ผู้เคารพพระพุทธเจ้า ต้องเคารพอาวุโสภันเต
วันที่ 18 เมษายน 2548 เวลา 8:30 น.
สถานที่ : ศาลา สวนแสงธรรม กรุงเทพฯ
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เมื่อเช้าวันที่ ๑๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๔๘

ผู้เคารพพระพุทธเจ้า ต้องเคารพอาวุโสภันเต

 

         บอกให้พิจารณาผู้ที่จะมาเป็นหัวหน้าวัดนี้ (วัดหลวงปู่เจี๊ยะ) ให้พิจารณาให้ดีนะ เราบอกเด็ดขาดไปแล้วว่าพระชุ่ยๆ จะรับไว้ไม่ได้ แม้แต่อยู่ในวัดก็ให้ขับหนีเราบอกเลย มาเป็นเจ้าอาวาสแล้วก็ต้องเป็นผู้มีศีลธรรม ปฏิบัติตนเต็มเหนี่ยว พวกชุ่ยๆ ชิ่วๆ พวกมหาโจรจะมาถือว่าอยู่นี้มาก่อนมาหลังไม่ได้ เราบอก เจ้าอาวาสเป็นเจ้าอาวาสมาตั้งแต่สร้างวัด อันนี้มาทีหลัง แน่ะ เราบอกไว้เด็ดขาดเลย เพราะนี้เป็นที่ที่เรารับไว้ เรานิมนต์อาจารย์เจี๊ยะมา นี่ก็แทบตายหนากว่าจะได้พระมาเป็นสมภารเจ้าวัด

         การรับที่ที่เขาถวายเป็นวัดแต่ละแห่งๆ โห ต้องคิดมากนะ เราไม่ได้รับสุ่มสี่สุ่มห้า คนถวายที่เป็นวัดมากต่อมากเรารับไม่ได้ คือรับแบบชุ่ยๆ ปล่อยไปอย่างนั้นไม่ได้สำหรับเรา เมื่อรับตรงไหนต้องปักติดๆ เลย อย่างวัดอาจารย์เจี๊ยะก็พอดีเหมาะสม ตอนนั้นอาจารย์เจี๊ยะท่านกำลังเที่ยวกรรมฐาน ท่านยังไม่มีที่พักที่อยู่เป็นหลักเกณฑ์สมเป็นพระผู้ใหญ่ เราก็เลยนิมนต์ท่านมา เล่าเหตุผลให้ท่านฟังทุกอย่างในวัดนี้ ที่เรารับไว้แล้วมองหาใครก็ไม่เห็น ก็เห็นแต่ท่านนี้แหละให้มาอยู่แถวนี้พอเป็นหลักเป็นเกณฑ์บ้าง ท่านก็ยินดีรับนะ อาจารย์เจี๊ยะท่านถึงมาอยู่วัดภูริทัตฯ

         เราก็เบาใจตั้งแต่นั้นมาเรื่อย เป็นแต่เพียงคอยสังเกตคอยฟัง ทีนี้พออาจารย์เจี๊ยะล่วงไปมันก็เป็นปัญหาที่จะมาตั้งเจ้าอาวาสที่เป็นหลักเกณฑ์ของวัด นี่ก็ยุ่งกันมาก ยุ่งกันมากก็คือว่าที่นี้เป็นที่ของเรา เรานิมนต์พระมาเป็นเจ้าอาวาส เจ้าอาวาสองค์นี้ล่วงไปก็เป็นภาระของเราที่จะต้องรับผิดชอบ พระทั้งหลายจึงหมุนเข้ามาหาเรา หมุนเข้าไปที่อื่นไม่ได้ ผิด ขัดต่อหลักธรรมหลักวินัย นี่ก็ตกลงแล้ว ตกลงให้เรียบร้อยแล้วตามที่คัดเลือกไว้แล้ว ก็ลงในจุดที่คัดเลือกไว้เรียบร้อยแล้ว ตกลงจะให้ท่านบุญช่วยมาเป็นเจ้าอาวาส

         ท่านมีความเข็มแข็งต่อหลักธรรมหลักวินัย แม้แต่เขาจะขอสมณศักดิ์สมณะแสกให้ ขอเจ้าคณะนั้นเจ้าคณะนี้ท่านก็ไม่รับ นั่นเข้ากันแล้วกับธรรม ท่านว่าเป็นกังวลกับการปฏิบัติ ไม่สะดวกท่านว่า เขาจะเสนอขอสมณศักดิ์ แล้วตั้งเจ้าคณะตำบลตำแบนอะไรขึ้น ท่านบอกท่านไม่รับทั้งนั้นตั้งแต่ต้นแล้ว ตั้งแต่ยังไม่ได้จะเอาตัวเข้ามาเป็นเจ้าอาวาสท่านก็ไม่รับอยู่แล้ว นี่ก็เป็นปฏิปทาที่เป็นธรรมที่น่าบูชาอยู่ เราจับไว้หมดเรื่องเหล่านี้ ถ้าคนไหนเป็นบ้ากับยศศักดิ์นี้ พวกนี้พวกเป็นบ้า พูดยันๆ เลย

         เอาหลักธรรมหลักวินัยเป็นที่ตั้ง ไม่มีอะไรใหญ่ยิ่งกว่าธรรมกว่าวินัย สมณศักดิ์สมณะแสกตั้งขึ้นมาเพื่อเสริมศีลธรรม เสริมศาสนาต่างหาก ไม่ใช่ตั้งขึ้นมาเพื่อเหยียบศาสนา เวลานี้ตั้งขึ้นมามันมาเหยียบศาสนานะ ในครั้งพุทธกาลตลอดมาก็ไม่เคยตั้งอะไร นี่อาวุโสภันเต อาวุโสภันเต คือองค์ศาสดาอยู่ในนั้นเสร็จ อาวุโสคือผู้แก่ ภันเตคือผู้อ่อน เคารพกันโดยลำดับ แม้ที่สุดแสดงอาบัติต่อกันก็ต้องมีอาวุโสภันเตเคารพกันตามอายุพรรษาตลอดมา

         นี่คือองค์ศาสดา อาวุโสภันเตคือองค์ศาสดา ตั้งขึ้นมานี้เหยียบหัวพระพุทธเจ้าขึ้นมา ตั้งให้สมณศักดิ์ใหญ่กว่าอาวุโสภันเต คือใหญ่กว่าอาวุโสภันเต ตัวเท่าอึ่งมันขึ้นไปเหยียบหัววัว วัวก็คือศาสดาองค์เอก นี่ที่มันขัด ไม่ขัดจะพูดได้เหรอ นี่มันเห็นขัดทนไม่ได้ต้องพูด เพราะหลักใหญ่คือศาสดา อาวุโสภันเตนี้มากับพระพุทธเจ้าโดยลำดับ จนกระทั่งบัดนี้คือศาสดาของพวกเราทั้งหลาย ผู้เคารพศาสนาเคารพพระพุทธเจ้า ต้องเคารพอาวุโสภันเต จะมาเคารพสมณศักดิ์สมณะแสกไม่ถูก ยันเข้าไปนี้เลยเรา

         ตั้งขึ้นมาแล้วให้สมณศักดิ์ใหญ่กว่าอาวุโสภันเต ผู้มีสมณศักดิ์สูงอายุพรรษาสูงขนาดไหนก็ให้อยู่เหมือนเณรน้อย สมณศักดิ์สูงให้ไปนั่งเหมือนอึ่งอ่าง นี่มันดูไม่ได้นะ เหยียบหัวพระพุทธเจ้าต่อหน้าต่อตา อาวุโสภันเตเคารพกันมาแต่ไหนไม่เคยบกพร่องเลย สมณศักดิ์นี้มันจะเหยียบขึ้นมาให้อาวุโสภันเตน้อยกว่า คืออายุพรรษามากไม่สำคัญ สมณศักดิ์สำคัญกว่า นี่เห็นไหมล่ะมันเหยียบขึ้นมาแล้ว นี่ค้านเข้าไปเลย เพราะมันขัดธรรมขัดวินัย เห็นกันอยู่ ยันกันได้

         อันนี้มาจากไหน เป็นกาฝากเข้ามาแล้วก็มาเป็นมหาภัยต่อศาสดาองค์เอก รวมแล้วเป็นมหาภัยต่อศาสนา ต่อพระต่อเณรทั้งหลาย อาวุโสภันเตเลยไม่มีความหมาย ใครมีสมณศักดิ์สูงต่ำขนาดไหนตั้งตัวทั้งๆ ที่เป็นขี้ทั้งกองให้เป็นเทวดาขึ้นมา แล้วใครจะไปกราบไหว้ได้ลงคอ ศาสดาองค์เอกอาวุโสภันเตมีอยู่ หลักมันอยู่อย่างนี้ เวลานี้มันเป็นอย่างนี้ศาสนา ความปรารถนาลามกของพระมันเป็นเปรตเป็นผีไปแล้ว จะไม่ให้ว่ายังไง นี่ละที่ว่าหลวงตาค้านที่นู่นค้านที่นี่ ไม่ค้านได้ยังไงก็มันผิดนี่ สิ่งที่ถูกเราไม่เคยค้าน เรากราบไหว้บูชาปฏิบัติบูชาท่านมาโดยลำดับ ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แม้เป็นพระหนุ่มน้อยก็ตามเคารพบูชาในธรรมของท่าน ไม่เคารพในอายุพรรษาที่เราแก่กว่า เราก็เคารพธรรมของท่านที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ

         ทีนี้เมื่อมันขัดต่อหลักธรรมหลักวินัยของพระพุทธเจ้าแล้ว จะให้นั่งหมอบอยู่ได้ยังไง ก็ต้องพูดกันซี อย่างพูดอย่างนี้ละ เราพูดโดยเหตุโดยผล โดยหลักโดยเกณฑ์ หลักธรรมหลักวินัยมีอยู่มาเหยียบทำไม หัวพระพุทธเจ้าเป็นหัวศาสดาองค์เอกครอบไปหมดทั้งโลกธาตุ เราสมณศักดิ์ตัวเท่าอึ่งไปเหยียบหาอะไร จะมาอวดดี ตัวเท่าอึ่งไปแข่งวัว อึ่งอ่างกับวัวเคยเห็นกันไหม ในนิทานอีสปเขาก็พูด พูดเข้าทีดี ความจริงมันมีในคัมภีร์เหมือนกัน เราเห็นในนิทานอีสปตั้งแต่เราเรียนหนังสือ อึ่งอ่างมันอยู่กับรู แม่ไปหากิน มีวัวตัวหนึ่งมันเที่ยวหากิน เหยียบป้วนเปี้ยนตามประสาของมัน หากินนั้นกินนี้ อึ่งอ่างขยับนั้นขยับนี้อยู่ในรู จะไปไหนก็ไปไม่ได้อยู่ในรู  กลัววัวจะมาเหยียบหัวเอาซี

         พอดีวัวผ่านไปแล้ว แม่มาก็เล่าให้แม่ฟังๆ “แม่ๆ ตัวอะไรใหญ่ๆ มาเหยียบย่ำไปมาอยู่แถวนี้ หนูกลัวมันจะเหยียบหัวหนู” ว่างั้นนะ “หนูหลบนั้นหลบนี้อยู่ในนี้ พอดีมันก็ผ่านไป” “ตัวมันใหญ่ไหม” แม่อึ่งอ่างถาม “ใหญ่แม่ ใหญ่มาก” แม่ก็พองตัวขึ้น “ใหญ่เท่านี้ไหม” แม่ก็พองขึ้นเรื่อย แล้วถามลูกอีก “มันใหญ่เท่านี้ไหม” “อู๊ย ใหญ่กว่านี้แม่” พองไปพองมาอึ่งอ่างเลยท้องแตกเลย วัวก็เป็นวัวอยู่อย่างนั้นใช่ไหม อึ่งอ่างเลยท้องแตก พวกสมณศักดิ์สมณะแสกที่อวดตัวเป็นอึ่งอ่างพวกท้องมันจะแตกเข้าใจไหม

         วัวคือศาสดาองค์เอก คือหลักธรรมหลักวินัย ท่านจะหวั่นไหวไปไหน หลักธรรมหลักวินัยก็คือองค์ศาสดาโดยแท้ อึ่งอ่างที่มันเคลือบแฝงเข้ามาเป็นกาฝาก กาฝากนี้เป็นกาฝากมหาภัยต่อองค์ศาสดา ต่อศาสนาด้วย ยกกาฝากนี้ขึ้นไปใหญ่ยิ่งกว่าหลักธรรมหลักวินัยซึ่งเป็นองค์แทนของศาสดา นี่มันเป็นอย่างนี้ มันควรค้านค้าน ไม่ควรค้านค้านไปหาอะไร ก็หาของดีอยู่แล้ว เวลานี้ศาสนากำลังถูกเหยียบย่ำทำลายทุกแบบทุกฉบับด้วยอึ่งอ่างมันพองตัว มันพองทุกแห่งทุกหน

         เรียนนี้ไม่ได้เรียนสนใจเพื่ออรรถเพื่อธรรมนะ เรียนเพื่ออึ่งอ่างทั้งนั้นแหละ เพื่อพองตัวๆ ถ้าเรียนเพื่ออรรถเพื่อธรรมมันก็เป็นประโยชน์ อย่างครั้งพุทธกาลท่านก็เรียนมาแล้ว ยกตัวอย่างเช่นเรียนปริยัติ พระโปฐิละท่านเรียน ฟังว่าจบพระไตรปิฎก เป็นอาจารย์สอนพระทั้งหลาย แต่เวลานั้นจะว่าท่านลืมตัวหรือไม่ลืมตัวก็ไม่แน่นัก แต่พระองค์ทรงทราบในญาณวิถีของพระองค์ พระองค์นี้มีอุปนิสัยจะสามารถเป็นพระอรหันต์ได้อย่างเต็มที่

         ทีนี้เวลาพระโปฐิละเข้าไปเฝ้าท่าน ท่านก็จี้ปัญหา เพราะปัญหานี้เพื่อจะเอาผลประโยชน์จากผู้นี้ ยกผู้นี้ขึ้นเป็นอรหันต์นั่นเอง ท่านหาอุบายตำหนิ โปฐิละแปลว่า ใบลานเปล่า เรียนเปล่าๆ หัวโล้นเปล่าๆ กินเปล่าๆ นอนเปล่าๆ ตายเปล่าๆ แปลได้ทั้งนั้น มันเปล่าประโยชน์ มันไม่เกิดประโยชน์ ก็บอกว่าเปล่าๆ ทั้งหมด พ่อแม่ครูจารย์มั่นแปล แปลอย่างนี้เอง ท่านว่าในคราวท่านเป็นโปฐิละอยู่ท่านก็เป็นอย่างนี้  ใบลานเปล่า เรียนเปล่าๆ กินเปล่าๆ นอนเปล่าๆ โปฐิละ

         เวลาท่านพลิกตัวจากโปฐิละเป็นอรหันต์ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ของพวกเรา พอเข้าไปพระพุทธเจ้ารับสั่งเลย โปฐิละเธอจงเข้ามาเธอจงออกไป โปฐิละๆ แปลว่าใบลานเปล่าๆ คือจะตั้งปัญหาทำลายตัวทิฐิมานะ ที่มันหุ้มห่ออุปนิสัยของอรหันต์ให้กระจายออก พระโปฐิละท่านฟังตลอด “เอ๊ เราก็เรียนมามากมาย เรียนถึงขนาดจบพระไตรปิฎก แทนที่พระพุทธเจ้าจะทรงชมเชยสรรเสริญสักนิดหนึ่งไม่มีเลย มีแต่โปฐิละใบลานเปล่าๆ ทำไมพระพุทธเจ้าจึงว่าอย่างนี้ ใครๆ ก็ไม่ว่า แต่กับเราที่เรียนสูงๆ น่าจะได้รับคำชมเชย ทำไมกลับกลายเป็นถูกตำหนิติเตียนเอาอย่างนี้ แล้วพระพุทธเจ้าติเตียนใครก็ตาม” ท่านเชื่อตรงนี้นะ “ทรงติเตียนก็ตามทรงชมเชยก็ตามมีเหตุมีผลพร้อมเป็นอรรถเป็นธรรมล้วนๆ ท่านทรงตำหนิเราอย่างนี้เราอาจจะมีอุปนิสัยปัจจัยอยู่บ้าง ท่านถึงได้ตำหนิ เอะอะกระดิกตัวไม่ได้ โปฐิละๆ ขึ้นเรื่อย เป็นยังไง”

         จากนั้นมาท่านบอกว่าท่านเกิดความสลดสังเวชที่พระพุทธเจ้าทรงตำหนิ แต่ท่านองค์เดียว ทั้งๆ ที่เป็นคณาจารย์ใหญ่ แทนที่จะชมเชยสรรเสริญสักนิดหนึ่งไม่มี มีแต่ตีลง ตีลงเพื่อจะยกขึ้นนั่นเอง พอไปถึงวัดท่านเกิดความสลดสังเวชเต็มหัวใจ ไปถึงวัดมีพระบริษัทบริวารมากทีเดียวมาเรียนปริยัติกับท่าน ในครั้งพุทธกาลก็มีเรียนปริยัติ เรียนแล้วก็เพื่อออกปฏิบัติ ไม่ใช่เรียนแล้วเพื่อเป็นอึ่งอ่างนะ อึ่งอ่างพองตัว พอไปถึงวัดเตรียมของกลางคืน ลูกศิษย์ลูกหาสี่ร้อยห้าร้อยไม่ให้ใครทราบเลย

         เอาปัญหาพระพุทธเจ้าเข้าไปทุ่มในหัวใจ ทิฐิมานะอะไรๆ แตกกระจัดกระจาย เหลือแต่ความมุ่งมั่นต่อมรรคผลนิพพาน ไปเตรียมของกลางคืน ออกกลางคืนเลยนะ นี่พระโปฐิละออกกรรมฐานกลางคืน ไม่ให้ใครทราบเลยในวัด นั่นเห็นไหมล่ะ ท่านทราบอยู่แล้วว่าสำนักไหนๆ มีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมากน้อยเพียงไรท่านก็ทราบ อย่างเราๆ ทั้งหลายทราบพระดีพระชั่วอย่างทุกวันนี้ ทำไมจะไม่ทราบ ไม่ได้ออกปฏิบัติเราก็ทราบ พระดีพระชั่วเป็นยังไงมันก็รู้อยู่ในหัวใจ ตามี หูมี ใจมี ต้องทราบด้วยกัน ท่านก็ทราบอยู่แล้วเพราะท่านเป็นคณาจารย์ใหญ่อยู่แล้ว

         พอออกจากนี้ปั๊บเข้าสำนักพระกรรมฐานเลย นี่ท่านคัดเลือกไว้แล้วในใจ ออกนี่ก็เข้าปึ๋งเข้าไปหาสำนักกรรมฐาน พระกรรมฐานในสำนักนั้นตั้งแต่หัวหน้าลงมาหาเณรเป็นพระอรหันต์ทั้งนั้น ท่านคัดเลือกได้อย่างเหมาะสมมาก พอเข้าไปกราบไหว้ถวายตัวเป็นลูกศิษย์ท่าน เพื่อศึกษาอรรถธรรมทางปฏิบัติกับท่าน ท่านก็ทดลอง นั่นเห็นไหมล่ะพระอรหันต์ท่านโง่เมื่อไร ท่านก็ทำท่าทดลอง “อู๊ย ผมไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนอะไร บวชแล้วก็เข้าไปในป่าในเขา ท่านศึกษามามากมายก่ายกอง เรียกว่าเป็นพระไตรปิฎกเคลื่อนที่ก็ได้ แล้วจะมาศึกษากับพวกผมนี้ ตัวเท่าอึ่ง ความรู้เท่าหางอึ่ง” “ยังไงก็ตามขอถวายเลย”

         พอขอถวาย ท่านทดลองดูแล้วพระอรหันต์ ท่านทดลองดูทิฐิมานะ ท่านจึงหยั่งเสียงออกมาอย่างนี้ ทางนั้นก็ยอมรับทุกประตู พอยอมรับทุกประตูแสดงว่านี่ท่านมาเพื่ออรรถเพื่อธรรมจริงๆ  เอาไล่ไปหาองค์นั้น ถ้างั้นให้องค์นี้ลองสอนดูจะเป็นยังไง ท่านหันเข้าไปเลย เข้าไปหาองค์นี้มอบถวายเป็นลูกศิษย์ทันที องค์นั้นก็ไล่ไปหาองค์นั้น คือองค์นี้ก็ไม่รับองค์นั้นก็ไม่รับ นี่จะเรียกว่าอุบายของท่าน ดัดทิฐิมานะที่สูงเด่นให้หมอบราบเสียก่อน จึงจะเอาธรรมสอดเข้าไปเข้าใจไหมล่ะ

         จนกระทั่งสามเณรน้อย นี่ก็พระอรหันต์ พอถึงสามเณรน้อย นี่สุดท้ายนะ พอเข้าไปนั้นก็ไปกราบขอเป็นลูกศิษย์เณรน้อย เณรน้อยก็สนุกพูด “โอ๊ย ผมก็เป็นเด็ก บวชมาไม่ได้กี่ปีกี่เดือนอะไร อาจารย์ก็เป็นอาจารย์ใหญ่จะให้ผมสอนได้ยังไง ผมสอนไม่ได้” ปฏิเสธไปเสียก่อน อาจารย์ใหญ่ฟังอยู่นู่น ท่านหยั่งดูรู้แล้ว “เออ ลองดูเณร บางทีอุปนิสัยวาสนามันจะเกี่ยวโยงกัน ทดลองดู เมื่อต่างคนต่างมีเจตนาดีต่อกันแล้วก็เป็นมงคลทั้งนั้นละ ท่านเป็นผู้ใหญ่ท่านน้อมตัวเข้ามาสู่ธรรม ซึ่งเป็นธรรมชาติที่สูงส่ง เราก็ปฏิบัติธรรมที่เป็นธรรมชาติสูงส่ง ต่างคนต่างมีความดีเจตนาดีด้วยกันรับกันได้ ผู้ใหญ่ผู้น้อยไม่สำคัญ เอ้าทดลองดู บางทีนิสัยวาสนาเข้ากันได้ก็จะไปกันได้” เณรเลยรับ นั่นเห็นไหม ฟังเสียงอาจารย์ใหญ่ เณรรับ

         รับกันอย่างนั้นจริงๆ ในคัมภีร์มีจริงๆ ชัดเจนมากทีเดียว พระเถระโปฐิละนั้นเป็นเหมือนสามเณรน้อย สามเณรน้อยเป็นเหมือนพญาราชสีห์ ทั้งๆ ที่เณรก็เป็นเณร คือยกเณรขึ้นสูงสุด และให้พระเถระองค์นี้โปฐิละเป็นสามเณรน้อย ไปไหนสะพายย่าม ตามไปเลย ทีนี้เณรก็หาอุบายทดลอง ทดลองทิฐิมานะ นี้ละก่อนอื่น ถึงจะถากถางเข้าไปหาต้นตอมันได้ เอาหนามรอบๆ นี้ก่อน ทิฐิมานะมันเป็นขวากเป็นหนามรอบ ท่านทดลอง “นี่อาจารย์ ผมอยากได้อันนั้นนะ อาจารย์จะพอเอามาให้ได้ไหม”

         บางทีไปเอาอะไรอยู่ในกอไผ่ หนามสุมๆ แน่นๆ อยู่ในนั้น ต้องการของอยู่ในนั้น คือบอกว่าให้ครองผ้าเข้าไป ท่านครองผ้าเลย พอจวนจะเข้าไปถึง “เอาละผมไม่เอาละ” คือทดลองทิฐิมานะ จะไปเอาของอยู่ในกลางกอไผ่ครองผ้าไปมันจะไปได้ยังไงใช่ไหม เณรก็ให้ทำ ทางนี้ก็ทำตาม แล้วทดลอง ทดลองแบบนี้เห็นว่าลงใจ สมกับคำว่ามุ่งหน้ามาศึกษาเล่าเรียน มาถวายตัวเพื่ออรรถเพื่อธรรม

         ท่านเริ่มสอนย่นเข้า นั่นละอรหันต์สอน ตา หู จมูก ลิ้น กาย จิต เป็นทางเดินของกิเลสที่มันออกหากินทั้งมวล เณรท่านสอนว่า มีจอมปลวกใหญ่ แล้วมันมีช่องใหญ่อยู่หกช่อง เณรสอนนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย แต่ละช่องๆ ใจเป็นช่องใหญ่ ให้ท่านปิดตา หู จมูก ลิ้น กาย ให้หมด เพราะเป็นช่องหากินของเหี้ยใหญ่ ท่านบอกว่าเหี้ยใหญ่นะ มันออกหากินตามนี้ ให้ท่านปิดช่องทั้งหมดเหลือแต่ช่องใหญ่ช่องเดียว ท่านจงนั่งเฝ้าอยู่ที่ช่องใหญ่นี้ เหี้ยมันออกมาแล้วจะจับเหี้ยได้ จะจับได้ช่องนี้ ปิดช่องอื่นแล้วมันออกไม่ได้ มันจะออกช่องเดียว ให้ท่านตั้งสติจ่ออยู่กับช่องนี้

         ท่านก็ทำอย่างนั้น ท่านก็ภาวนาจิตของท่านสงบผึงเลย นี่จิตไม่ให้ไปไหน ให้อยู่เฉพาะจิต ไม่ให้ไปส่งนู้นออกช่องนั้นช่องนี้ ทางหูทางตามาสัมผัสสัมพันธ์ไม่สำคัญไม่เอาเลย รออยู่ที่จิต ความรู้ที่มันจะปรุงขึ้นมาจากใจ ท่านสำเร็จขั้นมัธยัสถ์แล้ว จิตก้าวขึ้นสู่ธรรมขั้นสูงโดยเร็วนะ นี่ละเณรสอน จอมปลวกมีหกช่อง ช่องที่หกคือช่องใหญ่ เป็นช่องที่จิตมันออก แต่ท่านเรียกว่าเหี้ยใหญ่ เหี้ยใหญ่มันเที่ยวหากิน ออกทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ นอกนั้นให้ท่านปิดให้หมด เหลือไว้ตั้งแต่ช่องใหญ่ช่องเดียว แล้วคอยดูเหี้ยใหญ่มันจะขึ้นมา

         เหี้ยใหญ่คือจิตมันจะคิดจะปรุงขึ้นมา ท่านได้สำเร็จเป็นอุเบกขา เป็นขั้นสูง วางอุเบกขาในสิ่งทั้งหลายได้ ท่านฉลาดไหมเณรเป็นอาจารย์ของพระเถระ ดูอุบายวิธีของท่านปฏิบัติต่อกันนะ พอจากนั้นแล้วก็พาพระเถระองค์นี้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า นี่สมควรแล้วจะเข้าช่องแล้ว เข้าช่องวิมุตติหลุดพ้นพูดง่ายๆ เณรไม่ยอมที่จะสอนให้เป็นความหลุดพ้นแก่พระเถระโดยลำพังเณรเองนะ ต้องให้เกียรติพระเถระ เมื่อจิตได้เข้าช่องนี้แล้วยังไงจะหลุดพ้น พาพระเถระไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้ว พระองค์ก็ใส่ปัญหาแย็บมาเลย “เป็นยังไงเณรลูกศิษย์ของเธอ” “อู๊ย หาที่ต้องติไม่ได้ อาจารย์องค์นี้เป็นอาจารย์ที่ต้องการอรรถการธรรมอย่างยิ่ง หาที่ต้องติไม่ได้เลย หายาก”

       พอไปนั้นเณรเรียกว่ายกพระเถระมอบถวายพระพุทธเจ้า เณรนี่หลีกหนีไปเลย  พระพุทธเจ้าสอนเอง สำเร็จพระอรหันต์ขึ้นมาต่อพระพักตร์พระพุทธเจ้า โดยเณรหลีกตัว ให้เกียรติพระเถระ ถ้าเณรจะสอนให้เป็นอรหันต์เดี๋ยวนั้นก็สอนได้ แต่เพื่อเกียรติพระเถระจึงเอาพระเถระไปมอบให้พระพุทธเจ้า สำเร็จต่อพระพักตร์พระพุทธเจ้า แล้วก็มีเกียรติทั้งสอง เณรก็เป็นเกียรติลึกซึ้งอันหนึ่ง นี่ละเรื่องราว เรื่องโปฐิละที่เรียนเปล่าๆ ใบลานเปล่า ถ้าเรียนเปล่าๆ ไม่สนใจปฏิบัติก็เป็นใบลานเปล่า เป็นหนอนแถะกระดาษ ถ้าตั้งใจปฏิบัติเรียนเป็นมงคลๆ จากนั้นท่านก็ยกคาถาขึ้นมา

โยคา เว ชายเต ภูริ           อโยคา ภูริสงฺขโย

เอตํ เทฺวธาปถํ ญตฺวา         ภวาย วิภวาย จ

ตถตฺตานํ  นิเวเสยฺย           ยถา ภูริ ปวฑฺฒติ.

ที่พระพุทธเจ้าประทานพระโอวาทองค์นี้นะ ท่านสำเร็จอรหันต์ต่อพระพักตร์พระพุทธเจ้า นี่เป็นเกียรติไหม พระเถระนั้นก็เป็นเกียรติต่อพระพักตร์พระพุทธเจ้า  เณรนี้ก็เป็นเกียรติอยู่ลึกๆ ท่านรักษาเกียรติกันโดยธรรม ไม่มีแบบรักษาเกียรติกันด้วยกิเลสตัณหาอึ่งอ่าง หาพองนั้นพองนี้ เหยียบหัวพระพุทธเจ้าลงมาโดยลำดับ อาวุโสภันเตจะไม่ให้มี ให้มีแต่สมณศักดิ์สมณะแสกเต็มบ้านเต็มเมือง ตัวเท่าอึ่ง มันเกิดประโยชน์อะไร อาวุโสภันเตพระพุทธเจ้าพาสัตว์โลกครองกันมานมนาน เคารพต่อผู้ใหญ่ผู้น้อย

อันนี้อึ่งอ่างตั้งสมณศักดิ์ขึ้นมาในวันนั้น ว่าเป็นสมณศักดิ์ใหญ่เหยียบหัวพระเถระ อาวุโสภันเตไม่มี เหยียบแหลกไปหมด ใช้ไม่ได้ เดี๋ยวนี้กำลังออก ในประเทศไทยของเรามีแต่อึ่งอ่าง ตั้งสมณศักดิ์ เป็นบ้าสมณศักดิ์แล้วเวลานี้ ใครก็จะขอสมณศักดิ์ ขอความดีความชอบ ขอลมๆ แล้งๆ ได้ชื่อเป็นสมณศักดิ์มาตัวเองเลว ตัวเองเหมือนกองมูตรกองคูถไม่สนใจ  อยากได้แต่ชื่อแต่นามเป็นสมณศักดิ์ แล้วเป็นอึ่งอ่างไปนั่งอยู่ตรงข้างหน้าของพระมหาเถระ ซึ่งเป็นอาวุโสภันเตจากพระพุทธเจ้า โดยไม่คำนึงว่ายางอายมีหรือไม่ในโลกนี้ ในตัวเรานี้มีหรือไม่ยางอายนั้นน่ะ

ตัวอึ่งอ่างตัวนี้ได้สมณศักดิ์สูงๆ ลมๆ แล้งๆ มาเหยียบหัวพระพุทธเจ้าคืออาวุโสภันเต มันสมควรไหม ต้องเอากันตรงนี้ซิ หลักธรรมหลักวินัยมีอยู่ ที่เทิดทูนให้ตายใจคือหลักธรรมหลักวินัย หลักธรรมหลักวินัยคือองค์ศาสดา สมณศักดิ์สมณะแสกใครเทิดทูน ที่ท่านตั้งสมณศักดิ์ให้ก็เพื่อเป็นความดีความชอบ ส่งเสริมให้ผู้ได้รับสมณศักดิ์มีแก่ใจปฏิบัติดีปฏิบัติชอบสูงส่งขึ้นไป ให้เป็นที่เคารพนับถือแก่ประชาชน ไม่ได้ตั้งขึ้นไปเพื่อเป็นอึ่งอ่างไปนั่งขวาง และเหยียบหัวพระพุทธเจ้าอยู่ตรงหน้าด้วยสมณศักดิ์ โดยที่พระพุทธเจ้ามีอาวุโสภันเต อย่างนี้ท่านไม่เคยทำ

เดี๋ยวนี้เกิดแล้วนะ เต็มอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง จะว่าอะไร ธรรมวินัยมีอยู่เอามายันกันซิ มาดื้อมาด้านทำไม พระแท้ๆ ดื้อด้านหาอะไร ถ้าพระดื้อไม่มีที่ไหนที่จะเป็นที่เกาะที่ยึดได้นะพระดื้อ ร้อนมาขนาดไหนวิ่งเข้าหาพระ...เย็นนะ แต่นี่วิ่งเข้าหาเป็นไฟเผากันไปเลย ใช้ไม่ได้ เอาละวันนี้พูดเพียงเท่านี้ สมณศักดิ์สมณะแสกมันกำลังเป็นบ้ากันเวลานี้ หลวงตาบัวก็มีสมณศักดิ์ หลวงตาบัวก็เป็นเจ้าคุณบัว ทีแรกตั้งพระครูไม่เอา ปัด ฟาดที่สองขึ้นชั้นราช ที่สามขึ้นชั้นธรรม พอขึ้นชั้นธรรมเอาใหญ่ละนะ ฟัดกันบ้างกับผู้ใหญ่ในสำนักใหญ่นั่นแหละ

นี่ตั้งราชแล้ว เทพไม่อยู่นะ ขึ้นธรรมแล้ว จากธรรมนี้แล้วรองสมเด็จจะไม่อยู่นะ มันจะปีนขึ้นสมเด็จนะนี่น่ะ ไม่ได้นะอย่ามาตั้งอีก การที่เรารับนี้เรารับด้วยเหตุผลเต็มตัว เราทนรับเอาเฉยๆ ต่อแต่นี้ไปอย่ามาทำอีกนะ เดี๋ยวนี้ยังเงียบๆ อยู่ เราก็มีสมณศักดิ์ แต่ไม่ใช่เป็นสมณศักดิ์อึ่งอ่างขึ้นเหยียบหัวพระพุทธเจ้า สมณศักดิ์หมอบพระพุทธเจ้า เอาละพอ

(ขอถามปัญหาว่า ทำยังไงจะชนะกิเลสตัวเสื่อตัวหมอนที่มันดึงดูดเหลือเกินเจ้าค่ะ) เออโยนมันเข้าป่า ถ้ากิเลสไม่เป็นบ้ามันไม่วิ่งตามหมอนละ ถ้ากิเลสเป็นบ้ามันก็วิ่งตามหมอน ให้ระวังกิเลสตัวนี้ให้ดีมันจะวิ่งตามหมอน เอาละพอ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก