ฟุ้งเฟ้อแบบรถติด
วันที่ 11 เมษายน 2548 เวลา 8:30 น.
สถานที่ : สวนแสงธรรม กรุงเทพฯ
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เมื่อเช้าวันที่ ๑๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๔๘

ฟุ้งเฟ้อแบบรถติด

 

         หยุดกันตั้งแต่วันที่เท่าไร (๑๓-๑๗ ครับ) หยุดเล่นมันเล่นจริงๆ นะ มันไม่ใช่ว่าคำว่าเล่น มันจริงมันจังมาก เล่นสนุกสนานจริงจังมากทีเดียว ยิ่งภาคอีสานนี้เหมือนเด็กเลย สงกรานต์ภาคอีสานกับภาคอื่นรู้สึกจะผิดกันอยู่มากพอสมควร ภาคอีสานนี่เป็นเด็กทั้งหมดเลย ไม่มีผู้ใหญ่ผู้น้อยนะถ้าเวลาเล่น ขึ้นไปบ้านใดเรือนใดตักน้ำอาบเสร็จแล้วคว่ำหม้อลงหนีไปเลย ด่าว่าอะไรๆ เฉยเลย ด่าเขาก็ด่าเล่นกันนั่นแหละ เขาด่าเขาอะไรอย่างนี้เฉย จึงว่าเล่นจริงๆ ภาคอีสานนี่เป็นภาคเด็กเล่น แต่ดีอันหนึ่งทางน้ำใจไม่ค่อยมีอะไรกันง่ายๆ ละ การเล่นยกให้เป็นที่หนึ่งภาคอีสาน

         นี่จึงได้เตือนทุกภาคนะ เวลาเล่นก็ให้เล่นจริงๆ อย่าไปถือสีถือสากัน ถ้ามีถือสีถือสาอยู่ไม่เรียกว่าเล่น คำว่าเล่นต้องลดตัวลงไปเหมือนเด็ก ไม่มีศักดิ์ศรีดีงามอะไรเลย ปล่อยลงสู่ความเล่นทั้งหมด นั่นแหละจึงเรียกว่าเล่น เมื่อเล่นอย่างนี้ก็สนุกสนานกัน ถ้าเล่นอย่างถือสีถือสาคอยจับผิดจับถูกไม่ใช่เล่นกัน เป็นพิษเป็นภัย ไม่สนิทในการเล่น ไม่สนิท คำว่าเล่นต้องปลดปล่อยทั้งหมด อย่างนายอำเภอเห็ม นายอำเภอเห็มเขาเป็นนายอำเภอ วันนั้นเขาจะขึ้นเล่นลิเกละคร

         เขาก็ถอดเสื้อตรานายอำเภอออก นายอำเภอเห็มอยู่นี่นะ เอาเสื้อห้อยไว้ปั๊บนายเห็มจะเล่นละคร ไปก็เล่นละครกับพวกนั้นแบบเดียวกันหมดเลย นายอำเภอเห็มอยู่ต้นเสา นายเห็มเล่นละครเข้าท่าดีนะ ได้เป็นคติดี บอกว่าให้นายอำเภอเห็มอยู่บนต้นเสา คือถอดเสื้อตรานายอำภงอำเภอออกไปแขวนไว้นั้น นายเห็มจะเล่น ว่างั้นนะ พอว่าก็ฟัดกันเลยไม่ว่าผู้ใหญ่ผู้น้อย อย่างนั้นจึงเรียกว่าเล่นเข้าใจไหม นายอำเภอเขาอยู่ต้นเสา นายเห็มก็เล่น

         นี่เราก็ให้เป็นอย่างนั้น การเล่นต้องไม่ถือสีถือสากัน ในเวลาเล่นอย่าไปถือสีถือสากัน ให้ถือความสนุกรื่นเริง คือวันเล่นนั้นหมายถึงวันสนุกรื่นเริงของทุกคนที่ตั้งหน้ามาชุมนุมเล่นกัน อย่าให้มีเสี้ยนมีหนาม มีพิษมีภัยจากทิฐิมานะความสูงความต่ำอะไรมากระทบกัน อย่างนี้ไม่ดีนะ เวลานั้นให้ปลดออกหมด ไอ้เสื้อนายอำเภอเห็มเอาไปติดไว้ต้นเสาให้หมด ให้มีแต่นายเห็มทั้งประเทศเรานี่

         วันสงกรานต์ให้มีแต่นายเห็มทั้งประเทศ เสื้อนายเห็มเป็นเสื้อตำแหน่งนายอำเภอเอาไปเกาะไว้ต้นเสา นายอำเภอเห็มอยู่นี่นะ นายเห็มจะเล่น พอว่านั้นก็ซัด  ให้เราทำแบบนายเห็มนะ อย่าไปแบบสูงๆ ต่ำๆ การเล่นกันไม่สนิท ถือสีถือสา ยังมีผูกโกรธผูกแค้นกันในเวลาเล่นไม่ถูก นี่จึงเรียกว่าเล่น และเป็นความสนุกสนานได้จริง สมกับว่ามีความสนุกรื่นเริง ให้พากันจำเอาไว้ คำว่าเล่นกับจริงมันต่างกัน แต่หลวงตาบัวไม่มีเบอร์นายอำเภอ เวลาพูดกับญาติกับโยมก็เป็นชั้นๆ พอลงมาถึงไอ้ปุ๊กกี้ไอ้หยองไอ้หมีแล้วนี่ โถ เป็นไอ้ปุ๊กกี้ไอ้หมีไอ้หยองไปหมดเลย ใครมายุ่งไม่ได้ เวลานี้จะเล่นกับหมา ซัดอยู่กับหมานัวเนียเลย ตำแหน่งหลวงตา-นายอำเภอไว้นู่นเลย ซัดกัน เป็นอย่างนั้นเวลาเล่นต้องเล่นอย่างนั้นซิ เวลาเล่นกับหมาใครมายุ่งไม่ได้ ซัดกับหมา จึงเรียกว่าเล่น

         ทีนี้พลิกจากหมามาหาคน หมามายุ่งไม่ได้เดี๋ยวจะถูกต้มยำ เรากำลังเทศนาว่าการมาเห่าวอกๆ เอามาต้มยำเลย กูกินข้าวอิ่มแล้วมึงมาเห่าอะไรอีก แต่ก่อนกูกำลังหิว มึงทำไมไม่เห่ากูจะได้ต้มยำให้ทันสมัย นี่เตือนให้ทราบ การเล่นจะทำให้เสียเนื้อเสียตัว เล่นเฉยๆ ไม่ได้ทำให้เสียตัวนะ การเล่นความสนุกสนานไม่เป็นความเสียตัว เป็นความรื่นเริงบันเทิง โบราณท่านจึงจัดให้เป็นจุด ให้เป็นกาลเวลาที่สนุกสนานรื่นเริง เพราะเราหมุนตัวเป็นเกลียวมาตลอดทั้งวันๆ มาครบรอบปีเปิดให้เป็นความสนุกสนานรื่นเริงบ้างก็ให้เป็นความสนุกสนานรื่นเริงติดจิตติดใจไปทุกคน

         อย่าให้มีความโกรธความแค้น ผูกอาฆาตมาดร้ายต่อกันในเวลาเล่นอย่างนั้น ไม่ถูก เล่นก็เล่นจริงๆ ไม่ถือเลยละ จากนั้นไปแล้วก็เป็นอันใหม่ขึ้นมา ให้เป็นเหมือนนายอำเภอเห็ม นายอำเภอเห็มเขาเอาเสื้อนายอำเภอ ตรานายอำเภอไปห้อยไว้ต้นเสา  นายอำเภอเห็มอยู่นี่นะ บอก เอาเสื้อไปเกาะไว้นายเห็มจะเล่น นายเห็มก็ลงเล่นซัดแหลกเลย นั่นให้เป็นเหมือนนายอำเภอเห็มนะ เข้าใจไหม

         เวลาเล่นก็ให้เล่นอย่างนั้นจึงเรียกว่าเล่น มีสัตย์มีจริง มนุษย์เล่นไม่เหมือนสัตว์เล่น มนุษย์เล่นเล่นจริงๆ เป็นความรื่นเริงบันเทิงกันในเวลาเล่น ไม่ให้มีอะไรเป็นความเสียหาย ให้มีแต่ความรื่นเริงบันเทิงต่อกัน ในปีหนึ่งๆ จะมีหนหนึ่งๆ อย่างเดือนเมษานี่มาตั้งแต่โบร่ำโบราณ ไอ้มกราฯปีใหม่นี่ตั้งขึ้นทีหลัง ก็เป็นอย่างนั้นจืดๆ ชืดๆ ไม่ค่อยมีรสมีชาติเหมือนเดือนเมษานะ เดือนเมษาที่จะเข้ามาถึงวันที่ ๑๓-๑๔ นี่เป็นความรื่นเริงบันเทิงของคนทั้งประเทศเรามาจากโบร่ำโบราณ ให้เป็นเครื่องระลึกเอาไว้ นั่นเรียกว่าเล่น

         แต่อย่าไปเล่นให้เสียเนื้อเสียตัว อย่างไปเล่นการพนันขันต่อ สูบฝิ่นกินกัญชานี่ไม่ใช่เล่น นี้เรื่องฉิบหายอย่าไปทำกันนะ การเล่นไม่ใช่ไปทำความฉิบหายแก่ตนเอง การเล่นเป็นความสนุกรื่นเริงบันเทิง ไม่ใช่สร้างความฉิบหายแก่ตน อย่างนั้นไม่เรียกว่าเล่น เรียกว่าสร้างความฉิบหายเป็นภัยต่อตนไม่เรียกว่าเล่น พากันจำเอานะ เวลาเล่นก็เล่น เวลาจริงก็จริง เวลาเล่นให้เห็นชัดเจนว่าเล่น เวลาจริงก็ให้ถือเป็นหลักเป็นเกณฑ์ เป็นคติเครื่องเตือนใจได้เรียกว่าจริง เช่นอย่างธรรมะสอนโลกเรียกว่าจริง

         ถ้าอันใดเป็นข้อตลกอยู่ในธรรมะนั้นก็เป็นคติธรรมแทรกไปในนั้นเสร็จ ไม่ใช่เป็นเรื่องเล่นนะ คือจะเป็นเรื่องตลกบ้างก็แทรกธรรมอยู่ในนั้น เรียกว่าธรรม อย่างที่เรานำมาสอนพี่น้องทั้งหลายนี่ที่ออกหน้าออกตาจริงๆ เป็นเวลา ๗ ปี เราสอนพี่น้องทั้งหลายทั้งเล่นทั้งจริงไปด้วยกันนั่นละ แต่เล่นนั้นเพื่อความจริง แทรกกับความจริงๆ ไม่ใช่เล่นเพื่อความเสียหายอะไร ตลกบ้างอะไรบ้างมีเป็นธรรมดาแทรกกันไป ธรรมต้องเป็นของจริงเสมอ ให้ยึดไปนะ

         โอวาทคำสั่งสอน ที่หลวงตาได้สอนพี่น้องทั้งหลายมาตั้งแต่ได้ออกประกาศตนเป็นผู้นำพี่น้องทั้งหลายนั้นเป็นโอวาทกลั่นกรองมาแล้วจากอรรถจากธรรมอย่างดี ไม่มีเคลื่อนคลาดอะไร ให้ยึดอันนั้นเป็นหลักเป็นเกณฑ์ ถ้าได้ออกยังไงแล้วนั้นแหละคือความถูกต้อง ได้พิจารณาเรียบร้อยแล้ว ใครจะมาคัดค้านต้านทานอะไรก็ไม่มีความหมาย อันนั้นคือความจริงเป็นหลักเป็นเกณฑ์ได้ปฏิบัติ ไอ้พวกที่มาคัดค้านต้านทานเอาไปเป็นหลักความจริงแหลกเลย โลกไม่มีเหลือ สำหรับธรรมแล้วเป็นหลักความจริงร่มเย็นเป็นสุขได้ทั่วหน้ากัน

         เราก็ได้นำธรรมนี่มาสอนพี่น้องทั้งหลาย ทางด้านวัตถุก็สอนเต็มเม็ดเต็มหน่วยไม่เคลื่อนคลาด เราก็มีความอบอุ่นด้วยการนำพี่น้องทั้งหลายทางด้านวัตถุก็ได้สมบูรณ์พูนผลเข้าคลังหลวงของเรา กระจายออกทั่วประเทศเขตแดน มีแต่สิ่งก่อสร้างที่ออกมาจากน้ำใจของพี่น้องทั้งหลายที่รักชาตินั้นแล บริจาคแล้วก่อสร้างที่นั่นที่นี่ขึ้นทุกแห่งทุกหน ไปที่ไหนเห็นแต่สิ่งก่อสร้างทั้งนั้นละ ส่วนมากก็โรงพยาบาลเป็นที่หนึ่ง อันดับสองก็โรงเรียน อันดับสามก็ที่ราชการ นี่เป็นสมบัติของพี่น้องทั้งหลาย

         สำหรับหลวงตานี้เรียกว่าพูดตามความจริงจริงๆ เราแบมือ เราไม่มีแตะต้องเลยเงินพี่น้องทั้งหลายที่บริจาค ไม่ว่าทองคำ ดอลลาร์ เงินสด เราออกเพื่อโลกทั้งนั้น เราไม่เอาอะไร เราบอกว่าเราพอแล้วทุกอย่าง การสอนโลกเราสอนด้วยความพอในหัวใจ ธรรมที่สอนออกไปจึงแน่ใจว่าไม่ผิดๆ ตลอดมา ใครจะมาคัดค้านต้านทานโจมตีประการใดมันก็เหมือนหมาเห่าฟ้านั่นละเข้าใจไหม ความจริงเป็นความจริงตลอดเวลา ลบไม่สูญคือความจริง ไอ้ความจอมปลอมมันเข้ามาช่องนั้นตกไปช่องนี้ตกไป ไม่ได้แน่นอน แต่ความจริงนี่แน่นอนมาก

         ให้ท่านทั้งหลายยึดเอาหลักธรรมนี้ไปปฏิบัติต่อตัวเอง ตลอดหน้าที่การงาน สังคมต่างๆ แล้วจะเป็นคติเครื่องเตือนใจ มีความแน่นหนามั่นคงต่อไปโดยลำดับ เราได้พยายามสุดขีดแล้วการช่วยพี่น้องทั้งหลายคราวนี้ นี่ก็ไม่หยุดไม่หย่อนเห็นไหม บริจาคมาเรื่อยๆ ถ้าว่าทองคำก็ได้เป็นกอบเป็นกำมาแล้วก็ยังไม่แล้ว ทีแรกทองคำเที่ยวหาขู่เอา เห็นหน้าใคร “ไหนทองคำกระเป๋าไหนเอามา” ขู่ทีแรก ทีแรกขู่ ครั้นต่อมาพอได้เป็นกอบเป็นกำตามความมุ่งหมายทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ทีนี้เป็นการขอบิณฑบาตแบบลอยๆ แล้วออดอ้อนขอเอา

         คราวนี้ไม่ขู่ ใครให้เท่าไรเอาทั้งนั้นๆ ไม่ขู่ แผนนี้เป็นแผนหนึ่งแผนเด็ดๆ แผนลดลงมาจนกระทั่งแผนบิณฑบาตขอออดอ้อน เดี๋ยวนี้อยู่ในขั้นนี้ละ มีออดมีอ้อน ใครมีเท่าไรเอามาเข้าคลังหลวงของเรา เพื่อจะเป็นลมหายใจของคนทั้งชาติ ลูกหลานชาติไทยเราเวลานี้ทั้งหมด ๖๓ ล้านคนแล้ว นี่หายใจอยู่ในคลังหลวง ไม่ได้อยู่ที่ไหน คลังหลวงติดกึ๊กเอาไว้แล้วเป็นเครื่องประกันครอบเมืองไทยเรา จึงต้องได้ต่างคนต่างเสาะแสวงหา หลวงตาจึงว่าแล้วก็ไม่แล้ว ต่อยกันบนเวทีลงมาเวทีให้น้ำก็ยังตามต่อยกันอยู่ ต่อยเวลาให้น้ำไม่ต่อยหนัก ต่อยขึ้นเวทีนี้เอาหนัก พอตายตายเลย พอลงมาให้น้ำแล้วต่อยแปะๆ ไปอย่างนั้น

         อันนี้เอาส่วนใหญ่มาได้แล้ว ทองคำได้สมมักสมหมายเรียกว่าต่อยบนเวที ลงจากเวทีมาแล้วต่อยแปะๆๆ “เป็นยังไงมีบ้างไหมทองคำ” ออดนั้นออดนี้ ต่อยแบบกำลังให้น้ำก็ตามต่อยอยู่อย่างนั้น นี่ต่อยอยู่ทุกวัน ต่อยแปะๆ อยู่งั้นละ นี่ทองคำเราเวลานี้ก็ได้ตั้งเกือบ ๑๐๐ กิโลแล้ว ดูเหมือน ๘๗ กิโลแล้ว ทองคำที่เราได้หลังจากมอบแล้วเวลานี้ได้ ๘๗ กิโลแล้ว ถ้าไม่ออดไม่อ้อนพี่น้องทั้งหลายก็ไม่มี หายเงียบไปเลย เราได้จุดใหญ่แล้วก็หายเงียบไปเลย ที่ได้จุดใหญ่แล้วก็หาแตะนู้นแตะนี้ ขอนั้นขอนี้บิณฑบาต ได้มาตั้ง ๘๐ กิโลแล้ว นั่นเห็นไหมล่ะ

         นี่ต่อยนอกเวที ต่อยเวลาให้น้ำก็ได้ผลอยู่ ก็ต่อยแบบนั้นละเรื่อยมา เราจะพยายามทุกวิถีทางที่จะช่วยพี่น้องทั้งหลายได้เต็มกำลังของเรา ในเวลามีชีวิตอยู่เราจะสร้างความดีเพื่อโลกทั้งหลายให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ตายแล้วเราดีดผึงเลยเราพูดตรงๆ เราหายห่วงทุกอย่างแล้ว นี่เราห่วงแต่พี่น้องชาวไทยของเราทั้งนั้น ที่ดีดที่ดิ้นทางนู้นทางนี้ไม่หยุดไม่ถอยดีดเพื่อพี่น้องทั้งหลายนะ เราเพื่อพี่น้องทั้งหลาย เราเพื่อพี่น้องทั้งหลายทั้งนั้นแหละ เพราะฉะนั้นจึงพากันได้เห็นใจชาติไทยของเรานะ เป็นชาติที่เราจะต้องรับผิดชอบทั่วหน้ากันทุกคน

         ให้ต่างคนต่างอุตส่าห์พยายาม การอยู่การกินการใช้การสอยก็อย่าฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมจนเกินเนื้อเกินตัว เมืองไทยเรายกนิ้วให้เลยว่าเป็นเมืองฟุ้งเฟ้อ บอกตรงๆ เราเกิดท่ามกลางของเมืองไทยเรา เมืองไหนไม่ได้เหมือนเมืองไทย เมืองไทยนี่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมมากทีเดียว ทำไมจึงฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมมาก ต้นเหตุเป็นมาจากพ่อแม่ปู่ย่าตายายพาอยู่พากินพาถ่อพาพายมาด้วยความสงบร่มเย็น อาหารการบริโภคสมบูรณ์พูนผลมาเรื่อยๆ ทีนี้ลูกหลานไทยจึงไม่รู้โทษซิ เพราะเห็นแต่ความสะดวกสบาย

         ทีนี้เวลาเข้ามาถึงสนามใหญ่ของความวุ่นวายแห่งโลกแล้ว มันปรับตัวไม่ทัน เราเคยมาอย่างไรก็ไปตามความเคยของเรา ปรับตัวไม่ทัน เรียกว่าไม่ทันเขา เพราะฉะนั้นจึงให้พิจารณาดีดดิ้นให้ทันเหตุการณ์ อย่าฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมเกินเนื้อเกินตัว ดังที่เคยพูดเมื่อสองวันมานี้แหละ เขามาเล่าให้ฟัง มันโมโหก็เอาเสียบ้างซิเรา จะไม่โมโหยังไง ไม่ใช่พระอิฐพระปูนนี่วะ มาก็รถติดๆ มันยังไงนักไอ้รถติดนี่น่ะ ไล่เข้ามาละซิ อยู่ถนนมันก็ติด เข้ามาในบ้านรถก็ติด เข้าไปในครัวรถก็ติด เข้าไปในห้องน้ำห้องส้วมรถก็ติดเหรอ ออกจากนั้นเข้าไปในหม้อแกงหม้อหุงข้าวรถติดๆ เหรอ แกงอยู่ในหม้อจะไปตักแกงก็ไม่ได้รถติด มีแต่รถติด จะตักอาหารขึ้นมาใส่ปากก็รถติด จะกลืนข้าวลงเคี้ยวอาหารก็ไม่ได้รถติดๆ ติดตลอดเลยเหรอ เราก็ว่างั้น มันทำไมได้ติดนัก คือมันติดมากต่อมาก มันติดไปหมด

         ถ้ามันฟุ้งเฟ้อมันฟุ้งเฟ้อไปหมดอย่างนี้ เข้าใจไหมล่ะ ถ้ามีประหยัดก็ประหยัดทุกสิ่งทุกอย่าง ประหยัดเข้ามาๆ ถ้าลองฟุ้งเฟ้อทุกสิ่งทุกอย่างจะฟุ้งเฟ้อไปตามๆ กัน แบบรถติด เข้าใจไหมล่ะ รถนี่มันติด ไปไหนติด จนกระทั่งอยู่ในหม้อข้าวหม้อแกง ช้อนตักลงไม่ได้รถติด รถขวางอยู่ในหม้อแกงเข้าใจไหม เอามาใส่ถ้วยใส่จานจะเอามาตักรับประทาน อ้าว รถติด ติดอยู่ในถ้วย แล้วเอาเข้ามาในปากรถติดในปากอีก จะกลืนก็กลืนไม่ได้ เคี้ยวก็เคี้ยวไม่ได้รถติดๆ นี่เวลามันติดมันติดไปหมด เวลามันฟุ้งเฟ้อฟุ้งเฟ้อไปหมด เข้าใจไหม ทีนี้เวลาเราประหยัดพลิกใหม่เสียทีนี้มันก็ย่นลงๆ ทุกอย่างก็ไม่ติด โล่งไปโดยลำดับ พากันเข้าใจเอา

         วันนี้เทศน์แบบรถติดให้ฟัง ไม่เทศน์มากอะไรนักละวันนี้ เทศน์เพียงรถติดก็พอ ทีนี้เมื่อรถติดแล้วเปิดทางรถเราอย่าติด เมื่อเราไม่ติดรถก็ไม่ติด เปิดโล่งไปหมด ทุกสิ่งทุกอย่างพอดิบพอดีโล่งไปเลย เรียกว่าไม่ติด รถไม่ติด เราไม่ติด เข้าไปในห้องน้ำห้องส้วมไม่ติด เข้าในหม้อแกงหม้อหุงข้าวก็ไม่ติด ไปในเสื่อในหมอนก็ไม่ติด นอนได้สบายๆ รถไม่ขวางทาง เข้าใจเหรอ เอาละพอ

         ทองคำที่ได้เมื่อเช้านี้ ๒๒ บาท ๖๙ สตางค์ เห็นไหมล่ะค่อยแปะนั้นแปะนี้เวลาให้น้ำเข้าใจไหม เวลาเขาไม่ตั้งใจต่อยค่อยต่อยเอาตามนั้นละ นี่ได้ตั้ง ๒๒ บาท มันก็น่าต่อยนะ เพราะฉะนั้นจึงต้องต่อยเรื่อย ต่อยนั้นต่อยนี้เรื่อย ได้มาวันละเล็กละน้อยมันก็กองใหญ่ขึ้นละซิ เมื่อทองคำกองใหญ่พี่น้องชาวไทยเราหายใจโล่งนะ เราเปิดลมหายใจให้พี่น้องชาวไทยเราในเวลาเป็นกาลอันควรอยู่นี้ จึงต้องอุตส่าห์พยายามทุกด้านนั่นละ เอาละทีนี้ให้พร

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก