วัดปฏิบัติกลายเป็นส้วมเป็นถาน
วันที่ 19 กรกฎาคม. 2548 เวลา 19:00 น.
สถานที่ : กุฏิหลวงตา สวนแสงธรรม กทม.
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมพระสงฆ์ และฆราวาส

ณ กุฏิหลวงตา สวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เมื่อค่ำวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๘

วัดปฏิบัติกลายเป็นส้วมเป็นถาน

มาจากวัดไหน (วัดป่าสาลวันครับผม มาฟังคำตัดสินคดีเจ้าอาวาสครับ วันนี้เขายกฟ้องครับ ไปเสียรู้ทางคณะกรรมการตัดสินเข้าครับ เขาก็เลยช่วยกันยกฟ้องครับ) จากวัดสาลวันทั้งหมดเหรอนี่ (ห้ารูปครับ) แล้วที่ไหนบ้าง (ผมมาจากวัดเทพศิรินทร์ครับผม) วัดเทพศิรินทร์กี่องค์ (รูปเดียวครับผม) และนอกนั้น (มาจากหัวหินครับผม)

วัดสาลวันนี้ตั้งแต่สมัยที่เราลงมาโคราชทีแรก ๒๔๗๙ ป่านั้นเป็นต้นไม้พุ่มๆ เป็นย่อมๆ กุฏิพระเป็นกุฏิหลังเล็กๆ ทั่วไป หลวงปู่สิงห์ท่านเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่นั่น ผมก็ลงไปพักที่วัดสาลวัน เราพักสาลวันบ้าง วัดศรัทธารวมบ้าง วัดศรัทธารวมเขาเรียกวัดป่าช้าที่สองบ้างอะไรบ้าง วัดศรัทธารวมอยู่ทางด้านตะวันออกโคราช วัดสาลวันก็อยู่นี้แหละ แต่ก่อนต้นไม้เล็กๆ เป็นพุ่ม คุณหลวงชาญถวายที่นั้นเป็นวัดสาลวัน สร้างปีพ..ดูว่า ๒๔๗๕ พ..๒๔๗๙ เราก็ลงไปที่นั่น เพราะฉะนั้นจึงเป็นต้นไม้ย่อมๆ เป็นสวนของคุณหลวงชาญ พระก็เยอะนะ

ตอนนั้นหลวงปู่สิงห์ท่านเป็นเจ้าอาวาส เราก็เป็นพระหนุ่มน้อยไปพักที่นั่น วัดศรัทธารวมก็อาจารย์มหาปิ่น น้องชายท่านหลวงปู่สิงห์นั่นละ ท่านอยู่ทางนู้น พระก็มีมาก ไล่เลี่ยกัน วัดสาลวันมีมาก วัดศรัทธารวมมีน้อย ไปมาหาสู่กันเดินทั้งนั้นนะนั่น ไม่มีรถ แต่ก่อนไม่มี รถไม่มีเลยในโคราช รถที่จะรับคนรับพระอะไรๆ ไม่มี จากวัดศรัทธารวมมาก็เดินมา จากสาลวัน-ศรัทธารวม ไปไหนเหมือนกัน เดินทั้งนั้นแหละ ผมอยู่วัดสุทธจินดาที่กำลังเรียนหนังสืออยู่นั้น ผมมันเรียนหลายสำนักเอาแน่ไม่ได้นะ คนหลายสำนัก

ตอนนั้นเรียนอยู่ที่วัดสุทธจินดา พอวันว่างคือว่างจากการเรียน เป็นวันหยุด วันพระ วันอะไรอย่างนี้ ท่านมีประชุมกันในระยะนั้น สี่วันประชุมทีหนึ่ง ประชุมตอนบ่ายโมง เราได้ไปฟังเทศน์ท่าน ท่านอาจารย์สิงห์ท่านเทศน์ เพราะเราชอบทางปฏิบัติมาดั้งเดิม ไปอยู่ไหนไม่เคยละภาคปฏิบัติ พอว่างเมื่อไรก็เข้าป่าเลย อย่างวัดสุทธจินดานี่ว่างปั๊บนี่เข้าป่าไปทางวัดป่าดงขวางอยู่ทางตะวันออกวัดสาลวัน สงัดดี ไปพักอยู่ที่นั่น ไปภาวนา ไปอยู่ทางเชียงใหม่ก็เหมือนกัน พอโรงเรียนหยุดเมื่อไรเข้าป่าๆ ทางนู้นไปทางสันกำแพง สันป่าตอง ไปที่ไหนหลายสำนัก มันมีป่าเป็นสำนักป่าอยู่นั้น ไปภาวนา

แต่ไม่ได้บอกว่าภาวนานะ ต้องบอกว่าไปดูหนังสือบ้าง อะไรบ้างไปอย่างนั้น ความจริงไปภาวนา ดูหนังสือก็ดูอยู่แล้วในวัดนะ ออกจากเรียนก็ไปภาวนา จนกระทั่งได้ออกปฏิบัติ คือเวลาเรียนหนังสือภาคปฏิบัติก็แฝงกันไป แฝงกันไปอย่างเงียบๆ นะ เราปฏิบัติอยู่ภายในวัดปริยัติ เรียกว่าปฏิบัติอย่างเงียบๆ ไม่ให้ใครรู้เลย เรื่องภาวนาไม่เคยเล่าให้ใครฟัง เดินจงกรมก็อย่างเคยเล่าให้ฟัง ไปเผลอตัวเดินจงกรมตอนดึกๆ หยุดเรียนหนังสือแล้วลงเดินจงกรม พระเพื่อนฝูงเรามา“ทำอะไร” เราก็เซ่อไปหน่อยบอกว่า “เดินจงกรม” “เหอ จะไปสวรรค์เดี๋ยวนี้ ไปนิพพานเดี๋ยวนี้เหรอรอกันสักหน่อย ให้เรียนเสร็จแล้วค่อยไปด้วยกัน” นั่นมันแหย่ ก็แขนซ้ายแขนขวาเอาผิดกับใครล่ะ ก็พวกเดียวกัน ลิงเหมือนกัน เราเผลอไป

ตั้งแต่นั้นมาพลิกใหม่ เวลาดึกๆ ลงเดินจงกรม เพื่อนฝูงคนใดๆ เดินผ่านมา ทำอะไร “อ๋อเปลี่ยนบรรยากาศ” “นั่งนาน เหนื่อย เปลี่ยนบรรยากาศ” จะว่าเดินจงกรมไม่ได้มันหยอกนะ มันพูดหยอก แหย่นั้นนี้ จะว่าผิดถูกอะไรก็ว่าไม่ได้ มันลำบาก เรื่องภาวนาไม่เคยเล่าให้ใครฟัง อยู่เงียบๆ อย่างนั้นละ มันหากเป็นอยู่ในจิตนะ ฝังลึกๆ พูดให้ใครฟังไม่เหมาะทั้งนั้น เก็บอยู่คนเดียวอย่างนี้เหมาะ ก็เก็บจริงๆ ตลอดเวลา ที่เรียนหนังสืออยู่ไม่เคยเล่าภาวนาให้ใครฟังเลย ทั้งๆ ที่ทำประจำอยู่

พอออกแล้วทีนี้เปิดเผย ขึ้นเวทีแล้ว ๗ พรรษาล่วงไปแล้ว ได้เปรียญพรรษา ๗ เพราะมีข้อกฎกติกาบังคับเจ้าของ ตั้งสัจจอธิษฐานไว้แล้ว พอจบเปรียญสามประโยคนี้พอ การศึกษาเล่าเรียนเป็นแนวทางพอเหมาะได้ทุกอย่าง ไม่ขัดข้อง ออกปฏิบัติได้ เพราะฉะนั้นพอเรียนจบสามประโยคที่ตั้งใจอธิษฐานไว้แล้วออกเลย ตั้งแต่บัดนั้นออกตลอดเลย เรียกว่าออกอย่างเปิดเผย ออกมาจากกรุงเทพฯก็มาจำพรรษาที่โคราช วัดป่าจักราช โอ๊ยวัดนี้เหมาะสมมากนะ

เราไปดูสภาพคราวนี้ดูไม่ได้เลยนะ จนเกิดความสลดสังเวช วัดป่าจักราชเป็นวัดป่าร้อยเปอร์เซ็นต์ กุฏิหลังเล็กๆ ๆ ทางจงกรมอยู่ในป่าๆ พระท่านทำความเพียรภาวนาเดินจงกรมร้อยเปอร์เซ็นต์ตลอดเลย ระยะเราจากกรุงเทพฯไปพักจักราชได้ทำความเพียรเต็มเม็ดเต็มหน่วย นั่นละออกพรรษาแล้วเป็นพรรษาที่ ๘ จนกระทั่งปี กลายหรือปีไหน ดูเหมือน ๖๒ ปีแล้วมั้ง ออกจากจักราชไป ไปเทศน์ช่วยชาตินั่นแหละ เขานิมนต์ไปเทศน์ที่จักราช วัดป่าจักราช เราก็จะได้ไปดูชมสถานที่ที่เราอยู่แต่ก่อน ไปคราวนี้ดูไม่ได้เลยนะ สลดสังเวช..เรา คือเปลี่ยนไปตั้งร้อยเปอร์เซ็นต์เลย เลยร้อยเปอร์เซ็นต์เข้าไปอีก สภาพป่าที่เคยอยู่ตอนนั้นไม่มีเลย เป็นป่านรกอเวจีขึ้นมาแทน

โอ๊ เราสลดสังเวช ติดหูติดตาจนกระทั่งทุกวันนี้ สลดสังเวชกับป่าที่เราเคยไปอยู่แต่ก่อน ให้ความสงบร่มเย็น พระท่านตั้งใจปฏิบัติจริงๆ เรียกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ๆ ภาวนา แต่ที่เปลี่ยนมาทุกวันนี้มันไม่ใช่ภาวนา มันอะไรก็ไม่รู้ เรียกว่ามันเปลี่ยนเสียเลยร้อยเปอร์เซ็นต์ไป มันเป็นอะไร เหมือนไม่ใช่วัด นี่ก็ขึ้นอยู่กับผู้ครองวัด ผู้ครองวัดเป็นยังไงมันบอกในตัวหมดสภาพของวัด ดูเหมือน ๖๒ ปีแล้วมั้ง เรากลับไปเทศน์ที่นั่น ตั้งแต่ออกจากนั้นแล้วมาปฏิบัติจนกระทั่งได้กลับไปเทศน์ช่วยชาติบ้านเมือง ดูเหมือนเป็นเวลา ๖๒ ปี สภาพนั้นเปลี่ยนแปลงไปหมด เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีค่อยยังชั่ว เปลี่ยนแปลงในทางที่เลว มันเลยวัดบ้านไปอีก วัดไหนเลยลงไปอีกนี่มันดูไม่ได้นะ

สถานที่นั่นเหมาะสมมาก ภาวนาต่างองค์ต่าง...ดูเหมือนปีนั้นจำพรรษาประมาณสัก -๘ องค์ละมั้ง อยู่ด้วยกันสบายๆ ภาวนาสะดวกสบายมากทีเดียว เพราะไม่มีงานอะไรเลย มีแต่งานเดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนาทั้งวันทั้งคืน ไม่มีกิจการงานอะไรทั้งนั้น มีแต่การภาวนา นี่ละจิตใจของเราก็ไปเจริญที่นั่น เจริญแน่นหนามั่นคงขึ้น โถ จิตตอนนั้นเป็นเหมือนหินแล้วนะ สมาธิแน่นปึ๋งเป็นเหมือนหิน นี่ที่ว่าเราไม่รู้จักวิธีรักษา เพราะสิ่งไม่เคยรู้เคยเห็น ไม่รู้จักวิธีรักษา มันเสื่อมตอนไปทำกลด

กลดเรามันขาดหลุดลุ่ยไปหมด เอากลดเก่าของใครมาใช้นั่นละ เราออกเรียนแล้วก็เอากลดเก่ามาใช้ มันขาดหลุดลุ่ยเลยไปทำกลดหลังหนึ่ง จิตเข้าได้บ้างไม่ได้บ้าง เพียงเท่านั้นรู้สึกว่า โห สะดุ้งใจเลย ออกทันที จิตได้เสื่อมลงตลอดๆ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกาที่ไปจากโคราชนี้จนกระทั่งเดือนเมษาปีต่อไป เป็นเวลาปีกับห้าเดือน จิตเสื่อมนะ แล้วเจริญขึ้นไป แล้วบึกบึนไปถึง ๑๔-๑๕ วัน แล้วก็ไปเจริญได้สักสองคืน แล้วเสื่อมๆ เสื่อมอย่างไม่มองหน้ามองหลัง ได้ปีกับห้าเดือน

จึงได้ตั้งตัวใหม่ พิจารณาใหม่ ด้วยการบริกรรมภาวนาด้วยสติเป็นเครื่องกำกับรักษา เอากันอย่างจริงจังทีเดียว นั่นละจิตจึงตั้งได้ จิตพอขึ้นไปถึงขั้นควรจะเสื่อมไม่เสื่อม พุ่งๆ เลย นี่ละสติเป็นสำคัญมากนะ เพราะฉะนั้นผู้ภาวนาคำบริกรรมจึงปล่อยไม่ได้ เพียงกำหนดจิตเฉยๆ นี่ผมทำดูแล้ว กำหนดเท่าไรมันมีเวลาเผลอแย็บออกไปจนได้ พอแย็บออกไปนั่นละกิเลสออกไปทำงานกว้านฟืนกว้านไฟมาเผาเรา ขณะที่เผลอแย็บเท่านั้นไม่มากนะ ทีนี้เวลาเราตั้งคำบริกรรมลงไป มีสติบังคับ ในขั้นเริ่มแรกไม่ยอมให้เผลอเลย เอาจริงด้วยนะเรา ว่าเป็นยังไงเป็นอย่างนั้น ไม่ให้เผลอ ไม่เผลอจริงๆ ทั้งวันไม่มีเผลอเลย

เราลงใจแล้วว่าจิตเรานี่เสื่อมเพราะขาดคำบริกรรมนี้แหละ กำหนดจิตเฉยๆ จิตใจมีเวลาเผลอได้ แล้วกิเลสมีช่องทางที่จะสร้างทุกข์ให้เราได้ จึงต้องเอาคำบริกรรมติดกับจิต แล้วสติติดกับคำบริกรรมอีกทีหนึ่ง ทีนี้ลงใจนะ เราพิจารณาประมวลมาหมดลงจุดนี้ละ มีจุดนี้ที่จุดเราข้องใจอยู่ จิตของเราเจริญแล้วเสื่อมๆ เป็นเวลาปีกับห้าเดือน เป็นเพราะนี้เอง ทีนี้เราจะไม่ให้เผลอ จะตั้งคำบริกรรมพุทโธๆ เรานิสัยชอบพุทโธมาดั้งเดิม เอาพุทโธๆ แล้วสติติดกับพุทโธ โลกนี้เหมือนไม่มีนะ มีแต่คำว่าพุทโธกับสติติดกันอยู่นี้ ไม่ยอมให้คิดไปไหนเลย ไม่ยอมๆ จริงๆ

ลงใจแล้วละ เอาละที่นี่เอาวิธีนี้ละ แต่เรานิสัยมันจริงจังนะ ว่าอะไรเป็นอย่างนั้นจริงๆ นี่ก็ลงใจในคำบริกรรม เอาละที่นี่เป็นอันว่าลงใจละ เอานะ เหมือนระฆังดังเป๋ง ปั๊บ ทีนี้เผลอไม่ได้เลย ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับไม่ให้มีเผลอเลย วันแรกนี่เป็นวันพิลึกกึกกือ จึงรู้ได้ชัดว่าจิตเรานี้มันเผลอ ที่ทำจิตให้เสื่อม มันเผลอสตินั่นละมันจึงคิดได้ปรุงได้ กว้านกิเลสเข้ามาเผาเรา ทีนี้พอเอาคำบริกรรมกับสติติดกันตลอดในวันนั้น เริ่มต้นแล้วนะ จะไม่ยอมให้เผลอเลย

ไม่เผลอจริงๆ ตั้งแต่ตื่นนอนเลยไม่ให้เผลอ ไม่ยอมให้คิดไปไหน ทีนี้มันอยากคิดอยากปรุง นี่มันรู้เห็นพิษของมันมากก็ตอนที่เราบังคับเอาอย่างจริงจัง มันดันมันอยากคิดอยากปรุง จนกระทั่ง โอ๋ย คับหัวอกนะ ยังไงก็ไม่ยอมให้คิด คิดเรื่องที่เคยคิดมาแล้ว เป็นเรื่องของกิเลสทั้งมวล เราจะให้คิดแต่พุทโธซึ่งเป็นงานของธรรม งานของกิเลสไม่ยอมให้มาแทรกได้เลย พุทโธๆ เป็นงานของธรรม สติก็เป็นธรรม ติดกัน วันแรกนี่เหมือนอกจะแตกนะ ที่มันดัน มันดันมันอยากคิด แต่ไม่ยอมให้มันยึดได้เลยแม้นิดหนึ่ง เพราะความไม่เผลอนี้ติดแนบเลย

วันนั้นทั้งวันเหมือนอกจะแตก มันดันมันอยากคิด จึงรู้ว่า อ๋อ ที่จิตของเราเสื่อมเพราะความคิดอันนี้เอง เราบังคับไม่ให้มันคิดเรื่องราวก็ไม่เกิด วันที่สองก็รู้สึกเบาลงนิดหนึ่ง แต่คำว่าเผลอไม่ให้เผลอเลย พอตื่นนอนปั๊บจับปุ๊บ จนกระทั่งถึงหลับ ไม่ยอมให้เผลอ เราอยู่คนเดียวเสียด้วย ไปบิณฑบาตเขาจะใส่อะไรไม่ได้สนใจ คือความไม่เผลออย่างเดียวเท่านั้นติดกับหัวใจ สองวันสามวันเข้าไป คือไม่ให้เผลอตลอดนะ ไม่ให้เผลอเลย ทั้งวันทั้งคืน โลกเหมือนไม่มี มีแต่คำว่าพุทโธกับสติติดกันอยู่ในจิตนี้เท่านั้น

พอประมาณสักสามสี่วันล่วงไปแล้วนี้เบานะ ความอยากคิดอยากปรุงที่ดันขึ้นมานั้นเบาลงๆๆ จากเบาลงแล้วผลของธรรมที่พุทโธๆ ซึ่งเราบริกรรมอยู่นั้นค่อยแสดงขึ้นมา เป็นความเบาใจ เบาใจแล้วละเอียดเข้าไป สงบเย็นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงคำบริกรรมนี้เวลาถึงที่สุดของมันจริงๆ แล้วบริกรรมไม่ได้นะ คือคำบริกรรมเราไม่เคยปล่อยเลย จนกระทั่งถึงจิตเข้าขั้นละเอียดละที่นี่ จากที่มันดันเราจนกระทั่งอกจะแตกมาถึงขั้นละเอียดของจิตด้วยสติกับคำบริกรรมติดกัน ไม่ยอมให้เผลอ พอมันละเอียดเข้าไป ละเอียดเข้าไปจริงๆ แล้วนึกคำบริกรรมไม่ออกนะ ไม่มี เงียบ นึกยังไงก็ไม่ออก

อ้าว ทำไมเป็นอย่างนี้ ก็เรานึกมาติดต่อสืบเนื่องกันตลอดเวลาไม่มีความพลั้งเผลอเลย แล้วทำไมทีนี้นึกพุทโธที่เคยบริกรรมมานี้จึงไม่ออก ไม่มีเลย แล้วทำยังไง ชักมีงงๆ เหมือนกัน แต่งงขนาดไหนสติจะไม่ยอมให้เผลอนะ ก็เลย เอ้า เมื่อไม่มีคำบริกรรมมันมีอยู่อันหนึ่งคือความรู้ที่ละเอียดอยู่ในนั้น เอาสติจับความรู้ละเอียดแทนพุทโธ ให้อยู่กับนั้น สติจับอยู่ในนั้น บริกรรมไม่ได้ ไม่ได้เลยนะ นึกยังไงก็ไม่ออก ไม่ออกก็เหลือแต่ความรู้ที่ละเอียด แต่สติจับอยู่กับความรู้ที่ละเอียด

ทีนี้พอได้จังหวะแล้ว นั่นเรียกว่าจิตสงบนะนั่น นึกคำบริกรรมไม่ออก จิตสงบ แต่สติติดอยู่นั้น ทีนี้พอได้จังหวะแล้วจิตมันมีลักษณะคลี่คลายออกมา พอคลี่คลายออกมานึกคำบริกรรมออก ทีนี้นึกได้ๆ เอาคำบริกรรมติดเข้าอีก ติดอย่างนั้นอีกเลย แล้วถึงวาระของมันก็เป็นอีกอย่างนั้นละ พอถึงขั้นละเอียดแล้วหายเงียบคำบริกรรมไม่มี ทีนี้เรารู้วิธีปฏิบัติแล้ว ไม่มีคำบริกรรมก็ไม่ต้องบริกรรม แต่สตินี้ติดแนบกับจิตที่ละเอียด ทีนี้ละเอียดเข้าไปๆ นี่ละวิธีตั้งรากฐานเบื้องต้นที่จิตไม่เสื่อมต่อไปอีก

คือจิตของเราเสื่อมจากโคราชไปอยู่อุดรนี้ เสื่อมตั้งแต่เดือนพฤศจิกาถึงเดือนเมษาปีหน้า เป็นปีกับห้าเดือน ทีนี้มันขึ้นมานี่ละ พอถึงขั้นที่มันเจริญขึ้นไปถึงนั้นแล้วมันเสื่อม เอาๆ เจริญขึ้นไป ทอดอาลัยทั้งหมด จิตจะเสื่อมหรือเจริญก็แล้วแต่เถอะ เราเป็นทุกข์เพราะจิตเสื่อมจิตเจริญนี้มามากแล้วไม่เป็นกังวล แต่พุทโธนี้จะไม่ปล่อยวาง เอา เสื่อมกับเจริญให้อยู่กับพุทโธ จมไปไหนก็ให้อยู่กับพุทโธ พอถึงขั้นที่มันเคยเจริญขึ้นไปถึงขั้นนั้นแล้วมันเสื่อม ไม่เสื่อม อยู่ที่นั้นแล้ว เอ้า เสื่อมเสื่อมไป เราไม่อาลัยตายอยากกับมันแล้ว แต่คำบริกรรมนี้ไม่ปล่อยวาง

พอถึงขั้นแล้วแทนที่จะเสื่อมไม่เสื่อม แล้วค่อยก้าวขึ้นไปๆ ละเอียดขึ้นไป เพราะคำบริกรรมคือพุทโธกับสติติดแนบไม่ยอมให้เผลอเลย ทีนี้ก็ค่อยละเอียดขึ้นไปๆ พอแน่ใจในขั้นนี้ว่า เอ้อ ที่มันเคยเจริญเคยเสื่อมนั้นทีนี้ไม่เสื่อมแล้วแหละ แน่ใจแล้ว ผ่านไปๆ จึงมาระลึกรู้ได้ชัดเจนว่าจิตของเราที่เสื่อมเพราะขาดคำบริกรรม คำบริกรรมติดแนบจนกระทั่งจิตนี้ละเอียดเข้าไป จิตนี้เป็นจุดแห่งความรู้เด่นเป็นสมาธิ ทีนี้คำบริกรรมมันไม่อยากยุ่งละที่นี่ มันจะปล่อยละปล่อยคำบริกรรม แล้วจับสติติดกับความรู้ที่เด่นนั้นอีก ติดสืบเนื่องกันไปเรื่อย มันก็ไม่เผลอทั้งนั้นแหละ ต่อไปก็เจริญเรื่อยๆ

