหญ้านะ ฟังเอาซิ ทุเรศไหมพวกเราพิจารณาซิ แหม หยาบเอามากนะ คราวนี้หยาบมากจริง ๆ จนจะดูไม่ได้เลย มันพิลึกจริง ๆ อู๊ย ทำไมเป็นอย่างนี้ พระเราเวลาเลวร้าย เลวร้ายขนาดนี้เชียวเหรอ ถึงขนาดนั้นนะเรา

คือเรียนมาด้วยกัน เห็นมาด้วยกัน เวลากิริยาแสดงออกมันกลับมาเป็นคู่ต่อสู้ ๆ ต่ออรรถต่อธรรมต่อศาสนา ต่อผู้ดีสนใจในธรรมไปหมดเลย นี่ก็แสดงว่าสั่งสมแต่ฟืนแต่ไฟเผาไหม้ ทั้งชาติทั้งศาสนาโดยถ่ายเดียวเท่านั้น ไม่มีอย่างอื่นเข้าแทรกว่างั้นเลย มันถึงได้แสดงอาการอุจาดบาดตาเอานักหนา ไม่มีนะยางอาย เป็นหน้าด้านไปหมดเลย พิลึกพิลั่นจริง ๆ จนดูไม่ได้ว่างั้นเถอะ เราพูดแบบรวม ๆ ไว้นะไม่แยกแยะ เวล่ำเวลาก็ไม่พอ ให้ท่านทั้งหลายพิจารณาเอา

สำหรับหลวงตาบัวนี้เปิดอกตลอดแล้ว ใครจะมาโจมตีสามแดนโลกธาตุนี้เป็นกองมูตรกองคูถไปหมด ไม่มีทางที่จะมาเข้าถึงตัวได้เลย พูดให้มันเปิดหัวอก คว่ำมันลงมาเป็นเวลาได้ ๕๓ ปีนี้แล้ว เราบอกจนกระทั่งสถานที่คว่ำส้วมคว่ำถานซึ่งก่อฟืนก่อไฟเผาหัวใจเรามา ให้ตายกองกันมาตั้งกัปตั้งกัลป์ ได้คว่ำลงแล้วในคืนวันนั้น คืนวันนั้นคืออะไรก็พูดแล้วนี่ คืนวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ บนหลังเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ จ.สกลนคร เวลา ๕ ทุ่มพอดี เป๋งเลย ตั้งแต่บัดนั้นมาแล้วเราไม่เคยปรากฏเห็นกิเลสตัวใดที่จะโผล่ขึ้นมาให้เห็นพอได้ถึงเป็นปัญหาหรือต่อสู้กันอีก หือ กูนึกว่ามึงหมดไปทั้งโคตรทั้งแซ่แล้วตั้งแต่วันนั้น มึงยังโผล่ขึ้นมาได้หรือ มึงเป็นหลานกิเลสตัวไหน อยากจะถามอย่างนั้น ก็ไม่ได้เห็นหน้ามันพอจะถามจนกระทั่งป่านนี้ เพราะฉะนั้นเราถึงเปิดตลอดเวลา เปิดเผยเต็มความสัตย์ความจริง

เราหาความดีได้เท่าไรเอามาแจกจ่ายกันนี้มันเป็นยังไง เป็นของชั่วหรือ เป็นของผิดแล้วเหรอ หาของชั่วมาแจกจ่ายกันนี้จนเป็นไฟทั้งโลกไม่คิดกันบ้างเหรอ หาของดีมาเป็นน้ำดับไฟเพียงเท่านี้ ทำไมจึงเป็นพิษเป็นภัยต่อกิเลสในหัวใจคน ถึงขนาดที่ว่าตั้งหน้าตั้งตาเป็นข้าศึกต่อธรรมให้พูดไม่ได้ พูดหาว่าโอ้ว่าอวด ก็กิเลสนั่นเองมันหาเรื่องว่าโอ้ว่าอวดจะเป็นใครไป ธรรมท่านไม่โอ้ไม่อวดนี่ กิเลสต่างหากมันหาเรื่องว่าโอ้ว่าอวด ตัวมันเองมันชอบเยินยอสรรเสริญ ตัวเป็นบ้าตลอดเวลาคือกิเลส

นี่เราไม่มีเราบอกตรง ๆ เราช่วยโลกช่วยมาตั้งแต่บัดนั้นเรื่อยมาจนกระทั่งได้ออกช่วยบ้านช่วยเมือง จึงไม่มีอะไรที่จะมาติดจิตติดใจเรา เรื่องใครจะมาโจมตีให้ยกมาทั้งสามแดนโลกธาตุเลย เราไม่เคยมีความหวั่น เพราะเราไม่เคยมีความกล้าความกลัวกับมูตรกับคูถกับส้วมกับถานเหล่านี้ ซึ่งเป็นเหมือนส้วมเหมือนถานนั้นแหละ วัฏจักรวัฏวน กามภพ รูปภพ อรูปภพ นี้คือส้วมคือถานของวัฏจักร เป็นเรือนจำของวัฏจักร นี้วิวัฏฏะขึ้นแล้ว หมุนรอบ ผ่านไปหมดแล้วพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ท่าน ท่านมายุ่งอะไรกับส้วมกับถาน มีแต่ท่านปลงธรรมสังเวชเวลาเห็นส้วมเห็นถานแสดงฤทธิ์ เหม็นเท่าไรแล้วยังแสดงฤทธิ์ขึ้นให้เหม็นต่อไปอีก จะให้เหม็นถึงไหนอีก เอาละวันนี้พูดเท่านั้น มีอะไรบ้าง อยากพูดอะไรก็พูดมา แบ่งเวลาไว้แล้วนะ

ลูกศิษย์ : มีพระฝากวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทมา เกี่ยวกับการศึกษาวิเคราะห์เทคนิคการสอนของพระธรรมวิสุทธิมงคล (บัว ญาณสัมปันโน ) โดย พระมหาสมบัติ บุญเรือง แล้วก็เพิ่งผ่านหลักสูตรของมหาบัญฑิต สาขา วิชาพุทธศาสนศึกษา คณะ ศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พึ่งผ่านไปเมื่อวันที่ ๕ มีนา เจ้าค่ะ ดิฉันขออนุญาตอ่านคร่าวๆ เกี่ยวกับบทคัดย่อของวิทยานิพนธ์ฉบับนี้นะเจ้าคะ ว่า

วิทยานิพนธ์นี้เป็นการศึกษาหลักการสอน และเทคนิคการสอน ของพระธรรมวิสุทธิมงคล ( บัว ญาณสัมปันโน ) แต่เน้นศึกษาเทคนิคการสอนของพระธรรมวิสุทธิมงคล โดยใช้เทคนิคการสอนของพระพุทธเจ้าเป็นบรรทัดฐานในการเทียบเคียง การวิจัยแบ่งออกเป็น ๓ ส่วน กล่าวคือ

ส่วนที่หนึ่ง ว่าด้วยองค์ประกอบการสอน วิธีการสอน และเทคนิคการสอนของพระพุทธเจ้า

ส่วนที่สอง ว่าด้วยองค์ประกอบการสอน วิธีการสอน และเทคนิคการสอนของพระธรรมวิสุทธิมงคล

และส่วนที่สาม เป็นการวิเคราะห์องค์ประกอบการสอน วิธีการสอน และเทคนิคการสอนของพระธรรมวิสุทธิมงคล โดยเทียบเคียงกับองค์ประกอบการสอน วิธีการสอน และเทคนิคของพระพุทธเจ้าเป็นบรรทัดฐาน

ผลของการวิจัยแสดงให้เห็นว่า เทคนิคการสอนของพระธรรมวิสุทธิมงคลโดยรวม ถือตามเทคนิคการสอนของพระพุทธเจ้า เนื่องจากพระธรรมวิสุทธิมงคล ยึดหลักเทคนิคการสอนของพระพุทธเจ้าเป็นฐานในการสอนนั่นเอง ซึ่งประกอบด้วยเทคนิคการสอน ๘ อย่าง คือ

