เจดีย์ยกหัวใจโลก
วันที่ 19 เมษายน 2548 เวลา 8:30 น.
สถานที่ : ศาลา สวนแสงธรรม กรุงเทพฯ
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เมื่อเช้าวันที่ ๑๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๔๘

เจดีย์ยกหัวใจโลก

 

ก่อนจังหัน

         วัดอโศการามที่เป็นเจดีย์ใหญ่อยู่เวลานี้ เราก็ได้พาพี่น้องทั้งหลายรวมกันศรัทธาบูชาพระคุณของครูบาอาจารย์ทั้งหลาย เจดีย์ใหญ่วัดอโศการามไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่เป็นเพชรน้ำหนึ่งๆ จะเข้ามาอยู่ที่นั่น นี่ละเราจึงได้บิณฑบาตบรรดาพี่น้องทั้งหลาย เอาช่วยกันหนุนเจดีย์หลังนี้ขึ้น แล้วหัวใจประชาชนก็จะเข้าสู่ที่นั่น ตักตวงเอาบุญเอากุศลออกมาๆ เป็นอุปนิสัยปัจจัย เพราะเจดีย์อันนี้เป็นเจดีย์ที่สำคัญมาตั้งแต่ท่านพ่อลีมา

         พอท่านล่วงลับไปแล้วก็เอาขึ้นมาใหม่ คราวนี้ยิ่งเพิ่มครูบาอาจารย์องค์สำคัญๆ เข้านั้นหมด เราจึงได้คอยกำกับดูแลอยู่ตลอดมา ด้วยความเทิดทูนครูบาอาจารย์ เจดีย์หลังนี้กำลัง มันเท่าไรล้านน้าเจดีย์หลังนี้ แต่ยังไงเราก็ได้พยายามเต็มกำลัง ถึงไหนถึงกันบอกงั้นเลย เอาเลยมีเท่าไรทุคตะเข็ญใจเรา แต่น้ำใจไม่เป็นทุคตะซิ ถึงเงินทองข้าวของนี้จะเป็นทุคตะหาได้มากได้น้อยตามกำลังก็ตาม แต่น้ำใจของเรามีหนุนเข้าไปนั่น เพื่อให้กุลบุตรสุดท้ายภายหลังได้กราบไหว้บูชาเป็นขวัญตาขวัญใจต่อไป แล้วมีหลักมีเกณฑ์

         อย่างพระธาตุพนมท่านก็ทำไว้เป็นหลักเกณฑ์ นั่นก็คือองค์ศาสดา อันนี้สาวกทั้งหลายว่างั้นเลย เจดีย์นี้เจดีย์ของสาวก นับแต่องค์ศาสดาลงมา พระบรมธาตุก็จะเข้านั้น แล้วบรรดาพระสาวกทั้งหลายซึ่งเป็นเพชรน้ำหนึ่งๆ ให้เห็นสดๆ ร้อนๆ ในสมัยปัจจุบันนี้ก็จะเข้าที่นั่น เพราะฉะนั้นเราจึงต้องเอาใจใส่จริงๆ ด้วยความเทิดทูน เวลานี้ก็จวน ไปดูเมื่ออาทิตย์นี้หรือไงนะไปดู เข้าไปดูข้างใน ไปผิดทาง เราก็เซ่อซ่าๆ ไป ที่ไหนก็ไม่มีทางเข้าๆ พอถึงทางเข้าได้มันเข้ามันขึ้นนู่น เลยไม่ขึ้น กลับมา เอาวาระต่อไปในวันงานนั่นละ วันนั้นจะเข้าดูให้ละเอียดลออทุกอย่าง

         ทำอะไรด้วยความเอาใจใส่จริงๆ นะ เราเคารพครูบาอาจารย์มากทีเดียว ครูบาอาจารย์องค์นั้นๆ เลิศๆๆ ทั้งนั้นเข้าไปอยู่ที่นั่น (เจดีย์ทีแรก ๔๐ ล้าน และขยายเพิ่มเติมอีก ๓๐ ล้าน เป็น ๗๐ ล้านครับ) เท่าไรก็ตามเถอะ เงิน ๗๐ ล้านนี่น้ำใจใหญ่กว่าเงิน เงิน ๗๐ ล้านนี่ละจะหนุนจิตใจของประชาชนชาวพุทธทั้งหลาย ไม่มีสิ้นสุด  ถ้าหากพูดแบบโลกก็เรียกว่าเก็บดอกตลอด มาตักตวงเอาผลประโยชน์ไปเรื่อยด้วยการกราบไหว้บูชา นับแต่บริจาคให้เป็นรากเป็นฐานเป็นเจดีย์ขึ้นมา จากนั้นก็กราบไหว้บูชา

         เจดีย์หลังนี้พูดให้ชัดเจนเสียเลยว่า ใจกลางก็คือเราเป็นผู้ควบคุมอยู่ลึกๆ นะ คอยแนะคอยบอก เรื่องเจดีย์ใหญ่ที่วัดอโศการาม เพราะเราเห็นเหตุเห็นผลมาละเอียดลออ มีแต่เพชรน้ำหนึ่งๆๆ ที่จะเข้า ตั้งแต่ศาสดาคือพระบรมธาตุลงมา จากนั้นก็สาวก แล้วสาวกปัจจุบันให้เห็นต่อหน้าต่อตานี้ด้วย เป็นเพชรน้ำหนึ่งๆ ที่ไหลเข้ามาให้เป็นหัวใจของประชาชนได้กราบไหว้บูชา และตักตวงเอาคุณงามความดีขึ้นสู่สุคติโลกสวรรค์นิพพาน ไม่สงสัย อันนี้ละจะยกหัวใจโลก

         เงินในกระเป๋าของเราก็ยกใส่พุงของเราบ้าง ยกใส่นั้นใส่นี้  พอยกใส่นี้ปั๊บนี่เป็นเรื่องใหญ่โตมากนะ ยกใส่นี่ปั๊บยกนี่ปุ๊บเลย นี่ละเราจึงสนใจมาก เพราะเห็นหลักเกณฑ์มาโดยลำดับ มีหลักมีฐานเจดีย์หลังนี้นะ มีตั้งแต่เพชรน้ำหนึ่งๆ เข้ามา มีองค์ศาสดาคือพระบรมธาตุอยู่จุดศูนย์กลาง และสาวกปัจจุบันนี้ละมาก เวลานี้จะเข้าสาวกสมัยปัจจุบัน คือเพชรน้ำหนึ่งเหมือนสาวกในครั้งพุทธกาล ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน นี่ละจะเข้านี้ จึงต้องได้อุตส่าห์พยายามมีมากมีน้อยเอาน้ำใจสำคัญมากนะ ยกใจให้ได้ ทีนี้จะให้พร

 

หลังจังหัน

         เราเป็นหนุ่มขึ้นมาแล้วจึงเริ่มมีนาฬิกาบ้าง เห็นพวกครูเขาแขวนนาฬิกา  นั่นเริ่มมาจากนั้น แล้วตอนออกปฏิบัติพระครูบาอาจารย์ทั้งหลายไม่เคยมีนาฬิกานะ ไม่มีเลย เริ่มมีนาฬิกาขึ้นมา สำหรับเราเองก็มาได้นาฬิกาปี ๒๔๙๓ ได้ตอนดูเหมือนจะเผาศพหลวงปู่มั่นละมั้ง เขามาถวายได้เรือนหนึ่ง เผาศพแล้วก็มีนาฬิกา ไปที่ไหนก็มีนาฬิกาเรื่อย จึงได้รู้เวล่ำเวลา เราก็เริ่มมีนาฬิกาติดมือปี ๒๔๙๓ ดูเหมือนต้นปีเลยละ จากนั้นมาก็เรื่อยๆ จนกระทั่งบัดนี้ ไปที่ไหนถ้าเดินเซ่อๆ ซ่าๆ แล้วเตะนาฬิกา นาฬิกาเกลื่อนเวลานี้นะ จากนั้นมาเลยเกลื่อนละนาฬิกา ทุกวันนี้เต็มไปหมด

         สมัยเราเป็นนักเรียนไม่มีเลย ครูก็ไม่มีใครก็ไม่มีนาฬิกา พอโตขึ้นมาเริ่มแตกหนุ่มขึ้นมานี่เห็นครูเขาแขวนนาฬิกา จากนั้นก็ค่อยเรื่อยมา สำหรับในวงพระเรานี้ไม่มี ไม่มีองค์ไหนมีนาฬิกาเลย แม้แต่ครูบาอาจารย์ก็ไม่มี ก็มาเริ่มมีเอาระยะนี้แหละ อย่างที่ว่า ประมาณ ๒๔๙๓ นาฬิกาเริ่มมีบ้างพระนะ เราก็เริ่มมีกับเขา ตั้งแต่นั้นมาก็เรื่อยเลย ไม่ได้เอานาฬิกงนาฬิกาคือไม่สนใจมันเลย ก็มันไม่มีเอาอะไรมาสนใจวะ เราดูแต่มืดกับแจ้งเท่านั้นเอง เอามืดกับแจ้งว่าเลย เป็นนาฬิกาเลยเชียว

         นาฬิกาเวลามันต้มคนก็ไม่ใช่ของเล่นเหมือนกัน เราจะพูดให้ฟัง เรื่องผู้ใหญ่จูม นี่เคยพูดแล้วไม่ใช่เหรอ นี่ก็เกี่ยวโยงกับนาฬิกาเหมือนกัน ผู้ใหญ่จูมนี่อยู่บ้านห้วยทราย เวลาแกแต่งตัวนี้ข้าหลวงสู้ไม่ได้ แต่งตัวสวยงามมาก ทีนี้ก็ไปหาเพื่อนของแกเป็นปลัดอำเภอ เรายังไม่ลืมนะ แกไปคุยกับเพื่อนแกปลัดอำเภอ ปลัดอำเภอจมูกบี้พูดแบบจมูกบี้ พูดไม่ชัดเจน ไปก็คุยกัน “ผู้ใหญ่จูมนี่เวลามันแต่งตัวนี่ข้าหลวงสู้ไม่ได้ แต่เวลาเขียนหนังสือนี้เหมือนไก่เขี่ย” นี่ละที่มาดันกับเรา คนนี้ละแกมีนาฬิกา แกก็ดูนาฬิกา แกทำงานอยู่นู้นเขาเรียกบ้านนาปุ่มนาปิ่ม ไกลนะอยู่ติดภูเขา เสือไม่อด แถวนั้นเป็นดงเสือทั้งนั้น

         แกบอกว่าแกจักตอก แล้วค่ำเข้ามาเรื่อยๆ ดูนาฬิกาก็ยังวันอยู่ก็จักตอกเรื่อยไป ผู้ใหญ่จูมเข้าใจไหมล่ะ เรื่องขบขันให้ได้เอามาเล่า พอค่ำเข้าๆ มองดูอากาศก็ค่ำเข้าๆ แกก็ดูนาฬิกายังวันอยู่แกก็จักตอกไปเรื่อย จนกระทั่งมันจะมืด อ้าวนี่มันจะมืดแล้วดูนาฬิกา ตาย! นาฬิกามันตายแล้ว ทิ้งตอกแล้ววิ่งเลย แกบอกแกวิ่งนะ แกไม่ได้บอกว่าแกเดิน เพราะแถวนั้นมีเสือทั้งนั้นนี่นะ มันกำลังจะมืดแล้ว จากนู้นมาถึงบ้านห้วยทราย ก็ไกล วิ่งตั้งแต่นู้นถึงห้วยทราย แกทำอะไรมีแปลกๆ อยู่นะ ขบขันอยู่

         ดูแต่นาฬิกาเพลิน ดูอากาศมืดเข้าๆ ดูนาฬิกาก็ยังวันอยู่ก็เรื่อย เพลิน พอมาดูนาฬิกาทีหลังเห็นมันมืดผิดหูผิดตา มาดูที่ไหนมันตายตั้งแต่เมื่อไร วิ่งเลยแกบอก  เพราะแถวนั้นเสือชุม ที่ไหนมันไม่อดไม่อยากเรื่องเสือนะ พวกสัตว์พวกเสือพวกเนื้อเต็มไปหมด เพราะไม่มีใครทำลาย การซื้อการขายไม่มี สัตว์เหล่านี้ก็ไม่ตาย คือเขาหามานี้หามากิน เฉพาะบ้านเรือนของเขาไม่ได้มากนะหามาขายละซี ได้เท่าไรมาขายๆ สุดท้ายพวกสัตว์ในป่าพวกเนื้อพวกอะไรหมดไปๆ ป่าก็ถูกทำลายหมดเลย เลยไม่มี

         แต่ก็ยังดีสมัยเราเที่ยวกรรมฐานอยู่นั้นมีป่าสมบูรณ์แบบ จนเรามาสร้างวัดป่าบ้านตาดได้ตั้ง ๑๐ กว่าปี ป่าเหล่านี้ก็เริ่มถูกทำลายแถวรอบๆ วัด เข้าไปจนกระทั่งตั้งเป็นอำเภอหนองแสง ทำลายหมดเลยป่า แต่ก่อนวัดเราเป็นดงสัตว์ดงเนื้อนะ พวกกวางพวกหมูเต็มอยู่รอบๆ วัด เพราะที่วัดเราสร้างก็สร้างอยู่ในป่า ป่านี้ก็ติดกับป่าใหญ่ ตอนเช้าฟังเสียงชะนีมันร้องโหยหวนอะไรอยู่ข้างบน เรานั่งอยู่ที่เราสร้างวัดใหม่ พวกลิงค่างบ่างชะนีเต็มไปหมด เดี๋ยวนี้หมด

         พอเราตั้งเขตวัดแล้ว จากเขตวัดไปเขาก็ทำลายป่า ทีนี้พวกสัตว์เหล่านี้ออกไปก็ตายหมด เหลือกระรอกดูเหมือนสองสามตัว ไก่ป่ามีสองพวกเท่านั้น นอกนั้นมันเป็นป่าเขาทำลายป่าสัตว์ตายหมดเลย ก็เหลือสัตว์อยู่ในวัดเพียงเท่านั้น ที่สัตว์อยู่ในวัดนี้ก็คือเขามีอยู่ดั้งเดิมนะ พวกไก่ป่า ไก่ป่าเป็นไก่ป่าล้วนๆ ครั้นต่อมาๆ นี้มันก็แพร่พันธุ์มากเข้าๆ อยู่กับคน คนไม่ทำไมเขาก็เชื่องๆ สุดท้ายเลยเป็นไก่บ้านไป ไม่รู้จักกลัวคน เลยจากไก่บ้านก็เลยเป็นไก่บ้าไปหมดเลย แล้วไก่บ้าก็ไม่เพียงไก่บ้านะ คนก็เป็นบ้าด้วยกัน พระเป็นบ้าด้วยกัน ไก่บ้านไก่บ้า พระบ้านพระบ้าไปเลย เข้าใจไหม

         ในบริเวณนั้นเสือมา ที่บริเวณวัดที่เราอยู่นะ จนจำมันได้ว่าแถวนี้มีเสืออยู่สามตัว ขนาดรอยมันต่างกัน มันเดินผ่านมาวัด กลางคืนมันมา เขาไม่ได้มาทำไมเราแหละ เขาก็มาตามภาษาของเขาที่เป็นสถานที่เขาเคยท่องเที่ยวอยู่แล้ว เขามา ตื่นเช้ามาเราปัดกวาดอะไรไว้นี้เห็นรอยเขาเดินผ่านไปในกลางวัด มีเสือสามตัวขนาดเท้าของมันต่างกัน ตัวใหญ่ตัวเล็ก ตัวเล็กลงมา เดี๋ยวนี้หมดแหละ ที่ว่าเหล่านี้หมด ไม่มีอะไรเหลือเลย

         ป่าสำหรับพระที่จะเที่ยวกรรมฐานนี่ต้องไปหาจุดสำคัญๆ เช่นภูเขานี่ก็ไปภูเขาที่เป็นทำเลจริงๆ ถ้าทั่วๆ ไปไม่มี ทุกวันนี้ไม่มี ไปที่ไหนมีแต่ไร่แต่นาแต่รั้วแต่สวน ถูกเขาถากถางเตียนโล่งไปหมด เช่นอย่างภูสังโฆ ผาแดง แล้วก็ภูวัวกว้าง เที่ยวกรรมฐานได้หมด มันมีเป็นที่ๆ ไม่ได้มีอยู่ทั่วไปเหมือนแต่ก่อนนะเที่ยวกรรมฐาน เวลานี้ภูวัวดูเหมือนมีช้างประมาณสัก ๙ ตัว ๑๐ ตัว เขาสงวนมากนะ ใครไปแตะไม่ได้เลย พวกอารักขาเขา เพราะมีช้างเหลืออยู่เท่านั้น ดงใหญ่ทั้งใหญ่ช้างเป็นพันๆ ตายหมด ก็ยังเหลืออยู่เท่านั้น ทีนี้เขาเลยสงวนใครไปแตะไม่ได้ เอาโทษกันอย่างหนักเลย

         ด้วยเหตุนี้เองช้างจึงเหลืออยู่แถวภูวัว ๙ ตัว ๑๐ ตัว เขาว่า ๙ เชือก ๑๐ เชือก เราไม่เรียกหัวมันแหละไอ้เชือกๆ แชกๆ มีตัวเราก็เรียกตัว แม้แต่เด็กก็ยังเรียกตัวได้ มีเท่านั้นละเดี๋ยวนี้ช้างไม่มีเหลือแล้ว หมด ในการบำเพ็ญกรรมฐานมีแต่ที่หย่อมๆ แต่หย่อมใหญ่นะ เช่นภูเขาลูกไหนนั้นเป็นทำเลบำเพ็ญกรรมฐานทั้งนั้นละ เช่นภูวัวนี้ก็กว้าง ทางจากนี้ไปถึงสี่ห้าร้อยเส้นถึงนู่น กว้างบริเวณนั้น ท่านบำเพ็ญกรรมฐาน มีหมู่บ้านอยู่เป็นหย่อมๆ ท่านบิณฑบาตอยู่ตามนั้น นี่หมายถึงภูวัว แล้วภูสังโฆ ผาแดงนี่ก็ทะลุไปเลย มีป่าทั่วๆ ไป ภาวนาได้ทั้งนั้นละ

         ถ้าภาวนาต้องไปหาที่เช่นนั้น แล้วก็เข้าไปทางบ้านนาหมีหรือนายูง อันนั้นก็ภาวนาได้ทั่วไป เพราะภูเขามากต่อมาก ท่านภาวนาอย่างนั้นสะดวกสบาย เวลานี้สัตว์ที่พอเหลืออยู่บ้างก็อาศัยวัดนะ ในวัดหนึ่งๆ มีสัตว์เยอะนะ เช่นอย่างวัดนาคำน้อย นี่โถ หมูป่าตัวใหญ่เท่าควาย พวกเก้งก็มีบ้าง แต่หมูป่ามีมาก พวกลิงค่างมาก เฉพาะอย่างยิ่งปลามากที่สุดในวัดนาคำน้อย มันเป็นบึงใหญ่อยู่ในย่านกลางของวัด บึงใหญ่เป็นบึงหินด้วยนะ ดูเหมือนสามบึงใหญ่ๆ นี่ละปลาเต็ม

         เวลาน้ำมาเขาเรียกน้ำลาง แม่น้ำลางก็ไหลผ่าน ปลาอยู่ที่นี่ออกเที่ยว เวลาฟ้าฝนลงใหม่ออกเที่ยว เวลาฟ้าฝนหยุดเขาเข้ามา  เข้ามาตัวไหนตายก็ตายไป ตัวไม่ตายเขาก็เข้ามา เพราะฉะนั้นวัดนาคำน้อยจึงเป็นที่เพาะสัตว์ได้มากทีเดียว พวกหมูก็มาก  ลิงก็มาก ไก่ป่าอะไรมาก ปลานี้มากที่สุดเลย แถวนั้นเรียกว่าอาศัยอันนี้โดยหลักธรรมชาติ พอฝนตกบ้างพวกปลาอยู่ในนี้หลั่งไหลออกเที่ยว นี่ละเขาจับกินละซิ ตัวที่เศษเหลือจากตายเข้ามา พอจวนฝนจะหยุดแล้วหลั่งไหลเข้ามาเต็มอยู่นั้นเลย

         นกเป็ดน้ำนี้ ถ้าหน้าแล้งอย่างนี้มีไม่ต่ำกว่าสองร้อยตัวอย่างน้อย ถ้าเป็นหน้าหนาวเป็นพันมันมาอยู่ที่นั่น พวกที่อยู่เป็นพื้นฐานเลยก็มี พวกนกเป็ดที่เขามีครอบครัวอยู่ในนั้นมีลูกมีเต้าเขาจะไม่กลับ อยู่ไซบีเรียดูว่างั้นนะ พอหน้าฝนนกเป็ดมาจากไซบีเรียมากองกันอยู่นั้น พอหน้าหนาวหมดไปแล้วหน้าหนาวเขามา พอหน้าหนาวหมดไปแล้วพวกนี้หลั่งไหลกลับบ้านเขา แต่พวกที่อยู่ดั้งเดิมไม่ยอมไป นี่ละเป็นพื้นฐาน นกเป็ดน้ำอยู่อย่างน้อยไม่ต่ำกว่าสองร้อยเป็นประจำ

         นี่ก็อาศัยพระนั่นเอง พวกสัตว์อยู่ที่ไหน ถ้ามีวัดอยู่ที่ไหนสัตว์มีเยอะๆ ให้อภัยกันในตัวนั่นแหละ สัตว์ก็เลยรู้ ยิ่งพวกนกเป็ดนี่นะเขาบินขึ้นมาบนฟ้าก็ตาม เขามองเห็นผ้าเหลืองเขารู้ทันทีนะ พวกนี้เคยอาศัยพระมาเป็นประจำ พอมองเห็นผ้าเหลืองเขาจะร่อนลงเลย ร่อนลงกระทั่งเข้าถึงวัด ลงวัดเลยก็มี บางทีสระเล็กๆ เขาก็ลง เขาไปดูทำเลเล่นของเขา แม้แต่วัดป่าบ้านตาดเห็นไหมสระเล็กๆ อยู่ในครัว เขาลงมาเล่นเรื่อยนะ ลงมาไม่มากละทีละสองสามตัว มาดูลาดเลาเล่นแล้วก็ไป ถ้าหากว่าพออยู่ได้เขาจะอยู่ ความหมายว่าอย่างนั้น เพราะพวกนี้กับพระสนิทกันมาก มองเห็นผ้าเหลืองรู้ทันทีพวกนกเป็ดนะ ผ้าเหลืองเห็นที่ไหนลงเลย ร่อนลง

         เขาถือว่าเป็นที่พึ่งของเขา เพราะเขาเคยอยู่กับวัดมานานแล้ว พระกับสัตว์จึงอยู่ด้วยกันด้วยความสนิทใจ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ประเภทใด พระกรรมฐานอยู่ที่ไหนเขาจะไปรวมอยู่ที่นั่น มาเองนะ ตัวนั้นมาตัวนี้มาเต็มวัด ที่นั่นพวกนายพรานเขาไม่มาทำลาย เพราะเห็นเป็นที่เคารพบูชา เขาไม่กล้ามาแตะ พวกสัตว์นี้ก็อยู่สบาย ถ้าพระมีสำนักอยู่นั้นแล้วก็ยิ่งมากๆ ถ้าพระไปอยู่ชั่วคราว พอพระเลิกไปนี่เขารีบหนีหมดเลยนะ เป็นอย่างนั้นเขาอาศัยพระ พระกรรมฐานกับสัตว์เหล่านี้เรียกว่าสนิทกันมากทีเดียว ดังที่ไปเมื่อวานนี้

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก