เรื่องจอมปลอมแทรกธรรม
วันที่ 23 พฤศจิกายน 2546 เวลา 8:45 น. ความยาว 45.35 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Real)

ค้นหา :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๖

เรื่องจอมปลอมแทรกธรรม

 

         เมื่อวานนี้ไปสองแห่ง โห ไม่ใช่เล่นๆ นะ เหน็ดเหนื่อยเทศน์ สำคัญมากที่เทศน์นั้นเหนื่อย เทศน์แต่ก่อนกับปัจจุบันนี้มันผิดกัน แต่ก่อนอายุยังหนุ่มยังน้อย กำลังวังชาไม่ได้มาเป็นอารมณ์กับมันเลย เดี๋ยวนี้มันกลับมาเป็นอารมณ์กับเครื่องมือคือธาตุขันธ์ของเรา เวลาเทศน์จบลงมาแล้วเหนื่อย แต่ก่อนไม่เป็น ธาตุขันธ์คือเครื่องมือของธรรม เครื่องมือของใจออก ถ้าเครื่องมือดีก็สะดวก สำหรับเราเองเป็นอย่างนั้น ใครก็เถอะมันเหมือนกันนั่นแหละ พูดนี้ถ้าเป็นธรรมะเข้มข้นรู้สึกค่อนข้างจะไม่ได้นะ ธรรมะเข้มข้น ส่วนมากต่อมากก็มีธรรมะขั้นสูงแหละ มันหากเป็นของมันเองขั้นสูง เทศน์ธรรมดานี้ถ้าเป็นธรรมะขั้นสูงจะเร่งๆ เรื่อยๆ เลย ลมมันกระแทกเข้ามา

ธรรมะขั้นสูงกับความเข้มข้นของเสียงของอะไรมันจะไปพร้อมๆ กัน แล้วมันมากระแทกแรง มากระแทกก็คือเข้าในหัวใจ อันนี้จะแสดงความรู้สึกออกมา พอรู้สึกแล้วเริ่มเหยียบเบรก เป็นอย่างนั้นนะ เพราะมันมีโรคหัวใจฝังอยู่ลึกๆ  มันไม่ใช่เหนื่อยธรรมดา มีโรคหัวใจซึ่งมันยังไม่หาย มันเหมือนว่าหายนะ เราจะทราบได้เวลานี้ละ ส่วนมากสำหรับเราเองไม่มีอะไรมากระทบ มีแต่เรื่องของลมที่แสดงออกมากระทบ อย่างอื่นไม่เห็นมี เวลาเทศน์เข้มข้น ทุกสิ่งทุกอย่างมันจะหมุนของมันเร็วเข้า ทีนี้ลมมันก็กระแทกๆ สักเดี๋ยวอันนั้นก็แสดงออกมา มันลำบากอย่างนี้นะ

ศิริราชนี่ก็ไปเทศน์ ตอนช่วยชาติดูเหมือนไปสองหนหรือสามหนน้า อย่างน้อยสองหน แต่ก่อนก็เคยเทศน์มาอยู่แล้ว เทศน์มาตั้งแต่สมัยอาจารย์หมออุดม อาจารย์หมออวยนู่น เราไปเทศน์แต่นู้นมา จากนั้นมาก็ค่อยห่างไปหน่อย ตั้งแต่มีการช่วยชาตินี้ก็มีเข้าไปอีก ดูเหมือนไปเทศน์สองครั้ง ครั้งหนึ่งฟ้าหญิงเล็กเสด็จ เรื่องอรรถเรื่องธรรมเรื่องเทศนาว่าการนี้มาวิตกวิจารณ์แต่เรื่องธาตุเรื่องขันธ์นะเรา ทุกวันนี้นะ แต่ก่อนไม่มี ออกอย่างพุ่งเลยเทียว นี่มันก็มีกรรมอันหนึ่งของเราอยู่อย่างว่านั่นแหละ ตอน ๒๕๐๖ โรคหัวใจนี่ขึ้นอยู่บนธรรมาสน์ นั่นละมันรุนแรงเรื่องเทศน์ ในระยะที่ยังหนุ่มยังน้อยเทศน์สอนพระล้วนๆ  เกือบจะว่าล้วนๆ เพราะพระเป็นพันในงานศพท่านอาจารย์กงมา วัดดอยธรรมเจดีย์

เวลามันเร่งมันหมุนติ้วๆ เลย เทศน์สอนพระมันเร่งของมัน ประชาชนก็มี แต่ว่าจิตมันมุ่งใส่พระมากกว่าประชาชน เพราะนานๆ จะได้เทศน์สอนพระเสียทีหนึ่ง ความหมายว่างั้นนะ ส่วนประชาชนเขามันพอตัวตลอดเวลาแหละเขาน่ะ ว่าอย่างนั้นเสียดีกว่า พระนี่มีหิวโหย ส่วนมากมีแต่พระปฏิบัติเต็มไปหมดเลย นั่นละจึงได้เทศน์ธรรมะเร่ง เร่งถึงขนาดที่ว่าโรคอันนี้เกิดที่นั่นเลยในเวลานั้น จนจะสลบไสล ปึ๋งปั๋งขึ้นมาทันทีเลย อ้าว ทำไมเป็นอย่างนี้ หยุดกึ๊กเลย นั่งตัวสั่นไป อ้าว เราทำไมถึงเป็นอย่างนี้เพราะไม่เคยเป็น เงียบกริบเลยคนมากๆ เอ๊ ทำไมเป็นอย่างนี้ มันจะสลบไสลน่ะ พอมันค่อยคลี่คลายออกมา แล้วลงธรรมาสน์หนีไปเลย นั่นแหละหยุด หยุดไม่มีใครรู้ ตั้งแต่นั้นมามันมาตัดทอนตัวนี้ ตั้งแต่ ๒๕๐๖ มาถึง ๒๕๒๐ ละมัง ที่เริ่มเทศน์สอนเพาพงา ได้หนังสือสองเล่มมา นี่ละห่างตั้งแต่ ๒๕๐๖ ไปจนกระทั่ง ๒๕๒๐ ถึงได้เริ่มเทศน์ มันก็ตัดไปเสีย

จากนั้นมาต้องอยู่ในความระมัดระวังเรื่อยที่นี่นะ เพราะฉะนั้นมันถึงไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย มีอะไรอันหนึ่งจะว่าเป็นกรรมอะไรก็ถูกอยู่ มันตัดทอนตอนเวลากำลัง วัยก็กำลังพุ่งด้วย วัยแข็งแรง ธรรมไม่ต้องพูดแหละระยะนั้นแล้วนะ ๒๕๐๖ ไปแล้วไม่ต้องพูดแหละ เพราะฉะนั้นมันถึงพุ่งซีกับพระน่ะ ถึงขนาดโรคหัวใจเกิดในเวลานั้นเลย นี่อำนาจแห่งธรรมที่ออกอย่างรุนแรงแล้วลมมันก็พุ่งๆ กระแทกเข้าๆ ใส่กึ๊กเดียวเลยเทียว นี่ละเรื่องธรรมท่านทั้งหลายฟังเสียนะ จะมีหลวงตาองค์เดียวนี่พูดให้ท่านทั้งหลายฟัง เรื่องธรรมนี่พูดจริงๆ พุ่งทีเดียวเลยไม่มีขอบเขต แบบไหนจะมา-มา มันจะออกรับกันทันทีๆ  มันมีพร้อมอยู่แล้วทุกอย่างในจิตใจ เป็นแต่เพียงว่าจะออกมากน้อยตามบุคคลที่มารับฟัง ที่ควรจะได้หนักเบามากน้อยเพียงใด เป็นตามพื้นตามเพไปเรื่อยๆ การเทศน์มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นๆ จะให้เลยนั้นไม่ได้มันขัดกับความพอดี ขนาดนี้พอดีกับธรรมประเภทนี้ พอดีกับขนาดนี้ๆ ระยะนี้เรื่อย

วันนั้นมีแต่พระเป็นพันนะ กรรมฐานแทบทั้งนั้น นานๆ จะได้เทศน์ให้พระทั้งหลายฟัง ซึ่งมีความหิวกระหายอยู่แล้วในเรื่องธรรมภาคปฏิบัติกับพระกรรมฐาน เพราะฉะนั้นจึงได้ถือโอกาสเทศน์วันนั้น เริ่มก็พุ่งเลยเทียว พุ่งก็พุ่งใหญ่เลย มันก็เสียเสียตรงนั้น จากนั้นมาก็ล้มลุกคลุกคลานไปเรื่อย ตั้งแต่ ๒๕๒๐ เทศน์ก็ได้ระวัง ตั้งแต่นั้นมาเลยระวัง ไม่ระวังไม่ได้ นี่ละที่ว่ามันก็กรรมอันหนึ่งเหมือนกันมาตัดทอนเอาตอนสำคัญๆ ธาตุขันธ์ก็แข็งแรงอยู่ด้วยเต็มที่ ไม่ได้คิดว่ามันจะเป็นอย่างนั้นขึ้นมา มันก็เป็นขึ้นมาเรื่อยมา ถึงทุกวันนี้มันเหมือนหายนะ แต่มันไม่หาย เวลาเทศน์ธรรมะเร่งเข้าๆ หนักเข้าๆ มันจะยิบแย็บ พอรู้อย่างนั้นรีบเหยียบเบรก ไม่เหยียบไม่ได้นะมันเอาอย่างรุนแรง รวดเร็วด้วย เรื่อยมาจนกระทั่งทุกวันนี้ เทศนาว่าการเลยมันไม่ได้เป็นเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ใครจะว่าเทศน์ดิบเทศน์ดีอะไรก็ตามเถอะ เราเป็นคนเทศน์เอง สภาพร่างกายและจิตใจเราเป็นผู้รู้เอง มันถึงไม่ได้สะดวก ทุกวันนี้ยิ่งถือธาตุขันธ์เป็นผู้มีอำนาจมากกว่าใจแล้ว จะเทศน์อะไรจะต้องได้ดูเครื่องมือเสียก่อน เครื่องมือเป็นไปได้ขนาดไหน ก็ต้องเอาเครื่องมือเป็นประมาณ คือธาตุขันธ์ของเราซึ่งเป็นเครื่องใช้ของอรรถของธรรม ถ้าธาตุขันธ์ไม่ดีเทศน์ไปไม่ได้นะ จากนั้นมาแล้วเราก็หลบหลีกตัวเอง หลบไปอยู่ที่นั่นที่นี่ อย่างที่ว่าวัดช่องลม ชลบุรี นี้ เราก็เคยไปพักวัดช่องลม แต่ไม่ได้อยู่วัดช่องลม อยู่โน้นในสวนลึกๆ ที่สงัดเงียบ นี่ละหลบหลีกตัว

ถ้าอยู่กับนี้ไม่ได้แขกคน แล้วหมอเขาก็บอกไม่ให้รับแขกด้วย เราก็รู้ด้วยว่ารับไม่ได้ เพราะฉะนั้นถึงหลบนู้นหลีกนี้ไปอยู่ที่นั่นที่นี่ ไม่เทศนาว่าการ แม้แต่ไปอยู่ชลบุรีคนก็มาก แต่เราสั่งไว้เลยไม่ใช่บอกนะ สั่งไว้เลยเชียว บอกว่ามานี้มาเฉพาะจังหันเท่านั้นนะ ที่จะให้พูดจาเทศนาว่าการ ไม่เอานะ นี่หลบหลีกมาต่างหาก ไม่ได้มารับแขกรับคนนะ บอกตรงๆ อย่างนี้ พอบอกอย่างนั้นแล้วเขาก็ไม่ฝืนแหละ พอเสร็จแล้วเขาก็เลิกกลับไปเลย เพราะไม่เลิกก็บอกเลย ไป เลิก กลับ จากนั้นเราก็อยู่ตามสบายของเรา ไม่เกี่ยวข้องกับใครเลย มันเขตพัทยาต่อกัน อยู่ลึกๆ สงัดเงียบ นั่นละเหมาะสม ได้หลบโน้นหลีกนี้แต่ก่อน ต่อมามันก็เป็นอะไรไม่ทราบ แล้วก็กลับมาช่วยบ้านช่วยเมือง ทีนี้เทศน์เลยไปใหญ่เลย มันอะไรก็ไม่รู้ วาระธาตุขันธ์อ่อนลงก็กลับได้ใช้งานมากขึ้น

ไม่เคยคิดนะว่าใครจะมาตำหนิติชมอย่างใดๆ นี้ไม่เคยถือมาเป็นอารมณ์ เรื่องของโลกหาประมาณได้เมื่อไร เรื่องของธรรมมีประมาณประจำตัว ควรจะหนักเบามากน้อยยังไงๆ จะออกตามนั้นๆ ใครจะตำหนิติชมยังไงก็เป็นเรื่องของเขา เรื่องของเรากับอรรถกับธรรมที่จะทำประโยชน์ให้โลกเป็นเรื่องของเราเอง เพราะฉะนั้นการพูดจึงหาประมาณไม่ได้ คือเอาธรรมเป็นกฎเกณฑ์ ถือเอาธรรมเป็นกฎเกณฑ์ ความหนักเบามากน้อยเพียงไรมันจะมีอยู่ในนี้เกี่ยวข้องกับประชาชน นั่งปั๊บมองดูปั๊บไม่ต้องคุยมันรู้แล้ว ควรจะเทศน์หนักเบามากน้อยเพียงไรมันบอกในตัวแล้ว พูดให้มันตรงๆ อย่างนี้ นอกจากไม่พูดเฉยๆ จะเข้าสมาคมใดก็ตามมันเหมือนกับเข็มทิศ มันจะจับของมันทันทีเลย พูดให้มันตรง ท่านทั้งหลายเคยฟังไหมคำนี้ มันเป็นอยู่เต็มหัวใจนี่แล้ว

ธรรมะเป็นของจริงพูดตามหลักความจริงผิดไปไหนวะ เพราะฉะนั้นเราจึงได้สงสารโลก พุทธศาสนานี้เป็นศาสนาที่เลิศเลอสุดยอดแล้ว มีอันเดียวเท่านี้ เราก็พูดชัดแล้ว ได้พิจารณาเต็มเม็ดเต็มหน่วยไม่มีอะไรข้อข้องใจสงสัยในพุทธศาสนานี้แล้ว ว่าศาสนาของศาสดาองค์เอกขึ้นเลยเทียว เพราะได้พิสูจน์กันหมดแล้วในหัวใจ หาที่ค้านพระพุทธเจ้าไม่ได้เลย ไม่มี ไม่มีที่ค้าน ปฏิบัติไปยังไง รู้แง่ไหนมุมใดๆ มีแต่พระพุทธเจ้าสอนไว้หมดๆ โห เรานี่มันหนวกมันบอดมาแต่เมื่อไร พอมันปรากฏขึ้นแง่ไหน พระพุทธเจ้าสอนไว้แล้วๆ ไม่ว่าธรรมะขั้นใดไม่เคยมีที่จะขัดแย้งพระพุทธเจ้าเลย ขัดแย้งไม่ได้ เป็นขึ้นนี่กับเรื่องของพระพุทธเจ้ามันรับกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ๆ กับปริยัติไปอีกแง่หนึ่งนะ นี่เราก็เรียนมา ถ้าไปกับปริยัติเป็นอีกแง่หนึ่ง พุ่งใส่ตัวจริงเลยคือองค์ศาสดา เพราะองค์ศาสดารู้ด้วยการปฏิบัติ อันนี้มันก็เป็นขึ้นด้วยการปฏิบัติ วิ่งใส่กันถึงกันกึ๊กๆ

ออกทางด้านปริยัติมันมีอะไรอยู่ของมันละ พูดยากๆ นะ ถ้าว่าน้ำหนักก็ไม่เหมือน ไม่เหมือนที่ตรงของจริง มันรู้นี้มันวิ่งใส่นั้น อันนั้นสอนไว้อย่างนี้แล้ว นั่นอย่างนั้นนะ ไปทางปริยัติบางทีเราก็ไม่เห็นมันเป็นขึ้นมา   ปริยัติท่านว่ายังไงก็ไม่ทราบ   ดังที่เขาพูดใน บุพพสิกขา เราเลยไม่ลืม จับเอาไว้นะ แต่ก่อนเราก็ยังไม่เข้าใจ ว่าพระอรหันต์นอนหลับไม่ฝัน นี่ละเรื่องจอมปลอมมันเข้าไปแทรกในธรรม เป็นอย่างนี้เอง ถ้านอนหลับยังฝันอยู่ไม่ใช่พระอรหันต์ โคตรพ่อโคตรแม่มึงเคยเป็นอรหันต์เหรอ มึงจึงมาคุยโม้นัก ว่างั้น มึงไม่อายดินฟ้าอากาศบ้างเหรอ เราอยากถามว่างั้นนะ นี่มันผิดขนาดนั้นนะ มันด้นเดามาอวดได้นี่วะ

พระอรหันต์คือขันธ์ ๕ นี่เหรอ อรหันต์น่ะ ขันธ์ ๕ มันก็เหมือนกับโลกทั่วๆ ไป โลกฝันได้ทำไมขันธ์ ๕ พระอรหันต์ฝันไม่ได้ แน่ะพิจารณาซิ ความบริสุทธิ์ไม่ใช่ขันธ์ ๕ ความบริสุทธิ์ไม่ใช่ความฝันนี่ เอามาเข้ากันทำไม มันประกาศชัดเจนว่า นี่คือกิเลสมันแทรกธรรมมันแทรกอย่างนี้ ที่มันบ่งบอกอย่างชัดเจน เพราะได้อ่านดูจริงๆ อ่านดูได้พิจารณา แต่ก่อนยังไม่มีข้อค้านนะ เป็นแต่เอามาพิจารณา พระอรหันต์นอนหลับท่านไม่ฝัน ท่านไม่ฝันเหรอ สงสัยอยู่นะแต่ไม่ได้คิดหลังมานั้น พอคราวหลังมานี้มันจับกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ พระอรหันต์นอนหลับแล้วไม่ฝัน แล้วย้ำเข้าอีกว่า ถ้าฝันอยู่ยังไม่ใช่พระอรหันต์ ว่างั้น จึงย้ำเข้าอีกอะไรมันจะพอกัน โคตรพ่อโคตรแม่มึงนี่ เข้าใจไหมน้ำหนัก โคตรพ่อโคตรแม่มึงเคยเป็นพระอรหันต์เหรอ มึงถึงได้มาอวดเอานักหนา ไม่มียางอายเลย อยากถามว่างั้น นี่เขาเรียกน้ำหนัก เข้าใจไหม ไม่ได้เป็นความหยาบความโลนอะไร

บอกว่าพระอรหันต์นอนหลับแล้วไม่ฝัน ยังย้ำเข้าไปอีก ถ้าฝันไม่ใช่พระอรหันต์ มันย้ำเข้ามา เมื่อมันย้ำเข้ามา เราจะเอาอะไรไปสู้ ก็ยกโคตรเข้าใส่ละซี น้ำหนักมันถึงจะเท่ากันใช่ไหม โคตรพ่อโคตรแม่มึงเคยเป็นพระอรหันต์เหรอ มึงถึงได้มาคุยโม้โอ้อวดไม่มียางอายเลย นั่น เข้าใจไหม นี่คือว่าเมื่อมันรู้อย่างจังๆ แล้วมันค้านกันได้อย่างจังๆ ผิดอย่างจังๆ นั่น มันบอกชัดๆ อย่างนี้เลย คำฝงคำฝัน การหลับการนอนการตื่นนี้เป็นเรื่องของขันธ์ทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องของความบริสุทธิ์ ที่ท่านว่า ชาคโรๆ นั่นใช่แล้ว ชาคร ผู้ตื่นอยู่ คือหลักธรรมชาตินั้นตื่นตลอด ไม่มีหลับมีตื่น ยืนเดินนั่งนอนไม่มี อันนั้นเป็น ชาคร เรายอมรับทันที เรื่องของขันธ์ให้เป็นเรื่องของขันธ์ซี

เราถึงได้กล้าพูดละซีว่า เรื่องของขันธ์นี้ก็เป็นเหมือนโลกทั่วๆ ไป ไม่มีอะไรผิดแปลกต่างกัน เพราะฉะนั้นถ้าโลกเขาเป็นยังไง ธาตุขันธ์ของพระอรหันต์ก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน ไม่เป็นอย่างอื่น เพราะเป็นธาตุขันธ์เป็นสมมุติอย่างเดียวกัน เพราะจิตอันนั้นไม่ได้อยู่ในนี้ จิตที่บร