๑. เทคนิคการสอนโดยการใช้ภาษา

๒. เทคนิคการสอนโดยการใช้สื่อ

๓. เทคนิคการสอนโดยการตีความหมาย

๔. เทคนิคการสอนโดยการให้คำจำกัดความ

๕. เทคนิคการสอนโดยการอุปมาอุปไมย

๖. เทคนิคการสอนโดยการใช้อารมณ์ขัน

๗. เทคนิคการสอนโดยการพูดสะกิดใจ

๘. เทคนิคการสอนโดยการตอบปัญหา

องค์ประกอบการสอน และเทคนิคการสอนของพระธรรมวิสุทธิมงคล แม้จะมีความแตกต่างจากองค์ประกอบการสอน และเทคนิคการสอนของพระพุทธเจ้าบ้าง แต่มีเป้าหมายและจุดประสงค์เป็นอย่างเดียวกัน คือ ต้องการให้ผู้รับสาร เกิดการพัฒนาตามลำดับ ได้แก่ ผู้รับสารได้รับรู้ และเรียนรู้ เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ทัศนคติ ความเชื่อ และเกิดปัญญา จนกระทั่งสามารถทำลายกิเลสาสวะได้อย่างสิ้นเชิง (บรรลุนิพพาน) ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดตามหลักการทางพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท

แล้วลูกเห็นว่าบทคัดย่อของวิทยานิพนธ์อันนี้.จะเป็นประโยชน์ในการที่จะประชุมกันวันพรุ่งนี้ที่ วัดโนนนิเวศน์ ต้องไปเป็นวิทยากรเจ้าค่ะ เกี่ยวกับการเอา หนังสือหยดน้ำบนใบบัว ไปใช้ในการเรียนการสอน ทีนี้ หนังสือหยดน้ำบนใบบัว ก็เป็นคำสอนของหลวงตา ก็เลยสามารถจะอ้างอิงกันถึงว่า คำสอนของหลวงตานั้นเป็นไปในทิศทางเดียวกับที่พระพุทธเจ้าท่านทรงเอาไว้ตามวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ ผู้ที่ทำวิทยานิพนธ์คือ พระมหาสมบัติ บุญเรือง วัดนรนาถ เป็นเปรียญธรรม ๖ ประโยคเจ้าค่ะ นี้เป็นเรื่องแรกเจ้าค่ะ

หลวงตา : มีข้อหนึ่งที่ว่าเกี่ยวกับเรื่องอารมณ์อะไรนะ

โยม : อารมณ์ขันเจ้าค่ะ เวลาหลวงตาเทศน์จะมีอารมณ์ขันใส่เป็นตัวอย่างเจ้าค่ะ

หลวงตา : มีอารมณ์ขบขัน เราอยากแทรกอันนี้เข้าไปน่ะ นอกจากอารมณ์ขบขันแล้ว เขาอาจจะคิดว่าอารมณ์วู่วาม อารมณ์โกรธแค้น ดุคนเปรี้ยง ๆ ๆ แก้กันเดี๋ยวนี้เลยนะ บอกว่าสำหรับหลวงตาบัวแล้วถึงจะมีกิริยาอาการอย่างนั้นก็ตาม แต่กิเลสที่เป็นเครื่องมือที่จะหนุนอันนั้นออกมาของหลวงตาไม่มี ถึงจะรุนแรงขนาดไหนก็เป็นเรื่องพลังของธรรมทั้งนั้น เข้าใจแล้วเหรออันนี้ ดุแล้วกิเลสแทรกเข้ามาด้วยนี้เราไม่มี ให้เข้าใจอย่างนี้

โยม : เจ้าค่ะ แต่ท่านก็บอกว่า หลวงตาใช้เทคนิคการสอนโดยการพูดสะกิดใจด้วยเจ้าค่ะ ทั้งหมดนี้ก็ต้องการให้ผู้รับสารนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม พยายามทำลายกิเลสาสวะของผู้รับสาร ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดตามหลักการทางพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท คือ บรรลุนิพพาน

แล้วเรื่องที่สองเจ้าค่ะ ยอดเงินกองทุน เพราะว่าขณะนี้ก็พิมพ์หนังสือ หยดน้ำฯ เพิ่มเติมสำหรับโรงเรียนในภาคอีสานกับใน กทม.ฯ.ซึ่งเขาจะใช้เยอะ ประมาณ ๑๘๐,๐๐๐ เล่มเจ้าค่ะ ต้องใช้เงินประมาณ ๒,๔๐๐,๐๐๐ บาท ขณะนี้มีเงินอยู่แล้วที่เขาทำบุญมาในบัญชี เช็คเมื่อวานนี้ได้ ๑,๔๔๘,๗๑๗ บาท.๑๓ สตางค์ ก็ยังขาดอีกประมาณ ล้านหนึ่งเจ้าค่ะ

แล้วอีกเรื่องหนึ่งเจ้าค่ะ คือพอดีดิฉันต้องไปพบกับคณะกรรมการมหาเถรสมาคม ก็มีจดหมายไปถามทุกรูปเลยนะเจ้าคะ เกี่ยวกับเรื่องขอความกรุณาขอทราบความจริง ในการลงมติกรณีร่างพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฉบับที่กำลังต่อต้านนี่นะคะ แล้วก็ลงท้ายว่า จึงขอนมัสการกราบเรียนถามพระเดชพระคุณเจ้าด้วยความเคารพว่า

๑.พระเดชพระคุณเจ้าได้เป็นผู้มีส่วนยกร่างหรือไม่

๒.หากพระเดชพระคุณเจ้ามิได้มีส่วนยกร่าง พระเดชพระคุณเจ้าได้รับทราบร่างดังกล่าวก่อนมีการประชุมลงมติ ตามที่กรมการศาสนาเสนอหรือไม่

๓.พระเดชพระคุณเจ้าได้อยู่ในที่ประชุม และลงมติเห็นชอบกับข้อเสนอของกรมการศาสนาในการประชุมมหาเถรสมาคมเมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ หรือไม่ ก็ไปกราบเรียนทั้งหมดที่ประชุมวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๔๕ มีอยู่ ๑๔ องค์เจ้าค่ะ ทีนี้ไปถามได้ ๑๑ องค์ แล้วขณะไปถามก็โน๊ตไว้ด้วยเจ้าค่ะ จะฟังโดยรวมหรือจะฟังแต่ละรูปแต่ละองค์ ๆ แต่ละองค์ยาวหน่อยเจ้าค่ะ

องค์แรกสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ วัดมกุฏฯ นมัสการถามท่าน ๓ อย่างนี้ ท่านบอกว่า ท่านเห็นครั้งเดียวพระราชบัญญัติสงฆ์ วิธีการที่เห็น โดยรวมก็จะพูดอย่างนี้น่ะค่ะ อย่างสมมุติว่าเขามีประชุม วันที่ ๑๑ นะคะ เขาก็เอาร่างที่ร่างมาเสร็จนี้มาแจกกรรมการ กรรมการก็เห็นอยู่ครั้งเดียว พอเห็นแล้วก็บอกเป็นเรื่องลับ เก็บกลับ ท่านก็บอกว่าท่านอายุมากแล้ว มันเป็นกฎหมาย ท่านต้องดูละเอียด แทนที่จะให้นำกลับไปที่กุฏิด้วยไม่เอากลับไปที่กุฏิค่ะ เอากลับคืน กรมการศาสนาบอกเป็นเรื่องลับ แล้วก็ต้องการให้พิจารณาโดยเร็วด้วยค่ะ เพราะว่าจะให้ทัน เขาประชุมสภาผู้แทน วันที่ ๒๐ สิงหาคม ๔๕ เพราะฉะนั้นพระท่านก็บอกว่าท่านเห็นครั้งเดียว ส่วนใหญ่จะพูดอย่างนั้นค่ะ เห็นครั้งเดียวแล้วรีบเอากลับ ไม่ให้เอาติดตัวไปพิจารณาที่กุฏิ แล้วก็บอกว่าเป็นความลับรีบเร่ง

องค์ที่สองคือ พระสาสนโสภณ วัดราชบพิธฯ ก็บอกเช่นเดียวกัน พระศาสนโสภณ วัดราชบพิธฯ นี่คิดว่าอายุยังไม่มากหรอกค่ะราว ๆ เจ็ดสิบกว่า ไม่เหมือนกับองค์อื่น ๆ แปดสิบกว่า ทีนี้ท่านบอกว่า ท่านก็เห็นพระราชบัญญัติสงฆ์ครั้งเดียว กรมการศาสนาเห็นว่าเป็นความลับรีบเก็บ ต้องทำให้เร็วเพื่อประกาศใช้ พ.ร.บ.ให้ทันว่าอย่างนี้ บอกว่าให้เร็วแล้วก็บอกว่าเป็นความลับรีบเก็บ ไม่ให้ท่านเอาไปพิจารณาค่ะ

องค์ที่สาม สมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะฯ ท่านออกก่อนค่ะ ท่านบอกเวลาเขาประชุมนี้ท่านออกก่อน เพราะท่านมีกิจนิมนต์ ไปเผาศพที่วัดอาวุธฯ แล้วท่านก็สั่งที่ประชุมไว้ว่า ส่วนใหญ่เขาเห็นด้วยก็ให้เป็นไปตามนั้น แล้วท่านก็เดินออกก่อน

หลวงตา : ส่วนใหญ่ ก็ฟังซิ ส่วนใหญ่หลักใหญ่อยู่ตรงนั้นนะ

แล้วทีนี้ พระพรหมมุนี วัดบวรฯ อธิบายความเป็นมาของพระราชบัญญัติสงฆ์ว่าดี เทิดทูนพระมหากษัตริย์ ให้สมเด็จพระสังฆราชท่านมีแต่พระคุณถ่ายเดียว ไม่ต้องมีพระเดช เพื่อไม่ให้คนเขาว่า แล้วในขณะที่คุย ดิฉันไม่ได้ไปคนเดียวนะคะ ไปกับอาจารย์อุดมด้วยค่ะ ทีนี้มีหนังสือเหลือบอยู่ด้วย ดิฉันก็เห็น ทีนี้ดิฉันบอกว่า อ้าว.ท่านมีหนังสือเหลือบด้วย ท่านบอกว่า.เขาพึ่งแจกมา แล้วท่านก็ว่าลูกศิษย์อย่างนั้นอย่างนี้

หลวงตา : ว่าอะไร

โยม : ว่าลูกศิษย์ไม่ดี พูดกันอย่างตรงไปตรงมา ทีนี้ดิฉันก็พูดขึ้น ดิฉันรายงานอย่างละเอียดเลยนะคะ ดิฉันก็ไม่รู้จะทำยังไง เพราะมันก็ไปกันค่ำแล้ว ดึกแล้ว ดิฉันก็จอดรถไว้ วัดมกุฏ ฯ ดิฉันก็เลยบอกว่า ท่านเชื่อไหมหลวงตานี้รู้วาระจิต ดิฉันว่าอย่างนี้เลย

หลวงตา : ว่ายังไง

โยม : ว่าหลวงตานี้รู้วาระจิต

หลวงตา : ใครเป็นคนพูด

โยม : ดิฉันเจ้าค่ะ เพราะต้องการรู้ว่าท่านคิดยังไงจะได้หมดเรื่องหมดราว แล้วทีนี้พระพรหมมุนีบอกว่า แล้วรู้ได้ยังไง ดิฉันบอกว่า ดิฉันประสบกับตัวเองหลายหนด้วย พระพรหมมุนีบอก แต่อาตมาไม่เชื่อ ดิฉันเลยสะกิดอาจารย์อุดมเลย ออก ๆ เพราะว่าป่วยการพูด

หลวงตา : ไม่น่าเป็นอย่างนั้นได้ หลวงตาเองจะเป็นพยานอีกคนหนึ่ง หลวงตาก็ไม่เชื่อคนปากเปราะ

โยม : ไม่หรอกค่ะ มันต้องเหนือกันค่ะ ไม่ได้ค่ะเพราะว่าถ้าเรารู้ว่าหลวงตารู้อย่างนี้แล้ว หลวงตาจะใช้ใคร ก็เรารู้นี่ว่าต้องถูกละ ทีนี้ท่านเป็นอย่างนี้แล้วท่านก็มีหนังสือเหลือบ และท่านก็เข้าข้าง แล้วก็บอกว่ากรมการศาสนาส่งคนเข้ามาพบหลวงตาก็ไม่ได้เข้าพบ ถูกกีดกัน ดิฉันบอกว่าไม่จริง เข้าพบง่ายมากหลวงตาเนี่ย แล้วท่านก็บอกว่า ถ้าแม้ว่าให้พระมาพบหลวงตา ส่วนมากก็จะเป็นพระอายุน้อยๆ ก็จะไม่ได้พูด โดนหลวงตาพูดอยู่องค์เดียว พระก็ไปเปล่าประโยชน์ ท่านก็ว่าอย่างนี้เลยค่ะ

องค์ที่ห้า พระธรรมเมธาจารย์ วัดบูรณะสิริฯ อันนี้เห็นกับพระราชบัญญัติหมด บอกว่าลูกศิษย์หลวงตาไม่ควรยุ่ง แล้วเราก็รีบกลับกันมาด้วย ไม่ควรยุ่งว่าอย่างนั้นนะค่ะ

หลวงตา : ตั้งให้หมาตัวใดกราบ ถ้าไม่ควรยุ่งว่างั้นเลย เข้าใจไหม พอตอบแล้วก็ลุกหนีเลยก็ได้นี่นะ

โยม : หนีมาค่ะ อันนี้หนีมา ทีนี้ก็ พระสุธาธิบดี วัดสุทัศน์ฯ ก็บอกเหมือนกันว่าเห็นพระราชบัญญัติสงฆ์นี้ครั้งเดียว เพราะเห็นว่าพระสุธาธิบดี วัดสุทัศน์ฯ บอกว่าเพราะเห็นว่าคณะไปจัดทำแล้ว คณะในที่นี้คือ พระพรหมมุนีเป็นประธานนะเจ้าคะ ตามที่ฟังแล้วจับเค้าได้ก็คือว่า ตกลงกันว่า เมื่อพระราชบัญญัติปฏิรูปการศึกษาบอกว่า ต้องมีคณะกรรมการการศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม จึงต้องให้คนนอกศาสนามาดูพุทธศาสนาด้วย เมื่อเป็นอย่างนั้นพุทธศาสนาก็ไม่ยอมกัน ก็เลยต้องมีการตั้งคณะกรรมการมาร่างพระราชบัญญัติอันนี้โดยมีพระพรหมมุนีเป็นประธาน ทีนี้ก็บอกว่าเมื่อให้พวกกันและคณะไปทำแล้วก็ไม่ต้องพิจารณาละเอียด แก่แล้วจำไม่ค่อยได้ ในเมื่อพวกเขาไปพิจารณากันแล้วก็โอเค ดิฉันคิดว่าพระพรหมมุนีคงไปร่างเป็นหลักการ เพราะท่านไม่ใช่นักกฎหมาย ร่างมาเป็น ๑๒ หลักการ เราขอดู ๑๒ หลักการก็ยังไม่ได้ เสร็จแล้วพอเรื่องมาแล้วเอาให้คุณมีชัยฯ มาทำเป็นพระราชบัญญัติอันนี้ แล้วทีนี้เท่าที่ฟังก็คือ พระท่านก็เห็นกันหนเดียว ๆ เพราะรีบ แล้วก็วางใจคุณมีชัย มันถึงเป็นอย่างนี้ แล้วก็ไม่ได้พิจารณาละเอียด

แล้วก็ทีนี้องค์ที่เจ็ด สมเด็จมหาวีรวงศ์ วัดสัมพันธ์วงศ์ฯ ก็บอกว่าเห็นพระราชบัญญัติครั้งเดียว แล้วเขาบอกกันว่า ลับต้องรีบ ให้ทันเดือนสิงหาเหมือนกันค่ะ

พระพรหมจริยาจารย์ วัดเบญจมบพิตรฯ บอกว่าก็ให้ดูก็รวดเร็วแล้วเร่ง อายุอาตมาก็มากแล้ว ส่วนใหญ่พระราชบัญญัติก็เหมือนเก่า ท่านว่าอย่างนี้

แล้ว พระญาณวโรดม วัดเทพศิรินฯ บอกว่า พระราชบัญญัติขณะนี้อยู่ที่กฤษฎีกาแล้ว หมดหน้าที่ของพระแล้ว แล้วหน้าที่ของกรมการศาสนาก็ไม่มี ก็ไปไม่ถึงหลวงตาเขาว่าอย่างนี้อีก

พระธรรมสิทธิเวที วัดสระเกศฯ บอกขั้นตอนของสงฆ์จบแล้ว เพราะพระราชบัญญัติไปอยู่ที่กฤษฎีกาแล้ว ให้เป็นเรื่องของสภา ถือว่าผ่านขั้นตอนไปแล้ว แล้วก็เตือนดิฉันกับอาจารย์อุดมว่า ให้ยึดถือไตรลักษณ์ คือว่า ของมันมีขึ้นแล้วมันก็มีลง เราต้องทำจิตใจปล่อยวาง ท่านว่าอย่างนั้นค่ะ นี้เป็นวัดสระเกศฯ ท่านเป็นเลขาฯของสมเด็จพุฒาจารย์ ดิฉันก็เลยฝากข้อคำถามที่จะถามสมเด็จพุฒาจารย์ไว้กับ พระธรรมสิทธิเวที ที่ท่านบอกว่าให้ยึดถือไตรลักษณ์ว่า ขึ้นแล้วมีลง

แล้วก็ พรหมวชิรญาณ นี้องค์สุดท้าย วัดยานนาวา ท่านบอกว่าท่านพึ่งเข้าไปนั่งในมหาเถรสมาคมเมื่อเดือนตุลาคม ๔๔ พระก็พูดกันไปพูดกันมา คนก็พูดกันไปกันมาก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง แล้วก็ท่านก็บอกว่าไม่ได้ถวายให้อ่านเป็นรายละเอียด คือของแบบนี้ท่านบอกต้องดูให้ละเอียด ต้องเป็น ๑๕ วัน แล้วก็นั่งมองทีละมาตรา เพราะต้องใช้กับคนทั้งหลาย ท่านบอกคิดว่า พระราชบัญญัตินี้ถึงผ่านก็เหมือนไม่ผ่าน

หลวงตา : ผ่านหรือไม่ผ่านก็ตามเถอะ อย่างนี้มีแต่เรื่องเลวทั้งนั้น เข้าใจไหม เราฟังไม่ได้ ถึงว่าฝ่ายเราเป็นยังไง จะฟังเสียงเขาต้มอยู่อย่างนี้เหรอ ออกอุบายมาทุกอย่างมีแต่ต้มทั้งนั้นแหละ เข้าใจไหม ต้มทั้งนั้นๆ เราจะฟังอยู่เหรอ เรื่องของเรามีอยู่ฟาดไปซิ นี่เรื่องของเขาก็ว่าไป เรื่องของเรามีอะไรก็ว่าไปซิ เข้าใจไหม เท่านั้นละ เราไม่อยากพูดมาก

โยม : ไปประชุมที่กฤษฎีกาค่ะ

หลวงตา : กฤษฎีไหนก็ตามเถอะอยู่ในประเทศไทยนี่ ไม่ได้เหนือท้องฟ้าไปไหน กฤษฎีกาก็คนอยู่ในนั้น มันจะมีอำนาจเหนือเมฆมาจากไหน

โยม : เขาก็พยายามค่ะ

หลวงตา : ก็เห็นมันอยู่แล้ว มันพยายามลุกลี้ลุกลน เห็นความหยาบของมันอยู่แล้วใช่ไหม

โยม : แล้วก็เรื่องกรมการศาสนานะเจ้าคะ ก็ไปกันมา เมื่อวานก็พากันไปขอเอกสารก็มันเหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยนหัวจากคุณทองก้อน มาเป็นอาจารย์รัตนา

หลวงตา : เราอย่าไปฟังไอ้เสียงอย่างนี้นะ

โยม : ไม่เชื่ออยู่แล้วค่ะ

หลวงตา : ต้องไม่เชื่ออยู่แล้ว จะเอามาเป็นสาระอะไร ความจริงมีอยู่ ฟาดมันลงไปตรงนั้นซิ เข้าใจเหรอ

โยม : ค่ะ เข้าใจเจ้าค่ะ

หลวงตา : ทนฟังเอานะ เราขี้เกียจพูด ขี้เกียจล้างหู วันนี้จะได้ล้างหูทั้งวัน มันสกปรกจากปากสกปรกเหล่านี้ที่พูดมาพวกนั้น ดีไม่ดีปากนี้ก็จะสกปรก เอาละพอ ตั้งใจทำงานเต็มความสามารถนะ ทุกอย่าง ๆ หลักเกณฑ์ของเราแจ่มแจ้งทุกอย่างหมดแล้ว อันนี้เป็นเพียงมาหลอกอันนั้นหลอกอันนี้ มีแต่พวกหลอกทั้งนั้นละ พวกไปกันเองไปด้วยกันๆ ลุกลี้ลุกลนว่าเป็นของลับๆ ลับโคตรพ่อโคตรแม่มันอะไรก็ไม่รู้ อย่าให้มันเหลือซากอยู่เป็นอันขาด เด็ดตรง ๆ นี้ละนะ มาทางไหนก็ฟังกันแล้วนี่นะ

อย่าให้มันเหลือซากฟังคำนี้ก็แล้วกันนะ คำนี้เป็นคำเด็ดขาด อย่าให้มันเหลือซากอยู่ ฟาดแหลกไปเลย อย่างที่ว่ายกเลิก มีแต่ปลอมทั้งนั้นพูดมาเหล่านี้ หาความจริงไม่ได้ เรามีความจริงเต็มตัวเป็นเจ้าของสมบัติของชาติและศาสนา เอาให้เต็มเหนี่ยว เข้าใจแล้วเหรอ

โยม : เข้าใจเจ้าค่ะ งั้นเราถอนไม่เอาเลย ไม่เอาด้วยเลย

หลวงตา : ไม่เอาเลย ไม่เอาตลอด ๆ เรื่องราวมันก็บอกอยู่อย่างนี้จะให้เอายังไงตั้งแต่ต้นมาแล้วใช่ไหม เท่านั้นละ ไม่เอาตลอด อ้าว.ถ้าจะฟัดก็เอาเลย ถ้าลงว่าไม่เอาตลอดแล้วก็คือว่าเตรียมจะฟัดนั่นเอง จะเป็นอะไรไป ให้ถอยไม่มี ยังไงก็ไม่ถอยไม่ได้ว่างั้นเลย ต้องให้ขาดสะบั้นไปเลย อย่างอื่นไม่เอา ชาติไทยเราทรงของจริง ศาสนาของพระพุทธเจ้าไว้ไม่ได้ จะปล่อยให้โจรให้มารมาเหยียบนี้อย่าให้ได้ยินเสียงนี้เลยนะ ชาติไทยเราทรงไว้ไม่ได้นี่ ทรงศาสนาสมบัติของชาติไว้ไม่ได้อย่าให้ได้ยินคำนี้นะ เข้าใจแล้วเหรอ ขาดสะบั้นไปเลย หัวชาติไทยทั้งชาติขาดสะบั้นไปด้วยกัน ด้วยความเป็นนักต่อสู้เพื่อสมบัติอันล้นค่านี้ เข้าใจไหม เท่านั้นละ

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร ทาง internet

www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก