เทศน์นี้ไปหาพระไตรปิฎกไหนมา
วันที่ 10 กันยายน 2548 เวลา 15:00 น. ความยาว 66.29 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมเจ้าคณะจังหวัดนครพนม ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๘

เทศน์นี้ไปหาพระไตรปิฎกไหนมา

เอ้อ เรื่องกฐินบ้านแพงเรายังไม่กำหนดวัน ลองกำหนดดูซิว่าวันที่เท่าไร เอาเดือนพฤศจิกาตอนปลายนะ พฤศจิกาคือให้ตรงกับวันเสาร์ วันอาทิตย์ เราจะไปทอดให้ทั้งสองวัดเลย วัดบ้านแพงแล้วก็วัดถ้ำยาทั้งสอง แต่เรายังไม่กำหนดวันที่ เพราะงานเรามากต่อมาก ไม่ทราบจะเหมาะวันไหนไม่เหมาะวันไหน นี่เราจะกำหนดเอาที่ไหนก็เอา กำหนดเอาวันไหนตอนปลาย ปรึกษากันเดี๋ยวนี้ก็ได้ตกลงเดี๋ยวนี้เลยก็ได้ เอาเดือนพฤศจิกาแล้วตรงไหน เอาตอนปลายตอนท้ายละ นี่ๆ ปฏิทินมาดูปฏิทิน ระยะไหนช่วงมันว่างเราจะกำหนดให้เลยๆ ดูเดือนพฤศจิกา

วันไหนวันสิ้นกฐินแล้ว เดือนสิบสองเพ็ญน่ะ (วันที่ ๑๕ ครับผม) แล้วทีนี้ย่นเข้ามาจะเป็นวันที่อะไร (วันที่ ๑๒-๑๓ ครับผม) ๑๒ กับ ๑๓ นี่วันเสาร์ อาทิตย์เหรอ (ครับผม) เราระยะนั้นก็ดูไม่มีงาน คือก่อนที่กำหนดอะไรเราต้องกำหนดงานของเราเสียก่อน พอว่างนี้วันไหนก็เอาตรงนั้นเลย แต่เราจะให้ว่างวันเสาร์ วันอาทิตย์ คือเราจะไปค้างนั้นคืนหนึ่ง วันเสาร์ตอนบ่ายๆ เราก็ไปละ ค้างคืนหนึ่งตื่นเช้ามาก็ทอดกฐิน เป็นวันเสาร์ที่ ๑๓ หรือ ๑๔ (๑๒ วันเสาร์) เอ้อ ๑๒ วันเสาร์ ๑๓ วันอาทิตย์

เพราะฉะนั้นให้เข้าใจเสีย วันที่ ๑๒ ดูจะไม่มีงานอะไร วันนั้นไม่มีงาน เรากำหนดเอาวันนั้นเลยละ วันที่ ๑๒ บ้านแพงเรานะ วันที่ ๑๒ เราจะไปถึงโน้นวันที่ ๑๒ ค้างคืนนั้นคืนหนึ่ง พอตื่นเช้าก็ทอดกฐินอย่างว่า พอตื่นเช้าทอดกฐินเสร็จแล้วเรากลับเป็นวันอาทิตย์ วันที่ ๑๒-๑๓ เหรอ (ครับผม) เอ้อ วันที่ ๑๓ เรากลับ ดูว่าไม่มีงานอะไร วันนั้นไม่มีงานเกี่ยวกับเรา เพราะเรามันงานมาก จะกะกำหนดอะไรปุ๋มป๋ำๆ ไม่ได้ ต้องได้พิจารณาเสียก่อน ดูว่าวันที่ ๑๒-๑๓ ไม่มีงาน เอากำหนดนั้นให้ทราบนะบ้านแพง วันที่ ๑๒ รวม วันที่ ๑๓ วันอาทิตย์เหรอ (ครับผม) เอ้อ ให้กำหนดให้ทราบกันเสียนะ

เรากำหนดให้ตั้งแต่นี้ต่อไปเรายังไม่กำหนด กำลังคำนวณงานนั้นงานนี้ยุ่งกับเรา ดูว่าตอนปลายๆ นั้น ดูไม่มีงานอะไรเอาตอนท้ายละ เพราะก่อนหน้านั้นเรายุ่งตลอด ต้องยุ่งกับนั้นกับนี้ไปเสียก่อน ตอนท้ายก็ตบท้ายเลยทีเดียว เอาวันที่ ๑๒-๑๓ ขึ้นกี่ค่ำวันที่ ๑๓ ขึ้นกี่ค่ำดูซิ (๑๒ ค่ำ) เอ้อ ๑๒ ค่ำพอดีละ วันขึ้น ๑๕ ค่ำก็หมดเขตกฐินวันนั้น วันขึ้น ๑๕ ค่ำยังทอดกฐินได้อยู่ พอแรมค่ำ ๑ ก็หมด เอากำหนดอย่างนั้นละ จะไปทอดกฐินบ้านแพง สองวัด บอกทางวัดถ้ำยาด้วยนะ

เราปฏิบัติตามเดิม คือไม่มีอะไรเราจะไปพักที่บ้านแพง ทางโน้นให้ลงมาเอง เหมือนปฏิบัติมาทุกปี ทางโน้นให้มาเองตามเดิม ขึ้นก็ไม่ขึ้น เพราะทอดนี้แล้วเราก็พอดีละให้เขาเอาขึ้นไป ให้ทางนู้นมารับกองกฐินไปทางนู้นเลย ดังที่ได้เคยปฏิบัติมาทุกปี ไปทางฝั่งโน้นเขาก็จนนะ ไม่ใช่เล่น ทางฝั่งทางโน้นก็จน เขาก็อาศัยทางฝั่งเรา เช่นบ้านแพงเป็นฐานรับความยากความจนของทางโน้นมา เพราะฉะนั้น เวลาเราไปทอดกฐินแต่ละปีจึงมีอาหารการบริโภค เช่นข้าวสงข้างสารไป เพื่อให้ไปแจกทางนู้นๆ ด้วย ปีนี้ก็คงไม่พ้นละที่ว่าข้าวสารน่ะ เราจะจัดไปพร้อม

การช่วยโลกนี้เราบอกจริงๆ นี้เราพูดด้วยความเป็นธรรม ไม่ได้พูดเพื่อเหยียบโน้นยกนี้นะเราพูดด้วยความเป็นธรรม การเสียสละนี้เราสละหมดเนื้อหมดตัวมาตลอด แล้วจะหมดเนื้อหมดตัวไปจนกระทั่งถึงวันเราตาย ตายแล้วยังไม่แล้ว สุดท้ายก็คืองานศพของเรานี้เผาศพนี้ พินัยกรรมเราเขียนไว้แล้ว ให้เอามาอ่านแทนเราเลย คือพอเราตายไปแล้วจะเผาศพนี้ สมบัติเงินทองอะไรๆ ที่บรรดาพี่น้องทั้งหลายมาบริจาคจะเผาศพเรา แล้วเงินจำนวนนี้ตั้งกรรมการขึ้น ให้เก็บหอมรอมริบรักษาไว้ด้วยความปลอดภัย เสร็จแล้วเงินจำนวนนี้เราจะให้ไปซื้อทองคำเข้าคลังหลวงทั้งหมด

ส่วนเผาเรานี้จะเอาไฟมาเผา เงินนี้เพื่อคนยังมีชีวิตอยู่ ตายแล้วเอาไฟมาเผา เงินนี้เอาไปเพื่อผู้มีชีวิตอยู่ ครั้งสุดท้ายเรียกว่าหมดเนื้อหมดตัวเรา เราไม่เอาอะไรในโลกนี้ ไม่มีอะไรจะเอา นี่ละอำนาจแห่งการปฏิบัติพุทธศาสนา ธรรมของพระพุทธเจ้านะ พูดได้อย่างอาจหาญชาญชัย ให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบเสีย ว่าพุทธศาสนาเราเป็นยังไง คือตลาดแห่งมรรคผลนิพพาน ตลาดแห่งบุญแห่งกุศลรวมอยู่นี้หมด พระพุทธเจ้าพระองค์ใดตรัสรู้ตรัสแบบเดียวกันสอนแบบเดียวกัน ธรรมะเป็นของจริงอย่างเดียวกัน นี่เราก็ได้ปฏิบัติมา เอาเริ่มตั้งแต่วันบวชมา

ชีวิตฆราวาสมายุติกันวันบวช วันนั้นเป็นที่ ๑๒ พฤษภา ๒๔๗๗ เวลาบ่ายโมงเป็นเวลาที่เราบวช ชีวิตของฆราวาสเป็นมาได้ ๒๐ ปีกับ ๙ เดือน ทีนี้ปัดชีวิตของฆราวาสออกหมด เอาชีวิตของวัดของพระเข้าแทน ตั้งแต่ออกมาจากโบสถ์บวชสำเร็จเป็นพระสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่นั้นชีวิตของพระติดตลอดเลย ชีวิตของโลกของอะไรที่มาเกี่ยวข้อง จะมากระทบกระเทือนกับธรรมวินัยของพระไม่ได้ปัดๆ ตลอด มีแต่ชีวิตของพระตั้งแต่นั้นมา ตั้งแต่วันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๔๗๗ และถึงวันนี้มันเป็นเท่าไร ๗๑ หรือ ๗๒ ปี นั่นละชีวิตของเราตั้งแต่ออกจากโบสถ์มา มีแต่เป็นชีวิตของพระล้วนๆ

เราภูมิใจในการปฏิบัติรักษาพระธรรมวินัย ไม่เคยมีความด่างพร้อยในศีลในธรรมอะไรเลยนะเรา ปฏิบัติเต็มเม็ดเต็มหน่วย ความระมัดระวังรักษาศีลเป็นสำคัญมาก เพราะฉะนั้นเราจึงอ่านพระวินัยดูพระวินัยไม่รู้กี่เที่ยวกี่ตลบทบทวน เพราะเรารักพระวินัย การที่จะข้ามเกินพระวินัยด้วยความไม่มีหิริโอตตัปปะไม่มีเลย นอกจากผิดพลาดด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์เป็นได้ทั้งเขาทั้งเรา นี่ปฏิบัติมาอย่างนั้น การปฏิบัติธรรมก็ปฏิบัติทั้งเรียนทั้งปฏิบัติมาเรื่อย จนกระทั่งก้าวขึ้นสู่เวทีฟัดกับกิเลสโดยทางด้านจิตตภาวนา มาจนกระทั่งถึงบัดนี้ละที่นี่นะ

นี้เราสั่งสมธรรมสั่งสมความดีงามตั้งแต่วันเราบวช เราไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องความชั่วช้าลามก ปัดตลอด สร้างแต่ความดีงามมาเรื่อยตามขั้นตามภูมิของธรรมที่เราจะบำเพ็ญได้ จนกระทั่งมาถึงทุกวันนี้ แล้วการประพฤติปฏิบัติธรรมที่เราเข้มงวดกวดขัน ก็เขียนไว้แล้วในตำรับตำราที่ไหนก็มีแล้วไม่จำเป็น นี่มาพูดด้วยความสรุปว่าผลที่เราปฏิบัติตามหลักธรรมหลักวินัยมา ในชีวิตแห่งการบวชของเราตั้งแต่วันนั้นละ จนกระทั่งถึงวันนี้ผลได้โดยสมบูรณ์แล้วทุกอย่าง

ผลนี้สมบูรณ์มาตั้งแต่วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ หลังวัดดอยธรรมเจดีย์ จังหวัดสกลนคร นั้นเป็นที่ตัดสิน ระหว่างวัฏวนกับวิวัฏวน ได้แก่ระหว่างวัฏกิเลสกับนิพพานว่างั้นเลย ฟัดกันขาดสะบั้นลงไปนั้นแล้ว ตั้งแต่นั้นมาเรียกว่าเราพอ พอทุกอย่าง ไม่มีอะไรในจิตในใจนี้เรื่องสมมุติทั้งมวลไม่มีเลย ขาดสะบั้นไปตั้งแต่บัดนั้น ก็มีแต่ทำประโยชน์ให้โลก สำหรับเราเราไม่เอาแล้ว แบมือว่าอย่างนี้เลย ได้มามากน้อยปัดออกๆ เพราะความเมตตาสงสารดึงออกๆ มีแต่ความเมตตาสงสารเกี่ยวกับโลก ไปที่ไหนมีแต่เรื่องความเมตตาสงสารทั้งนั้นเลย เราไม่มีหวังจะไปเอาอะไร เพราะเราพอทุกอย่างแล้ว

หัวใจนี้พอเสียอย่างเดียวปล่อยหมด สามแดนโลกธาตุไม่มีอะไรมาติดใจเลย นี่อำนาจของธรรมที่เราปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ได้ปรากฏเด่นชัดขึ้นภายในใจได้มาประกาศให้พี่น้องทั้งหลายฟังว่า ธรรมะพระพุทธเจ้าจริงหรือไม่จริงฟังซิน่ะ พระพุทธเจ้านิพพานไปเท่านั้นปีเท่านี้ปี อันนั้นเป็นเรื่องชีวิตจิตใจตายด้วยกัน แต่เรื่องธรรมนี้ไม่ตาย ใครปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเป็นอย่างนั้นเรื่อยไปเลยละ นี่เราก็พยายามตั้งแต่วันบวชมาจนกระทั่งถึงวันที่ว่านั่นน่ะ เป็นวันที่เราสร้างความดีงามทั้งหลายสมบูรณ์แบบเต็มเหนี่ยว หลังวัดดอยธรรมเจดีย์ ปล่อยหมดโดยสิ้นเชิง จิตใจสว่างจ้าขึ้นมาครอบโลกธาตุ เอา ฟังพี่น้องทั้งหลาย หรือเข้าใจว่าหลวงตาบัวอวดท่านทั้งหลายหรือเวลานี้

เราปฏิบัติมาแทบล้มแทบตายเอาอะไรมาอวด  ปฏิบัติเพื่ออวดมีอย่างเหรอ พระพุทธเจ้าสลบสามหนจึงได้ตรัสรู้ พระพุทธเจ้าอวดหรือว่าสลบสามหน อันนี้เราก็เอามา แต่เราไม่เคยสลบ เป็นแต่เพียงว่าเฉียด เรื่องเฉียดนี้เฉียดตลอด เพราะหนักแน่นในความเพียร เด็ดเดี่ยวเฉียบขาดตลอดเวลาเลย จะเอากิเลสให้พัง เราจะให้ถึงนิพพานในชาตินี้ ให้เป็นพระอรหันต์ในชาตินี้ ยังไงก็เป็นกับตายต้องฟัดกันเลยเชียว เราไม่ตายกิเลสเท่านั้นตาย กิเลสไม่ตายเราตายมีสองอย่าง ฟัดที่นี่กิเลสตาย กิเลสตายวันนั้นละ วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ เวลา ๕ ทุ่มพอดี ขาดสะบั้นจากกันเลย

ตั้งแต่นั้นจิตสว่างจ้าขึ้นมาครอบโลกธาตุ สอนโลกไปที่ไหนๆ เราจึงไม่มีความสะท้านหวั่นไหวว่าไปเทศน์ที่ไหนมีสูงมีต่ำ ไม่มี ธรรมนี้เรียกว่า โลกุตรธรรม ธรรมเหนือโลกเหนือตลอดเวลา ไม่ว่าจะนำธรรมขั้นใดมาสอนโลก เหนือโลกทั้งนั้นๆ เราสอนมาเต็มเม็ดเต็มหน่วย ตั้งแต่นั้นมาก็เป็นเวลา ๕๕ ปีนี้แล้วที่เราสอนโลก เราไม่ได้สอนเรา เราสอนโลก ตั้งแต่ก่อนเราสอนเราทั้งนั้น ไม่เกี่ยวกับโลกเลย ไม่สอนใคร ไปปฏิบัติไปองค์เดียวๆ ความรู้วิชามีมากน้อยกว้านเข้ามาสอนตัวเองแก้ตัวเองหมด หลังจากนั้นมาก็ได้นำไปสอนคนอื่น ได้เป็นเวลา ๕๕ ปีนี้มัง นี่ที่เราสร้างความดีมาเต็มเม็ดเต็มหน่วย

แล้วทีนี้เมื่อมันเต็มแล้วอะไรมาก็แบไว้เลย ตกๆ ออกหมดไม่มี ไม่มีเก็บไม่มีเอาทุกอย่าง ไม่ว่าอะไร ถ้าหากว่าจะพูดตามความนิยมของโลกนี้ว่า หลวงตาบัวต้องเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี เพราะบรรดาพี่น้องทั้งหลายมาถวายกราบไหว้บูชา ด้วยจตุปัจจัยไทยทานต่างๆ มากต่อมากๆ ขนาดไหน ว่าหมื่นๆ ล้านไปแล้วเราจะว่าได้นะ เพียงพันล้านนี้อย่ามาพูดเลยกับเรา ที่ได้รับบริจาคจากพี่น้องทั้งหลายแล้วก็ออกหมด ไม่มีอะไรติดตัวเราเลย เป็นอย่างนั้นตลอดมา นี้ยังจะเป็นอย่างนั้นตลอดถึงวันเราตาย ศพของเรานี้เงินทั้งหลายนี้จะเอาเข้าคลังหลวงอีก เราก็ไม่เอาอีก เราเสียสละถึงขนาดนั้นเพื่อพี่น้องทั้งหลาย

การเทศนาสอนธรรมนี้ เราก็ไม่เคยได้ตีบตันอั้นตู้ในจิตใจของเรา มันเปิดโล่งหมดเลย เอ้าๆ เอามา นั่น ถ้าว่าจะถามหรือตอบก็ดี ถ้าควรจะเป็นสารประโยชน์ เอ้าๆ ถามมาเราจะตอบ มันจะรับกันผึงๆ เลย เพราะธรรมอยู่ในนี้หมดแล้ว คำว่าอัดว่าอั้นตันใจไม่มีเลย ขอให้ถามมา ถ้าจะเป็นผลเป็นประโยชน์มากน้อยเพียงไร เอาๆ จะตอบเท่านั้นละผางเลยๆ ทางนั้นถามมารับกันปุ๊บๆ สวนหมัดกันทันทีๆ ทางนั้นถามมาคำตอบออกพร้อมกันๆ เลย นอกจากว่าจะเป็นประโยชน์มากน้อยเพียงไร แล้วคำตอบนั้นจะแบ่งสันปันส่วนให้พอดีกับผู้มาถาม ถ้าธรรมดาผู้มาถาม ทางนี้ออกจะออกรับกันร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ปัญหาตอบรับนี้จะออกร้อยเปอร์เซ็นต์

แต่ผู้ที่มารับนั่นซิเขามาถามปัญหาเพื่อความเข้าใจ กำลังวังชาเขาได้แค่ไหน จึงแบ่งสันปันส่วนตั้งแต่ร้อยเปอร์เซ็นต์ลงมาถึง ๕๐% ลดลงๆ ตามส่วนของผู้มาถามปัญหา ถ้าลดจาก ๕๐% ไปแล้วไม่ค่อยตอบละเหนื่อย เข้าใจเหรอ นี่ละธรรมที่ออกจากใจ พูดให้มันชัดเจน เราเทศน์สอนโลกมานี้นานเท่าไร ๕๕ ปี มิหนำซ้ำในการช่วยชาติบ้านเมืองนี้เป็นเวลา ๗ ปี เทศน์ทั่วประเทศไทย ไปเอาโวหารมาจากไหน เอาพิจารณาซิ เรียนมา ๙ ประโยค ๑๐ ประโยค เอาเรียนมาว่างั้นเลย ประโยคเดียวเท่านี้พอ ผางออกทีเดียว

พระพุทธเจ้าพระไตรปิฏกใน พระสงฆ์สาวกพระไตรปิฏกในเต็มที่หัวใจ ที่ถอดออกไปเป็นปิฎกนั้นปิฎกนี้ ออกไปจากใจพระพุทธเจ้าต่างหาก อันนี้ให้ธรรมะได้เข้าถึงใจ ใจกับธรรมเป็นอันเดียวกันแล้วนี้ นั่นละพระไตรปิฎกใหญ่อยู่นั้นหมด เอาๆ ถามมา พูดให้มันชัดเจน เราไม่เคยมีคิดอัดอั้นตันใจเกี่ยวกับเรื่องปัญหาของโลกวัฏวนทั้งสาม ธรรมนี้เหนือหมดแล้วๆ ถ้าจะสงเคราะห์ได้ขนาดไหนก็ลงตามขนาดนั้นๆ เท่านั้นเอง เราสอนโลกก็ฟังดูตั้งแต่สอนที่ช่วยชาติมานี้ตั้ง ๗ ปีแล้ว เทศน์มีกี่กัณฑ์ แล้วถ้าจะเอาพระไตรปิฎกมา มันกี่พระไตรปิฎกอยู่ในนั้น นี้ไม่ได้คำนึงพระไตรปิฎก

อย่างเวลาเทศน์นี้ไปหาพระไตรปิฎกไหนมา เทศน์อยู่เวลานี้น่ะ นี่ละธรรมพระพุทธเจ้า ถ้าลงจิตกับธรรมเป็นอันเดียวกันแล้ว ท้องฟ้ามหาสมุทรนี้ยังแคบไป ใจดวงนี้ครอบไปหมดเลย อัดอั้นตันใจที่ไหน จึงเรียกว่าธรรมอันวิเศษวิโส โลกุตรธรรม ธรรมเหนือโลกตลอดเวลา ครอบโลกก็ได้ นี่ละที่สอนโลกอยู่ เราอุตส่าห์พยายาม แล้วยิ่งจวนจะตายเท่าไรยิ่งเน้นหนักๆ ธรรมะเด็ดขาดๆ ออกมาเรื่อยๆ เพราะเป็นห่วงเป็นใยผู้มีชีวิตอยู่ มันจะไม่มีอะไรติดหัวใจ มันจะมีแต่บาปแต่กรรมด้วยความคึกความคะนอง ความทะเยอทะยานดีดดิ้นหาแต่ไฟเผาตัวๆ จะไม่มีบุญกุศลติดเนื้อติดตัวเลย จึงต้องอุตส่าห์พยายามสอนให้มีคุณงามความดีติดเนื้อติดตัว จะได้พอมีที่ยึดที่เกาะไปสู่ความดีคติที่งาม

เช่นอย่างสวรรค์ พรหมโลก ตลอดนิพพาน ได้ด้วยอำนาจแห่งความดี ส่วนความชั่วนั้นมันจะพาดึงลงทางชั่วทั้งหลาย นี้เป็นห่วงมาก เพราะฉะนั้นจวนตายเท่าไรแทนที่จะมาห่วงหัวใจเจ้าของไม่ห่วงนะ เราไม่มีเรื่องห่วงเจ้าของ ห่วงบรรดาพี่น้องชาวไทยเรานี้ห่วงมากทีเดียว ยิ่งเวลานี้ชาติไทยของเราเป็นชาติที่เป็นฟืนเป็นไฟไปด้วยกิเลสตัณหา คำว่าศาสนาแทบจะไม่มีติดใจ แทบจะไม่มีติดกายติดกิริยาอาการความประพฤติเลย มีตั้งแต่เรื่องกิเลสตัณหาความทะเยอทะยาน ตายไม่รู้จักป่าช้า กิเลสตัณหาน่ะ แทบทั้งนั้นในประเทศไทยเรา ธรรมดูเข้าไปจนดูไม่ได้ อิดหนาระอาใจจะสอนได้ยังไงเป็นขนาดนี้แล้ว ธรรมอันนี้เลิศเลอขนาดไหน จะสอนของสกปรกโสมมที่สุดเต็มโลกธาตุนี้จะสอนได้ยังไง

นี่ละพระพุทธเจ้าทรงท้อพระทัย แม้แต่เราตัวเท่าหนูเป็นได้นะ เราพูดจริงๆ สอนโลกเราเป็นได้ แล้วสอนสอนว่าไงมันจะพอเข้าใจ พอจะยึดเกาะได้เป็นสาระสำคัญแก่ตน เป็นบุญเป็นกุศลเข้าสู่สวรรค์นิพพานไปได้ มันไม่ไปมันคว้าเอาตั้งแต่มูตรแต่คูถ ความชั่วช้าลามกชอบที่สุดๆ หัวใจคนมีกิเลสหัวใจสกปรก สิ่งใดสกปรกมันชอบมากที่สุด มันมีแต่หัวใจอย่างนั้นเสียมากต่อมาก หัวใจที่จะชอบความสะอาดสะอ้าน คือศีลคือธรรมมันไม่ค่อยชอบ นี่ละให้ท่านทั้งหลายจำเอา เราตายแล้วไม่มีใครสอนอย่างนี้นะสอนท่านทั้งหลาย

เวลานี้วิทยุออกทั่วประเทศไทย ออกจากหลวงตาบัวคนเดียว เทศน์ตลอดมานี้ แล้วมันมายังไงเทศน์ถึงได้มากมายนักหนาทั่วประเทศไทย ออกจากหัวใจอันเดียวปากอันเดียวกันนี้ ปากก็มีทั่วโลกทำไมไม่มีใครเทศน์อย่างนี้ หัวใจก็มีทั่วโลกทำไมไม่เป็นอย่างนี้ หัวใจนี้ครอบโลกธาตุพูดชัดๆ เสียนะ มันจ้าอยู่นี้ตลอดเวลา ตั้งแต่กิเลสตัวปิดบังหุ้มห่อขาดสะบั้นลงไป จิตนี้จ้าขึ้นมาเลย นั่นละอัศจรรย์ ไม่มีอะไรเหมือน พอมันผางขึ้นมาเท่านั้นไม่มีอะไรเหมือน ผิดคาดผิดคิดผิดคาดผิดหมายทุกอย่างในตัวเองก็ดีคาดไม่ถึง ว่าจะรู้จะเห็นจะเป็นอย่างนี้ขึ้นมา แต่ก็เป็นขึ้นมาแล้ว เพราะอำนาจแห่งการปฏิบัติธรรม

ธรรมนั่นแหละจะบุกเบิกออกให้เห็นให้รู้ เจ้าของไม่เคยรู้ก็รู้ได้ ขอให้ปฏิบัติตามธรรมพระพุทธเจ้าเถิด ศาสนาพุทธเราเป็นศาสนาที่เลิศเลอแล้ว ขอให้พี่น้องทั้งหลายอย่านอนตายจมกันอยู่ด้วยอำนาจของกิเลสตัณหา ความโลภ ความโกรธ ราคะตัณหา อย่าเอามาพอกพูนจนเกินไปมันหนักพอแล้ว แล้วมันจะจมด้วยกันทั้งนั้น ขอให้เอาศีลเอาทานการภาวนาเข้ามาสู่จิตใจ ให้จิตใจได้มีที่ยึดที่เกาะ แล้วจะเป็นความสุขความเจริญ อยู่ก็ดี ตายก็ดี จะเป็นความชุ่มเย็นภายในใจ สิ่งภายนอกทั้งหลายเราอย่าเข้าใจว่าเราจะหวังพึ่งเขาได้ อาศัยเขาว่าเรามีสิ่งนั้นสิ่งนี้แย็บเดียวๆ แล้วก็หมุนมาหาความทุกข์ความร้อนภายในใจนี้แหละ

ทีนี้ถ้าธรรมมีภายในใจแล้ว ใจจะไม่ทุกข์ร้อน จะเย็นๆ คนทุกข์คนจนคนมั่งคนมีถ้ามีใจเป็นธรรม ใจมีความหนักแน่นในธรรมแล้วจะเย็นอยู่ที่หัวใจ ไม่ได้เย็นอยู่ที่สมบัติเงินทองทั้งหลาย อย่าพากันเป็นบ้าจนเกินไปกับสมบัติเงินทอง ตายแล้วมันก็อยู่อย่างนั้นแหละ ตั้งแต่ร่างกายของเราตายแล้วก็เหมือนสภาพเหล่านั้น เหมือนเงินทองข้าวของทิ้งเหมือนกัน ส่วนที่จะไปก็คือจิตสมบุกสมบัน ใครทำบาปชั่วแล้วลงนรก ใครทำดีก็ไปสวรรค์ อันนั้นละจะไป ไปด้วยอำนาจแห่งบาปแห่งบุญ บาปพาลงต่ำ บุญพาขึ้นสูง ให้จำเอา เอาละพูดเพียงเท่านี้ มันเหนื่อย

ธรรมไม่หมด แต่คนมันเหนื่อยเข้าใจไหม เราพูดตรงๆ ธรรมนี้ไม่หมด แต่ร่างกายมันหมดกำลัง เอาเท่านั้นละ มีอะไรว่ากันมา

วิทยุเวลานี้กำลังกระจายทั่วประเทศไทย กระจายอย่างรวดเร็วเสียด้วย ใครอยู่ที่ไหนก็ตั้งวิทยุๆ ทั่วประเทศไทย เวลานี้ออกอย่างรวดเร็ว ก็มีแต่คำพูดของเราเทศน์ของเราออก จากนั้นก็มีครูบาอาจารย์มาสนับสนุนกันหนุนกันไป ครูบาอาจารย์องค์ที่น่าเคารพเลื่อมใส ก็เอาเทปของท่านมาเทศน์ๆ เราเป็นแนวหน้าเสมอ ออกหน้าตลอดเทศน์ กำลังออกวิทยุ เวลานี้กำลังขยายออก ออกอย่างรวดเร็วด้วย ทางนู้นตั้งทางนี้ตั้งๆ เรื่อย ตั้งวิทยุ เราพูดจริงๆ เราเทศน์ด้วยความมั่นใจทุกอย่าง เทศน์สอนโลกเราเทศน์ด้วยความมั่นใจ แน่นอนในธรรมที่เราเทศน์ทุกขั้นทุกภูมิของธรรม บอกร้อยเปอร์เซ็นต์เลยว่าไม่ผิดว่างั้นเลย ถอดออกจากนี้ไปเลยๆ เราไม่ไปหาลูบคลำในคัมภีร์ สาธุ เราไม่ได้ประมาทคัมภีร์ คัมภีร์นั้นชี้เข้ามาที่นี่ คัมภีร์ไหนก็ชี้เข้ามาที่นี่ เวลามาขุดค้นที่นี่แล้วก็ขึ้นมาที่นี่เลย เราเทศน์จึงว่าเทศน์ในนี้เลย

เอาของไปส่งวัดดงศรีชมพู พอไปถึงตลาดปากคาด เข้าไปตีตลาดเลย ทางนี้เรากำหนดว่าพอดีๆ พอถึงปากคาดแล้วไปตีตลาดปากคาดอีก ผลที่สุดจนรถจะไปไม่ได้เลย ต้องบอกรถให้ไปอย่างช้าๆ ขนาดนั้นนะ ไปเร็วไม่ได้เต็ม หนัก ไปเทลงที่วัดศรีชมพู แล้วกลับมา (เคยไปถ้ำจันทน์ไหมฮะ) ถ้ำจันทน์ไม่ได้ไป (ที่หลวงปู่บัวเคยไปภาวนากับท่านอาจารย์จวน) เอ๊ะ ถ้ำจันทน์เดี๋ยวนี้มันอยู่กลางบ้านแล้วนี่นะ (เดี๋ยวนี้กลายเป็นกลางทุ่งนา มันเป็นเขาๆ อยู่) ก็นั่นแล้ว ถ้ำจันทน์เดี๋ยวนี้มันอยู่กลางบ้านเขาแล้วแหละ

แต่ก่อนท่านจวนไปถ้ำจันทน์นี่นะ เป็นดงหมดนะแต่ก่อน ดงทั้งหมดเลย อยู่กลางดง ท่านจวนไปพักที่นั่น เราก็ไปดูถ้ำจันทน์ไม่สูง แต่มันไปอยู่ทางบ้านเขาสร้างบ้านครอบไปหมดแล้ว ตอนเป็นดงเป็นป่าแต่ก่อนที่ท่านจวนไปอยู่หมดสภาพไปแล้วเราไปดู ท่านเล่าให้ฟังถึงเรื่องว่าเสือ ถ้ำนี้ละเราขึ้นไปดู ก็เหมาะกับเสือมันโดดขึ้นถึงพอดี เสือดาว พวกเสือดาวนี้หากินหมา คนอยู่ที่ไหนเสือดาวนี้จะแอบไป ไปกินหมากับคน ถ้าไปไปดูๆ ไม่มีหมาแล้วมันก็หนีนะ ถ้ามีหมาแล้วจะแอบเอาจนได้ ทีนี้วันนั้นท่านจวนไปพักอยู่ที่นั่นก็พอดีป่วยเป็นไข้มาลาเรีย ท่านก็เลยนอนอยู่ถ้ำนั้นละ

มันไม่สูง ดูจะขนาดนี้ละมั้ง ขนาดไฟฟ้ากับพื้นนี่ เสือมันโดดขึ้นได้นี่เสือดาว ท่านนอนตะแคงอยู่ทางนี้ ก่อไฟขึ้นผิงไฟ เพราะตามธรรมดาพระวินัยห้ามนะ ก่อไฟผิงไม่ได้ เว้นแต่ป่วยท่านว่า ถ้าป่วยแล้วผิงไฟได้ ก่อไฟผิงได้ ถ้าไม่ป่วยก่อไฟผิงไม่ได้ ปรับอาบัติ มีในพระปาฏิโมกข์ด้วย ทีนี้ท่านก็นอนอยู่นั้น ก่อไฟไว้ที่นี่ ท่านก็นอน ไข้มาลาเรีย อยู่ๆ ไอ้เสือมันก็ไม่รู้เรื่องว่าคนนอนอยู่บนถ้ำ กองไฟอยู่นี้ ท่านนอนอยู่นั้น เสือโดดขึ้นมานี้ กึ๊กขึ้นมานี้เลย มันโดดขึ้นมากึ๊กขึ้นมา พอดีมาเจอกับคน เจอตากันพอดี ตามันตาเราจ้อๆ กันอยู่นั้น สายตามันมีแต่ท่าจะเปิดไม่มีท่าสู้ ท่านก็ เอ้า มันขึ้นมาหาอะไรนึกในใจ

พอว่างั้นท่านก็จับเอาผ้า ตุ๊บตั๊บ โดดลงปึ๋งไปเลย มันขึ้นไปเสือดาว เดี๋ยวนี้เป็นกลางบ้านแล้วไม่มีเสือ ที่ว่าถ้ำจันทน์มีแต่ชื่อว่าถ้ำจันทน์ ภูทอกก็เหมือนกัน ภูทอกมันก็อยู่กลางบ้านแล้วเดี๋ยวนี้ แต่ก่อนเป็นดงทั้งนั้น ท่านจวนน่าชมอันหนึ่ง ท่านไปหาอยู่ในถ้ำๆ แต่ที่น่าตำหนิก็คือ อย่างไปสร้างเขาเรียกอะไรสวรรค์ ดอยสวรรค์ นั่นถูกขนาบหมอบเลยนะ โอ๋ย ไล่เบี้ยจริงๆ นี่เรา เราเอาจริงๆ นะ ท่านเคยอยู่กับพ่อแม่ครูจารย์มั่นมาแล้วไม่ใช่เหรอ แล้วตำรับตำราก็มีประจันหน้าท่านอยู่แล้ว ท่านทำไมไม่คำนึง เอาละนะ

เขาเรียกว่าดอยอะไรสวรรค์ บันไดสวรรค์เหรอ อยู่ภูทอก ภูทอกภูโทน ภูมีอันเดียวเขาเรียกว่าทอกว่าโทน อยู่ที่นี่ ท่านจวนไปอยู่ที่นั่น กลางดงกลางป่าจริงๆ นะ แต่ก่อนบ้านคนยังไม่มีท่านไปอยู่ที่นั่น ทีนี้ครั้นต่อมาก็เลยมาสร้างบันไดสวรรค์ขึ้น เลยเป็นบันไดนรกไปหมด พอเราไปเจอเข้าว่าจริงๆ นะว่าท่าน เพราะปฏิบัติมาด้วยกัน ท่านยอมรับหมอบเลยเชียว เอาค้านมา ท่านก็เป็นลูกศิษย์พ่อแม่ครูจารย์มั่น แล้วอยู่ด้วยกันมาหยกๆ ว่างี้เลย ท่านเคยสอนให้ท่านทำอย่างนี้เหรอ นี่ถ้าท่านจะเสียสละเวล่ำเวลากำลังวังชาฆ่ากิเลส แล้วกิเลสจะตายไปสักกี่ตัว

ท่านสละเวล่ำเวลาทุกสิ่งทุกอย่าง หน้าที่การงานเข้ามาในบันไดนรกนี่น่ะ มันสิ้นเปลืองเท่าไร ท่านได้อะไรมา นอกจากจะเป็นความกังวลทั้งวันทั้งคืนเท่านั้น ท่านไม่ได้อะไรมา มันขัดกับธรรมพระพุทธเจ้าขนาดไหน ท่านทำไมถึงทำได้ลงคอ เอาขนาดหนักนะว่าให้ท่านจวน ยอมอย่างราบเลยเชียว หาที่ตำหนิไม่ได้นี่ ก็เราเอาแบบฉบับมา ท่านทำนอกแบบนี่ใช่ไหมล่ะ นอกแบบจนกลายเป็นบันไดนรกไป ทีนี้กลางวันกลางคืนขึ้นได้ลงได้เสียงร้องโว้กเว้กๆ เราไปนั้นครู่เดียวเรายังดูไม่ได้นะ

นี่ละพอดีท่านจวนก็อยู่ที่นั่นก็ซัดท่านจวน แล้วก็ลงมา ท่านจวนยอมรับ แทนที่จะยกโทษเราแค่นิดหนึ่งไม่มีนะ โอ๊ย หมอบราบยอมรับครูอาจารย์ เราฝ่าฝืน ดีละท่านมาเขกเสียบ้างอย่างนี้ ค่อยเรียกว่าเรามีครูมีอาจารย์นะ ท่านก็ยังยออยู่นะ ท่านมาเขกนี้แสดงว่าเราผิดเราพลาด เรามีครูมีอาจารย์มาเขกยังดีอยู่นะ ท่านว่ายังดี ถ้าอย่างอื่นไม่ลงนะเข้าใจไหม นี่ท่านยังยอมรับว่าเราผิดเราพลาดมีครูอาจารย์มาเขกมาสับนี้ยังดีนะ ท่านว่ายังดีอยู่นะ (แต่มีเหตุที่ท่านทำเหมือนกันนะฮะ ได้ยินพระเล่าให้ฟังว่า ท่านว่าชาติก่อนนี้ท่านเคยเป็นลูกพญานาค แล้วแม่ท่านทำเจดีย์ถวายเป็นพุทธบูชา แล้วท่านไปเล่นหักเจดีย์นั่นลงนะฮ่ะก็เลยแบบยอดด้วน ทีนี้พอมาชาตินี้ท่านก็เลยทำใช้ให้)

ก็ท่านไม่ได้บอกเรานี่น่ะ จะมาแก้ช่วยกันได้เหรอ เราก็เข้าช่องนั้นซิ ก็ท่านไม่บอกเรา ถ้าบอกเราแล้วจะไปแง่ไหนอีกยังฟังอีกนะ มันยังจะมีหลายแง่อยู่นะ ถ้าว่าผิดก็ให้บอกว่าผิดเราจะยอมรับทันที เพราะเราสอนนี้ด้วยความถูกต้องแม่นยำแล้ว จะเอาอดีตอันนั้นอันนี้เข้ามาลบล้างธรรมพระพุทธเจ้าที่สอนไว้อย่างนี้ไม่ได้ เข้าใจเหรอ ยอมรับหรือยังที่พูดนี่ พระพุทธเจ้าไม่เห็นว่าอะไร ท่านไปอยู่ในป่านั้นนะ หรือพญานาคเขามาทำอะไรอย่าทำนะอย่าไปอยู่นะ ให้ไปอยู่ตลาดกระดูกหมูกระดูกวัว ที่นั่นไม่มีพญานาคให้ว่างั้นเหรอ มันยังไงกัน

ท่านจวนท่านดีอย่างหนึ่ง เช่นอย่างเราว่าให้ท่าน ว่าอย่างมีเหตุมีผลทุกอย่างสอน แล้วก็ออกมาจากพ่อแม่ครูจารย์หยกๆ ด้วยกันเข้าใจไหมล่ะ ตำรับตำราก็มีอยู่เป็นชั้นๆ เรานำอันนี้มาสอน แล้วที่ท่านทำมีอะไรมาเป็นเครื่องยืนยันเข้าใจไหมล่ะ ท่านไม่ยอมรับได้เหรอ ท่านยอมรับทันทีเลยนะเราผิดพลาด แต่ท่านก็ยังดีนะ โอ๊ย ดีความผิดพลาดยังมีครูบาอาจารย์มาสับมาเขก แสดงว่าเรายังเป็นลูกศิษย์มีครูอยู่ นั่นท่านก็ยังแก้ได้ดีอยู่นะ ไม่ปล่อยให้จมทีเดียว (ตอนสมัยหนูไปภาวนา มันมีภูทอกอยู่สองอัน ภูทอกกับภูทอกใหญ่ ทีนี้พอตอนเช้าพระฉันเสร็จนี้ พวกพระจะไปภาวนาภูทอกใหญ่ ค่ำลงถึงกลับมาอย่างนี้ เพราะฉะนั้นจึงไม่เห็นทางจงกรม เพราะท่านไปภาวนาอยู่นั้น) เอาละพูดเท่านั้นละ

โยม  หลวงตาคะขออนุญาต หนูติดปัญหาธรรมอยู่ข้อหนึ่ง เมื่อวันที่ ๖ ที่หนูปฏิบัติมา เห็นกิเลสโลภ โกรธ หลง ภายในหัวใจ เห็นแล้วหนูก็เกิดความทุกข์มาก จิตใจหนูอ่อนแอและท้อแท้ หนูเลยพิจารณาปฏิปทาของหลวงตา ก็เกิดความอาจหาญขึ้นมาในหัวใจ สักพักจิตหนูก็หยุดและเห็นพระทัยของพระพุทธเจ้ามาเกิดขึ้นที่หัวใจของหนู เป็นความสว่างไสว เป็นความบริสุทธิ์ แล้วก็ว่าง ไม่มีกิเลสแม้เม็ดหินเม็ดทราย แล้วก็เห็นพระจิตของหลวงตาสว่างเหมือนพระพุทธเจ้า เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับจิตพระพุทธเจ้า

ต่อจากนั้นหนูก็พิจารณาอวิชชา เห็นตัวกรรมนี้เด่นชัดมาก ตัวกรรมนี้เปรียบเสมือนขบวนรถไฟที่สายยาวมาก และในขบวนรถไฟนั้นมีจิตวิญญาณเต็มไปหมด อัดแน่นอยู่ในขบวนรถไฟสายยาว ขบวนรถไฟเปรียบเสมือนกรรม ตัวกรรมนี้วิ่งไป แล้วก็มีดวงวิญญาณเต็มไปหมดในขบวนรถไฟ รถไฟนี้ไปจอดตามสถานีต่างๆ สถานีนั้นหมายถึงตัวภพ จิตมันบอกอย่างนั้น ตัวภพนั้นพอรถไปจอดสถานีเล็กสถานีใหญ่ พอจอดปุ๊บจิตวิญญาณดวงนั้นก็ลงไป แล้วก็มีคนขึ้นมาอีก เป็นจิตวิญญาณที่อยู่สถานีรถไฟขึ้นมาบนรถไฟอีก

จิตมันก็บอกว่าการเวียนว่ายตายเกิดมีตลอดเวลา ต่อมาจิตหนูก็สว่างไสวหมดเจิดจ้าเป็นเหมือนกับจิตพระพุทธเจ้าฝังอยู่ในหัวใจของหนู คือความสว่างและความบริสุทธิ์ หนูก็เดินจงกรมต่อ น้ำตาก็ไหลอยู่ตลอดเวลา หนูเดินไปเดินมาจิตหนูก็พุ่งขึ้นสู่อวกาศ ขณะที่จิตมันเจิดจ้ากำลังพุ่งขึ้นข้างบน ตัวของหนูนี้มันสั่นคลอนไปหมดเลย มันมีพลังแรง ความสว่างไสวเจ้าค่ะ มันมีพลังแรงมากจนตัวหนูนี้ไหวไปเลย มันก็พุ่ง พุ่งประมาณ ๕-๖ ครั้งมันก็อยู่ในอวกาศ พอมันอยู่เหนืออวกาศแล้วจิตหนูก็ไปสว่างจ้าครอบโลกธาตุ ในขณะนั้นหนูได้เห็นดวงใจของหลวงตา ลอยสว่างอยู่เหนืออวกาศ พระจิตของหลวงตาสว่างครอบโลกธาตุ แล้วก็เป็นความบริสุทธิ์ จิตบอกว่าผู้ที่มีจิตบริสุทธิ์เท่านั้นจึงจะมีเมตตาธรรมเจ้าค่ะ แล้วต่อจากนั้นจิตหนูก็มองเห็นปฏิปทาของหลวงตาที่มีเมตตาต่อสัตว์โลก

แล้วก็เห็นสงเคราะห์โลกมาตลอดด้วยขันติธรรม วิริยธรรม แล้วก็สติธรรมปัญญาธรรม มีอยู่ภายในดวงใจของพระหลวงตา อันนี้หนูเห็นดวงใจของหลวงตาชัดเจนมาก แล้วจิตมันก็น้ำตาก็ไหลตลอดเวลา หนูก็ตั้งสัจจะว่าหนูจะก้าวเดินตามพระหลวงตาตลอดเวลา แล้วหนูก็คิดว่า หนูจะต้องยึดหลักก้าวตามฝ่าบาทของหลวงตาตลอดเวลา จากนั้นความรู้สึกของหนูนี้ อยากจะกราบไหว้หลวงตาตลอด แล้วก็อยากจะเห็นหลวงตาตลอดเวลา อยากจะกราบไหว้หลวงตาตลอดเวลาเจ้าค่ะ

พอพิจารณาเห็นหลวงตาอยู่กลางอวกาศ แล้วหนูก็อยากจะกราบไหว้ตลอดเวลา แล้วก็คิดถึงหลวงตาตลอดเวลา น้ำตามันก็ไหลตลอดเวลา แล้วหนูก็คิดว่าหนูจะก้าวตามท่านหลวงตาตลอดทุกฝีก้าว แล้วก็ความบริสุทธิ์ของหลวงตา หัวใจที่หนูได้เห็น หัวใจของพระหลวงตาที่มีความบริสุทธิ์สว่างไสว เหมือนอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระพุทธเจ้าเจ้าค่ะ พอมันมาเกิดที่หัวใจของหนูนี้เจ้าค่ะ หนูก็เกิดความปีติ แล้วก็ร้องไห้ตลอดเวลา ตรงนี้หนูไม่ทราบว่ามันผิดไปหรือเปล่าเจ้าค่ะ พอระลึกถึงหัวใจของพระพุทธเจ้า ระลึกถึงหัวใจของพระหลวงตา กำหนดขึ้นเกิดขึ้นที่หัวใจทีไรหนูก็ร้องไห้ๆ มันร้องของมันขึ้นมาเองเจ้าค่ะ

หลวงตา   เอาละ เท่านั้นละ ให้ดูหัวใจตนเองนั่น บริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์ดูหัวใจตนเองนั้น ถ้ามันขณะอย่างพระพุทธเจ้าแล้วก็หมดปัญหาไม่มีอะไรถามกัน ถ้ายังบกพร่องตรงไหนแก้ตรงนั้น เข้าใจเหรอ ตรงนี้ละตรงที่จะตัดสินกันที่หัวใจของเราเอง ดูหัวใจของเรานะ หัวใจของครูบาอาจารย์พระพุทธเจ้าสว่างไสวอย่างนั้นอย่างนี้ ยังไม่สนิทใจนัก พอหัวใจเราจ้าขึ้นรับกันแล้วหมดปัญหา เข้าใจเหรอ นั่นละ นตฺถิ เสยโยว ปาปิโย ไม่มีความยิ่งหย่อนต่างกันอะไรเลย บรรดาจิตพระพุทธเจ้ากับพระอรหันต์ทั้งหลาย เสมอกันหมด เท่านั้น

จิตเวลาปั๊บเข้าตรงนี้แล้วเสมอกันหมดอีก ไม่มีอะไรที่จะสูงจะต่ำ เข้าใจเหรอ ท่านให้ดูใจเจ้าของ (แล้วทีนี้ทางปัญญา ธรรมะมันไหลพรั่งพรูออกมามากนี้เจ้าค่ะ) เอาละๆ ไหลก็ไหลมาเถอะ ไหลไม่ได้มาเทศน์ให้เขาฟัง แต่เรามันออกมาจนแทบเป็นแทบตาย มันไม่ได้เห็นใจเราเลยพวกนี้น่ะ เข้าใจไหม มันจะไหลออกมามากน้อยก็ให้อยู่กับตัวเองพูดหาอะไรอย่างนั้น มีเท่านั้นละ หายสงสัยหรือยังล่ะเดี๋ยวนี้ (หนูสงสัยอยู่ตรงที่ว่า) นั่นละสงสัยให้ปฏิบัติหัวใจเจ้าของนั่นน่ะ ที่ว่าพระพุทธเจ้าอย่างนั้นอย่างนี้ เราเป็นยังไงมันยังเป็นคนละอันอยู่ ถ้าว่าเราฉันใดพระพุทธเจ้าสาวกทั้งหลายฉันนั้นเท่านั้นพอ

นี่ละผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต เห็นเจ้าของเพียงดวงเดียว เราก็เคยพูดแล้วเรื่องเหล่านี้น่ะ พอจ้าขึ้นมา หือ นั่นขึ้นแล้ว ไปถามใครที่ไหน หือ ขึ้นมานี้เลย ของจริงขึ้นนี้แล้ววัดกันได้ทันทีเลย เอาละพอ พูดอะไรมาก มันเหนื่อยจะตายแล้วเดี๋ยวนี้

ให้ไปภาวนาดีๆ นะ จี้ลงตรงนี้ มีอะไรให้ดูตรงนี้ มันจะกระจ่างแจ้งขึ้นมาๆ มืดมัวก็มืดมัวอยู่ที่นี้ ธรรมจ่อเข้าไป สติปัญญาจ่อเข้าไปนี้มันจะกระจายออกๆ จิตของครูอาจารย์อย่างนั้นอย่างนี้ มันจะหมดปัญหาไปหมด นั้นยังหยาบ พอเข้าถึงนี้ปั๊บถึงกันหมดเลยนั่น สุดยอดแล้วไม่ต้องถามใคร

ไปอ่านอะไรนะ เมื่อสองวันมานี้ โอ๋ เขาเอาหนังสือจะเป็นเล่มเก่าหรือเล่มใหม่ก็ไม่ทราบ ดูว่ากระทรวงศึกษาธิการเขาพิมพ์ จำนวนทั้งหมดดูว่า ๕๐๐,๐๐ เล่ม เขาเลยเอาเล่มหนึ่งไปให้เราดู เราก็เปิดดูบ้าง แล้วก็ไปเจอเอาตอนหนึ่ง คือวันนั้นอยู่หนองผือ อย่างนี้ละเวลามันจะเป็น เป็นขึ้นมาอย่างนี้ เราเคยคาดเคยคิดเมื่อไร ขนาดพ่อแม่ครูจารย์เอาของท่านมารับกันปุ๊บเลยเชียว พอพิจารณาเข้าไปๆ จิตหมุนติ้วๆ ฟาดนี้เสียโลกธาตุนี้ดับหมดเลย สว่างจ้าครอบโลกธาตุ เป็นอัศจรรย์ที่ไม่เคยคิดเคยคาด ไม่เคยเป็นมาตั้งแต่ภาวนามา พึ่งมาเป็นในคืนวันนั้นคืนเดียว ทีนี้โลกกลายเป็นสูญไปหมดเลย

พอจิตถอนออกมาแล้ว รวมอยู่นั้นก็นานอยู่นะ ว่างไปหมด ร่างกายหายหมดทุกอย่าง หายหมด เหลือแต่ธรรมชาติอันนั้น ที่พูดสักแต่ว่ารู้ คือว่าละเอียดสุดยอด ไม่ใช่สักแต่ว่าไม่มีราคานะ สักแต่ว่า เพียงแต่ว่า สักแต่ว่ารู้เท่านั้น แต่รู้ละเอียดมาก ถ้าว่ากว่านั้นไม่ได้มันจะเคลื่อนจากความเป็นจริง ไม่ทราบกี่ชั่วโมงจิตลงเต็มที่เลย โลกว่างเปล่าตลอด เวลามันเป็นขึ้นมา เราก็ไม่เคยเป็นตั้งแต่ภาวนามา มาเป็นเอาคืนวันนั้น เป็นแบบนี้ พอจิตถอนขึ้นมาแล้วกำหนดดูต้นไม้ภูเขา ตาเห็นพอรางๆ จิตว่างไปหมด แผ่นดินที่เราเหยียบอยู่นี้เดินอยู่นี้ ก็แบบเดียวกันเป็นรางๆ แต่จิตนี้มันทะลุไปหมดว่างไปหมด จิตถอนออกมาแล้วนะ ไม่ใช่เป็นอยู่เวลานั้น เวลานั้นเรียกว่าว่างหมดโดยสิ้นเชิง

แต่เวลาจิตถอนออกมา อะไรมันก็มีตามเดิมของเขาก็เห็น แต่มันเป็นรางๆ พอเป็นเงาๆ ส่วนใหญ่มันทะลุออกหมดๆ ตื่นเช้าขึ้นมาก็ยังเป็น จนกระทั่งทั้งวัน อานุภาพแห่งจิตที่รวมเต็มเหนี่ยว มันว่างอยู่ทั้งวัน เห็นอะไรเป็นแบบเงาๆ คือจิตส่วนใหญ่ทะลุหมดๆ ว่างหมดๆ โถ จิตเราทำไมถึงเป็นอย่างนี้ ทีนี้พอได้โอกาสแล้วก็ขึ้นไปกราบเรียนพ่อแม่ครูจารย์มั่น เรื่องการภาวนาจิตของเราเป็นอย่างนั้น พิจารณาอย่างนั้นๆ ปั๊บลงพุ่ง ลงถึงจิตเราก็บอกงั้น มันสว่างจ้าครอบโลกธาตุเลย เป็นเวลาหลายชั่วโมง ทีนี้เวลาจิตถอนออกมาแล้วมองดูต้นไม้ภูเขาก็มีธรรมดา แต่มันเป็นเงาๆ ส่วนใหญ่มันทะลุๆ หมด

จนกระทั่งกลางวี่กลางวันมันยังเป็นของมัน นี่ละอำนาจของจิตที่มันลงเต็มที่แล้ว ก็ไปกราบเรียนพ่อแม่ครูจารย์ เราก็ได้รับรางวัลบ้างนิดหน่อย พอพูดให้ท่านฟังแล้ว ท่านก็ เอ้อ เอาละที่นี่ จิตของท่านมหากับของผมที่เป็นอยู่ถ้ำสาริกาเป็นอันเดียวกันเลย ท่านว่างั้นนะ เป็นอย่างนี้ละจิตผมที่เป็นอยู่ถ้ำสาริกา ที่ว่าผีใหญ่จะมาตีท่านนั่นน่ะ เป็นอย่างเดียวกันนี้เลยไม่ผิดกัน เราก็พออกพอใจ ทีนี้เราก็ทำอย่างเก่าจะให้มันเป็นอย่างนั้นซิที่นี่ ทำยังไงมันก็ไม่เป็นๆ ผ่านไปได้สามสี่วัน ก็ขึ้นไปหาท่านอีก ท่านขนาบนะคราวนี้ พอขึ้นไป โอ๊ย จิตที่มันเป็นอย่างนั้นๆ กระผมมาพิจารณาอีกว่าจะให้มันเป็นอย่างนั้นอีก เลยไม่เป็นจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ไม่เป็นเลย

มันเป็นบ้าหรือ ขึ้นเลยที่นี่นะ มันเป็นมันก็เป็นหนเดียวจะให้มันเป็นอะไรอีก ไปหางมเงามันทำไม เรื่องเป็นความจริงก็ผ่านมาแล้วรู้มาแล้วทั้งนั้น จะให้มันเป็นอะไรอีก ท่านก็ดุเอา นี้มันจะเป็นบ้านะ คราวนี้เอารางวัลบ้าให้ วันแรก เอ้อ เอาละของท่านมหากับของผมที่เป็นอยู่ถ้ำสาริกาเหมือนกันเลยท่านว่า พอวันหลังๆ ต่อไปจะให้เป็นแบบนั้นมันไม่เป็น ขึ้นไปกราบเรียนท่านก็ซัดบัตรบ้ามาให้เลยเข้าใจไหม มันเป็นบ้าหรือ โอ๊ย เราไม่ลืมนะ อะไรจะอัศจรรย์เท่าจิต เอาละที่นี่เลิกกันละนะ พอ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz 

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก