อย่าพากันผูกกรรมผูกเวร
วันที่ 17 เมษายน 2548 เวลา 8:30 น.
สถานที่ : ศาลา สวนแสงธรรม กรุงเทพฯ
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เมื่อเช้าวันที่ ๑๗ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๔๘

อย่าพากันผูกกรรมผูกเวร

 

         ปิดปาก เปิดหู เปิดใจฟัง วันนี้เป็นวันอาทิตย์เป็นวันว่าง สำหรับงานทั้งหลายที่เราเคยประกอบมา วันนี้ว่างทางด้านงานการหาอยู่หากินทางโลกทางสงสาร แต่ให้เข้าสู่อรรถสู่ธรรม ไปวัดไปวาฟังธรรมจำศีลบำเพ็ญความดี หาความสงบใส่ใจ นี่เป็นโอชารสอันสำคัญมากสำหรับใจที่ต้องการ มีเท่านี้ นอกนั้นมีแต่สิ่งรบกวนจิตใจของเรา หาความสงบร่มเย็นไม่ได้ คนหนึ่งๆ เหมือนกังหันภายในใจ ไม่มีเวลาสงบร่มเย็น จะสงบร่มเย็นได้ด้วยการอบรมจิตใจ ระงับดับความฟุ้งซ่านวุ่นวายของใจด้วยน้ำคือธรรม มีจิตตภาวนาเป็นสำคัญ

         ให้อบรมจิตใจให้มีความสงบร่มเย็น ถ้าใจไม่สงบโลกนี้หาความเป็นสาระไม่ได้นะ เพราะสาระสำคัญอยู่ที่ใจ ถ้าใจร้อนโลกนี้ก็เป็นฟืนเป็นไฟไปตามๆ กัน ถ้าใจสงบร่มเย็นโลกก็เย็นไปตามๆ กัน แต่ที่โลกจะร่มเย็นเพราะอรรถเพราะธรรม โลกจะร้อนเพราะไฟกิเลสตัณหาเผาหัวเรา ให้พากันระงับดับมัน วันเช่นนี้เป็นวันอาทิตย์หรือวันว่าง จะเป็นวันศีล วัน ๘ ค่ำ ๑๔-๑๕ ค่ำก็ตาม วันเสาร์วันอาทิตย์ก็ตาม นี่คือวันว่างสำหรับเสาะแสวงหาคุณงามความดีเข้าสู่ใจ

         ใจเสาะแสวงหาหรือเรียกร้องหาความช่วยเหลือจากเจ้าของอยู่ตลอดเวลา แต่มักจะไปหาของแสลงมาให้จิตใจได้รับแล้วกลายเป็นฟืนเป็นไฟ ไม่สมเจตนาที่ว่าหาความสุขๆ ให้ยึดไว้เป็นหลักเกณฑ์อันดี คือหาความสุขต้องหาด้วยอรรถด้วยธรรม หาโดยทางอื่นไม่มีทางที่จะเป็นความสงบสุขได้ ต้องหาด้วยอรรถด้วยธรรม ทำความสงบเย็นใจ ถ้าออกจากความสงบเย็นใจ เช่นอบรมจิตใจหรือภาวนาเป็นต้นมาแล้ว ก็ให้ประกอบหน้าที่การงานโดยมีธรรมเป็นเครื่องแนะนำคอยเตือนบอกอยู่เสมอ สิ่งใดผิดอย่าพากันทำ สิ่งใดถูกให้ส่งเสริมสิ่งนั้นขึ้นมา ต่างคนต่างส่งเสริมสิ่งที่ดี ต่างคนต่างปัดสิ่งที่ชั่วทั้งหลายออก แล้วต่างคนต่างทำเช่นนี้แล้วก็นับว่าจะมีความสงบร่มเย็นในชาติไทยของเรา ซึ่งเป็นชาติแห่งชาวพุทธเป็นจำนวนมาก

         ขอให้ท่านทั้งหลายนำธรรมเข้าไปอบรมจิตใจ เรื่องกิเลสตัณหานี่มันขยี้ขยำพวกเราแหลกมานานตั้งกัปตั้งกัลป์นับไม่ถ้วน ไม่มีใครเข็ดหลาบอิ่มพอ ต้องได้รับความทุกข์ความทรมานจากมันเสมอ ถ้ามีความเข็ดหลาบอิ่มพอวิ่งเต้นเข้าหาอรรถหาธรรมเป็นความสงบร่มเย็น เรียกว่าน้ำดับไฟ ใจเราก็จะมีความสงบร่มเย็น ยกตัวอย่างเช่นพระท่านอยู่ในป่า นั่นละท่านเป็นผู้ตักตวงเอาความสุข ความสงบร่มเย็นภายในใจ เป็นผ้าขิ้ริ้วห่อทองอยู่ในป่าในเขา พระท่านผู้ตั้งใจปฏิบัติอรรถธรรมจริงๆ ท่านปฏิบัติอย่างนั้น กฎเกณฑ์ของท่านบังคับตลอดเวลา เอาธรรมเป็นกฎเป็นเกณฑ์ เอาวินัยเป็นกฎเป็นเกณฑ์ บังคับ เพราะวินัยก็ดีธรรมก็ดีกีดกันความชั่วไม่ให้เข้ามาแตะต้องตัวเอง แล้วก็เปิดทางความดีงามให้บำเพ็ญอยู่เสมอ นั่นละท่านอยู่ในป่า

         พระพุทธเจ้าท่านอยู่ในป่า พระสงฆ์สาวกอยู่ในป่า บำเพ็ญธรรมอยู่ในป่าตลอดมา ป่านั้นเป็นสถานที่บำเพ็ญใจให้มีความสงบร่มเย็น เมื่อสงบร่มเย็นแล้วเป็นผลก็นำมาสอนโลก พระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยการอบรมจิตให้สงบร่มเย็น จนพ้นจากทุกข์ได้ เป็นศาสดาของโลก สาวกทั้งหลายดำเนินตามเสด็จพระพุทธเจ้าด้วยข้อวัตรปฏิบัติ สำรวมกาย วาจา ใจ กำจัดสิ่งที่เป็นภัยออกจากใจอยู่โดยสม่ำเสมอ ท่านก็ตักตวงเอามรรคเอาผล นิพพาน อยู่ในการบำเพ็ญของท่านตลอดไป

         นี่ละที่ว่าศาสนาพุทธของเราคือแดนแห่งป่า เป็นแดนแห่งพุทธศาสนา ไม่ใช่ตลาด ตเลกระดูกหมูกระดูกวัวเต็มบ้านเต็มเมือง เป็นแดนแห่งพุทธศาสนา นั้นเป็นแดนแห่งกิเลสตัณหามันขยี้ขยำสัตว์โลกให้เดือดร้อนวุ่นวายอยู่ในแดนเช่นนั้น แต่แดนแห่งป่าเป็นแดนสงบร่มเย็นของธรรม วันเช่นนี้เป็นวันอาทิตย์ให้พากันฟังอรรถฟังธรรมแล้วนำไปเป็นข้อคิดแก่ตัวเอง ท่านสอนแล้วก็เป็นเรื่องสอน ใครจะเอาหรือไม่เอาก็เป็นกรรมเท่านั้นเอง ผู้ไม่สนใจฟังก็เป็นกรรมของสัตว์ ผู้สนใจฟังนำไปปฏิบัติก็เป็นสิริมงคลแก่ผู้ฟังผู้ปฏิบัติตาม

         เพราะฉะนั้นพุทธศาสนาจึงมีการอบรมเสมอ เหมือนกับคนเจ็บไข้ได้ป่วย วิ่งเข้าหาหมอหาหยูกหายา มีทางหายจากโรคกลับมาได้นะ ถ้าโรคของคนที่ไม่สนใจกับหมอกับหยูกกับยา แต่สนใจกับสิ่งแสลงทำลายตัวเองนั้นนับวันที่จะตายได้ทั้งนั้น จะเป็นโรคเล็กน้อยก็ตามเมื่อปราศจากการรักษาหรือการบำรุงแล้ว มีทางที่จะชำรุดลงไปเรื่อยๆ กำเริบไปเรื่อยๆ สุดท้ายเจ้าของก็ตาย นี่คือการไม่เหลียวแลรักษาเจ้าของ เรารักษาเจ้าของรักษาทางร่างกายก็ไม่กระทบกระเทือนที่จะเกิดภัยต่อร่างกาย รักษาทางด้านจิตใจให้ระมัดระวังสิ่งที่จะเป็นภัยต่อใจ

         เช่นความโกรธอย่าไปโกรธให้เขา ความโกรธให้เขามันโกรธให้เราแล้วนะ ไฟเกิดขึ้นมาจากใจเรา ไม่พอใจกับคนใด เคียดแค้นให้คนใด เป็นไฟเผาตัวเองก่อนแล้วแล้วกระจายออกไปคนอื่นให้เดือดร้อนกระทบกระเทือนทั่วหน้ากัน นี่คือความโกรธ คือฟืนคือไฟ ศาสนธรรมท่านสอนว่าเป็นภัย ขอให้พากันระมัดระวัง มันจะโกรธจะเคียดแค้นขนาดไหน มันไม่ได้สร้างหอปราสาทราชมณเฑียรส่งเราไปสวรรค์นิพพานได้ละไอ้ความโกรธ นอกจากมันจะส่งลงนรกอเวจีให้เสวยทุกข์ เป็นมหันตทุกข์อยู่ในเมืองผีนี้เท่านั้น

         โกรธจึงไม่มีประโยชน์อะไร เป็นภัยต่อตัวของเราเอง อย่าพากันโกรธ อย่าพากันแค้น อย่าพากันผูกกรรมผูกเวรต่อกัน การผูกกรรมผูกเวรต่อกันนี้ไม่มีสิ้นสุด จะยกตัวอย่างมาให้ฟัง ตามตำราท่านแสดงไว้ มียักษ์ตนหนึ่งจะมากินลูกของผู้หญิงคนหนึ่ง คนทั้งสองนี้เขาก่อกรรมก่อเวรกันมาตั้งแต่เริ่มแรก เริ่มแรกพวกสัตว์กินกัน พวกพังพอนมากินสัตว์ กินไก่กินลูกไก่อะไร แม่ไก่ก็เกิดความเดือดร้อนขุ่นเคืองภายในใจ ผูกโกรธผูกแค้นว่ามึงกินลูกกูในคราวนี้กูจะกินทั้งมึงทั้งลูกของมึงนั้นละ กูไม่ได้กินแต่ลูกของมึง มึงกินลูกกูไม่ได้กินกู แต่กูกินมึงนี้กูจะกินทั้งลูกทั้งแม่เลย ผูกโกรธแล้ว

         ตั้งแต่นั้นคนที่สองนี้ก็ผูกกรรมผูกเวรกันมา ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ แพ้ก็คือความทุกข์ความทรมาน ตัวชนะแล้วเย่อหยิ่งจองหองพองตัว ผูกกรรมผูกเวรมาเป็นกัปเป็นกัลป์ ในวันนั้นกรรมเวรที่จะสิ้นสุดลง ก็เผอิญผู้หญิงคนนั้นอุ้มลูกเข้าไปถึงหน้าพระเชตวันที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ พอดีเห็นผู้หญิงยักษ์คนนั้นวิ่งเข้ามาหา ผู้หญิงกับลูกนี้ไม่มีทางออกจึงวิ่งเข้าวัด พอดีไปเจอพระพุทธเจ้า “นี่วิ่งกันมาหาอะไร” ยักษ์ตนนั้นวิ่งตามมาก็เลยหยุด ผู้หญิงคนนี้กับลูกวิ่งเข้าหาพระพุทธเจ้า

         “นี่มันเป็นอะไรกันสองคนนี่น่ะ” ท่านได้ไปหาตรวจหาตราหาคำนึงคำนวณบัญชีทะเบียนที่ไหน นี่มันเคยก่อกรรมก่อเวรกันมาเท่าไร ท่านว่า “วันนี้เป็นวันสำคัญที่มาเจอเรา ถ้าไม่เจอเราแล้วจะก่อกรรมก่อเวรไปอีกตั้งกัปตั้งกัลป์ ให้มาทั้งสองคน” เรียกยักษ์เข้ามาด้วย หญิงคนนั้นมันวิ่งเข้ามาอยู่แล้วละกับลูก พระองค์จึงประทานโอวาท “พวกเธอก่อกรรมก่อเวรกันมาตั้งแต่ครั้งแรกเป็นอย่างนั้นๆ ก่อกรรมก่อเวรมาจนกระทั่งบัดนี้ นี่ถ้าไม่พบเราตถาคตเธอทั้งหลายจะก่อกรรมก่อเวร ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะด้วยความทุกข์ความทรมาน อันเป็นผลของความแพ้ความชนะอยู่ตลอดไปนั้นแหละ” พระองค์ทรงสั่งสอนทั้งสอง

         ยักษ์ขิณีคนนั้นก็เป็นมนุษย์เรา สามารถบรรลุพระโสดาขึ้นได้ในเวลานั้นเลย และผู้หญิงคนนั้นก็เหมือนกัน พอเสร็จเรียบร้อยแล้วเป็นที่ลงใจพระองค์เล็งญาณดูปุ๊บรู้หมด ว่าหญิงทั้งสองนี้ลงใจกันเรียบร้อยแล้ว เป็นมิตรเป็นสหายกันเรียบร้อยแล้ว พระองค์ก็ประกาศเลย “ตั้งแต่นี้ต่อไปเธอเป็นมิตรเป็นสหาย เป็นผู้พึ่งเป็นพึ่งตายต่อกัน ที่เป็นภัยต่อกันนี้ไม่มีประโยชน์อะไร สร้างแต่ความทุกข์ความทรมานตลอดมา ตัดขาดจากความก่อกรรมก่อเวรกัน ทุกข์ทั้งหลายจะระงับดับตั้งแต่บัดนี้ต่อไป”

         พอเสร็จแล้วทรงเล็งญาณดูจิตนางยักษ์ขิณีลงสุดขีดก็สำเร็จพระโสดา พระโสดานี่เป็นศีลในหลักธรรมชาตินะ คือสมุจเฉทวิรัติ ศีลห้าการฆ่าสัตว์ไม่มีเลย ศีลห้ามีอะไรบ้าง นั่นละผู้สำเร็จพระโสดาศีลห้านี้มาโดยหลักธรรมชาติ ไม่ต้องไปรับจากผู้หนึ่งผู้ใดเลย พอพระองค์ทรงทราบแล้ว ทีนี้ให้เด็กคนนี้ไปเป็นลูกของคนนั้นด้วย แต่ก่อนมันเคยก่อกรรมก่อเวรกันมา คราวนี้ให้เป็นลูกกับแม่กัน ผู้หญิงคนนี้ก็เคารพพระพุทธเจ้ามาก พอจะยื่นลูกให้ยักษ์ซึ่งไล่ตามกินมาหยกๆ ได้ แล้วให้ยื่นลูกให้ยักษ์ตนนี้ ด้วยเคารพพระพุทธเจ้า ทีแรกไม่อยากจะยื่น เอ้ายื่นๆ พระพุทธเจ้าบอกเอ้าๆ ยื่นให้แม่ใหม่นี่น่ะ

         พอยื่นไปหาแม่ใหม่  แม่ใหม่ก็ลงใจแล้ว พระพุทธเจ้าเล็งดูหมดแล้ว พอแม่ใหม่ก้มลงนึกว่าแม่ใหม่จะกลืนลูกของตัวเอง ร้องแว้ด ทางนี้ก็ก้มลงหอมเด็กเป็นลูกใหม่ขึ้นมา ตั้งแต่บัดนั้นเรื่องกรรมเรื่องเวรนี้ขาดสะบั้นไปเลย หมด ยักษ์ตนนั้นก็เป็นพระโสดา อย่างนานมาเกิดในแดนมนุษย์เรานี้เพียง ๗ ชาติ คือพวกที่สำเร็จพระโสดาแล้วจะมาเกิดในมนุษย์ แล้วไปสวรรค์ แล้วมาเกิดเป็นมนุษย์เพียง ๗ ชาติเป็นอย่างช้า อย่างกลาง ๓ ชาติ อย่างอุกฤษฏ์ชาติเดียวสำเร็จถึงนิพพาน

         ยักษ์ขิณีฟังธรรมแล้วเป็นพระโสดา แล้วหญิงคนนี้เราลืมๆ เสียไม่ทราบสำเร็จพระโสดาหรืออะไร แต่ยักษ์นั้นสำเร็จแน่นอน พระองค์จึงตรัสเป็นพระคาถาว่า น หิ เวเรน เวรานิ สมฺมนฺตีธ กุทาจนํ อเวเรน จ สมฺมนฺติ ตลอดกาลไหน เวรย่อมไม่ระงับเพราะการก่อกรรมก่อเวรซึ่งกัน แต่เวรจะระงับเพราะการไม่ก่อกรรมก่อเวรซึ่งกันและกัน นี้ประทานพระโอวาทแก่ยักษ์กับแม่กับลูก นี่ละท่านว่าความโกรธความเคียดแค้นเป็นเหตุให้ก่อกรรมก่อเวร อย่าไปก่อไม่เกิดประโยชน์อะไร ก่อเวรกับเขาก็เท่ากับก่อเวรกับเรา ก่อทุกข์ให้เขาก็เท่ากับก่อทุกข์ให้เรา เพราะเราเป็นต้นเหตุไปก่อทุกข์ให้เขา ก็เท่ากับเป็นต้นเหตุ ก่อทุกข์ให้ตน

         ให้เชื่อคำสอนของพระพุทธเจ้า เคียดแค้นอกจะแตก เคียดแค้นให้เขา เอาให้แค้น อกแตกแต่เพียงอกเรา อย่าให้อกทั้งเราแตกอกทั้งเขาแตก ความเคียดแค้นเป็นกรรมเวรต่อกัน อกแตกกันไปเรื่อยๆ ไม่มีสิ้นสุดไม่ใช่ของดีเลย นี่ละความโกรธให้ระงับดับมัน ความโลภก็อย่าโลภจนเกินเหตุเกินผล คนเราไม่ใช่คนตายสัตว์ตายก็มีความอยากได้เป็นธรรมดา แต่ขอให้มีธรรมเป็นขอบเขตรักษาไว้ซึ่งความพอดี โลภอยู่ในความพอดีท่านไม่เรียกว่าโลภ ถ้าโลภจนกระทั่งเป็นกิเลสตัณหาก่อฟืนก่อไฟ เผาตนและผู้อื่นนั้นท่านเรียกว่าความโลภนี้เป็นภัย

         ราคะตัณหา โลกอันนี้มีด้วยกันทั้งนั้นทั้งหญิงทั้งชาย ทั้งสัตว์เดรัจฉานทุกประเภทจะปราศจากโรคราคะตัณหานี้ไปไม่ได้เลย แต่สัตว์ทั้งหลายเขาไม่มีศีลมีธรรมระงับดับมันลงได้ ส่วนมนุษย์เรานี้มีศีลมีธรรมช่วยระงับดับให้รู้จักวิธีปฏิบัติต่อตัวราคะตัณหานี้ โลกนี้ก็จะมีความสงบร่มเย็นทั้งที่มีราคะตัณหาอยู่ด้วยกันทั้งโลก แต่โลกก็ร่มเย็นเพราะธรรมเป็นเครื่องปกครอง คอยชำระสะสาง คอยแวดล้อมไม่ให้นอกเหนือไปจากศีลธรรม โลกก็อยู่ร่มเย็น

         ผัวเมียอยู่ร่มเย็น ใครๆ ก็ตามมีราคะตัณหาแต่อยู่ในกรอบแห่งศีลแห่งธรรมก็มีความสงบร่มเย็น เฉพาะอย่างยิ่งสามีภรรยามีความสงบร่มเย็น เพราะตายใจต่อกันด้วยการรักษาศีลข้อที่ ๓ นี้อย่างเด็ดขาด คอขาดขาดไปเชื่อพระพุทธเจ้าแล้ว กิเลสตัณหามันเอาคนให้ฉิบหายมามากแล้ว ไม่เชื่อมัน เชื่อพระพุทธเจ้า ให้อยู่ในระดับความพอดี แม้มีกิเลสตัณหาก็เป็นสุขได้ คนที่เชื่อพระพุทธเจ้าสามีภรรยาตายใจกันได้นะ อยู่ที่ไหนอยู่เถอะ จะไปทำงานในบ้านนอกบ้านก็ตาม เมื่อมีศีลข้อนี้เป็นประจำสมบัติติดตัวอยู่แล้วผัวก็ไปด้วยความตายใจ เมียก็ไปด้วยความตายใจ เพื่อเสาะแสวงหาผลประโยชน์มาเลี้ยงครอบครัว

         กลับมาแล้วสมบัติที่ได้มาทั้งฝ่ายสามีและภรรยา ก็มาบำรุงบำเรอสกุลของตนให้มีความสงบร่มเย็น ด้วยความมีศีลมีธรรมเป็นเครื่องอารักขา ให้ท่านทั้งหลายจำเอาไว้ นี่ละถ้าเชื่อพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านทั้งหลายจะเห็นความสงบร่มเย็นเป็นผลปัจจุบันประจักษ์ใจนะ ถ้าฝืนพระพุทธเจ้าแล้วเป็นฟืนเป็นไฟเผาหัวใจตลอดเวลา เพราะฉะนั้น จงอย่าพากันเชื่อความโลภความโกรธราคะตัณหานี้ ซึ่งเป็นฟืนเป็นไฟเผาโลกมานานนี้ พลิกให้เป็นทองคำทั้งแท่ง แล้วเหยียบหัวพระพุทธเจ้า ท่านทั้งหลายจะเป็นผู้จมเองนะ พระพุทธเจ้าไม่จม ให้จำเอาไว้

         ทองคำคือศีลคือธรรม กิเลสตัณหาคือฟืนคือไฟ ให้ระงับดับมันอยู่เสมอ เผลอไม่ได้นะกิเลส มันคล่องตัวมากทีเดียว อยู่ในหัวใจเรามานาน มีความคล่องตัว พอปั๊บกิเลสออกก่อนแล้ว ธรรมไม่ทัน ทีนี้เมื่อเราได้ยินได้ฟังการอบรมสั่งสอนแล้วก็ขอให้พากันนำไปปฏิบัติ คำว่าศีลว่าธรรมทุกวันนี้ในแดนแห่งชาวพุทธของเราจะไม่มีแล้วนะ เราพูดอย่างตรงไปตรงมา ตาเรามีหูเรามี ตำรับตำราเครื่องทดสอบกันมี เรานำอันนั้นมาเป็นเครื่องทดสอบ ทั้งทดสอบเขาทดสอบเรา ทั้งกว้างทั้งแคบแล้วพูดออกมาตามหลักความจริงที่ได้ทดสอบเรียบร้อยแล้ว ว่าเมืองชาวพุทธของเราในเมืองไทยนี้แทบไม่มีศีลธรรมติดตัวนะเวลานี้ เหลิงเจิ้งขนาดนั้นนะ ให้ท่านทั้งหลายทราบ

         อย่าไปว่าคนนั้นเหลิงคนนี้เหลิง ให้ดูตัวเสียก่อน เราเหลิงไหม คนนี้เหลิงไหม ในครอบครัวของเราเหลิงไหม เพื่อนฝูงเหลิงไหม ผัวเมียเหลิงไหม เหลิงจากศีลจากธรรม ถ้าเหลิงแล้วลูกเล็กเด็กแดงสกุลนี้ก็เหลิงไปตามๆ สุดท้ายครอบครัวนั้นเป็นครอบครัวแห้งผากจากศีลจากธรรม มีแต่ฟืนแต่ไฟเผาไหม้กันทุกครอบครัว โลกนี้ก็เป็นหม้อกระทะใหญ่เผาสัตว์โลกที่เหือดแห้งจากศีลจากธรรม แต่ฟืนไฟเผาทั่วโลกดินแดน มันสมควรแล้วเหรอ ให้พิจารณาอย่างนี้ นี่ละเรียกว่าปฏิบัติศีลธรรม

         เราเป็นชาวพุทธขอให้มีศีลธรรมติดเนื้อติดตัว เช่นอย่างวันว่างวันนี้ก็อย่าว่างเพื่อความรื่นเริงบันเทิง เพื่อความฉิบหายโดยถ่ายเดียว ให้เสาะแสวงหาศีลหาธรรมเป็นเครื่องระงับใจของเรา ใจเมื่อได้รับอบรมจากศีลจากธรรมวันนั้นวันได้อบรมศีลธรรมนั้นจะมีคุณค่ามากในคนๆ นั้น พระเณรองค์นั้นๆ ถ้าปราศจากศีลธรรมหมดคุณค่าลงโดยลำดับ สุดท้ายไร้คุณค่าไม่มีเหลือในตัวของพระของเณรของประชาชนทั้งหลายที่เป็นชาวพุทธนะ ให้พากันจดจำเอา

         ถ้าต่างคนต่างฟื้นศีลธรรมขึ้นมา เราไม่ต้องถามหาละว่าความสุข ความสงบร่มเย็นแห่งประเทศไทยของเรา ต่างคนต่างเสาะแสวงหามาด้วยกันแล้วต่างคนต่างได้สิ่งที่เป็นมงคลมาครองตัว บ้านเมืองครอบครัวของเราตลอดส่วนรวมใหญ่เป็นความสงบร่มเย็นไปตามๆ กันหมดนั้นแหละ เพราะอำนาจแห่งศีลแห่งธรรมไม่เคยทำผู้ใดให้ล่มจมฉิบหายเลย นอกจากกิเลสเท่านั้นทำความล่มจมตลอด เผลอไม่ได้ทีเดียว ให้พากันจำไว้

         วันนี้เป็นวันอาทิตย์ เป็นวันเสาะแสวงหาศีลหาธรรม หูของท่านทั้งหลายเวลานี้ ฟังเสียงอรรถเสียงธรรมเป็นมงคลเต็มหูเต็มใจ ตาก็ได้เห็นครูบาอาจารย์ ท่านปฏิบัติยังไงพอเป็นคติตัวอย่างได้ไหม พระที่เป็น สรณํ คจฺฉามิ พระสงฆ์สาวกเป็นสรณะฝากเป็นฝากตายของชาวพุทธทั้งหลาย แล้วพระเหล่านี้เป็นยังไงท่านพอเป็นสรณะของเราได้ไหม ดูเราแล้วดูพระเอามาเทียบเคียงกัน ถ้าพระเป็นที่น่าเลื่อมใสเราก็ต้องเตือนเรา ให้เป็นลูกศิษย์มีครู ปฏิบัติตามท่านเราก็จะเป็นมงคล นอกจากท่านเป็นมงคลต่อท่านและต่อเราแล้ว เราก็จะเป็นมงคลเพราะการปฏิบัติตามท่านไป

         ให้พาฟื้นนะศีลธรรม เวลานี้ศีลธรรมจมลงมาก มีแต่กิเลสตัณหาออกในแง่ใดมุมใดมีแต่ความเอารัดเอาเปรียบ มีแต่ความอ้างอำนาจบาตรหลวงป่าๆ เถื่อนๆ มาเหยียบย่ำทำลายกัน ทิฐิมานะของกิเลสนี้จะหาความสงบร่มเย็นไม่ได้ เรื่องของธรรมะเข้าตรงไหนสงบ ถ้ากิเลสตัณหาทิฐิมานะเป็นต้น เข้าตรงไหนร้อนไปเลยๆ แม้จะอยู่ในเพศพระ พระนั้นก็เป็นไฟ อยู่ในเพศใดฆราวาสญาติโยม ความร้อนนั้นเป็นไฟ ออกจากบาปจากความผิดพลาดจากศีลจากธรรมจะเป็นไฟไปตามๆ กันหมด ถ้าเราปฏิบัติศีลธรรมได้ในตัวของเราใครร้อนเราก็ไม่ร้อน เราก็เย็น ให้พากันจำไว้

         วันนี้พูดเพียงเท่านี้เล็กน้อยๆ วันไหนก็เทศน์ทุกวันๆ หลวงตาบัวมันพิลึกแล้วละการเทศน์นี่ เฉพาะอย่างยิ่งออกมาช่วยบ้านช่วยเมืองเป็นเวลา ๗ ปี เทศน์ไม่ได้หยุดปาก เทศน์ตลอดเวลา จะเป็นมากขนาดไหน นี่เราก็อุตส่าห์เทศน์สอนพี่น้องทั้งหลาย เราเทศน์สอนเราเต็มเม็ดเต็มหน่วย ตั้งแต่วันออกปฏิบัติมีแต่สอนตัวเองทั้งนั้น ไม่สนใจสอนใครเลย ออกโดดเดี่ยวไปคนเดียวกรรมฐาน เรียกว่าพระกรรมฐานแหวกแนวก็มีเรานั่นแหละ ไม่เอาใครไปเลย ไปองค์เดียวๆๆ เด็ดเดี่ยวตลอด นี้เอาความจริงมาพูดให้ท่านทั้งหลายฟัง

         ไปคนเดียวเรียกว่าไม่มีการห่วงใย ถ้าเป็นสององค์เป็นน้ำไหลบ่า ไหลทางนู้นไหลทางนี้ คิดถึงองค์นั้นคิดองค์นี้ มันเป็นเรื่องความรับผิดชอบอยู่ในตัวนั้นแหละ พอไปองค์เดียวนี้เท่านั้นละดีดผึงเลย เอาอยากกินก็กิน ไม่อยากกินเท่าไรกี่วันก็ตามไม่กิน มันจะเป็นยังไงความเพียร เอาตัวเข้าวัดเลย ความเป็นความตายอยู่กับเรา เราต้องรู้เรา ความพอเหมาะพอดีขนาดไหนรู้อยู่ในตัวของเรา นั่นละสนุกฟัดเหวี่ยงเลย ปฏิบัติธรรม

         นี่ที่ได้ธรรมมาสั่งสอนพี่น้องทั้งหลาย เฉพาะอย่างยิ่งเป็นเวลา ๗ ปีที่ได้ช่วยชาติบ้านเมือง แล้วท่านทั้งหลายทบทวนดูซิน่ะ ว่าที่หลวงตาได้ประกาศตนเพราะความเป็นห่วงเป็นใยจนกระทั่งถึงร้องโก้ก เราห่วงใยประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ของเราถึงใจ ตั้งแต่เราบวชมาเราไม่เคยสนใจกับทางการบ้านการเมือง ตั้งรัฐบาลมากี่ชุด เราไม่เคยสนใจ เรื่องทราบทราบได้ดี เพราะเหตุไร เพราะลูกศิษย์เรามีอยู่ทุกกระทรวง เรื่องดีเรื่องชั่วเขามาเล่าให้ฟังด้วยความเคารพนับถือ เขาจะไม่มาโกหกเรา เราก็ฟัง ฟังแล้วเก็บเข้าในลิ้นชักๆ

         ก็พึ่งมาเปิดปี ๒๕๔๐ ก้าวเข้า ๒๕๔๑ นั้นน่ะ ปรากฏว่าบ้านเมืองเราทั้งหัวผู้หัวคน หัวหมูหัวหมาหัวเป็ดหัวไก่ จ่อลงในทะเลหลวงหมด จะพากันจมกันเสียทั้งประเทศ ถามดูตรงไหนๆ มีแต่พากันจม เข้าไปคลังหลวงเงินในคลังหลวงก็จะไม่มีอะไรติดคลังหลวง มิหนำซ้ำยังจะถูกกอบโกยออกจากคลังหลวงไปอีก ก็ยิ่งเพิ่มความกระทบกระเทือนใจมาก เราร้องโก้กจริงๆ นะ พอทราบว่าเมืองไทยเราจะล่มจมเสียหายเพราะเหตุนั้นๆ  เฉพาะอย่างยิ่งคือติดหนี้เขา แล้วเงินเราอยู่ในคลังหลวงมีมากน้อยเพียงไร ให้ลูกศิษย์ไปค้น นู่นน่ะของเล่นเมื่อไร ให้ไปค้นในบัญชีใหญ่ในคลังหลวงเราเอาออกมา เวลานี้ติดหนี้เขาเท่าไรๆ

         นี่ละที่ร้องใหญ่เลยนะ ติดหนี้เขาคิดเฉลี่ยแล้วคนไทยเรา ๖๒-๖๓ ล้านคนเฉลี่ยติดหนี้เขาตั้งแต่เด็กขึ้นมาหาผู้ใหญ่คนละห้าหมื่นบาทๆ  เราจะมีปัญญาอะไรที่ไหนมาปลดเปลื้องตัวเองพาคนทั้งชาติขึ้นจากหล่มลึกได้ นี่ละที่ร้องโก้ก แล้วก็มาทบทวนอีกว่าเมืองไทยเรานี้จะพากันจมทั้งผู้ทั้งคน ทั้งหมูหมาเป็ดไก่ ทั้งเด็กเล็กเด็กน้อยไปด้วยกันหมดนี้ใครเป็นคนทำให้ล่มจม นี่อันหนึ่งย้อนเข้ามานะ ก็ไม่มีใครมารบรา เมืองไหนๆ  เขาก็อยู่เป็นปรกติ แต่เมืองไทยเรานี้เป็นเมืองยักษ์เมืองผีเข้ามาปล้นกระเป๋าตัวเองด้วยความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมไม่รู้จักประมาณ การอยู่การกินการใช้การสอย มีแต่ความฟุ้งเฟ้อ อันนี้เองเป็นตัวยักษ์ทำลายชาติไทยของเราให้ล่มจม

         เอาพลิกใหม่ นั่น ไม่มีใครมาทำลายชาติไทยพอจะเคียดแค้นให้ผู้ใด เอาเคียดแค้นให้เจ้าของเป็นผู้ทำเอง ต่างคนต่างฟุ้งเฟ้อ เอาพลิกตัวใหม่ให้เป็นคนรู้จักประมาณ  การอยู่การกินการใช้การสอยให้ประหยัดมัธยัสถ์ แล้วให้ต่างคนต่างพยายามหาสมบัติเงินทองข้าวของเข้าสู่คลังหลวงของเรา ตั้งแต่วันประกาศนี้ร้องโก้กแล้วนะ ร้องโก้กอย่างหนัก เพราะได้เรื่องราวที่สำคัญมากจากที่ใหญ่คือคลังหลวงของเรา จนมองที่ไหนไม่เห็น และมองหาทางฟื้นจนจะไม่ปรากฏ ก็มาคิดเอาถึงว่าทางฟื้นนี้ ใครเป็นคนทำให้จม ก็เมืองไทยเราทำให้จม ไม่มีใครมาปล้นมาสะดม มารบราฆ่าฟันให้เมืองไทยเราจม เมืองไทยเราเองเป็นมหาโจร รบราฆ่าฟันทำลายสมบัติของตน

         เพราะฉะนั้น เอา ฟื้นใหม่คนไทยของเรา เราพลิกตัวใหม่ นี่จึงว่าพลิกตัวใหม่แล้วก็ฟื้นขึ้นมาๆ  ดังที่ท่านทั้งหลายเห็นนี้แหละ จนสมบัติเงินทองข้าวของได้ตามความมุ่งหมาย และไม่มีที่รั่วไหลแตกซึมไปไหนเลย เราเป็นที่แน่ใจที่นำพี่น้องทั้งหลาย ทั้งด้านวัตถุเงินทองข้าวของมากน้อยไม่มีที่จะรั่วไหลแตกซึมไปไหนด้วยเจตนาอันลามกของเรา เรียกว่าไม่มีเลย มีเท่าไรออกหมดๆ ทองคำ ดอลลาร์ เงินสดออก นี่ก็ทางด้านวัตถุ ที่นำพี่น้องทั้งหลายนี้เป็นที่อบอุ่นจิตใจว่าก้าวเดินด้วยความถูกต้องแม่นยำ ไม่ผิดพลาด เราก็ไม่ได้มีข้อตำหนิเรา ว่าได้นำพี่น้องทั้งหลายให้เกิดความกระทบกระเทือนเสียหาย เพราะการนำของหลวงตาบัว นี่ก็เป็นข้อหนึ่ง

         เราก็ภูมิใจกับพี่น้องทั้งหลายทั่วทั้งประเทศเป็นผู้รักชาติบ้านเมืองของเรา ว่าเท่าไรถึงไหนถึงกัน ทองคำเรามีที่ไหนฟาดมาเสียตั้ง ๑๑ ตัน ๓๗ กิโลครึ่ง เวลานี้เป็น ๑๑ ตันกับ ๑๐๐ กิโลกว่าแล้วนะ นี่ก็หัวใจพี่น้องชาวไทยเราที่รักชาติ และความเสียสละมาได้ขนาดนี้ ดอลลาร์ก็ได้ ๑๐ ล้านกว่า ส่วนเงินสดนั้นนับเป็นพันๆ หมื่นๆ ล้านกระจายออกหมดทั่วประเทศไทย นี่เป็นความราบรื่นดีงามของพี่น้องทั้งหลายที่เดินตามครูอาจารย์ เพราะเรามีศาสนามีครูมีอาจารย์ ในนามหลวงตาบัวเป็นผู้นำ

         หลวงตาบัวเป็นผู้นำก็นำด้วยความราบรื่นดีงามโดยความเป็นธรรมทุกอย่าง ไม่มีอะไรที่ต้องติตนเองว่าพาพี่น้องผิดพลาดไป จนกระทั่งจะพาให้ล่มจม เราไม่เคยปรากฏ มีแต่ความภาคภูมิใจกับตัวเองที่ดำเนินโดยธรรมเป็นความถูกต้องดีงาม และภาคภูมิใจกับบรรดาพี่น้องทั้งหลายที่มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ต่างคนต่างเสียสละออกมา จนกระทั่งได้สมบัติเป็นที่พอใจ นี่อันดับหนึ่ง ก็ไม่ปรากฏว่าผิดพลาดที่ไหนที่เรานำมานี้ตลอดถึงวันนี้

         และนอกจากนั้นธรรมะ ถ้าโลกยังไม่คิดแต่อยู่ในโครงการของเราที่คิดไว้เรียบร้อยแล้ว คราวนี้โครงการช่วยชาติจะออก วัตถุใครก็ทราบกันทั่วโลกเพราะเป็นของหยาบ คราวนี้หลวงตาบัวจะพาช่วยชาตินำสมบัติเงินทองเข้าสู่คลังหลวง นี่ทราบทั่วกัน แต่นำธรรมเข้าสู่จิตใจนี้โลกยังไม่ทราบนะ เราอยากจะว่าไม่ทราบเลยก็ได้ แต่หัวใจนี่มันพุ่งทะลุไปหมด พูดจริงๆ นะ คราวนี้แหละเป็นคราวที่ธรรมในพุทธศาสนาของเราจะได้เข้าสู่จิตใจของชาวพุทธเราบ้างพอประมาณจะเป็นคราวนี้

         ธรรมะนี่จะออกไปตามวัตถุกับการเทศนาว่าการทั่วประเทศไทย นอกจากนั้นกระจายทั่วประเทศ ทั่วโลกดินแดน เดี๋ยวนี้ออกทั่วโลกแล้ว พวกอินเตอร์เน็ตเตอร์แนต นั่นแหละตั้งแต่เกิดมาแต่โคตรพ่อโคตรแม่หลวงตาบัว ก็ไม่เคยมีอินเตอร์เน็ตเตอร์แนต พูดอันนี้มันจะไปรู้เรื่องอะไร นี่ละเขาว่าอินเตอร์เน็ตออกทั่วโลกแล้ว ธรรมหลวงตาบัวออก เวลานี้กำลังกระจายทั่วประเทศไทย ธรรมเหล่านี้พาชาติบ้านเมืองให้ล่มจมเหรอ พิจารณาซิท่านทั้งหลาย

         เราพยายามเทศนาว่าการมาตั้งแต่ออกอย่างเปิดเผยช่วยชาติได้ ๗ ปีนี้แล้ว ธรรมเหล่านี้เป็นธรรมที่บรรจุอยู่ในหัวใจเราล้วนๆ เราไม่ไปหาหยิบหายืมมาจากที่ไหนพอที่จะมาหลอกลวงพี่น้องทั้งหลาย ให้เขาได้หาว่าเราเป็นผู้ต้องหานะ เขาว่าหลวงตาบัวอวดอุตริมนุสธรรม อวดอุตริมนุสธรรมคือว่าอวดธรรมที่เป็นธรรมชาติที่เลิศเลอของมนุษย์ที่ไม่มีในตน เอาคำโกหกมาหลอกลวงโลก แล้วเขาจะฟ้องหลวงตาบัวเป็นปาราชิก เข้าใจไหมล่ะ เขาก็บอกมาว่าอย่างนั้นเขาจะฟ้องหลวงตาบัวว่าเป็นปาราชิก  ทางนี้ก็ตอบรับไป บอกว่าให้ฟ้องมา เอาโคตรมาด้วยนะมาฟ้องหลวงตาบัว หลวงตาบัวจะอวดตลอดไป หลวงตาบัวก็มีโคตรเหมือนกัน ทางนู้นยกโคตรมาหลวงตาบัวจะยกโคตรใส่กันเลย หลวงตาบัวที่อวดนี้อวดตลอดไป เดี๋ยวนี้ก็อวด

         เราแน่ใจของเราที่สอนพี่น้องทั้งหลายไม่ผิด ทุกแง่ทุกมุมในธรรมทุกขั้นสอนไม่ผิด เพราะเราดำเนินมาแล้ว ผ่านมาแล้ว สมบัติเหล่านี้อยู่ในหัวใจเราหมดแล้ว ถ้าผิดเราจะได้สมบัติเหล่านี้มาจากไหนถ้าเราดำเนินผิด ก็เราดำเนินถูกได้มาสมบูรณ์ จนกระทั่งถูกเต็มที่ ผลได้เต็มที่ สอนได้เต็มเหนี่ยว เข้าใจเหรอ ใครจะว่าอวดอุตริ ไม่อุตริช่างหัวมันและช่างโคตรมัน เข้าใจไหม โคตรเราเราจะออกวันยังค่ำ หลวงตาบัวมีกี่โคตรจะเอามาอวดด้วยกันหมด เอาละพอ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก