จับสายทางได้แล้วไม่เป็นอื่น
วันที่ 9 พฤศจิกายน 2545 เวลา 8:30 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๕

จับสายทางได้แล้วไม่เป็นอื่น

 

         เมื่อวานทองคำไม่ได้เลย ดอลลาร์ได้ ๓๐ ดอลล์ เมื่อวานก็ไปอำเภอโนนสัง สั่งเสียเขาให้เรียบร้อยเลยเป็นอันว่าหายห่วง พวกเตียงนอนคนไข้อะไรเหล่านี้ เราขอผ่านเลย ถามเสียก่อนว่าจะพอถูไถกันได้ไหม พวกเตียงพวกอะไรในห้องของตึกหลังนี้ ถ้าหากว่าพอถูไถกันได้ขอให้อย่าหามาเถอะ เราก็บอก พวกโต๊ะพวกเตียงอะไร ๆ ในห้อง เพราะห้องนั้นไม่ใช่ห้องคนไข้ ถ้าเป็นเตียงนอนของคนไข้เป็นห้องคนไข้ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง อันนี้มันตึกทุกอย่างอยู่นั้นหมด เรื่องผ่าตัด เรื่องคลอด เรื่องอะไร มันเป็นจุดรวม คิดว่าไม่น่าจะมีเก้าอี้มีเตียงอะไรอยู่ที่นั่น เพราะฉะนั้นเราจึงขอผ่าน หมอเขาก็พอใจ ก็เป็นอันว่า คือไม่ให้เราเป็นกังวล เขาจะพยายามหาเอาเอง ตกลงเราก็ให้เฉพาะตึกเท่านั้นนอกนั้นไม่ได้ให้อะไรสำหรับโนนสัง

แต่ท่าอุเทนเราได้เตียงมาแล้ว พวกเตียงนอนเต็มอยู่โกดังนี้ จะเอาไปท่าอุเทน ส่วนโนนสังเป็นอันว่าเรียบร้อย เฉพาะตึกหลังเดียวพอเลย เราไม่ได้ให้อะไรเพิ่มเติมในการสร้างตึกหลังนี้ ให้เฉพาะตึกอย่างเดียว โอ๊ย กว้างขวางมาก ห้องหับดี หมอก็ชี้แจงให้เราทราบทุกอย่าง ห้องนี้เพื่อนั้น ห้องนั้นเพื่อนั้น คือเราไปทุกห้องเลยเมื่อวาน เขาก็อธิบายให้ฟังทุกอย่างทุกห้อง ๆ กว้าง ก็มีเท่านั้น ไปดูเสร็จแล้วกลับมาเลย อันนี้ใหญ่กว่าทางท่าอุเทน ท่าอุเทนดูเหมือนมี ๑๐ ห้องนะ เป็นตึกสงฆ์อาพาธด้วย ฆราวาสด้วย แบ่งครึ่งกัน ถ้าหากว่าพระไม่มีก็ฆราวาสอยู่ได้เลย คืออยู่ห้องที่ว่าสงฆ์อาพาธ ห้องพระป่วย ถ้าพระไม่มีฆราวาสก็อยู่ได้เลย อันนี้ก็ดูจะประมาณถึง ๘๐% มั้งท่าอุเทน แต่ทางนี้เรียบร้อยแล้วร้อยเปอร์เซ็นต์ทางโนนสัง สวยงามอยู่นะ ช่างเขาก็ทำดี เราไปดูทุกซอกทุกมุม ทั้งภายในห้อง ทั้งนอกห้อง เที่ยวดูหมด ดูข้างบนข้างล่าง ดีหมดแหละ

เดี๋ยวนี้โรงพยาบาลเกาะยาว พังงา นั่นก็กำลังเริ่มสร้างตึก ตึกหลังนี้เรามอบให้ท่านคลาด ท่านคลาดท่านเป็นพระวัดนี้ ออกจากวัดนี้แล้วท่านก็ไปอยู่ที่พังงา เพราะท่านเป็นชาวพังงา ท่านอยู่นั้นเรื่อยมาจนกระทั่งป่านนี้ ดูว่าทางโน้นติดต่อมาขอสร้างตึกโรงพยาบาลที่ว่านี่ เราก็เลยสั่งไปหาท่านคลาดให้ท่านดูแลทุกอย่างเลยแทนเรา ท่านก็รับเรียบร้อยแล้วว่าจะเป็นผู้ดูแลตามที่เราสั่งให้ดูแลแทนเราทั้งหมด เพราะมันห่างไกล ลำบาก ท่านคลาดอยู่ที่นั่นก็สะดวกสบาย บอกว่าให้ดูแลแทนเราร้อยเปอร์เซ็นต์ เรื่องการจ่ายเงินนี้ดูจะยังไม่ได้พูดอะไรมากนัก

นี่ก็จะยังสั่งเสียอีกพูดอีกตกลงการจ่ายเงิน จ่ายแบบโอนไปเลย โอนไปไว้เลย หรือจะทำแบบไหน จะให้ท่านลภปรึกษากันกับท่านคลาดดู เราจะปฏิบัติตามนั้น คือโอนไปเลยก็จะโอนไปไว้ หรือให้โอนเป็นงวด ๆ เราก็ปฏิบัติตามนั้น หรือให้โอนไปหมดเลยเมื่อท่านคลาดเป็นที่แน่ใจทุกอย่างแล้ว จะจ่ายทีเดียว โอนหมดเลยเราก็ไม่ว่า หรือจ่ายเป็นงวด ๆ เราไม่ว่า ถ้าลงลั่นคำว่าให้แล้วให้ความสะดวกทุกอย่างเลย คือสั่งท่านคลาดว่า ถ้าทางโน้นขัดข้องขาดเขินจำเป็นอะไร ๆ ให้อยู่ในดุลยพินิจของท่านเอง คือท่านเห็นสมควรยังไงให้ท่านดู ให้จัดให้ตามนั้นเท่าที่ท่านเห็นสมควรแล้ว คือให้ท่านทำแทนเราเลย เราก็สั่งไปอย่างนั้น

ส่วนรถจังหวัดกระบี่ยังไม่มานะ โรงพยาบาลกระบี่ขอรถมา เราให้ไปคันหนึ่ง พวกเราปรึกษากันหรือไงว่ารถคันนี้มันเกี่ยวกับพวงมาลัย ว่ามีความปลอดภัยมีความสะดวกอะไร ๆ จึงทำให้เราเกิดความสนใจ ตกลงเราเลยให้สั่งรถแบบนี้มาคันหนึ่ง นี้เป็นคันแรก  ยังไม่ได้มีคำว่าเงื่อนต่อว่าคันหนึ่งคันสองไปไม่มี เอามาทดลองดูเสียก่อน รถคันนี้ถ้าตามราคาของมันเขาบอกว่า ๑ ล้าน ๕ หมื่น แต่นี้เขาลดให้เรา ๓ หมื่น เป็น ๑ ล้าน ๒ หมื่น อันนี้เป็นเรื่องเขาลดให้เองนะเราไม่ได้ว่าอะไร ทำอะไร ๆ ซื้อของอะไร ๆ ก็ตามเราไม่เคยต่อรอง ไม่เคยมี

แม้ที่สุดเงินที่จ่ายไปนี้เงินทอนไม่มีให้เลย เราไม่มีคำว่าเงินทอน เศษเหลือเท่าไรก็มอบให้เต็มเลยไปเลย ก็เราทำด้วยความเมตตาทุกอย่าง ทำอะไรก็ทำด้วยความเมตตา ไม่ได้แบบโลกทั่ว ๆ ไป เพราะฉะนั้นคำว่าเงินทอนจึงไม่มี ให้เลย สมมุติว่าห้าสิบหกสิบบาทเอาแบงก์ร้อยให้ไม่มีเงินทอนก็ให้ไปเลย ถ้ามีแบงก์ย่อยเขาก็เอาแบงก์ย่อยให้ธรรมดา เราทำอะไรเราทำด้วยความเมตตา มีแต่ความเมตตาล้วน ๆ ไม่มีอะไรเข้ามาแฝงเลย เพราะฉะนั้นไปที่ไหนมันถึงกระจายออกหมด กระจายออกด้วยความเสียสละ ๆ ตลอด นอกจากไม่มี ไม่มีมันยังอยากให้อยู่ ฟังซิ เจ้าของไม่มียังอยากให้

ความเมตตามันเบา ความตระหนี่นี้หนักเหมือนภูเขาทั้งลูก การให้ทานการเสียสละเป็นความเบา ๆ เบาในจิต ความตระหนี่ถี่เหนียวทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ให้ใครมันก็หนักอยู่ในตัวของมัน ความตระหนี่นี้เป็นเรื่องของกิเลสมันถึงหนัก ความเมตตาความเสียสละเป็นเรื่องของธรรมจึงเบา ๆ ต่างกันอย่างนี้ละ จึงขอให้พี่น้องทั้งหลายซึ่งเราเป็นลูกชาวพุทธ คำว่าได้กินได้ทานให้เป็นคู่กันไปสมกับว่าเราเป็นลูกชาวพุทธในแดนแห่งพุทธศาสนา ซึ่งศาสดาองค์เอกเป็นนักเสียสละไม่มีใครเสมอศาสดาแต่ละพระองค์ ๆ เลย ก่อนที่จะได้มาตรัสรู้นี้เสียสละเสียจนไม่มีอะไรๆ เหลือเลย อย่างศาสดาของเรานี้สละทานลูกแล้วทานเมีย

บางองค์อยู่ข้างหน้ามีอีกนะ อนาคตวงศ์ ๑๐ องค์ นอกจากพระอริยเมตไตรยซึ่งอยู่ในภัทรกัปนี้ ๕ พระองค์ พระพุทธเจ้าของเราแล้วก็เป็นพระอริยเมตไตรยที่จะมาตรัสรู้นี้ จากนี้แล้วก็มีอนาคตวงศ์อีก ๑๐ องค์ เห็นไหมท่านเล็งญาณดูไว้เรียบร้อย ๆ ทีนี้ดูแต่ละองค์ ๆ นี้แหม เรียกว่าไม่มีใครทำได้เลย อ่านแล้วสลดสังเวชนะเรา นี่ท่านเหล่านี้ท่านจะทำได้อย่างนั้นว่างั้นเลย คือพระพุทธเจ้านี้ทรงเล็งญาณดูแล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นี้ชื่อว่าอย่างนั้น พระองค์นั้นชื่อว่าอย่างนั้น ถึง ๑๐ องค์ แล้วองค์นี้ท่านดำเนิน เรื่องนักเสียสละแบบเดียวกัน เป็นแต่เพียงว่าแยกกัน ๆ เสียสละคนละอย่าง ๆ เด่นไปคนละอย่าง ๆ แต่เป็นนักเสียสละเหมือนกันหมด

บางรายยักษ์มาขอลูก โอ๋ย นี่ที่เราสลดนะ พอยกลูกให้มันมันไปกินลูกต่อหน้ากร้วม ๆ กินลูกอยู่ต่อหน้าเลย ท่านสลดใจปึ๋ง ในหนังสือบอกว่ามองเห็นดาบ ว่างั้นนะ จะฟันยักษ์ ทางนี้ก็รับกันปึ๋ง ลงจะเป็นศาสดาลูกคนเดียวเท่านี้ยังสละไม่ได้เหรอ เท่านั้นหยุดปึ๊งเลย นั่นเห็นไหมล่ะ ก็ลูกเราทั้งคนเลือดในหัวอกเรา มอบให้เขาแล้วเขาไปกินต่อหน้า กินแบบยักษ์ว่างั้นเถอะ กินต่อหน้า ทางนี้ก็สลดใจปึ๋งขึ้นทันทีเลย มองเห็นดาบจะคว้าดาบฟัน นี่โพธิสัตว์นะ ทางนี้ก็ขึ้นต้อนรับกัน ขนาดจะเป็นพระพุทธเจ้าขนาดนั้นแล้ว ลูกคนเดียวเท่านี้ยังทานไม่ได้เหรอ เรื่องข้างหน้ายังหนาแน่นกว่านี้อีก หยุดปึ๊กเลย ให้ยักษ์เอาไปกิน นี่ในพระประวัติของพระโพธิสัตว์ พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้เป็นระยะ ๆ

นั่นละท่านได้เป็นศาสดาแต่ละองค์ โอ๋ย ไม่มีใครทำได้ว่างั้นเลยนะ เพียงอ่านเท่านี้สลดเลย เราไม่ได้ทำเห็นแต่เรื่องของท่านที่เป็น อย่างพระพุทธเจ้าเป็นมาแล้วเป็นลำดับลำดามา อันนี้เอาลูกไปกินต่อหน้า นี้ก็มี ๑๐ องค์ไปเป็นระยะ ๆ คือท่านทรงทำนายไว้ ทางนี้ก็จดจารึกเอาไว้ ท่านทำนายอย่างไรต้องเป็นอย่างนั้น อย่างพระพุทธเจ้า ๑๐ พระองค์นี้ก็มีพระนามว่าอย่างนั้น ๆ ต่อจากพระอริยเมตไตรยเราไป นี่ละคำว่าพุทธศาสนานี้ หมายถึงศาสนาของพระพุทธเจ้าทั้งหลายซึ่งเป็นคู่โลกคู่สงสารเรื่อยมา คือศาสนาเดียวนี้เท่านั้น นอกนั้นก็เป็นศาสนาของคนมีกิเลส ไม่เรียกว่าศาสดาเป็นคู่บ้านคู่เมืองได้แหละ อันนี้เป็นศาสดา เป็นคู่บ้านคู่เมืองคู่โลกคู่สงสารสืบทอดกันมาเรื่อยอย่างนี้ตลอดไป อันนี้เป็นมานานเท่าไรแล้ว เป็นอย่างนี้เรื่อย ทางนี้เป็นทางเดินของพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่รื้อขนสัตว์โลก ทางสายของพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์นี้ละเป็นลำดับลำดา ท่านแสดงไว้อย่างนี้

อันนี้เราไม่ได้เป็นอย่างพระโพธิสัตว์ที่ปรารถนาเป็นศาสดา สละทุกสิ่งทุกอย่าง แม้ที่สุดให้ลูกเขาไปเขาไปกินต่อหน้าขณะนั้น เราไม่ได้สละถึงขนาดนั้น เราจึงไม่ควรเสียดายจนเกินเนื้อเกินตัวให้กิเลสเอาไปกินหมด อันใด ๆ นี้กิเลสมันจะกว้านทันที ๆ ถ้าอะไรที่จะเป็นสาระแก่เรากิเลสมันจะกว้านเอาทันที ๆ เรื่องกิเลสนี้รวดเร็วมาก ไม่ทันมันง่าย ๆ แหละ คิดดูอย่างพระโพธิสัตว์ให้ลูกไปแล้ว ยักษ์เอาไปกินต่อหน้ายังมองดูดาบจะเอามาฟัน แต่พระบารมีของท่านก็แก่กล้าแล้วว่าไง นี้ปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้าทั้งองค์ มีคุณค่ามีราคาหนักขนาดไหน ทำไมสละลูกคนเดียวนี้ไม่ได้ จะเป็นศาสดาได้ยังไง เท่านั้นละ นี่พระบารมีเตือนท่านนะนี่ หยุดกึ๊กเลยปล่อยให้กินเลย นี่ละที่นี่ก็จะเป็นศาสดาละ เหมือนว่าเอาลูกแลกคนหนึ่งเพื่อเป็นศาสดารื้อขนสัตว์โลกทั่วแดนโลกธาตุ นั่นใหญ่ไหม ที่ท่านสละลูกคนหนึ่งแล้วนำสัตว์โลกไปตั้งสามแดนโลกธาตุ สอนไปได้หมดเลย

เราเกิดมาเวลานี้ได้เหมาะสมเต็มที่แล้วนะ วาสนาของพวกเรา เกิดมาในแดนพุทธศาสนาด้วย แล้วมีความเคารพเลื่อมใสศรัทธาเชื่อธรรมของพระพุทธเจ้าด้วย เหมาะแล้วที่นี่ มีแต่เราจะขวนขวายตามความรู้ความเห็น ความเชื่อถือของเรา เคารพนับถือมากน้อยเพียงไร เราจะก้าวเดินตามท่านเท่านี้แหละ นี่ละทางที่จะพาเราพ้นทุกข์ คือเดินตามทางของศาสดา ได้แก่ ความเสียสละ มากน้อย มีเท่าไรแบ่งกินแบ่งทาน อย่าปล่อยให้กิเลสเอาไปกินหมด ใช้หมดโดยถ่ายเดียว ไม่มีอะไรมีความหมายเลย ขาดทุนสูญดอก ๆ เรามาแบ่งนี้ปั๊บเข้าเป็นสารคุณ มหาคุณอยู่ในนี้หมด เราแบ่งไปทานมากน้อยไม่สูญไปไหนเลย กรรมไม่ลำเอียง ทำที่แจ้งก็ตาม ทำที่ลับก็ตาม ทำในกาลใดสมัยใดก็ตาม ขึ้นชื่อว่ากรรม ขึ้นชื่อว่าทำแล้วต้องทำแล้ว เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ ไม่มีใครจะมาลบล้างได้ในกรรมดี กรรมชั่วของบุคคลที่ทำลงไปแล้ว นี่ละหลักใหญ่อยู่ตรงนี้

เมื่อเชื่อพระพุทธเจ้าแล้วก็ต้องเชื่อกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ไม่มีกำหนดกฎเกณฑ์ว่าที่แจ้งที่ลับ ใครเห็นไม่เห็นไม่สำคัญ เจ้าของเป็นผู้เห็นเองทำเองอยู่ในนี้หมด แม้แต่บางอย่างเจ้าของไม่รู้ไม่เห็นแต่ก็ทำลงไปด้วยความไม่รู้ไม่เห็น ไม่รู้ก็มี ไม่เห็นก็มี มันทำผิดพลาดลงไปก็มี กรรมไม่ลำเอียงเป็นแล้ว เป็นแต่เพียงว่าแง่หนักเบาต่างกัน ถ้ามีเจือปนด้วยเจตนาโทษหนักขึ้น ถ้าไม่เจือปนด้วยเจตนาก็เป็นหลักกรรมเป็นธรรมดา ถ้ามีเจตนาจะทำชั่วหรือทำดีนี้เด่นขึ้นทันที นี่แหละจำไว้นะ

เราเกิดมาพบพุทธศาสนาแล้วเรียกว่าเลิศเลอแล้ว ไม่มีอะไรในสามแดนโลกธาตุนี้ จะเสมอเรื่องพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ รื้อขนสัตว์ให้พ้นจากทุกข์ได้ด้วยกันทั้งนั้น ขึ้นชื่อว่ากิเลสแล้วลากลงเหมือนกันหมด ไม่ว่ากิเลสตัวใดมาแต่กัปใดกัลป์ใด จะไปข้างหน้าก็แบบเดียวกัน มีแต่ลากลง ๆ ธรรมลากขึ้น ทั้งสองประเภทนี้จึงเป็นคู่ข้าศึกศัตรูกันก็ได้ ความสกปรกคือกิเลส น้ำที่สะอาดชะล้างคือธรรม เป็นของคู่กัน สิ่งใดสกปรกน้ำก็ต้องมาชะล้างกัน ถ้าไม่มีน้ำชะล้างก็สกปรกยิ่งขึ้น ต้องมีสิ่งชะล้าง จิตใจของเรามันมัวหมองไปด้วยกิเลส เราต้องได้ชะล้างด้วยศีลด้วยธรรมของเรา การชะล้างมีหลายประเภท ขึ้นชื่อว่าความดีแล้วกว้างขวางมาก นั้นแหละเรียกว่าธรรมชะล้างสิ่งที่เป็นมลทินแล้วก็เป็นโทษแก่ตัวของเรา ชะล้างสิ่งนี้ออกไป

เราเกิดมาพบพุทธศาสนานี้เรียกว่าเป็นบุญของเราอย่างมากแล้ว ให้พากันอุตส่าห์พยายาม จะเห็นผลเป็นลำดับลำดาไปเรื่อย ๆ แหละ คนมีการทำบุญให้ทาน มีจิตใจอันกว้างขวางไปที่ไหนแทนที่จะอดอยากขาดแคลนหรือตีบตันอั้นตู้กลับพลิกกันนะ เวลาจำเป็น ๆ นี้ มันหากมีกรรมนั้นละ วิบากกรรม รวมแล้วท่านเรียกว่าธรรม แยกออกมาก็เป็นกรรมดี กรรมชั่ว อันนี้ไม่มีคำว่าเอียง ไม่มีที่แจ้งที่ลับที่ไหน ทำดีเป็นดี ทำชั่วเป็นชั่ว ในตัวบุคคลและสัตว์เหมือนกันหมด ไม่มีใครลบล้างได้เลย ใครจะมาโอ้อวดสามารถลบล้างได้ ว่าแต่ลมปาก มันก็ไปลบล้างตัวมันเองนั้นแหละให้มีแต่กองทุกข์ฟืนไฟ เราอย่าไปสนใจ เหล่านี้ไม่ใช่ศาสดา ยิ่งคนที่ทำความชั่วช้าลามก อวดวาทะคำพูดคำจาเก่งกว่าโลกกว่าสงสาร นั่นละเวลามันจม มันจะเก่งกว่าเขา

ศาสดาองค์เอกนี้พูดอะไรเป็นอย่างนั้นไม่เป็นอย่างอื่น ตรงเป๋ง ๆ คือศาสดาองค์เอก นี่เราได้ศาสดาองค์เอกมาเป็นครูสอนเราแล้ว ให้พากันตั้งใจปฏิบัตินะ วันหนึ่ง ๆ ให้ทบทวนตัวเองบ้าง อย่าปล่อยตามความอยากความทะเยอทะยาน ดีดดิ้นทั้งวันทั้งคืน ทบทวนความผิดถูกชั่วดีของตัวเองไปด้วยในวันหนึ่ง ๆ อันใดที่ไม่ดี ควรละได้ให้ละ ๆ อย่าฝืนทำลงไปจะเป็นการทำลายเจ้าของเป็นลำดับลำดา นี้คือคำสอนของพระพุทธเจ้า การทำชั่วคือการทำลายตัวเอง การทำดีคือการส่งเสริมบำรุงรักษาตัวเองให้ดีขึ้นเป็นลำดับ ท่านก็สอนไว้แล้วอย่างนั้น เพราะฉะนั้นจึงให้รักความดิบความดีอุตส่าห์พยายามบำเพ็ญความดี แล้วเกลียดชั่วให้พยายามปัด ปัดออกจากตัวของเรานั่นละ เมื่อเราไม่ทำยังไงมันก็ไม่มีทุกข์ คนอื่นคนใดสัตว์โลกจะเป็นทุกข์ขนาดไหน เราไม่ทำเราไม่เป็น ถ้าเราทำแล้วเขาไม่เป็นทุกข์แต่เราเป็นทุกข์คนเดียวเพราะเราเป็นผู้ทำ อยู่ตรงนี้นะไม่ได้อยู่ตรงไหน ให้พากันอุตส่าห์พยายาม

คราวนี้เราก็ได้ช่วยพี่น้องทั้งหลายทุกแบบทุกฉบับ ซึ่งไม่เคยคาดเคยคิดว่าจะได้มาช่วย หรือจะเรียกว่าช่วยบ้านช่วยเมืองก็ไม่ผิด เวลานี้ก็บิณฑบาตรบกวนพี่น้องทั้งหลาย นี้ก็เพื่อช่วยบ้านช่วยเมืองของเรานั้นเอง ก็ได้อุตส่าห์พยายามอย่างนี้แหละ สำหรับหลวงตาเองก็ได้เรียนให้พี่น้องทั้งหลายทราบแล้ว เราหมดทุกอย่างไม่มีอะไรเหลือแล้วภายในจิตใจ แม้จะดีดดิ้นอยู่อย่างนี้ก็เพื่อชาติของเรา เพื่อประชาชนเพื่อพี่น้องทั้งหลายโดยถ่ายเดียว สำหรับเราเองเราไม่มี จึงเรียกว่าหมด

บาปก็อย่างที่ท่านสอนไว้แล้ว บาปก็เป็นข้าศึกศัตรูต่อเรา บุญเป็นคุณงามความดีเพื่อหนุนเราให้พ้นจากทุกข์ ทีนี้คำว่าบาปว่าบุญก็เป็นสมมุติ จิตที่หลุดพ้นไปแล้วพ้นจากสมมุติทั้งบาปทั้งบุญไปหมด เหนือนี้แล้ว นั่น จิตพระพุทธเจ้า จิตพระอรหันต์ท่านจึงไม่ต้องการว่าบาปว่าบุญอะไร ไม่มีอะไรที่จะเข้าถึงธรรมชาตินั้นแล้ว เลยฝั่งไปหมด ฝั่งแห่งสมมุติ เราก็ได้ปฏิบัติมาเต็มกำลังความสามารถ ซึ่งไม่คาดไม่ฝันว่าจะได้พบได้รู้ได้เห็นในหลักธรรมชาติอันนี้เลย ก็มารู้เห็นอย่างจัง ๆ ใครไม่บอกมันรู้แล้วมันก็พูดได้ละซิ เมื่อรู้เมื่อเห็นแล้วก็พูดได้ ๆ นี่จึงบอกว่าเราช่วยพี่น้องทั้งหลายนี้ หรือช่วยโลกเราช่วยเต็มเม็ดเต็มหน่วย ในวาระที่ลมหายใจยังอยู่นี้เราจะพยายามช่วย สังขารร่างกายอ่อนแอท้อแท้ไปขนาดไหนก็พยายามบำรุงรักษา เพื่อเป็นเครื่องมือสำหรับทำประโยชน์แก่ชาติบ้านเมืองก็ทำ

สำหรับที่จะทำแก่เจ้าของเองนั้น ร่างกายนี้แสนกวน ไม่มีอะไรเกินร่างกายคือขันธ์ ๕ ของเรานี้มากวนเรานะ ต้นไม้ภูเขาเขาอยู่ห่างไกล ส่วนร่างกายของเรานี้กับใจมันเกี่ยวโยงกันอยู่ ใจถึงจะบริสุทธิ์เต็มที่ก็ตาม ความรับทราบใจจะต้องรับทราบตลอดที่สิ่งเหล่านี้แสดงตัว ธาตุขันธ์แสดงตัว ความสุข ความทุกข์ เจ็บปวดแสบร้อนมันก็แสดงขึ้นที่มัน ๆ การอยู่กิน การหลับ การนอน การขับ การถ่าย เคลื่อนไหวไปมามีแต่ทำเพื่อขันธ์ทั้งนั้น ๆ เรียกว่ากวนวาระสุดท้ายได้แก่ขันธ์กวน แต่เขาก็ไม่ได้มีเจตนาละว่ากวนใจ ใจก็ไม่มีความรู้สึกว่าเขากวน แต่แยกออกมาเป็นสมมุติก็ต้องบอกว่าอย่างนั้น คือสมมุติครั้งสุดท้ายก็มีขันธ์ กับจิตของพระอรหันต์เท่านั้น นอกนั้นไม่มี อันนี้อยู่ด้วยกันต้องได้รับทราบตลอด ๆ

แล้วการรับทราบตลอด รับผิดชอบตลอดมันก็เป็นภาระอันหนึ่ง ปล่อยเสียผึงเดียวหมด เรียกว่าสมมุติทั้งมวลมารวมอยู่ที่ขันธ์ ขันธ์ดับปุ๊บหมดเท่านั้นสมมุติทั้งมวลหมดโดยสิ้นเชิง พระอรหันต์หมดสมมุติ อนุปาทิเสสนิพพาน ล้วน ๆ สอุปาทิเสสนิพพาน คือรับผิดชอบในธาตุในขันธ์ ต่างกันเพียงเท่านั้น อันนี้จะแบกมันไปหาอะไรถ้าพูดถึงเรื่องว่าไม่มีความมุ่งหมายอะไร ยุ่งกับอะไรเกี่ยวข้องกับอะไรเลย ปล่อยทีเดียวมันก็หายเงียบไปเลย แล้วอะไรจะมากวน ก็มีแต่ขันธ์แสดงอยู่ตลอด พอขันธ์ดับลงไปสมมุติก็ดับ แล้วก็หมดโดยประการทั้งปวง คำว่าวิมุตตินั้นก็คือธรรมธาตุ นิพพาน พอ อยู่ในจิตดวงที่บริสุทธิ์ จิตเป็นธรรม ธรรมเป็นจิต หรือธรรมธาตุเท่านั้นเอง

นี่ละท่านผู้ถึงนิพพานแล้วจึงไม่มีกฎ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา เข้าไปเกี่ยวข้องเพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสมมุติ หมดโดยประการทั้งปวง ธรรมชาตินั้นเป็นวิมุตติ เลยสมมุติหมดแล้ว ท่านจะเอาความทุกข์ ความลำบากลำบนมาจากไหน จะให้นามเป็นการเสริมท่านก็ว่า นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง คำว่าสุขอย่างยิ่งก็ยังเป็นสมมุติ ชื่อสมมุติอยู่นะ นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง แม้คำว่านิพพานก็ยังเป็นชื่ออันหนึ่งอยู่ นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง ก็ยังเป็นชื่อเป็นสมมุติอันหนึ่ง ธรรมชาตินั้นจริง ๆ แล้วไม่ใช่อันนี้ ไม่ใช่นิพพานนี้ ไม่ใช่สุขอย่างนี้ เหนืออีกนั่นฟังซิ

เมื่อโลกมีสมมุติก็ต้องตั้งเป็นธรรมดาของสมมุติ ต้องให้มีกรุยหมายป้ายทางไปอย่างนั้น ผู้ที่จะก้าวเดินถึงนิพพานต้องถือนิพพานเป็นกรุยหมายป้ายทาง เป็นชื่อเป็นนาม เหมือนบ้านนั้นบ้านนี้ พอไปถึงแล้วก็หมดปัญหา ถามหาอะไรบ้านนั้นเมื่อไปถึงแล้ว นี่หานิพพาน พอถึงนิพพานแล้วหมดปัญหา ผู้ที่ยังไม่ถึงนิพพานต้องเอานิพพานเป็นจุดไว้ ผู้ยังไม่ไปถึงบ้านใดต้องเอาบ้านนั้นเป็นจุดไว้ พอถึงบ้านนั้นหมดปัญหา พอจิตถึงขั้นนิพพานหรือบริสุทธิ์แล้วหมดปัญหาโดยสิ้นเชิง ไม่มีใครจะไปถามนิพพานอะไร สุขเป็นยังไง ทุกข์เป็นยังไงไม่มีถาม นั่นต่างกันอย่างนี้นะ มันรู้อยู่ในเจ้าของไม่ต้องไปถามใคร ตั้งแต่พระพุทธเจ้าลงมาถึงสาวกองค์สุดท้าย เมื่อถึงธรรมขั้นนี้แล้วไม่ถามกันเป็น สนฺทิฏฺฐิโก เต็มภูมิด้วยกัน

นี่ละธรรมที่ท่านตะเกียกตะกายมา ได้รับความทุกข์ความลำบากมากน้อยเพียงใด บึกบึนมาอย่างนั้น ๆ พอถึงขั้นนั้นแล้วทีนี้หายกังวลว่าอย่างนั้นก็ได้นะ หมด หมดตั้งกัปตั้งกัลป์อนันตกาล เรียกว่า เที่ยง นี่อำนาจแห่งความตะเกียกตะกายได้รับความทุกข์ความลำบากขนาดไหนก็ตาม เมื่อถึงนั้นแล้วเพราะเหตุแห่งการบำเพ็ญของเรานี้ เราสมหวัง ถ้าไม่บึกไม่บึนไม่ทำเลย มันก็คลุกเคล้าไปด้วยความสุขความทุกข์ ฟาดลงนรกอเวจี เหมือนขึ้นบันไดลงบันไดอยู่ตลอดมาอย่างนี้ละ ขึ้นสวรรค์ชั้นพรหม ลงนรก อเวจี เหมือนคนขึ้นบันไดลงบันได สัตว์โลกเป็นอย่างนั้น เว้นตั้งแต่สุทธาวาส ๕ ชั้น

สุทธาวาส ๕ ชั้นนี้เป็นที่อยู่ของพระอนาคามี คือ อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี อกนิษฐา ในสุทธาวาส ๕ ชั้นนี้เป็นที่อยู่ของพระอนาคามี พอบรรลุธรรมปึ๋งแล้วเข้าขั้นนี้ อยู่ในภูมินี้ แล้วจะก้าวขึ้นเรื่อย ไม่มีคำว่าถอยลงมามาเกิดอีกไม่มี นี่พระอนาคา ท่านจะหมุนไปเรื่อยเป็นพัก ๆ พัก อวิหา อตัปปา จิตภูมินี้เป็นจิตอัตโนมัติ พอถึงขั้นอนาคามีแล้ว จิตนี้จะหมุนตัวไปเอง ช้ากับเร็วขึ้นอยู่กับเจ้าของผู้เร่ง ถ้ามีชีวิตอยู่สำเร็จพระอนาคามีแล้ว เร่งความเพียรมันก็เร็วขึ้น ๆ พอสำเร็จพระอนาคามีอย่างนี้นะ ยังจะก้าวขึ้นชั้นนั้น ๆ ตามภูมิของอนาคามีถึงขั้นแก่กล้านั้นตายไปเสียนี้ มันก็ค่อยหมุนไปอย่างนั้นละ ไปโดยอัตโนมัติอยู่อย่างนั้น แต่ไม่เร็วเหมือนมีเจ้าของเร่ง

เจ้าของเร่งคือว่าสำเร็จพระอนาคามีแล้วนั้น เจ้าของยังมีชีวิตอยู่ท่านก็เร่งความเพียรของท่านเร็วขึ้น ๆ อาจถึงอรหัตภูมิ อรหัตผลในชาตินั้นเลย แต่ถ้าหากว่าเป็นไปเองคือ พอสำเร็จพระอนาคามีแล้วตายไปเสีย ร่างนี้ตายไปแล้วเหลือแต่จิต จิตนี้จะค่อยหมุนตัวไปเองเป็นอัตโนมัติ แต่ไปตามหลักธรรมชาติของตัวเองไม่มีใครเร่ง ก็ถึงได้เหมือนกัน ๕ ชั้นนี้ไม่ลง นอกจากนั้นขึ้นลง ๆ ตลอดเวลาจนกว่าจะสามารถแล้วผ่านได้เลย จำเอานะ จึงว่าสวรรค์ชั้นพรหมกับนรกอเวจีนี้ เหมือนขึ้นบันไดลงบันได..สัตว์โลกทั้งหลาย หมุนไปเวียนมาอยู่อย่างนั้น อยู่ในวงจักรวัฏจักรนี้ ไม่ให้ออกจากนี้ได้นะ แต่ธรรมหนักเข้า ๆ แหวกออกได้ อย่างพระโสดานี้อีก ๗ ชาติเป็นอย่างช้า ๓ ชาติ เป็นย่านกลาง ๑ ชาติสุดท้ายไปเลย นี่เรียกว่ากระแสของธรรม คำว่ากระแส โสตะ ๆ คือกระแสแห่งพระนิพพาน คือกระแสแห่งความพ้นทุกข์พาดพิงถึงแล้ว แน่นอนแล้ว จับสายทางได้แล้วไม่เป็นอื่น จะพุ่งถึงจุด ความหมายว่าอย่างนั้น พระโสดา สกิทาคา อนาคา อรหันต์ขึ้นเลยเรื่อย ๆ

นี่ละธรรมท่านสอนเพื่อขึ้นอย่างนี้ทั้งนั้น ท่านไม่สอนให้ลากลงเหมือนกิเลส กิเลสนี้ลากลง ๆ โดยลำดับ ส่วนธรรมมีแต่ฉุดขึ้น ๆ พากันตั้งใจอุตส่าห์พยายามบำเพ็ญนะ จิตนี้ไม่ตาย ไม่เคยมีตาย ถึงนิพพานก็เป็นอมตะไปแล้ว อมตะที่เที่ยงไม่มีเอนเอียง ไม่มีกฎ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา เข้าไปเกี่ยวข้องเลย คืออมตมหานิพพาน ส่วนจิตคนมีกิเลสก็ไม่ตายเหมือนกัน แต่สิ่งที่หมุนติ้วอยู่ในใจดวงนั้นมันมี หมุนพลิกนั้นพลิกนี้ ไม่ตายแต่ดิ้นอยู่อย่างนั้น ไม่ตายแต่ดิ้นอยู่ ใครจะอยากดิ้นล่ะ ดิ้นด้วยความทุกข์ความทรมาน ไม่ตายแต่ดิ้น อันหนึ่งไม่ตายไม่ดิ้น แน่ะมันต่างกันนะ บรมสุขยังเสริมเข้าไปอีก อมตมหานิพพานไม่ตายไม่ดิ้นเป็นบรมสุขด้วย อันหนึ่งไม่ตายแต่ดิ้นอยู่ตลอด เอ้า พิจารณาให้ดี จิตดวงนี้ไม่ตายเหมือนกัน แต่จิตของคนมีกิเลสนี้ดิ้นตลอด แต่จิตของผู้สิ้นกิเลสแล้วไม่ดิ้น พ้นผึงไปเลย

นี่ละธรรมพระพุทธเจ้าสอนโลกโกหกโลกเหรอ นี่ละธรรมเป็นคู่โลกคู่สงสาร พระพุทธเจ้าตรัสรู้จะตรัสรู้ธรรมอันเดียวกัน ธรรมสอนโลกก็สอนแบบเดียวกัน กิเลสก็เป็นแบบเดียวกัน แก้กิเลสอย่างเดียวกัน ให้พยายามนะพวกเรา ถ้าไม่พยายามไม่ได้ สุกเอาเผากิน อยู่เป็นสุขวันหนึ่ง ๆ ประเดี๋ยวประด๋าวแค่นี้ก็เอา ความทุกข์ที่จะมาตั้งกัปตั้งกัลป์มันไม่ได้คิดนี่ซิ เอาความสุขแค่ขึ้นบนหมอนครอก ๆ เอาละเราสบายวันนี้ บทเวลามันจะไปจมในนรกมันไม่เห็นคิด พวกนี้พวกสบายทั้งนั้นแหละ ไปดูซิหมอน ไปต้องถือเข็มไปด้วยหรือหามจักรไปด้วย คนนั้นหมอนแตก คนนี้เสื่อขาด ต้องเอาจักรไปเย็บเอาเข็มไปเย็บทั้งเสื่อทั้งหมอน นี่พวกสุกเอาเผากิน เห็นแก่เสื่อแก่หมอนยิ่งกว่าเห็นแก่ความพ้นทุกข์ ดังพระพุทธเจ้าและสาวกท่าน

ท่านผู้เหล่านี้ท่านคิดการณ์ไกล ทุกข์ยากลำบากขนาดไหนเอามาทบทวนกันดู เรื่องความทุกข์นี้กับความทุกข์ทำความพากเพียรเพื่อหลุดพ้น กับความทุกข์ที่จะจมอยู่ในโลกนี้ อันไหนมีน้ำหนักกว่ากัน ดีกว่ากัน เมื่อความทุกข์เพราะการสู้กิเลสเพื่อเอาความสุขขึ้นมาครอง อันนี้ดีกว่า ถึงจะทุกข์ก็ยอมรับ นั่น ต้องแยกกันอย่างนั้น มันก็ผ่านได้คนเรานะ

ให้อุตส่าห์พยายามกันนะ จิตดวงนี้แน่เลย คำว่าตายไม่มี ตามเข้าไปจนถึงที่มัน ไม่ต้องไปถามใครเลยจิตดวงนี้ เมื่อเวลาตามเข้าไปถึงที่ถึงตัวจิตจริง ๆ แล้วจะติดแนบกันไปเลย สติปัญญากับจิตติดแนบกันไป รักษากันไปชำระกันไป พอจับจิตได้แล้วตาม ไม่ปล่อยจิต เปิดให้จิตเดิน ๆ ปัดออกอะไรเป็นข้าศึกต่อจิต อะไรที่เป็นสิ่งมัวหมองต่อจิต ปัดออก ๆ ๆ ถึงขั้นบริสุทธิ์หลุดปึ๋งเลย นี่ละจิต แล้วหลุดไปแล้วตายที่ไหนไม่มี เวลาไปจมลงในนรกมันก็ดีดก็ดิ้นอยู่ในนรก ให้ฉิบหายไม่ฉิบหาย มันก็ดีดก็ดิ้นอยู่อย่างนั้น มันไม่ตายแต่มันดีดมันดิ้น จำเอานะ เอาละวันนี้พูดเพียงเท่านี้แหละ

 

อ่านธรรมะหลวงตาวันต่อวัน ได้ที่ www.luangta.com

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก