เพื่อความหลุดพ้นต้องสู้
วันที่ 7 พฤษภาคม 2546 เวลา 8:10 น. ความยาว 39.47 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

ค้นหา :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๖

เพื่อความหลุดพ้นต้องสู้

 

         วันที่ ๑ ไปเทศน์ที่สนามหลวง ก็ได้พบกับนายกฯ เราเหมือนกัน พอเทศน์จบก็พอดีนายกฯ มาถึงปั๊บ มาถึงก็ขึ้นเลยหาบนธรรมาสน์ เรานั่งอยู่บนธรรมาสน์ ก็มานั่งนี่เลย คุยกันสองสามประโยค พวกนักข่าวล้อมรอบ เลยไม่ได้พูดอะไรรู้เรื่องรู้ราว เพราะนักข่าวมันล้อมรอบ ยั้วเยี้ยเต็มอยู่ นายกไปท่านก็ไปครู่เดียว เพราะท่านไปธุระวันแรงงาน จากนั้นท่านก็ขึ้นอภิปรายอะไรต่ออะไร พบกันประมาณสัก ๕ นาที เพราะงานมันยุ่ง คุยกันก็ปั๊บ ๆ สองสามประโยคแล้วไป เพราะนักข่าวล้อมอย่างนี้ละ ยังใกล้กว่านี้นะ เวลาเราจะพูดนี้เราก็ปากต่อปากใส่กันปั๊บๆ สองสามประโยคแล้วไล่ไปเลย เอาอย่างนั้นนะ เอาแบบนั้น ไม่งั้นพวกนี้มันจะคอยจับเอาเรื่องราว เราไม่ต้องการ

เวลาจะไปเราก็ทำขบขันให้เขา เขามาทั้งทีพวกนักข่าว เขาจะไม่ได้เรื่องอะไรขบขันจากเราจากนายกฯ เราก็เลยแย็บนิดหนึ่ง พอนายกฯ จะไปก็ตบหัวปั๊บๆ แล้วไปเลย ทีนี้ใครจะออกหนังสือพิมพ์ก็ออกซี ว่าหลวงตาตบหัวอย่างนั้นอย่างนี้ หัวหมูหัวหมาหัวเป็ดหัวไก่ กูตบมามากต่อมาก ตบอวดคนเดียวเท่านี้ไม่ได้หรือ อยู่หมัด เข้าใจไหม นั่นมันยากอะไร วันนั้นคนมันอึกทึกมาก ไม่ได้เรื่อง เทศน์วันนั้นเลยสั่งเลยเทียว ห้ามไม่ให้ถอดเทปม้วนนี้ เสียงมันลั่นอยู่ในสนาม แห่ขบวนนี้รอบ แห่เป็นขบวน ๆ เสียงลั่นตลอด อยู่ในวงสนามหลวงก็มากอยู่แล้ว เสียงลั่นอยู่แล้ว เทศน์ไปไม่ได้ เทศน์ไปไหนติดกึ๊กๆ สุดท้ายก็หยุดเลย ก็พอดีเป็นจังหวะ พอหยุดปั๊บนายกก็มาถึง ก็เข้ามาหาเลย คุยกันสองสามประโยคออกเลย จากนั้นเราก็มาเลย เพราะมันมีแต่พวกคึกพวกคะนอง พวกบั้งไฟ บั้งตะไล ขึ้นก็จะนั่น ไม่ขึ้นก็จะนั่น เข้าใจไหม มีแต่พวกนั้น มันเข้ากันไม่ได้ซี

เวลาเราอยู่เชียงใหม่ พอหยุดเรียนนี่ไปอยู่ในป่านะ ภาวนาอยู่ในป่าๆ นิสัยจะเป็นอย่างนั้น ชอบป่าเป็นประจำ อยู่ในเมืองเวลาเรียนหนังสือ พอหยุดเมื่อไร พับ หนีเลยไปเลย เข้าไปอยู่ในป่าภาวนา ขอให้พี่น้องทั้งหลายได้หันหน้าเข้าสู่ธรรมนะ เวลานี้เมืองไทยเราเป็นเมืองพุทธ รู้สึกว่าเลอะเทอะมากที่สุดเลย เราอยากว่ามากที่สุด เอาสายตาธรรมจับ ทนได้หรือ มันเห็นจริงๆ นี่จะว่าไง ก็ต้องพูดซี ธรรมเห็นไม่ได้พูดไม่ได้สอนโลกได้ยังไง ธรรมต้องเหนือโลกตลอดเวลา โลกมันอยู่ยังไง ๆ ธรรมอยู่ยังไง นี่มันจับกันได้ตลอดเลย นอกจากท่านไม่พูด

พระพุทธเจ้า พระสาวกอรหัตอรหันต์ ท่านเหมือนหูหนวกตาบอด เพราะท่านไม่หนักหน่วงถ่วงใจกับอะไร เห็นก็เห็น รู้ก็รู้ไปธรรมดาๆ ไม่ได้มากดถ่วงจิตใจท่าน เหมือนพวกคลังกิเลสต่อคลังกิเลส เอาแต่กิเลสทุ่มกัน แบกไปบ้าน หามไปบ้าน จนจะไม่ได้นะ ท่านไม่มีอะไรติดหัวใจท่านไป เห็นเท่าไรก็เห็นเต็มโลกเต็มสงสาร สิ่งที่มีอยู่ปิดไม่อยู่ แต่ท่านไม่มีอะไร มันต่างกันอย่างนี้นะ นี่ละที่ว่าธรรมเลิศโลกเลิศอย่างนี้เอง เจอเข้าตรงไหนแล้วก็เอาเถอะน่ะ รายไหนเจอ

พระพุทธเจ้าของเราทุกๆ พระองค์เคยตายกองกันมาทั้งนั้น ฟังซิว่าตายกองกัน ตายกี่ภพกี่ชาติ ตกนรกหมกไหม้ ขึ้นสวรรค์ชั้นพรหม เป็นเปรตเป็นผี  เป็นอสุรกาย สัตว์ประเภทต่างๆ เป็นด้วยกันหมดไม่มีใครยิ่งหย่อนกว่ากันในบรรดาสัตว์โลก นับแต่พระพุทธเจ้าลงมา คือตอนที่ท่านอยู่เป็นสามัญชนธรรมดา ไม่รู้ภาษีภาษาอะไร ก็เป็นเหมือนโลกทั่วๆ ไป ท่านก็มาขยับขึ้นตอนท่านปรารถนาพุทธภูมิหนักเข้า ๆ นี่สูงขึ้นเรื่อย จนกระทั่งพ้นไปได้ เวลาท่านพ้นแล้วที่นี่

นี่ละขึ้นต้นก็ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ปฐมยาม บรรลุปุพเพนิวาสานุสสติญาณ คือระลึกชาติของท่านย้อนหลังไปได้หมดเลย ร่องรอยที่เป็นมายังไงๆ กิเลสปิดไม่ให้รู้ เพราะฉะนั้นโลกถึงว่าตายแล้วสูญ ทั้ง ๆ ที่ตายกองกันไม่มีใครจะมากน้อยต่างกันนะ แข่งกันไม่ได้เรื่องสัตว์โลกตายกองกัน แล้วกิเลสมันก็ปิดร่องรอยไม่ให้เห็นไม่ให้รู้ มันเปิดทางไว้ทางเดียวว่า ตายแล้วสูญ ตรงนั้นละ ทั้งๆ ที่เป็นนักเกิดนักตายมาด้วยกัน มันก็บอกว่าตายแล้วสูญ ทีนี้พอพระพุทธเจ้าตรัสรู้ เล็งญาณทราบเรื่องปุพเพนิวาสานุสสติญาณของพระองค์มาแต่ภพใดชาติใด โอ้โห มันไปหมด นั่นเห็นไหมล่ะ ที่ไหน ๆ ที่ยังไม่ได้ไปเกิดไปตายไปเป็นป่าช้าของเรานี้ ไม่มีเลย ไม่ว่าสูงว่าต่ำที่ไหน นรกอเวจีไปได้ทั้งนั้น ยังแต่นิพพาน

วันรู้นิพพานถึงได้มาเทียบกับสิ่งทั้งหลายที่ตายกองกัน โดยที่พระองค์เองก็ดี สัตว์โลกทั้งหลายก็ดี ไม่มีใครรู้ได้เลย ว่าเราเคยตายกองกัน คลุกเคล้ามาด้วยกองทุกข์มหันตทุกข์นี้มากน้อยเพียงไร เสมอกันเลย ใครจะมาแข่งกันไม่ได้ พอปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติย้อนหลัง ตรัสรู้ในธรรมขั้นปุพเพนิวาส ย้อนหลังได้ จึงได้เอามาดู นี่เพียงภพชาติของเราคนเดียวขนาดนี้แล้ว มากขนาดไหน จนดูไม่ได้มันมาก ทีนี้พอมัชฌิมยามก็บรรลุธรรม จุตูปปาตญาณ ทรงเล็งญาณดูสัตวโลกที่เกิดขึ้นมา จุตูปปาตญาณ ความเกิดความตายของสัตว์ทั่วโลกดินแดน เกลื่อนเหมือนกัน โถ พิลึกพิลั่น ไม่มีใครยิ่งหย่อนกว่ากัน เป็นป่าช้าของสัตว์ได้ บนฟ้าอากาศ ในน้ำบนบก ไม่มีสถานที่ใดที่จะเลือกได้ว่า นี้ไม่ใช่ป่าช้าของสัตว์ เป็นป่าช้าทั้งนั้นเลย ไม่ว่าเขาว่าเราเป็นเหมือนกันหมด

จึงได้ทรงเอาทั้งสองประเภทนี้มาเทียบเคียงดู เราก็เป็นนักเกิดนักตาย สัตว์โลกทั้งหลายก็เป็นนักเกิดนักตาย ทั้งสองนี้มันเป็นมาเพราะอะไร นี่เหตุที่จะตัดสินกันลงได้นะ ทั้งสองนี้ทั้งเขาทั้งเราตายกองกันนี้มานานแสนนาน กี่กัปกี่กัลป์นับไม่ถ้วน แล้วเป็นมาเพราะอะไร อะไรเป็นสาเหตุ จึงพิจารณา นั่นละเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท ปัจจยาการ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา อะไรเป็นสาเหตุให้เกิด ตามเข้าไปๆ ก็ตัวนี้ละตัวพาเป็นสาเหตุ คืออวิชชาตัวนี้มันติดอยู่กับใจ

ใจนี่ไม่เคยตาย ใจไม่เคยฉิบหาย แต่อวิชชาติดแนบอยู่ในนั้น พาให้เกิดที่นั่นที่นี่ อวิชชาคือกิเลส กิเลสเป็นเหตุให้ทำกรรมดีชั่ว วิบากกรรมก็แสดงผลขึ้นมาให้ได้รับความสุขความทุกข์มากน้อยตามอำนาจแห่งกรรมดีกรรมชั่วของตน มันก็หมุนอย่างนี้ เรียกว่า วัฏวน ๓ กิเลสวัฏฏ์ กรรมวัฏฏ์ วิปากวัฏฏ์ หมุนอยู่อย่างนี้ไม่มีทางออก ไม่มีเลย ก็มีแต่ที่กรรมวัฏฏ์ คือผู้ทำกรรมดี นี่แยกออกได้ตรงนี้ กรรมนี่กรรมดีกรรมชั่ว ผู้ที่ทำกรรมชั่วก็หมุนไปทางกรรมชั่ว ผู้ที่ทำกรรมดีก็หมุนออก อันนี้มีทางออกตรงกรรมดีกรรมชั่ว กรรมชั่วหมุนเข้า กรรมดีหมุนออก

ออกจากนี้แล้วถึงได้พิจารณาต้นเหตุแห่งความเกิดตายของสัตว์ ที่เป็นป่าช้ากองกันเต็มอยู่ทั่วโลกธาตุ ไม่มีว่างเว้นที่ตรงไหนว่าจะไม่มีป่าช้าของสัตว์เลย พระองค์พิจารณาเห็นชัดเจนแล้ว พิจารณาตามเข้าไปถึงร่อยรอยตัวกิเลสที่มันติดอยู่ในจิต จิตไม่ตาย ตัวนี้มันติด พาให้เกิดที่นั่นตายที่นี่เรื่อย พอเข้าถึงอันนี้แล้วก็ถอนอันนี้พรวดออกหมดขาดสะบั้นเลย พอกิเลสตัวพาให้เกิดขาดสะบั้นลงไป วิวัฏฏะก็คือความไม่เกิด ความสว่างจ้าขึ้นมาก็ขึ้นในขณะเดียวกัน พอกิเลสขาดสะบั้นลงไป เห็นไหมธรรมจักรท่านแสดงไว้ชัดเจนมากว่า โลกธาตุหวั่นไหวหมด ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร โลกธาตุหวั่นไหวหมด พวกเทพเจ้าทั้งหลายนี้รีบบอกกล่าวกันตั้งแต่ต้นเลย

พวกภุมมเทวดา อากาสาเทวดา บอกไปถึงจาตุม เรื่อย สวรรค์ ๖ ชั้นบอกกันเป็นชั้นๆ จนกระทั่งถึงพรหมโลก บอกข่าวว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ๆ ธรรมเกิดแล้ว บอกกันอย่างรวดเร็ว ๆ จนถึงพรหมโลกในครู่เดียวเท่านั้นถึงกันหมด นี่ละธรรมเกิดแล้ว พระพุทธเจ้าอุบัติแล้ว ฟ้าดินถล่ม ทีนี้พออวิชชาตัวปิดบังจิตใจไม่ให้รู้ทิศทางการไปมาของตัว ได้เปิดจ้าขึ้นมาเท่านั้น จึงว่าฟ้าดินถล่ม จ้าขึ้นมา อันนั้นขาดสะบั้นลงไป จิตใจสว่างจ้าขึ้นมา ทีนี้ก็มาเห็นอันนี้ละซีที่นี่ นี่ละที่นี่เห็นแล้วทั้งสองอย่างเทียบกัน ไม่ต้องเอามาเทียบมันก็จ้าอยู่ทั้งสองแล้ว

ความมืดที่เคยมืดบอดมาเท่าไร ปิดตัวเองไว้ไม่ให้รู้ ความสว่างจ้าขึ้นมาขณะตรัสรู้ผึงนี้ มันก็เห็นหมดเลย โห ทำไมเป็นอย่างนี้ ดูสัตว์โลกตายกองกัน เต็มไปด้วยกองทุกข์ความทรมาน ตั้งแต่ทุกข์ธรรมดาถึงขั้นมหันตทุกข์เต็มไปหมด อันนี้พ้นแล้วนี่จิต จิตนี่พ้น สว่างจ้าไปหมดครอบโลกธาตุแล้ว จึงมาดูสภาพของตัวเอง ของสัตว์ทั้งหลายที่เป็นมาแล้วในอดีต ตายกองกันอยู่นี้หนึ่ง ของปัจจุบันของสัตว์ทั้งหลาย ที่จะพาให้หมุนเวียนต่อไปอยู่ภายในนั้น ได้แก่กิเลส ได้แก่กรรมดีกรรมชั่วอยู่ในใจของสัตว์หนึ่ง มองลงไปนี้ กับมองพระพุทธเจ้า หมดแล้วกรรมดีกรรมชั่ว เหลือแต่ธรรมชาติที่เลิศเลอมองดูสิ่งเหล่านี้ นี่ละที่ทรงท้อพระทัย

มองดูตายกองกันนี้ก็หนักพอแล้ว ที่สัตว์โลกตายกองกันมานี้กี่กัปกี่กัลป์ ก็เรียกว่าหนักพอแล้ว ยังไม่หนักเท่าที่กิเลสตัวมืดมิดปิดตาปิดหัวใจไว้อีก สัตว์ตายอยู่ด้วยความมืดบอด แล้วก็ยังอยู่ในนั้นด้วยความมืดบอดของกิเลสอีก ไม่มีทิศทางที่จะไปที่ไหนได้ อันนี้ที่ท้อพระทัย พอมองเห็นอันมืดตื้อภายในจิตใจนี้ มืดตื้อของสัตว์ทั้งโลกที่ตายกองกันเป็นธรรมดา ผ่านมาเรียบร้อยแล้ว แต่มืดตื้อในปัจจุบันซึ่งจะพาสัตว์ให้หมุนตายเกิดๆ ได้รับความทุกข์ความทรมานไม่มีประมาณนี้ นี่อยู่ที่หัวใจ มองดูอันนี้แล้วมืดตื้อเลย นี่ละที่ทรงท้อพระทัย โอ้โห ขนาดนี้แล้ว คำว่าขนาดนี้ คือคำว่าตรัสรู้นี้เรียกว่าเลิศเลอสุดยอดแล้ว ลงขนาดนี้แล้วจะสอนได้ยังไงสอนโลก โลกมืดบอด อันนี้สว่างจ้า มันเข้ากันไม่ได้เลย นี่ละที่ว่าพระองค์ทรงท้อพระทัยเวลาตรัสรู้ใหม่ๆ ทำความขวนขวายน้อยไม่อยากสอนสัตว์โลกอะไรเลย เท่ากับว่าอยู่ไปกินไปวันหนึ่งก็พอแล้ว

ท้าวมหาพรหมจึงมาอาราธนา พระองค์ทรงทราบของพระองค์แล้วแหละ แต่นี้ท้าวมหาพรหมมาอาราธนา ก็ทรงวางไว้ทั้งสองแบบ ท้าวมหาพรหมหนึ่ง แล้วพระองค์ทรงทราบด้วยพระญาณหนึ่ง เวลาพิจารณาดูสัตวโลกนี้มันมืดมิดปิดตาทางใจนะ ไม่ว่าทางธาตุทางขันธ์ภพชาตินะ ดูที่ใจกิเลสปิดมืดมิดปิดทวารหาทางออกไม่ได้ แล้วทำยังไงมันจะมืดมิดไปหมดแต่นี้ท้าวมหาพรหมอาราธนาก็ทรงวางไว้ทั้ง แบบ ท้าวมหาพรหมหนึ่ง แล้วพระองค์ทรงทราบด้วยพระญาณหนึ่ง เวลาพิจารณาดูสัตวโลกนี้มันมืดมิดปิดตา ทางใจนะไม่ว่าทางธาตุทางขันธ์ภพชาตินะ ดูที่ใจ กิเลสปิดมืดมิดปิดทวารหาทางออกไม่ได้ แล้วทำยังไงมันจะมืดมิดไปหมดเสียทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเหรอที่มืดโลกมืดอยู่นี้ จึงได้ทรงเล็งญาณดูสัตวโลก อ๋อ ถึงจะมืดมิดก็ตาม ข้อเปรียบเทียบก็เหมือนภูเขาทั้งลูกมันมืดมิดปิดตาดำทะมึนไปหมด ประหนึ่งว่าจะไม่มีสิ่งที่เป็นสาระอะไรแทรกอยู่ในภูเขาลูกนั้นเลย

ครั้นเวลาส่องเข้าไปจริง แล้วมี ถึงไม่มากก็มี คือแร่ธาตุต่าง ที่เป็นสารคุณยังฝังอยู่ในนั้นกับพวกมืดบอดทั้งหลายนั้น กับที่ไร้สาระทั้งหลายในภูเขาลูกนั้นยังมีแร่ธาตุต่างๆ ที่สำคัญๆ จนกระทั่งสำคัญสุดยอดมีอยู่ในนี้ พิจารณา อ๋อ มี ไม่ใช่จะมืดมิดไปเสียทีเดียว เหมือนภูเขาลูกนี้ไม่ใช่จะไร้สาระในสิ่งที่จะควรมาทำประโยชน์โดยถ่ายเดียว สิ่งที่เป็นสาระยังมี ไม่มากก็มี นั่น ทีนี้ดูสัตวโลกที่มืดหนาอยู่เต็มไปหมดนี้ว่าจะมีอย่างนี้เสียอย่างเดียว ไม่ใช่ ยังมีที่เป็นสาระอยู่แทรกกันอยู่นั้น ไม่มากก็มี นั่น ปฏิเสธไม่ได้แล้ว จึงเล็งญาณลำดับสัตวโลกที่เคยพูดให้ฟังแล้วประเภท นั่นละเรื่อยมานะ นั่นละพระองค์จึงได้มีพระทัยที่จะสั่งสอนสัตว์โลกต่อไป

นี่ความละเอียดของธรรมเป็นอย่างนี้จับเห็นหมดจะให้ว่ายังไง แต่ธรรมท่านไม่มีความหนักใจเบาใจเหมือนกิเลส กิเลสประสบอะไรแบกหามทั้งนั้น ไม่ว่าดีว่าชั่วแบกหาม หนักตลอด แต่สำหรับธรรมแล้วไม่มีแบกมีหาม รู้ตามเป็นจริงปล่อยวางไว้ตามสภาพ เรียกว่า ไม่มี ผ่านไปธรรมดา นี่ละพระพุทธเจ้าท่านสอนโลก โลกที่ควรจะมีอะไรฝังจมอยู่ในภูเขาลูกนั้น โลกธาตุนี่เท่ากับภูเขาทั้งลูก พวกสัตว์โลกทั้งหลายที่จมอยู่ในโลกธาตุนี้เท่ากับที่ไร้สาระหนึ่ง และที่เป็นแร่ธาตุสำคัญ ซึ่งจะเป็นผลประโยชน์ตั้งแต่ต้นจนผลประโยชน์อันสูงสุดยังมีอยู่ในโลกอันนี้ ไม่ได้เสื่อมเสียไปไหนทีเดียว ยังมีอยู่

ทีนี้เราให้ย้อนเข้ามาดูตัวของเราซิ เราเป็นประเภทไหน เป็นประเภทที่มืดบอดตลอดอนันตกาลเหรอ หรือประเภทที่จะฟิตจะแก้ไขดัดแปลงให้เป็นผู้เป็นคนขึ้นมา จนกลายเป็นเทวบุตรเทวดาหลุดพ้นจากทุกข์ได้ จะมีอยู่ไหมในตัวของเรานี้ ให้ถามดูตัวของเรา เวลามันขี้เกียจขี้คร้านมาก นี้มันมีหินแท่งทึบนะทับไว้ เอาความขยันหมั่นเพียร ความอุตส่าห์พยายามเบิกมันออก นี่ทางเดินเพื่อความหลุดพ้นต้องสู้กัน กิเลสต้องต่อสู้ธรรมตลอดเวลา ธรรมกระดิกกิเลสต้องกระดิก ธรรมขยับกิเลสต้องขยับ ธรรมขยับจะออกกิเลสลากขาเอาไว้เข้าใจไหมล่ะ มันอยู่ด้วยหัวใจดวงเดียวกัน พอธรรมจะขยับนี้กิเลสขยับไปพร้อมกัน ธรรมจะขยับออกทางจงกรมกิเลสขยับลากคอใส่หมอน ดูเอานะผิดไหมที่พูดนี้ คือขณะจิตนี้มันขัดมันแย้งกันอยู่ในเวลานั้น เวลาเราจะทำความดี ถ้าธรรมดากิเลสมันก็ไม่ว่าเพราะไปทางของมันอยู่แล้ว ธรรมดาเป็นทางของกิเลสนะ ทางนอนใจ

พอขยับจิตขึ้นมาปั๊บหมุนไปทางความดี กิเลสกระดิกปั๊บเลย ความขี้เกียจขี้คร้านขึ้นแล้ว พอความตั้งใจว่าจะภาวนา ความขี้เกียจขี้คร้าน ความท้อแท้อ่อนแอมาแล้ว หมอนมาแล้วเสื่อมาแล้ว อะไรมาหมดเข้าใจไหม นั่นละให้ดูหัวใจเจ้าของ แหม พูดอย่างนี้เราพูดคนเดียวเหมือนมาโกหกพี่น้องทั้งหลาย มันจ้าอยู่อย่างนั้นจะให้ว่ายังไง จึงกล้าพูดให้ท่านทั้งหลายฟัง นี่เป็นยังไง เวลามันหนาก็หนาขนาดที่เคยพูดให้ฟัง น้ำตาร่วงบนภูเขา เมื่อฟัดกันไม่หยุดไม่ถอยมันก็ค่อยอ่อนตัวลง มันเอาจนกระทั่งเรา เรียกว่าล้มทั้งหงาย น้ำตาร่วงบนภูเขา นี่เวลามันหนาแน่นที่สุดเลย ทั้ง เป็นขณะที่เราขึ้นเวทีจะฟัดกับมัน