นี่วิธีปฏิบัติ ถ้าไม่คุ้ยเขี่ยขุดค้นหาเหตุหาผลจริงๆ สักแต่ว่าทำลงไปนี้ไม่ได้เรื่องนา นี้เราทำมาแล้ว ที่มันเสื่อมมันเจริญอยู่นี้เพราะเหตุไร คุ้ยเขี่ยหาเหตุหาผล จึงมาลง จุดที่ขาดคำบริกรรม จึงเอาคำนี้มาบริกรรม เอาจริงเอาจังด้วยแล้วก็ตั้งขึ้นได้ๆ จนจิตเป็นสมาธิแน่นปึ๋งขึ้นมาเลย คือสติติดอยู่กับนั้น ไม่บริกรรมละที่นี่ ความรู้ที่เด่นภายในใจนี้มันเด่นมากกว่าแต่ก่อนที่เป็นความรู้เฉยๆ จับด้วยคำบริกรรม ความรู้นี้มันเด่นแล้วเรื่อยๆ ไปเลย

การตั้งรากฐานของจิตได้ทำมาแล้ว เพราะฉะนั้นการสอนอะไรๆ จึงไม่ผิด เราผ่านมาแล้วทั้งนั้น พอผ่านขั้นนี้แล้วทีนี้มันก็เอาละ หนักขึ้นเรื่อยๆ ไม่เคยปรากฏว่าเสื่อมอีกนะ มีแต่ก้าวขึ้นเรื่อยๆ พอจากนั้นแล้วนั่งภาวนาหามรุ่งหามค่ำนะ พอจากนั้นขึ้นไปถึงขั้นนี้แล้วนั่งภาวนาตลอดรุ่งๆ เลย แต่ไม่ได้ติดกัน นั่งภาวนาเช่นตลอดรุ่งคืนนี้แล้ว เว้นไปสักสองคืนหรือสามคืน นั่งตลอดรุ่งอีกๆ ได้สักเก้าคืนสิบคืน นับแล้วนะ จิตมันยิ่งเด็ดที่นี่ พอถึงขั้นนั่งภาวนาตลอดรุ่งนี้มันจนตรอกจนมุม สติปัญญามันออกตอนนี้แหละ จิตลงผึงเลย เราไม่เคยลง แน่ใจขึ้นมาเลย ทีนี้ไม่เสื่อม แน่ะบอกชัดเจน ถึงไม่เสื่อมก็ไม่ยอมเชื่อง่ายๆ เพราะเข็ดที่สุดที่จิตเสื่อมนี้ แหม ทุกข์แสนสาหัสนะ

จากนั้นก็ก้าวขึ้นเรื่อยเลย นั่งสมาธิหามรุ่งหามค่ำนี้จิตยิ่งแน่วๆ เลย หลังจากนั้นจึงออกทางด้านปัญญาก็ไปติดสมาธิอยู่เสียนาน เพลิน เป็นสุขในสมาธิทำให้จิตใจลืมตัวได้นะ จิตเป็นสมาธิอยู่ที่ไหนสบายหมด ไม่ว่าจะยืนจะเดินจะนั่งจะนอนด้วยจิตที่เป็นสมาธินี้เวล่ำเวลาไม่เข้ามายุ่งนะ มันหากเพลินอยู่ในตัวของเราเอง พอจากสมาธิแล้วก็ก้าวทางด้านปัญญา สมาธิเฉยๆ แน่นขนาดไหนก็ตามไม่ได้แก้กิเลสนะ สมาธิไม่ใช่ธรรมแก้กิเลส เป็นแต่เพียงว่าตีกิเลสให้ตะล่อมเข้ามาสู่จุดรวม แล้วจะแก้ด้วยปัญญา ถ้ารวมลงมาแล้วปัญญาไม่ใช้มันก็รวมของมันอยู่ เป็นสมาธิอยู่อย่างนั้น

พอออกทางด้านปัญญาทีนี้ตีกระจายออกละ ปัญญาออกนี้ไม่ได้เหมือนอะไรออกนะ สมาธิก็ว่าแปลกประหลาดอัศจรรย์อยู่ที่ไหนสบายหมดเลย พอก้าวเข้าถึงขั้นปัญญา ปัญญาออกนี้ โอ๋ย แพรวพราว จนรู้สึกว่าเอ๊ะๆ เรื่อยไปละ เอ๊ะชอบกลๆ ความรู้ออกทางด้านปัญญาไม่เหมือนความรู้อันใดทั้งนั้น เพราะปัญญาที่มีสมาธิหนุนหลังแล้วทำงานได้อย่างคล่องตัวๆ จิตมีความแกล้วกล้าสามารถทุกอย่างๆ กระจายออกไปๆ มันเร็วนะ พอขั้นปัญญาแล้วเร็ว พุ่งๆ เลย ก้าวถึงขั้นไม่หลับไม่นอนไปละที่นี่ เพลินในความเพียรคือปัญญานี้เอง

สมาธิที่ว่าเป็นของดิบของดีแต่ก่อนนั้นกลับกลายมาเห็นโทษของมัน สมาธินี่มันนอนตายอยู่เฉยๆ แก้กิเลสไม่ได้แม้ตัวเดียว ปัญญาต่างหากแก้กิเลส นั่น เมื่อมาเห็นคุณของปัญญาก็ตำหนิสมาธิ มันไม่พอดีนะ นี่ก้าวทางด้านปัญญา แต่เวลาจะเป็นจะตายก็หมุนเข้ามาสู่สมาธิ พักจิตให้สงบอารมณ์เรียกว่าพักงาน จากนั้นก็ก้าวเดินอีกเรื่อยๆ การบำเพ็ญเพียรภาวนาต้องใช้ความสังเกตดังที่ว่านี้ พอก้าวถึงขั้นปัญญาเป็นลำดับลำดา ปัญญาจะเฉลียวฉลาดแหลมคมคล่องตัวเป็นลำดับๆ ตามขั้นของปัญญา ละเอียดเท่าไรยิ่งคล่องตัว ยิ่งเฉียบแหลม ยิ่งละเอียดลออเข้าไปเป็นลำดับลำดา ทีนี้กิเลสก็ขาดลงๆ นั่นปัญญาละแก้กิเลส นี่มันรู้ชัด สมาธิไม่ได้แก้กิเลส ตีกิเลสเข้ามารวมเฉยๆ ถ้าไม่ใช้ปัญญามันก็รวมอยู่อย่างนั้น เป็นสมาธิจนกระทั่งวันตาย กิเลสไม่ขาดไม่ลอยไปละ พอปัญญามาตีนี้เลยขาดไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหมดโดยสิ้นเชิง เรื่องของปัญญาใช้ทางด้านภาวนาเป็นอย่างนั้นแหละ

พระลูกพระหลานทั้งหลายปฏิบัติอยู่ทุกวันนี้ ผมรู้สึกว่าค่อนข้างจะแน่ใจไปตามว่ามันมักโกโรโกโสเสียมากเดี๋ยวนี้ ภาวนาก็ไม่มีครูมีอาจารย์สอนเป็นหลักเป็นเกณฑ์ เจ้าของปฏิบัติก็เลื่อนๆ ลอยๆ มันลอยลอยไปหากิเลสนะ ไม่ใช่ลอยอยู่เฉยๆ ลอยไปหากิเลสให้ผูกให้มัด จิตใจแทนที่จะสั่งสมธรรมกลายเป็นสั่งสมกิเลสขึ้นมา ความโลภก็มาก ความโกรธก็มาก ราคะตัณหาก็มาก แล้วไปไม่รอด ตาย ตายไปไม่รอดแหละ

ถ้าตั้งใจปฏิบัติอย่างที่ว่านี้มีทางหลุดพ้นไปได้เป็นลำดับลำดา ขอให้ได้แนวทางจากครูอาจารย์ที่ท่านสอนอย่างถูกต้องแม่นยำไป แล้วปฏิบัติตามนั้นไม่เคลื่อนคลาด แล้วจะก้าวไปโดยลำดับลำดา เพียงปฏิบัติสุ่มสี่สุ่มห้าคาดนั้นคาดนี้ไม่ได้เรื่องนะ ต้องมีหลักมีเกณฑ์มีครูมีอาจารย์คอยแนะนำสั่งสอนเสียก่อน แล้วเราจับตามนั้น เพราะท่านสอนไว้แล้วไม่ผิด เราค่อยก้าวตามไปมันก็ไม่ผิด แล้วก้าวเรื่อยๆ ไปเลย ดังที่อธิบายมานี้ไม่ผิด เพราะเราก้าวมาแล้ว พิจารณามาแล้ว ผิดถูกชั่วดีเราผ่านมาหมดแล้ว แยกเอาสิ่งที่เป็นสารประโยชน์ที่ถูกต้องดีงามมาสอนเพื่อนฝูงเรื่อยไป

ถ้ามีผู้ตั้งใจยึดปฏิบัติตามนี้ จิตใจจะเลื่อนขั้นเลื่อนภูมิขึ้นไปเป็นลำดับ จนถึงขั้นพ้นกิเลสโดยไม่ต้องสงสัยละ ไม่หนีจากความเพียรที่ชอบธรรมนี้ไปได้ ความเพียรที่ชอบธรรมคือดำเนินถูกต้องดีงามตามครูตามอาจารย์ที่ท่านสอนไว้นี้ จิตใจจะเบิกกว้างออกไปๆ ขยายตัวออกไป สุดท้ายกิเลสก็พังไปหมด เหลือแต่จิตที่บริสุทธิ์หลุดพ้น ท่านเรียกว่านิพพาน อยู่ที่ไหน อยู่ที่ใจ เพราะฉะนั้นจึงพากันตั้งอกตั้งใจ

วัดป่าสาลวันมันกลายเป็นวัดบ้านวัดบ้าไปแล้วละเดี๋ยวนี้ ผมอยากพูดอย่างนี้แหละ เพราะผมเคยอยู่มาแล้วตั้งแต่พ..๒๔๗๙ ต้นไม้เป็นพุ่มๆ มีกระต๊อบเล็กๆ อยู่นั้น พระกรรมฐานอยู่นั้น เดี๋ยวนี้เป็นยังไงก็เห็นแล้ว เราก็ไปไม่รู้กี่ครั้งกี่หน มันกลายเป็นวัดบ้านแล้วยังไม่แล้ว ยังกลายเป็นวัดบ้าไปอีก ถ้าเลยบ้าจะเป็นอะไรไม่รู้นะ มันจะหาอรรถหาธรรมที่ไหนมาอยู่ได้ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว ธรรมอยู่ไม่ได้นะ มีแต่กิเลส มีแต่ส้วมแต่ถานเต็มวัดเต็มวา พระเณรก็กลายเป็นมูตรเป็นคูถอยู่ในส้วมในถานแทนพระที่ถูกที่ดี วัดที่ว่ามีข้อวัตรปฏิบัติมีขอบมีเขตก็กลายเป็นส้วมเป็นถานไปหมด เพราะเลอะๆ เทอะๆ ทั้งสถานที่อยู่ ทั้งพระผู้ปฏิบัติ ทำความเหลวแหลกแหวกแนว วัดก็เลยกลายเป็นส้วมเป็นถาน พระก็เลยกลายเป็นมูตรเป็นคูถไปตามๆ กันหมด หามรรคผลนิพพานไม่มี นี่มันเป็นอยู่ในตัวของผู้ครองวัด ผู้ปฏิบัติอยู่ในวัดนั้นแหละ

ถ้าเราตั้งใจปฏิบัติจริงๆ อยู่ที่ไหนเป็นวัดหมด คือเป็นวัดอยู่กับตัวเอง อยู่ในป่าในเขาท่านมีกฎมีเกณฑ์เป็นวัดทั้งนั้นแหละ อย่างท่านสอนให้อยู่รุกขมูลร่มไม้นั่นก็เป็นวัดแล้ว วัดที่เหมาะสม สถานที่อยู่ที่เหมาะสมในการบำเพ็ญเพียรฆ่ากิเลสของท่านเป็นลำดับลำดาไป อย่างที่ท่านสอน รุกฺขมูลเสนาสนํ สอนไว้เหมาะสมมากทีเดียว บรรพชาอุปสมบทแล้วให้ท่านทั้งหลายไปอยู่ตามรุกขมูลร่มไม้ ฟังซิน่ะ ไม่ได้บอกว่าให้ไปอยู่หอปราสาทราชมณเฑียรนะ บอกให้ไปหาอยู่ตามรุกขมูลร่มไม้ในป่าในเขา ตามถ้ำเงื้อมผา ป่าช้าหรือป่ารกชัฏ ที่ใดก็ได้ซึ่งเป็นที่สะดวกในการบำเพ็ญภาวนาแล้ว ไม่มีอะไรกิจอะไรเข้าไปรบกวน การบำเพ็ญก็สะดวกสบาย ตักตวงเอามรรคผลนิพพานขึ้นมาจากสถานที่เช่นนั้นแล

ครั้งพุทธกาลท่านสำเร็จโสดา สกิทา อนาคา อรหันต์ เกือบจะว่าร้อยทั้งร้อย สำเร็จออกมาจากนี้ทั้งนั้น นอกจากนั้นนอกจากป่าจากเขาก็มี หากมีน้อยมาก ส่วนมากจะมีอยู่ในป่า ผู้บำเพ็ญมักอยู่ในป่าเสมอ ผู้ขิปปาภิญญาอยู่ที่ไหนพอรู้ท่านรู้ได้นะ ไม่ว่าในบ้านในที่ไหนท่านรู้ได้บรรลุได้ อย่างนี้มีน้อยมาก แต่พวกเรานี่พวกถูๆ ไถๆ ต้องไปหาที่เหมาะสมเต็มที่ การบำเพ็ญถึงจะพอถูไถกันไปได้ ถ้าไปหาเป็นความสะดวกของกิเลสตัณหาละก็ โอ๋ย ตายเลยจมเลย กิเลสมันหามเขียงตามแหละ เขียงกิเลสสำหรับยำพระ ต้มยำกิน ยำพระ ลาบพระกิน เป็นอย่างนั้นเวลานี้ ไปที่ไหนเห็นแต่เขียงกิเลส หามล้อมหน้าล้อมหลัง หามดักหน้าดักหลังพระ

พระนี่เป็นอาหารว่างของมัน มันก็ต้มยำพระกินๆ เอร็ดอร่อย พระก็ยิ่งสนุกหลับครอกๆ ด้วยความประมาทนอนใจ ยิ่งเป็นอาหารอันอร่อยของกิเลส พวกเราทั้งหลายนี่เป็นประเภทไหน ให้ตั้งปัญหานี้ถามตัวเอง ถ้าไม่ตั้งปัญหาถามตัวเองเลยไม่ดี สถานที่เช่นไรที่จะเป็นไปเพื่ออรรถเพื่อธรรม เราบวชมาแล้วบวชเพื่อแสวงหาธรรม ให้เราเป็นผู้เสาะแสวงหาเอง อย่าเห็นว่าเขาอยู่เราก็อยู่ อยู่ไปวันหนึ่งๆ ไม่ได้คิดได้อ่านไม่เกิดประโยชน์อะไรนะ ต้องคิดต้องอ่าน สถานที่ใดที่จะเหมาะสมในการบำเพ็ญสมณธรรมเพื่อมรรคเพื่อผลให้ไปๆ

เช่นอย่างโคราชที่อำเภอปักธงชัย เขาสะแกราชอะไรเหล่านี้ เราไม่ได้เข้านะเข้าไปบำเพ็ญ สมัยอยู่โคราชไม่ได้เข้าไป แต่พระกรรมฐานที่ออกจากสาลวันส่วนมากเข้าไปอยู่ในป่าในเขา ไปทางเขาเรียกกลางดงกลางเดง แต่ก่อนเป็นดงล้วนๆ ดงร้อยเปอร์เซ็นต์ ไปทางเขาพริก คลองไผ่ เหล่านี้มีป่า คนอยู่เป็นหย่อมๆ ไปภาวนาอยู่ตามแถวนั้นพระกรรมฐาน ส่วนมากออกจากวัดสาลวันไป ทางสะแกราช ไปอยู่อำเภอปักธงชัย นั่นก็เหมาะ ท่านอาจารย์คำดีท่านก็ออกจากวัดสาลวัน อาจารย์คำดี ถ้ำผาปู่ ท่านเคยเล่าให้ฟัง

ท่านไปภาวนาอยู่ที่ถ้ำสะแกราช ท่านกำลังเดินจงกรมอยู่ แต่ถ้ำนั่นไม่สูงนัก ถ้ำเตี้ยๆ ท่านกำลังเดินจงกรมอยู่ เสือมันมากระหึ่มๆ ใส่ท่านอยู่ อยู่ทางตีนถ้ำลงไปนั้นน่ะ มันกระหึ่มๆ อยู่ ท่านเดินจงกรมอยู่รู้สึกกลัวขึ้นมา ท่านว่า ทำไมเสือจึงมาคำรามใส่เรา เราก็เดินจงกรมธรรมดา แล้วมันมาคำรามใส่เราหาอะไรไม่รู้ ถามเท่านั้น ไม่แล้วความกลัวก็ขึ้นพร้อมกัน ท่านว่า กลัวเสือที่มันคำรามใส่ท่าน แต่ดีท่านมีปัญญา ท่านกลัวเสือกินหรือ ก็เรากินสัตว์นี้ท้องของเรามีแต่ป่าช้าสัตว์ทั้งนั้น

นั่นท่านแก้ตัวของท่านนะ แก้ปัญหากัน ในท้องเรานี้เป็นป่าช้าของสัตว์ทั้งนั้น สัตว์กี่ประเภทเอามากินหมดอยู่ในท้องนี้หมด แต่เสือตัวเดียวที่จะเอาไปกินอาหารทำไมจึงหวงเอานักหนา เรากินเขาไม่เห็นหวง ให้มันถึงเหตุถึงผลก็เอาตามลงไปซี มันจะเอาเราเป็นอาหารก็ให้มันเป็นสักที ท้องของเรานี่เป็นป่าช้าของสัตว์มากต่อมากแล้ว ตัวของเรานี้ให้ไปเป็นอาหารของเสือตัวนี้กินหน่อยน่ะ ท่านว่าอย่างนั้น ทั้งๆ ที่กลัวนะ ท่านว่ากลัว

ท่านก็ลงจากนั้นเลยละ แต่ว่าท่านถือโคมไฟ ท่านบอกท่านถือโคมไฟไป มันคำรามอยู่ข้างล่าง ท่านก็ถือโคมไฟลงไปเลย ไหนเสืออยู่ไหนเอ้า ให้มันกิน ท่านก็เดินลงไปนั้น เงียบไปเลย เงียบก็เดินตระเวนหาแถวนั้น ไม่เห็นเลย หายเงียบ ทีแรกมันคำรามอยู่นั้น ลงไปนึกว่ามันจะกิน มันไม่ได้กิน มันเผ่นหนีไปไหนไม่รู้ ท่านลงไป ตระเวนหาแถวนั้นไม่เห็นมี ตระเวนหาจริงๆ ท่านว่า ทีนี้เวลาหาก็ไม่รู้จักประมาณ ท่านว่าอย่างนั้นนะ มันอยู่ที่ไหนตามหาจริงๆ เดี๋ยวธรรมปรากฏขึ้นภายในใจ เวลากลัวก็เป็นบ้าประเภทหนึ่ง ท่านว่า เวลากล้าหาญนี้ก็เป็นบ้าประเภทหนึ่ง เขาไปแล้วก็จะตามหาเขาอะไร เวลากลัวก็กลัวจนเป็นบ้า เวลาหาญก็หาญจนเป็นบ้า มันไม่ถูกนะอย่างนี้ สะดุดใจกึ๊ก กลับมา ไปหาอะไร เขาก็เขา เราก็เรา รู้ตามเป็นจริงของมันก็เป็นธรรมขึ้นมา ท่านเล่าให้ฟัง นี่ละเขาสะแกราชจึงเป็นสถานที่บำเพ็ญของพระได้เป็นอย่างดี แต่เราไม่เคยไป ไปเที่ยวทางนี้ไม่เคยไป

สถานที่บำเพ็ญเพียรสำหรับแก้กิเลสมีอยู่ทั่วไป ถ้าพระเราตั้งหน้าตั้งตาจะปฏิบัติเพื่อแก้กิเลสแล้วแก้ได้ทั้งนั้น มันอยู่กับสติปัญญาของเรา ถ้าสติปัญญามอบให้กิเลสเอาไปถลุงเสียหมด ไปที่ไหนก็มีแต่กิเลสเต็มหัวใจๆ หามรรคผลนิพพานก็หาแบบกิเลสพาหา ก็มีแต่กิเลสเต็มตัว ไม่เกิดประโยชน์นะ

ให้พากันตั้งอกตั้งใจนะให้ภาวนา ในวัดสาลวันนั่นถ้าพูดตามหลักความจริงแล้วมันก็ไม่เหมาะละการภาวนา มีที่ภาวนาที่ไหน ในวัดสาลวันทุกวันนี้มีทางจงกรมอะไร มันมีแต่สิ่งก่อสร้างหรูหราฟู่ฟ่าเต็มไปหมดแล้ว แต่ก่อนก็มีศาลาหลังหนึ่งหลังเล็กๆ เดี๋ยวนี้เป็นยังไงก็เห็นอยู่แล้ว แล้วจะเป็นที่เหมาะสมในการบำเพ็ญภาวนาได้ยังไง ผมไปเห็นแล้วผมก็พูดได้เต็มปากละซิ มันไม่เหมาะสม ถ้าเราต้องการอยากจะหาอรรถหาธรรมก็ไปซี ตรงไหนจะสะดวกในการบำเพ็ญธรรม ธรรมจะเกิดภายในใจในสถานที่เช่นนั้น เอา ไปภาวนา เรื่องธรรมจะเกิดขึ้นอย่างนั้นละ ถ้าอยู่เฉยๆ อยู่ไปวันหนึ่งๆ มันไม่เกิดประโยชน์ แล้วก็ตื่นโลกตื่นสงสาร เขาว่าอะไรดีดีเป็นบ้ากับเขา ยิ่งแล้วนะนี่ พระเลยวิ่งตามกิเลส ไม่เกิดประโยชน์อะไร

พากันตั้งอกตั้งใจ เอาเท่านั้นละ เอาพากันกราบ พูดเท่านั้นละไม่พูดมากละ ตัดสินตัดแสนอะไรผมไม่อยากฟัง พอฟังแล้วไม่อยากฟัง ทำความชั่วจะให้ตัดสินให้เป็นความดี ดีได้ยังไง มันดีอยู่กับคน ชั่วอยู่กับคนเท่านั้นเอง

ที่ว่าเสือมาคำรามใส่นี้ พูดถึงเรื่องท่านอาจารย์คำดี เราเองก็เคย แต่เราไม่ได้กลัวเหมือนท่านอาจารย์คำดี พูดตรงๆ นะเราไม่กลัว ท่านอาจารย์คำดีท่านบอกท่านกลัวจริงๆ เสือมาคำราม จนกระทั่งได้สอนตัวเอง ก็เรากินสัตว์มาเท่าไรๆ ท้องเราเป็นป่าช้าของสัตว์ เรากินเขาเขาไม่กลัวเหรอ นี้เสือคำรามขึ้นมาตัวเดียวจะกลัว มันยังไงกัน ท่านสอนท่านดีอยู่นะ ก็ให้ไปเป็นป่าช้าของเสือตัวนี้หน่อยซิ เป็นยังไง เอ้า ท่านก็ลงไปเลย ลงไปหายเงียบเลย เสือมันเลยไม่กิน

เราก็เคยแล้วนี่ เดินจงกรมอยู่นี่ ระยะหลังๆ มานี่นะมีไฟฉาย ได้ไฟฉายมา แต่ก่อนไม่เคยมีละไอ้ไฟฉงไฟฉาย-นาฬิกงนาฬิกาไม่มี ระยะหลังๆ มานี่ตอนนั้นดูว่ามีไฟฉายนะ เราเดินจงกรมอยู่ประมาณสามทุ่ม ก็เดินอยู่ธรรมดาๆ ไม่เคยคาดเคยคิดว่าจะมีอะไรมาคำรงคำรามอย่างนั้น ว่าจะมีเสือ ก็เราเคยผ่านเวทีอันนี้มาเสียมากต่อมากแล้ว เดินหาเสือเราก็เคยเดินแล้ว เรียกว่าจัดเจนเวทีมาแล้ว เราก็เดินจงกรมอยู่นั้น แล้วอยู่ๆ เสือมากระหึ่ม เฮ่อๆ ขึ้นข้างๆ นี่ อ้าว อะไรกันนี่ คนเดินจงกรมไม่รู้เหรอ แน่ะแทนที่จะกลัวไม่กลัวนะ เขาเดินจงกรมไม่รู้มาคำรามเขาหาอะไร แน่ะเราก็เดินเฉยไป ไม่สนใจ

เราเองมันเป็นนี่ แต่ไม่เป็นเหมือนท่านอาจารย์คำดี ท่านอาจารย์คำดีท่านกลัวจริงๆ ไอ้เรานี่เฉยนะ แปลก เฮ่อๆ ขึ้นมานี่ข้างๆ ทางจงกรม เราก็เฉย เดินจงกรมเรื่อยไม่สนใจ คอยดูมันจะไปยังไงช่างหัวมัน ก็เราอยู่กับที่มันมาคำรามใส่เรา ถ้าเป็นธรรมดาก็เรียกมันเป็นฝ่ายผิด มาหาคำรามคนใช่ไหมล่ะ ถ้าเราไปเสือมันคำรามเราค่อยยังชั่ว ไปหาบ้านมัน ไอ้นี้เราก็เดินจงกรมธรรมดา อยู่ๆ มันก็มาคำรามใส่เรา มันเป็นฝ่ายผิดเข้าใจไหม เราเป็นฝ่ายถูกเราก็เดินจงกรมเฉย ไม่สนใจนะ

นี่ละที่ว่ามันไม่กลัว มันไม่กลัวจริงๆ เฉยเลย เดินไปเดินมาเฉย เฮ่อๆ เราก็เดินเฉย ทีนี้เปลี่ยนท่าอีกนะ คำรามที่นี่เห็นไม่มีอะไรแล้วก็เปลี่ยนที่ใหม่ ไปย่านกลางทางจงกรมข้างๆ เปลี่ยนจากนี้แล้วไปอยู่ทางด้านอื่น เราก็เดินจงกรมไป สักเดี๋ยวเฮ่อ ข้างๆ นี่ เหอ เปลี่ยนท่าเหรอ อย่างนั้นนะ ถ้ามันไม่กลัวมันคิดได้ทุกอย่าง ก็มันไม่กลัว ว่าอย่างไรมันก็เฉยอย่างนั้น หือ เปลี่ยนท่าเหรอ เปลี่ยนให้กลัวเหรอ เราเฉย เดินเรื่อย มันชัดเจน เราเจอเอง

พูดถึงว่าเรามันจัดเจนเวทีมาพอแล้วกับสัตว์กับเสือเนื้อร้าย ที่เดินเข้าไปหาเสือในที่กลัวๆ ที่สุดจนตัวสั่น เราก็พุ่งเข้าไปแล้วทำแล้ว ตัวนี้ก็อยู่ธรรมดาไม่มีอะไร อยู่ๆ มาคำรามกัน เราก็เฉย เงียบ ตั้งทัพใหม่ท่า ไปย่านกลางทางจงกรม อยู่ข้างๆ นั่นแหละ เฮ่อๆ ตรงนั้นอีก เดินเฉยอีก คงคิดว่าไม่ได้ผล ท่านี้ก็ไม่ได้ผล ย้ายมาทิศนี้ก็ไม่ได้ผล ทีนี้ย้ายใหม่อีกนะ ไปหัวจงกรมสุดทางนั้นนะ หัวสุดจงกรมเลย คราวนี้คราวจะเอากันละนะ ครั้งที่หนึ่งก็ไม่ได้เรื่อง ย้ายทัพใหม่ไปที่นั่นก็ไม่ได้ผล ย้ายทัพใหม่ไปสุดทางจงกรมทางนั้น เดินจงกรมไปเดินจงกรมมา เฮ่อ ขึ้นใกล้ๆ หัวจงกรมนี่นะ พอมันขึ้น จะเอาจริงๆ เหรอ เอาละนะที่นี่นะ

ไฟฉายอยู่ที่แคร่ที่นอน คว้าไฟฉายแล้วก็เดินไปนั้นละ คอยฟังจังหวะมัน มันจะขึ้นตรงไหนคราวนี้ จะเอาละนะที่นี่ ถือไฟฉายไปแล้ว เวลาได้ไฟฉายมาใหม่ๆ เดินเงียบๆ นะ เดินไปเดินมา เฮ่อๆ ขึ้นอีก พอเฮ่อขึ้นก็บุกเข้าไปเลยทีเดียว ไฟฉายจี้เข้าไปเลย หายเงียบเลย หายไปหมด เดินรอบตามนั้นฉายไฟหาไม่เห็นเลย ไม่มีเลยหายเงียบ ไปไหนไม่รู้ แน่ะมันก็กลัวเราเหมือนกัน เวลาเราเอาจริงเอาจัง ทีแรกมันจะขู่ให้เราเผ่น ทีนี้เมื่อเราไม่เผ่นแล้วมันก็เลยเผ่น

นี่ละเราเป็นแล้วนะ พูดอย่างจังๆ ให้พี่น้องทั้งหลายฟัง เราผ่านมาแล้ว ไม่กลัวจริงๆ เฉยเลย อันนี้มันเป็นทั้งภายใน ภายในจิตใจที่มันหวั่นไหวง่ายมี ไม่หวั่นไหวง่ายก็มี ไม่หวั่นไหวก็มี แน่ะมันหลายขั้น อันนี้จิตนี้ก็อยู่ในจิตขั้นไม่หวั่นไหวอีกด้วย กับสิ่งเหล่านี้มามันจึงไม่สนใจ เฉยเลยนะ สุดท้ายไฟฉายจี้เข้าหากันเลย บุกเข้าไปหามันเลย แน่ะ มันไม่กลัวแล้วมันยังเป็นอย่างนั้นอีก คือขั้นของจิตๆ มันเป็นขั้นๆ ขั้นที่เราฝึกส่วนมากไม่ใช่ขั้นนี้นะ เราฝึกมาเป็นขั้นๆ แต่ขั้นนี้มันไม่สะทกสะท้านกับอะไรนี่ ก็คิดดูมันคำรามอยู่นี้มันยังเฉยได้สบาย เปลี่ยนท่าคำรามก็เฉย ท่าที่สามนี้ก็บุกกันเลย แน่ะแทนที่จะถอยมันไม่ได้ถอยนะ

คือมันเคยผ่านมาเสียพอ เรื่องสมบุกสมบัน เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายนี่เราเคยเสี่ยงมาเสียพอแล้ว คือคำว่าเสี่ยงอันนี้เสี่ยงเพื่อธรรมนะ เด็ดเท่าไรยิ่งดี ๆ สติยิ่งดี ๆ ปัญญายิ่งดี ที่ทำอย่างนั้นเพื่อสติเพื่อปัญญาของเรานะ เราไปหาทำอย่างนั้นไม่ใช่ทำเฉยๆ ทำเพื่อจิตของเรา ถ้าไม่มีอะไรมานี้สติมันก็ติดกับตัวเอง มันไม่เผลอ เผลอไปไม่ได้ บางทีเสือมางับไปแล้วตายจม สติอยู่กับตัว คือเมื่อถึงขั้นมันไม่กลัวแล้วมันไม่กลัวจริงๆ ทำอะไรให้กลัวก็ไม่กลัว ทำอะไรให้กล้ามันก็ไม่กล้า นั่นเอาอีกละขั้นนี้นะ มันลบไปหมดแล้วโลกธาตุ แล้วมันจะไปกลัวไปกล้ากับอะไร แน่ะ จิตดวงเดียวนี่

ที่ว่าเสือหมอบอยู่ข้างทางจงกรมตัวสั่น นั่นเป็นขั้นหนึ่ง ดัดสันดานขั้นนี้ แน่ะมันหลายขั้นนะที่เราดัดเรา การพิจารณาเรื่องสัตว์เรื่องเสือก็พิจารณาตามขั้นของธรรม ขั้นวิปัสสนาแยกธาตุหมดเลย ว่าเสืออะไรเป็นเสือมันไล่เบี้ยเข้าไป เสือเลยกลายเป็นหินลับปัญญาไปเลย เป็นอย่างนั้น ทีนี้พอจากนั้นไปแล้วก็เลยไม่ทราบว่าอะไร ว่ากล้าว่ากลัว ไม่เห็นมีอะไร อย่างทุกวันนี้พูดจริงๆ ไม่มีคำว่ากล้า ไม่มีคำว่ากลัว ไม่เคยสนใจกับเรื่องเหล่านี้ ผ่านหมด แน่ะอย่างนั้นแล้ว

เพราะฉะนั้นเราจึงพูดได้ทุกอย่างที่เห็นว่าเป็นธรรมแล้วออกได้ พุ่งๆ เลย ตามแถวธรรม ที่จะให้กลัวคนนั้นกลัวคนนี้ ที่นั่นสูงที่นี่ต่ำไม่มี ธรรมเหนือหมดแล้ว ว่าไปตามเหตุตามผล หลักความจริง ส่วนเขาจะทำตามหรือไม่ทำตามเป็นเรื่องของเขา เรื่องของเราที่แนะนำความเป็นธรรมนี้แนะนำตลอด ถูกต้องตลอดไปเลย เป็นอย่างนั้นละ มันเป็นขั้นๆ อย่างทุกวันนี้ก็เป็นอย่างว่าละ เช่นอย่างดุแผดเหมือนฟ้าดินถล่ม เหมือนจะกัดจะฉีกนี้ก็มีแต่กิริยาแล้วก็เป็นพลังของธรรมล้วนๆ ออกมาเสีย มันก็ไม่มีกิเลสแฝงมาพอจะให้เป็นพิษเป็นภัยแก่ผู้ฟังทั้งหลาย ถ้าไม่ไปคว้าเอาฟืนเอาไฟในเตามาเผาตัวเอง เข้าใจไหมล่ะ ไฟของธรรมไม่มี ก็ไปคว้าเอาฟืนเอาไฟในเตาเผาหมดหัวมันนั่นแหละ ถ้าเอาแบบนั้นหมดนะ

เพราะฉะนั้นเราจึงได้พูดเต็มเม็ดเต็มหน่วย เรื่องกิริยาอาการที่แสดงออกทั้งหมดนี้ไม่มีภัยต่อโลกเลย เราพูดตรงๆ เมื่อจิตนั้นบริสุทธิ์เต็มเหนี่ยวแล้วกิริยาอาการออกไปออกไปจากจิตที่บริสุทธิ์นี้เป็นคุณทั้งนั้นๆ เป็นธรรมทั้งหมด ไม่มีจะเป็นภัยต่อผู้ใด นอกจากเขาจะไปตีความหมายเอาอย่างอื่น แล้วไปคว้าเอาไฟในเตามาเผาเจ้าของ มันก็เผาได้หมดทั้งโคตรมันนั่นแหละ เข้าใจไหม อย่าว่าธรรมดา เผาหมดทั้งโคตรเลย ถ้าจะมาเอานี้ไปเผาไม่มี ไฟในนี้ไม่มี เป็นธรรมล้วนๆ

เราจึงกล้าพูดทุกอย่าง เพราะพูดด้วยความบริสุทธิ์ใจ เป็นคุณล้วนๆ เป็นธรรมล้วนๆ ไปหมด กิริยาอาการทุกอย่างไม่เป็นภัยต่อผู้ใด ทั้งหมดไม่มี จะหนักจะเบามากน้อย-เผ็ดร้อนขนาดไหนเป็นอุบายวิธีการของธรรมที่ชะล้างกิเลสทั้งหลายเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรที่จะให้เป็นภัยไปจากคำพูดนี้ เพราะจิตไม่มีภัย หมดแล้ว แสดงออกอะไรก็เป็นคุณไปทั้งนั้น เป็นธรรมไปทั้งหมด สำคัญมันเกี่ยวอยู่ที่จิตนะ จิตมันเปลี่ยนไปเรื่อยในทางดีทางคุณธรรมไปเรื่อย ละเอียดไปเรื่อย เปลี่ยนถึงเป็นธรรมเต็มที่แล้วก็เป็นธรรมทั้งหมดเลย ไม่มีอะไรเป็นโลกเข้ามาแฝงใจ ทำยังไงก็ไม่มี

เช่นอย่างโกรธแสดงอาการกิริยาท่าทางเหมือนจะกัดจะฉีกนี้ ถ้าโลกทั้งหลายแล้วฆ่ากันเป็นเถ้าเป็นถ่านใช่ไหม ธรรมไม่มี เป็นธรรมทั้งหมด เป็นน้ำดับไฟไปเรื่อยๆ อย่างนั้น คือมันไม่มีพิษในนี้ ออกไปอย่างไรก็ไม่มี เป็นธรรมทั้งนั้น นี่ละจิตถ้าได้อบรมแล้วเป็นเองนะ เป็นเต็มที่แล้วเรียกว่าเป็นอฐานะ ที่จะให้เป็นอย่างอื่นอย่างใดด้วยแล้วไม่มี ไม่มีทาง เรียกว่าเต็มที่แล้วเป็นอฐานะ จะให้เป็นอย่างอื่นอย่างใดไม่ได้แล้ว เช่นอย่างจิตที่บริสุทธิ์เต็มที่แล้ว เป็นธรรมธาตุจะแปรให้เป็นอย่างอื่นอย่างใดไม่ได้ทั้งนั้นเลย หมด ถ้าเป็นน้ำก็เป็นคนละฝั่งแล้ว ไม่ใช่ฝั่งเดียวกันแล้วกับกิเลส เป็นคนละฝั่งขาดกันไปเลย กิริยาอาการที่ใช้นี่ก็ใช้ตามจิตที่บริสุทธิ์ ขันธ์นี้ใช้อย่างไรก็ใช้ไปอย่างนั้นๆ แหละ แต่จิตที่เป็นธรรมชาตินี้แล้วไม่เป็นอื่นเป็นใดทั้งหมด ไม่เป็นอะไรเลย เป็น อฐานะโดยถ่ายเดียวเท่านั้น

เทศน์ก็คงเอาแค่นี้ละ ให้พากันจดกันจำ นำไปปฏิบัติอรรถธรรมที่สอนนี้แล้ว อยู่ที่หัวใจนั่นแหละ ไปมาตั้งแต่คนเท่านั้น อรรถธรรมอยู่ที่หัวใจระลึกไว้ให้ดีจะเป็นมงคลแก่ตัวเองตลอดไป

วันที่ ๑๙ กรกฎาคม ทองคำที่ได้ทั้งวัน ๔๗ บาท ๕๔ สตางค์ ทองคำที่ได้หลังมอบเข้าคลังหลวงแล้ว ที่ยังไม่ได้หลอม ๑๐ กิโล ๕๙ บาท ๔ สตางค์ ที่หลอมแล้ว ๑๒๕ กิโล เท่ากับ ๑๐ แท่ง รวมทองคำทั้งหมดประเภทน้ำไหลซึมทั้งหมด ๑๔๕ กิโล ๕๙ บาท ๔ สตางค์ ทองคำที่ได้ตั้งแต่วันที่ ๓๐ มิถุนายน เป็นวันที่เรามาถึงกรุงเทพฯ จนกระทั่งถึงค่ำวันนี้ได้ทองคำ ๑๔ กิโล ๖ บาท ๑๙ สตางค์ (สาธุ) เราคิดทีแรกว่าตั้งแต่วันนี้ถึงวันกลับไปอุดรคิดว่าทองคำจะได้สัก ๑๐ กิโล นี่มันปาเข้าไป ๑๔ กิโล ๖ บาท ๑๙ สตางค์ ได้มากกว่าที่เราคิดเอาไว้นะ เอาละทีนี้จะให้พร

 

รับชมรับฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

และทางสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน FM 103.25 MHz

พร้อมเครือข่ายทั่วประเทศ

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก