สามัคคีดั่งเส้นหญ้า
วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2544 เวลา 8:00 น. ความยาว 55.14 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

 

                                                                     เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๔

                           สามัคคีดั่งเส้นหญ้า

          สรุปทองคำและดอลลาร์วันที่ ๑๙ ทองคำได้ ๗ บาท ดอลลาร์ได้ ๒๕ ดอลล์ เรื่องการช่วยชาติของเรานี้จะเริ่มขึ้นเรื่อย ๆ คอยสังเกตดูความสะดวกไม่สะดวก ขัดข้องหรือไม่ขัดข้องประการใด ในการดำเนินทั้งฝ่ายบ้านเมือง ทางฝ่ายศาสนานี้เราเป็นผู้ดำเนินคอยดูตลอด ทางโน้นมอบให้ทางบ้านเมืองพิจารณา ทางศาสนาก็เป็นอีกแขนหนึ่งคอยพิจารณาทางนี้ พี่น้องทั้งหลายร่วมหมดทั้งอวัยวะ ทั้งแขนทั้งหัวทุกอย่างรวมมาหมดเลยพี่น้องชาวไทยเราให้เป็นก้อน ให้เป็นตนเป็นตัว สำคัญมากนะ ให้ต่างคนต่างพยายาม ไม่งั้นชาติไทยของเรานี้ โหย อย่าให้ได้ยินเลยว่าชาติไทยจม ขออย่าให้ได้ยินเลย เมื่อพี่น้องชาวไทยยังมีความเป็นอยู่ดังที่เป็นอยู่เวลานี้ ขออย่าให้ได้ยินเลยนะว่าชาติไทยจม

ชาติไทยฟื้นฟูขึ้นโดยลำดับลำดา เพราะอำนาจทางการบ้านเมืองและศาสนาอุ้มชูกัน อย่างนี้เราฝันถึงอยู่ตลอดเวลา ให้จำคำนี้ไว้ถึงใจทุกคนนะ ขออย่าให้ได้ยินว่าเมืองไทยล่มจมอย่างหาเหตุหาผลไม่ได้นะ ล่มจมที่สุดวิสัยใครก็ทราบ อันนั้นไม่เอามาวินิจฉัยในวงนี้ อยู่ ๆ ความเลวร้ายทั้งหลายทุกสิ่งทุกอย่าง หาอรรถหาธรรมไม่ได้ มีแต่เปรตแต่ผีกลืนบ้านกลืนเมืองจมลงอย่างนี้ ขออย่าให้ได้ยินเลยนะ เปรตผีก็มีมนุษย์อยู่ในบ้านเมืองของเรา ไม่ใช่จะมีแต่เปรตแต่ผีอย่างเดียว มนุษย์มนาเทวดาอินทร์พรหมยังอยู่ในชาติไทยของเรา พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นพระที่เลิศถึงสามพระองค์อยู่ในเมืองไทยเรา เพราะฉะนั้นขออย่าให้ได้ยินว่าเมืองไทยเราล่มจมด้วยเหตุดังที่กล่าวมานี้ ที่เป็นความสกปรกเหลวแหลกแหวกแนวโหดร้ายทารุณ เป็นเรื่องกิเลสทั้งนั้น จมได้ถ้าเรื่องของกิเลส

เมืองนี้ไม่ใช่เมืองเปรตเมืองผี เมืองพุทธนี่นะเมืองเรา เพราะฉะนั้นเราคอยฟังเสมอ อะไรที่จะเป็นไปเพื่อความเจริญรุ่งเรืองแก่ชาติไทยของเรา จึงต้องพยายามกันต่อไป ค่อย ๆ เริ่มทางนี้ก็ฟัง ทางโน้นกำลังปรับปรุงทุกสิ่งทุกอย่างทางการบ้านเมืองก็ดี เรียกว่าทางบ้านเมือง ทางศาสนาเราก็ต่างคนต่างปฏิบัติตัวเพื่อความเป็นคนดีอยู่แล้ว ก็ยิ่งจะเสริมเพื่อความดีได้ง่ายขึ้น ความพร้อมเพรียงสามัคคีอันนี้เป็นธรรมที่มีคุณค่ามาก ความพร้อมเพรียง ความสามัคคีกัน ความฟังหัวหน้าที่เป็นธรรม อันนี้สำคัญมาก

เมืองไทยเราเป็นเมืองพุทธด้วย แกนของเมืองไทยเราก็คือพุทธด้วย ธรรม สงฆ์ รวมแล้วเป็นแกนใหญ่โตทีเดียว นี่เป็นแกนของจิตใจประชาชนชาวไทยเรา ความรักชาติรักศาสนารักความสามัคคี จึงมารวมอยู่ในแกนอันนี้เป็นสำคัญนะ พุทธ ธรรม สงฆ์ เป็นแกนอันใหญ่หลวง ความรักชาติ ศาสนา รวมเข้าเป็นอันนี้ ความสามัคคีกัน ความสามัคคีนี้พระพุทธเจ้าทรงชมเชยมากต่อมากนะ และทรงตำหนิติเตียนความแยกความแตกร้าวมากอีกเหมือนกัน นั่นฟังซิ คือความแตกความแยกความแตกร้าวนี้เป็นโทษมากถึงขั้นโทษมหันต์ ความรวมตัวตั้งแต่คุณค่าเล็กน้อยจนกระทั่งคุณค่าอันใหญ่หลวงขึ้นอยู่กับความสามัคคี นั่นฟังซิ นี่ละศาสนาพระพุทธเจ้าท่านแสดงไว้อย่างนี้

เพราะฉะนั้นความสามัคคีจึงเป็นธรรมจำเป็นมาก พยายามตัด พยายามกำจัดสิ่งใดที่จะมาทำความสามัคคีซึ่งเป็นพลังอันแน่นหนามั่นคงของเราให้สึกให้หรอไปนี้ ให้ต่างคนต่างระมัดระวัง ความแยก ๆ เพื่อความแตกร้าวเป็นภัยมากทีเดียวให้ระวัง ศาสนาตำหนิเอามากไม่ใช่ตำหนิธรรมดานะ ตำหนิเอามากมาย ไปที่ไหนแสดงแต่เรื่องความสามัคคี แม้ที่สุดคิดดูซิเพียงเส้นหญ้าเท่านั้น ท่านยังเอามาเปรียบเทียบความสามัคคีให้ฟัง ในคัมภีร์มีนะ หญ้ามันจะหนักหนาอะไร มันจะแน่นหนามั่นคงแข็งแกร่งอะไรประสาหญ้านะ เพราะเหตุใดพระพุทธเจ้าจึงทรงนำมาเป็นคติตัวอย่างให้พวกเราทั้งหลายทราบ ซึ่งแสดงไว้แล้วในคัมภีร์ว่า

ความสามัคคีนี้มีคุณค่ามาก นั่นขึ้นต้นนะ แม้แต่เส้นหญ้าแพรกเกิดอยู่ตามท้องนาไม่ได้แข็งแรงอะไรเลย แต่เวลารวมตัวเข้าแล้วนี้เด็ดไม่ขาด ต้องใช้กำลังวังชาศาสตราอาวุธไปตัดไปเด็ดถึงจะขาด เพียงเส้นหญ้าเท่านั้นเอง ฟังซิน่ะ คือเส้นหญ้าเท่านั้นยังมีกำลัง เพราะอำนาจแห่งความสามัคคี แยกประเภทออกไป เส้นหญ้าถ้าเป็นเส้นก็เด็ดขาดง่าย ๆ นี่เวลาแยกประเภทออกไปนะ พอรวมกันเข้าไปแล้วเด็ดขาดยาก พอมัดกันเป็นกำแล้วไม่เอามีดเอาอาวุธมาตัดจริง ๆ ไม่ขาด นั่นฟังซิ นี่อำนาจแห่งความรวมตัว ท่านแสดงไว้ในคัมภีร์นะไม่ใช่เล่น

เรื่องความสามัคคีพระพุทธเจ้าทรงชมเชยมากทีเดียว รวมลงไปจนกระทั่งถึงโน่นนะ รวมสามัคคีทัพสัมภาระขึ้นมา ส่วนหยาบ ๆ ขึ้นมา หม้อไหไตถาดไม่รวมกันเป็นสามัคคีเรียกหม้อเรียกไหไม่ได้ ฟังซิ ดินเป็นดิน ธาตุต่าง ๆ เป็นธาตุต่าง ๆ ต้นไม้เป็นต้นไม้ต่าง ๆ ไม่ได้มารวมสามัคคีกันก็ไม่เป็นบ้านเป็นเรือนให้ ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ไม่รวมกันก็เป็นคนเป็นสัตว์ไม่ได้ ท่านรวมเข้ามาอย่างนี้นะ ความสามัคคีนี้ยังผลให้สำเร็จทุกสิ่งทุกอย่างไป อย่างศาลาเรานี้ก็ดูซิ นี้มาจากที่ไหนบ้างมารวมเป็นศาลา ความมารวมกันเข้าก็เป็นศาลาขึ้นมา ท่านยกย่องเหลือเกิน ชมเชยมากทีเดียวเรื่องความสามัคคี

ท่านรวมเข้ามาตั้งแต่ของเล็กน้อย ๆ หม้อไหไตถาดอยู่ลำพังมันเป็นหม้อไม่ได้ท่านว่า ต้องมารวมตัวสามัคคีด้วยนายช่างผู้ฉลาดทำปรับปรุงขึ้นมา รวมอะไรขึ้นไปสิ่งนั้นก็สำเร็จประโยชน์ ๆ ท่านรวมเข้ามา นี้ก็ไม่ต้องพูดอะไรมาก อันนี้พอเป็นเครื่องเทียบเคียงให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบว่า กำลังแห่งความสามัคคีเป็นของสำคัญมาก เฉพาะอย่างยิ่งชาติไทยของเรานี้ เวลานี้เอนก็เอนไปทั้งประเทศเห็นไหมล่ะ ใครยืนตรงได้ มหาเศรษฐีก็ตรงไม่ได้อยู่ในท่ามกลางประเทศไทย จะต้องอยู่ในท่ามกลางแห่งความเอนเอียงที่จะล้มเหลวเหมือนกันหมด เวลาเอียงก็เอียง เวลาตั้งก็ตั้งขึ้นได้ เพราะต่างคนต่างหนุนด้วยกัน หนุนกันเพื่อความแน่นหนามั่นคง แล้วต่างคนต่างหนุนเมืองไทยเรา ต่างคนต่างตั้งขึ้นได้ ๆ ตั้งขึ้นด้วยความแน่นหนามั่นคงได้ เพราะความพร้อมเพรียงสามัคคี ให้พากันจำคำนี้เอาไว้

เรื่องความแตกความแยกอย่าเอามาพูดเป็นอันขาดนะ ไม่ใช่คนที่มีศาสนา การแตกการแยกเกิดขึ้นมาจากความดูถูกเหยียดหยามความดูหมิ่นกัน เหล่านี้เสียนะ อันนี้ไม่เป็นประโยชน์อะไรเลย อย่านำมาใช้ในเมืองไทยของเราซึ่งเป็นเมืองพุทธ ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแสดงให้เป็นความเสมอภาคไปหมดเลย นี่ละหลักศาสนาของเราแสดงความเสมอภาคไม่ให้มีอะไรยิ่งหย่อนกว่ากัน โดยหาหลักเกณฑ์ที่จะยิ่งหย่อนไม่ได้ แต่ไปเสกสรรขึ้นมาให้ยิ่งกับหย่อนกับจมมันก็เป็นอันเดียวกัน มันไหลลงไป

พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ในธรรม ความสามัคคี ความให้อภัยกัน ฟังให้ดีนะธรรมพระพุทธเจ้า ท่านไม่มีที่ว่าจะคอยยกโทษโกรธเคืองกัน คอยแก้แค้นกัน อย่างนี้ธรรมปัดออกหมด ๆ เรายกตัวอย่างมาเช่น ท่านแสดงไว้ในคัมภีร์ อันนี้ก็มีเรื่องเกี่ยวโยงกันมาที่มีสัตว์สองตัวอาฆาตกัน ตั้งแต่เริ่มเป็นไก่ เป็นอีเห็นเป็นอะไร เป็นศัตรูคู่เวรกันมา พอคนนี้เสียท่า คนนี้ผูกโกรธผูกแค้นผูกกรรมผูกเวรกันไว้ ต่อไปก็ไปมัดกัน เมื่อคนนั้นเสียท่า คนนั้นก็ผูกกรรมผูกเวร พันกันไปตลอดมา เราสรุปเอานะ เรายกพวกอีเห็นพวกไก่ ทีแรกอีเห็นไปกินไข่ไก่เรื่องราวมัน ไก่ก็เคียดแค้น ผูกโกรธผูกแค้นให้อีเห็น ธรรมดาผูกโกรธต้องเป็นโกรธ ผูกอะไรต้องเป็นอันนั้น ต้องมัดเข้าไป คำว่าผูกแล้วต้องมัด ผูกโกรธก็เป็นความเคียดแค้นเป็นฟืนเป็นไฟ ผูกคุณงามความดีต่อกันก็เป็นความสมัครสมาน มีความแน่นหนามั่นคง

นี้เรายกตัวอย่างมาเพียงว่าสัตว์สองตัวที่ว่านี้ มาผูกกรรมผูกเวร วาระสุดท้ายเวรที่จะขาดสะบั้นจากกันไปได้นะ ต่อกันมาสักเท่าไร วันนั้นพอดีพระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดพระเชตวันพอดีเลย แล้วผู้หญิงคนนี้กับลูก กับยักษ์ตนหนึ่งตามกันมาจะมากินลูกของผู้หญิงคนนี้ เพราะผูกกรรมผูกเวรกันมา พอมาผู้หญิงคนนี้กับลูกไม่มีทางไปก็โดดเข้าวัดพระเชตวัน พอดีพระองค์ทรงรับสั่งทันที หยุด เป็นอะไรกันมา ต่างคนก็มานั่งพระองค์ก็ทรง ญาณไม่ต้องพูดแหละ พระพุทธเจ้าปั๊บเดียวท่านทะลุหมดเลย มานี้ท่านก็ทรงยกเป็นพุทธภาษิต ออกจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้านั้นแลว่า

น หิ เวเรน เวรานิ สมฺมนฺตีธ กุทาจนํ เวรไม่มีการที่จะระงับด้วยการก่อเวรตลอดกาลไหน ๆ มา ถ้ายังผูกเวรอยู่เท่าไร จะไม่มีที่สิ้นสุดยุติตลอดไปดังเธอทั้งสองเป็นกันอยู่นี้ ชี้ลงตรงนั้นเลยนะ นี่ผูกกรรมผูกเวรกันมาตั้งแต่โน้น ๆ นั่นเห็นไหมพระพุทธเจ้า นี่มาถึงระยะนี้พอดีเป็นเวลาที่เหมาะสม พระพุทธเจ้าท่านประทานพระโอวาทให้แล้วสั่งสอน ลงใจ ผู้หญิงคนนั้นสำเร็จพระโสดา หญิงยักษ์ ยักษ์ก็คน ถ้าเป็นสัตว์บรรลุพระโสดาไม่ได้ ดังพญานาคมีความเลื่อมใสต่อพระพุทธเจ้าขนาดไหนยังสำเร็จพระโสดาไม่ได้นะ เพราะเป็นสัตว์เดรัจฉาน นี้ยักษ์ตนนี้ก็คือคน คนโหดร้ายทารุณก็เรียกว่ายักษ์ แสดงให้ฟังนี้สำเร็จพระโสดา พอเสร็จเรียบร้อยแล้วพระองค์ก็ทรงทราบหมดแล้ว ทีนี้หมดเรื่องกรรมเรื่องเวรในคนทั้งสองนี้ เป็นอันว่ามาขาดสะบั้นกันลงต่อหน้าพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า

พอเทศน์จบลงแล้ว เอ้า ลูกคนนี้มอบให้แม่คนนั้น ที่นี่ว่าแม่ละนะ เอ้า ให้แม่คนนั้นชมบ้าง ลูกของเราเลี้ยงมายากลำบากแสนสาหัส ให้แม่คนนั้นชมบ้าง โอ๋ย คนนี้จนจะสลบไสล เพราะตามจะมากินอยู่แล้ว เอาไปนี้ก็จะไปงับกลืนต่อหน้าเรา เอ้า เอาไปมอบให้ ก็ทางนั้นสำเร็จพระโสดาแล้วนี่ พระองค์ทรงดูในหัวใจโน่น พอยื่นให้เท่านั้นก็ทั้งกอดทั้งจูบทั้งอะไรต่ออะไร ทางนี้ก็ตัวสั่น นึกว่ากอดตรงไหนก็มีแต่จะกิน จูบตรงไหนก็มีแต่จะกลืน ทางนี้คิดแต่แบบเดียว ทางนั้นคิดด้วยความรักความเมตตาสงสาร ด้วยความซึ้งในพระคุณของพระพุทธเจ้าที่ตัดสะบั้นออกจากกรรมเวร ที่เป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ตลอดไปนั้น ให้ขาดสะบั้นลงในเวลานั้น

นี่ละเรื่องการก่อกรรมก่อเวร ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย อย่าไปคิดไปคาดนะ ว่าไม่สมใจเรา แล้วก่อกรรมก่อเวรเขาให้สมใจ อย่าเป็นอันขาดนะ เป็นเรื่องอย่างที่ว่านี้เป็นลำดับลำดามา นี่ยกตัวอย่าง แล้วก็เวรจะระงับลงเพราะการไม่ก่อกรรมก่อเวร นั่นฟังซิ ชะล้างกันตรงนี้ลงเลยนะ ถ้ายังก่อเมื่อไรต้องเป็นไฟเผากันไปตลอด นี่อำนาจแห่งกรรม เข้าใจไหม ใครอย่าไปถือว่ากรรมนี้เป็นของเล็กน้อยเมื่อไร มันติดแนบอยู่กับหัวใจของสัตว์ทุกประเภท ยิ่งไปทำตามความต้องการของใจซึ่งเป็นความโหดร้ายทารุณด้วยแล้ว นั้นคือก่อกองฟืนกองไฟเผากันไปตลอดเลย ต้องเอาน้ำชะล้างลงไป

ท่านจึงบอกว่า อกฺโกเธน ชิเน โกธํ ให้ชนะความโกรธของเขาด้วยความไม่โกรธของเรา นี่คือธรรม อันนี้เป็นน้ำที่สะอาดชะล้าง คือความไม่โกรธเป็นน้ำที่สะอาดชะล้างลงไป ความโกรธก็ระงับดับไป ให้ชนะความไม่ดีของเขาด้วยความดีของเรา ให้ชนะความตระหนี่ถี่เหนียวของเขาด้วยการเสียสละของเรา นั่นท่านแยก เทียบเป็นข้อ ๆ นี้คือธรรมน้ำที่สะอาดชะล้างของสกปรกเป็นลำดับลำดาไป

เวลานี้เมืองไทยเรากำลังที่จะตั้งเนื้อตั้งตัว ขอให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบอย่างถึงใจตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้า ที่หลวงตานำมาประกาศสอนเหล่านี้ด้วยกันทุกผู้ทุกคนนะ เพราะเราสอนนี้เราก็สอนเรียกว่าเมตตานี้สุดส่วนแล้ว พูดถอดออกมาจากหัวอกเลย มันครอบโลกธาตุ เราประกาศมานานสักเท่าไรแล้ว ท่านทั้งหลายมาดูหน้าหลวงตาบัวซิ เป็นพระที่จะหลอกลวงต้มตุ๋นพี่น้องทั้งหลายหรือเป็นพระประเภทใด เอา ฟังจุดนี้ให้ดีนะ เราเสียสละเพื่อชาติไทยของเราถึงขนาดนั้นเทียวนะ ควรเด็ดเราถึงเด็ด คอขาด-ขาดไปเลย เพื่อคุณงามความดีซึ่งเป็นสิริมงคลแก่ชาติของเรา อันไหนไม่ดีปัดออกทันที ๆ ด้วยอรรถด้วยธรรม ไม่มีคำว่าสะทกสะท้านหรือว่ากลัวนั้นกลัวนี้ ไม่เอาไม่คุย ธรรมไม่กลัวอะไร ไม่กล้ากับอะไร ไม่โกรธไม่เคียดแค้นให้กับอะไร ไม่มีคำว่าแพ้ว่าชนะกับอะไร ได้เสียไม่มีกับอะไร แต่เป็นไปด้วยความเมตตาล้วน ๆ ที่จะให้โลกร่มเย็นเท่านั้นคือธรรม ธรรมนี้เหนือโลกแล้ว

นี่ธรรมเหนือโลก เอามาชำระโลกที่มันต่ำทรามเวลานี้ให้สะอาดสะอ้านขึ้นมา ชาติไทยของเราก็จะเริ่มฟื้นฟูขึ้นมาด้วยน้ำใจของพี่น้องชาวไทย หนึ่งรักชาติ ชาติเขาเป็นชาติเขา เวลาถือเป็นวรรคเป็นตอนต้องถือ ธรรมมีวรรคมีตอน มีกระจาย มีกว้างมีแคบ เวลาถือต้องถือ เรียกว่าธรรมประเภทหนึ่ง ชาติไทยเราเป็นชาติไทยเรา ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสมบัติของคนไทยเราทั้งนั้น ตั้งแต่เขตแดนของแผ่นดินไทยเรามา เรียกว่าเป็นสมบัติของเราทั้งหมด ให้ต่างคนต่างระมัดระวังรักษาเข้มงวดกวดขัน เสมอด้วยสมบัติที่อยู่ในหัวอกของเรา ที่มันติดตัวของเรานี้ ให้ระมัดระวังรักษา อันใดที่เป็นภัยให้ระวัง แล้วให้ต่างคนต่างทะนุถนอม อันใดที่จะฟื้นฟูชาติไทยของเรา

เริ่มมาตั้งแต่นิสัยใจคอของเราซึ่งเคยแสดงเสมอ ด้วยความสะดวกสบายมาตั้งแต่ดั้งเดิมแล้ว เลยลืมเนื้อลืมตัว เวลาเกิดเหตุการณ์ขึ้นมาในปัจจุบันนี้มันปรับตัวไม่ทัน เพราะฉะนั้นจึงให้พยายามปรับเนื้อปรับตัว การคบค้าสมาคม การซื้อการขาย การอยู่การกินใช้สอยทุกอย่างให้ใช้ความระมัดระวัง อย่าเอาความสุรุ่ยสุร่ายซึ่งเป็นนิสัยเดิมมาใช้ จะเป็นเพชฌฆาตสังหารเราทั้งชาตินั้นแหละ คนนี้ก็เป็น คนนั้นก็เป็น คนนี้ก็ทำลาย คนนั้นก็ทำลาย เรียกว่าทำลายกันทั้งชาติ จมไปหมดทั้งชาติได้นะ

ถ้าต่างคนต่างระมัดระวังด้วยกันนี้ ก็ต้องฟื้นฟูไปทั้งชาติเรานั้นแหละ อันนี้สำคัญมากนะ ขอให้พากันตั้งอกตั้งใจปฏิบัติ เวลานี้ก็กำลังจะเริ่มส่งเสริมเข้าทางด้านสมบัติก็เหมือนกัน เวลานี้ไม่หยุดนะหลวงตาไม่หยุด ทั้งดูแลเหตุการณ์ภายนอกทั้งภายในคือวงศาสนา โดยเฉพาะจิตใจความประพฤติของประชาชนเราเกี่ยวกับเรื่องศาสนา ทั้งภายนอกก็คือทางการบ้านเมืองของเรา ก็มอบความไว้วางใจให้ทางการบ้านเมืองปรับปรุงแก้ไข อะไรบกพร่องแล้วให้พากันส่งเสริมขึ้น ทางนี้ก็จะส่งเสริมขึ้นทางด้านศาสนาคือจิตใจเป็นสำคัญ ฟื้นฟูจิตใจของเราให้เข้าสู่อรรถสู่ธรรม ก็เรียกว่าเข้าสู่กฎเกณฑ์อันดีงาม แล้วเมืองไทยของเราก็จะค่อยฟื้นฟูขึ้นมาโดยลำดับ

ทางจตุปัจจัยไทยทานนี้ก็จะเริ่มละนะ จะเริ่มอีก คอยฟังไปทำไป เราไม่ได้ทำแบบผลีผลามนะ ทำอย่างพินิจพิจารณาจริง ๆ แล้วก็จะค่อยก้าวกันไป สมบัติเงินทองข้าวของเราได้มากน้อยเป็นที่แน่ใจแล้ว เราก็จะหนุนเข้าไป ๆ หนุนเข้าไปสู่หัวใจแห่งชาติไทยเราเพื่อความแน่นหนามั่นคง ได้มากได้น้อยก็ดังที่เราได้นี้แหละ คือได้ไม่ถอยได้ไม่หยุดก็ค่อยเพิ่มขึ้นเอง ได้ไม่ให้เสีย ได้ด้วยความระมัดระวังรักษาด้วยดีก็จะต้องดีขึ้น ๆ ทางนี้เราก็จะพยายามเชื้อเชิญหรือเตือนพี่น้องชาวไทยเราให้ต่างคนต่างเสียสละ เพื่อเลือดเนื้อชีวิตจิตใจของเราและชาติไทยของเราทั้งชาติ จากการเสียสละของเราแต่ละอย่าง ๆ แต่ละชิ้นเล็กชิ้นน้อย จะกลายเป็นของชิ้นใหญ่ขึ้นมา ยกชาติไทยของเราขึ้นไปได้ไม่สงสัย ให้จำข้อนี้ให้ดีนะ

มีมากมีน้อยเราอย่าไปเสียดายตัวของเรามากยิ่งกว่าเสียดายคนไทยทั้งชาติ และประเทศไทยทั้งประเทศนะ ประเทศไทยอยู่ได้เพราะต่างคนต่างหนุน ไม่ใช่ต่างคนต่างเห็นแก่ตัวเห็นแก่พุงของตัว เห็นแก่ได้แก่เอา อย่างนี้ทำลายชาติไม่สงสัยนะ ให้ต่างคนต่างเสียสละเพื่อชาติของตนซึ่งเป็นส่วนใหญ่สุด อันนี้จะค่อยก้าวขึ้นไปโดยลำดับ นี่ก็กำลังเริ่มละเวลานี้ พยายามก้าวขึ้นไป ทางการบ้านเมืองเขาจะปรับปรุงแก้ไขเต็มกำลังความสามารถของเขา พวกเราที่เป็นคนไทยหรือเป็นสมบัติของชาติไทยทั้งชาติ ก็ให้ต่างคนต่างปรับปรุงแก้ไขตัวเองไปในทางที่ถูกที่ดี

อย่าฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมเกินเนื้อเกินตัวนะ ไม่ดี ให้เอาหลักพุทธศาสนาไปใช้ หลักพุทธศาสนาเป็นหลักไม่ลืมตัวตลอดมา นี่ละเป็นหลักแบบฉบับของโลกชาวพุทธเรา พอดิบพอดี พอเพียง เพียงพอเสมอ นี่เรียกว่าหลักพุทธศาสนา ไม่ลืมเนื้อลืมตัว มีมากก็ไม่ลืมตัว มีน้อยก็ไม่เดือดร้อน เพราะมีธรรมครอบไว้หมด มีมากเพราะเหตุผลกลไกอะไร มีน้อยเพราะอะไร ธรรมจะพิจารณาตลอดเวลา นี่เรียกว่าศาสนา ยกตัวอย่างเช่นพระ พระเป็นผู้นำของชาวพุทธ ไม่ว่าที่ไหน ๆ พระต้องเป็นผู้นำเสมอ พระจึงต้องเป็นแบบฉบับอันดีงามแก่ชาวพุทธ ให้ได้รับความร่มเย็นเป็นสุข เกี่ยวเกาะอะไรก็สะดวกสบายอบอุ่นภายในจิตใจ พระเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ

พระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบท่านจะไม่มีความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมลืมเนื้อลืมตัว เสาะแสวงหาโลกามิส หาฟืนหาไฟมากยิ่งกว่าธรรม พระจะเสาะแสวงหาธรรมมากยิ่งกว่าสิ่งเหล่านั้น สิ่งเหล่านั้นเป็นส่วนเกิน เป็นสิ่งที่พิเศษไปเท่านั้น เป็นปัจจัยพออาศัยไปวันหนึ่ง ๆ แต่ทางด้านจิตใจที่จะฟื้นฟูให้เข้าสู่อรรถสู่ธรรม เพื่อความสงบร่มเย็นภายในใจซึ่งเป็นส่วนใหญ่นี้ เป็นเรื่องของพระท่านจะเน้นหนักมากทีเดียว เพราะฉะนั้นท่านผู้ตั้งใจปฏิบัติอรรถธรรมจริง ๆ แล้ว ท่านอยู่ที่ไหนท่านไม่ยุ่งกับใครนะ นี่ท่านเสาะแสวงหาธรรม

ยกตัวอย่างเช่นพระพุทธเจ้า เสด็จออกทรงผนวชเป็นถึงกษัตริย์ ฟังซิ เวลาเสด็จออกใครจะไม่ได้รับความลำบากลำบน ยิ่งกว่าพระสิทธัตถราชกุมารที่เป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้วเสด็จออกทรงผนวชหาขอทานเขากิน การให้ทานแต่ก่อนไม่มีศาสนา ศาสนาที่แท้จริงแม่นยำอย่างพุทธศาสนานี้ไม่มี เขาก็ให้ตามนิสัยของเขา ให้ทานอยู่ตามที่ต่าง ๆ ท่านก็ไปบิณฑบาตได้มาแล้ว จะเสวยยังจะเสวยไม่ได้ฟังซิ ในตำรามีอย่างนั้น โอ๋ย จะอาเจียน เพราะอาหารกษัตริย์กับอาหารอันนี้เป็นยังไง ต่างกันยังไงบ้าง

พระองค์ก็ทรงสอนพระองค์ซิ ร่างกายของเรากับอาหารเหล่านี้เป็นของคู่ควรกัน โลกเขากินได้ทำไมเรากินไม่ได้ เราเหมือนโลก โลกเหมือนเรา ทำไมกินไม่ได้ อาหารเหล่านี้ก็เพื่อสำเร็จประโยชน์ไม่ได้เพื่อความล่มจมที่ไหน ทำไมจะรังเกียจ ท่านไล่เบี้ยเข้าไป สุดท้ายท่านก็เสวยได้ บังคับขนาดนั้น นี่ท่านไปก่อกวนใคร อาตมาเป็นกษัตริย์นะ อาตมามาบวชให้หาของดี ๆ มาให้อาตมาฉัน ไม่เห็นพระพุทธเจ้าว่า มีอะไรก็อย่างนั้น ๆ ลำบากลำบนแสนสาหัสอยู่ ๖ ปีฟังซิน่ะ นี่พระองค์กวนใคร เอาตัวอย่างนี้มาใช้นะ ไม่ได้กวนใคร

แต่เรื่องกวนความทุกข์ความร้อนที่เกิดขึ้นจากกิเลสนี่ท่านฟัดตลอดเวลา ความเพียรเพื่ออรรถเพื่อธรรมท่านทำอย่างนั้น จนสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมาก็สอนสาวกทั้งหลาย ขึ้นไปถึง ปิณฺฑิยาโลปโภชนํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชา ตตฺถ เต ยาวชีวํ อุสฺสาโห กรณีโย บรรพชาอุปสมบทแล้วให้บิณฑบาตหาด้วยกำลังปลีแข้งของตน ได้อะไรมาก็ฉันตามเกิดตามมี ฟังซิน่ะ ไม่ได้ให้ไปกวนทางนั้นกวนทางนี้นะท่านไปบิณฑบาต ครั้นว่าที่อยู่ก็ไล่เข้าในป่า ไม่ได้กวนใครทั้งนั้น การบำเพ็ญสมณธรรมนี้เอาตลอดไม่มีหยุดมีถอยจนได้สำเร็จ พระพุทธเจ้าก็เป็นพระองค์แรกขึ้นมา จากนั้นก็สั่งสอนสาวกก็สำเร็จเป็นสรณะของพวกเราขึ้นมาเป็นชั้น ๆ ล้วนแล้วตั้งแต่ท่านผู้มีความมักน้อยความสันโดษ ไม่ยุ่งเหยิงวุ่นวายกับโลกามิสใด ๆ นอกเหนือไปจากธรรมที่เป็นหัวใจของท่านเท่านั้น นี่ท่านก็ปฏิบัติมาอย่างนั้น นี้เป็นสรณะของพวกเรา

เราไม่ถึงว่าต้องเอาท่านมาเป็นแบบฉบับทุกกระเบียดนะ ให้เป็นแบบฉบับที่เป็นลูกเป็นหลานของพระพุทธเจ้า เป็นลูกศิษย์ที่มีครู ทำอะไรขอให้คำนึงคำนวณถึงเหตุถึงผลดีชั่ว สมกับเราเป็นลูกชาวพุทธซึ่งเป็นแบบฉบับอันยอดเยี่ยมแล้ว ไม่มีโลกไหนจะเสมอแบบฉบับของพุทธศาสนาแห่งพระพุทธเจ้าของเราเลย ให้นำไปประพฤติปฏิบัติ อดบ้างอิ่มบ้างทนเอา อดเพื่อจะอิ่มจะเป็นยังไง คืออดพยายามหามาเพื่อหนุนเข้าไป มันก็ค่อยอิ่มขึ้นมา ชาติไทยก็ค่อยอิ่มตัวขึ้นมา คนไทยก็ค่อยอิ่มใจขึ้นมา เย็นขึ้นมาเรื่อย ๆ ถ้าพุงมีแต่อาหารเต็มท้อง หัวใจมีแต่ความอยากความทะเยอทะยาน ตัวนี้ละตัวจะทำให้แหลกนะ เต็มท้องอันนี้เดี๋ยวตอนบ่ายมันก็หมดไปแล้ว หามาอีกไม่พอ คว้าโน้นมาคว้านี้มา อะไรไม่พอ มีแต่ความเหลือเฟือ ๆ มีแต่ความฟุ้งเฟ้อ นี้ฉิบหายได้นะ ให้พากันระมัดระวังให้ดี

เวลานี้ปัจจัยเราที่จะซื้อทองคำเข้าคลังหลวงก็ได้ ๘๐๐ กับ ๖ ล้านแล้ว ยังไงก็กว่าแน่ แต่เราพูดเอาหลักใหญ่ไว้ อันนี้ไม่เป็นอื่น ๘๐๐ กับ ๖ ล้านกว่านี้สงวนไว้เรียบร้อย ประกาศออกแล้วว่าจำนวนนี้ทั้งหมดจะซื้อทองคำเข้าสู่คลังหลวง นอกจากนั้นก็มีเศษมีเหลือ ก็เพื่อความจำเป็นของชาติเรานั่นแหละ

ที่แยกนี้ก็แยกเพื่อชาติ แยกเข้าไปนี้ก็เพื่อหลักใหญ่ของชาติ แยกออกไปก็เพื่อกิ่งแขนงของชาติไทยเรานั่นแหละ ไม่ใช่เพื่ออะไรนะ หลวงตานี้พิจารณาเต็มกำลังทุกอย่าง ไม่ได้ทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้านะ อะไรที่ได้แสดงออกเรียกว่าพิจารณาเรียบร้อยแล้ว ๆ ออกตามนั้น ๆ เราก็ไม่เคยได้ต้องติตัวเราเองนะว่าทำผิดไป ก็เป็นความถูกต้องตลอดมาอย่างนี้ นี่ก็คือธรรม เราก็จะพยายามนำธรรมนี้เข้ามาเป็นแบบแปลนแผนผังเป็นเครื่องชี้แนะให้เราดำเนินตามนั้น แล้วสั่งสอนพี่น้องชาวไทยทั้งหลายให้ดำเนินตามนั้น แล้วชาติไทยของเราก็จะค่อยเจริญรุ่งเรืองแน่นหนามั่นคงขึ้น ยังไงความสามัคคีนี้สำคัญมากนะ

ความรักชาติเป็นชาติของเรา หมาเอามาเป็นชาติไทยไม่ได้นะ หมาเป็นหมา แม้เกิดอยู่ในบ้านของเราก็เรียกว่าหมาในบ้าน ไม่ใช่หมามาเป็นเรานะ เราต้องเป็นเราไทยต้องเป็นไทย ให้เข้าใจอันนี้นะ ทุกสิ่งทุกอย่างสงวนมาเพื่อชาติไทยของเรา หมาก็จะพลอยเป็นหมาของชาติไทยไปเข้าใจไหม นี่หมาก็ไม่เป็นท่า คนพาไม่เป็นท่าใช้ไม่ได้นะ ต้องให้คนเป็นหัวหน้าเสมอแล้วชาติไทยของเราจะขึ้น ให้รักสงวนชาติไทย แล้วมีความเสียสละ มีความรักกัน อย่าดูถูกเหยียดหยามกันเป็นอันขาด ฟังว่าเป็นอันขาด เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตำหนิอย่างมากมาย การตำหนิกันนี้ไม่มีอะไรดีขึ้น คือตำหนิด้วยความดูถูกเหยียดหยาม ไม่ได้ตำหนิเพื่อจะก่อจะเสริมนะ

การตำหนิเพื่อก่อเพื่อเสริมพระพุทธเจ้าเป็นพระองค์เอก สัตวโลกทำไม่ดีอะไรพระองค์ตำหนิแล้วเสริมเข้า ๆ ไม่มีใครเกินพระพุทธเจ้า ตำหนิเพื่อส่งเสริม เพื่อให้ดิบให้ดี แต่ตำหนิเพื่อทำลายนี้พระพุทธเจ้าทรงตำหนิเอามากทีเดียว อย่าให้มีในเมืองไทยของเรา ใครอยู่ที่ไหน ๆ ให้ยินดีในกรรมในบุญของตนตามลำดับลำดา มาบวกกันแล้วก็สมชื่อสมนามว่าต่างคนต่างเชื่อบุญเชื่อกรรม แล้วรักกัน ให้อภัยกัน นี้เป็นความถูกต้องสำหรับอรรถธรรม และจะกลมกลืนความสามัคคีให้เข้าเป็นความแน่นหนามั่นคงในคนทั้งชาติไทยของเรา จำให้ดีนะอันนี้ เอาละวันนี้พูดเพียงเท่านี้ก่อน พูดมันหลงไปลืมไปเดี๋ยวนี้ไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว

ไอ้หยองเมื่อวานนี้ โถ เกิดข้าศึกใหญ่กับเรานะเมื่อวานนี้ เราเดินเข้าไปตอนบ่าย ๔ โมงกว่า ๆ หรือ ๕ โมงนี้เข้าไปข้างใน พอว่าง ๆ บ้างแขกหมดไปเราก็ไปดูสระ คือสระนี้อะไรตกลงไป ถ้าหลายวันมันเน่าแล้วน้ำเสีย แต่ทางโน้นเขาก็ทำดีเขาทำอยู่เรื่อย ๆ เมื่อวานนี้ด้อมไปทั้งไปดูถังใหญ่ เพราะถังใหญ่นี้สูบน้ำทุกวันนะ คนจำนวนมาก สูบน้ำจากพื้นขึ้นมา นอกวัดก็สูบขึ้นทางนู้น เราก็ไปดูเห็นเขากำลังสูบน้ำอยู่ เดินลงไปริมสระเห็นไอ้หยอง ไอ้หยองเห็นเรามันตั้งท่าใส่เรา โห มันแปลกนะหมาตัวนี้ มันทำไมเป็นอย่างนั้น มันตั้งหน้าใส่สังฆราชเสียด้วย แล้วฟ่อ ๆ เข้ามา ไล่ตีเอาเลยนั่นซี ให้ทางโน้นเอาไม้มาไล่ตีมันหลงทิศ มันวิ่งไปทวีปไหน วันนี้เห็นมันหรือเปล่า หรือมันออกทวีปนอกแล้วเหรอ ยังงั้นมันก็เป็นนะ ไล่ตีเอาจริง ๆ นี่ มึงจะมาทำกับกูเหรอ กูเลี้ยงมึงมาตั้งแต่วันไหนมึงไม่รู้เจ้าของนี่น่ะ กูยังรู้มึงว่าเป็นสัตว์ของกู กูเลี้ยงไว้ด้วยความเมตตานี่นะ ไล่ตีเอาหลงทิศเลย ต้องเอาอย่างนั้นไม่งั้นไม่ได้มันเคยตัว ผิดต้องดัด นี่สัตว์ผิด มาเห่าเจ้าของฟ่อ ๆ

แมวเอาออกไปปล่อยที่ไหนล่ะ ใครไปปล่อยแมว เอาไปปล่อยที่ไหนสืบถามดูหน่อยน่ะ คือห้ามไม่ให้ปล่อยแถวนี้ความหมายว่างั้นนะ ให้ไปปล่อยไกล ๆ แมวที่เอาไปปล่อยนี้ โหย บางตัวไปนู้น อุบลก็มี ศรีสะเกษก็มี สุรินทร์ก็มี ก็เขามาวัดนี้ฝากเขาไป หนองคายก็มี จังหวัดเลยก็มี ไปสกลนครก็มี แต่ตัวนี้ไปไหนเราว่างั้นนะ คือปล่อยแล้วมันไม่คืนมาละ ปล่อยเราก็บอกเขาด้วยนะ ไม่ใช่ปล่อยสุ่มสี่สุ่มห้า ที่ไหนมันใกล้บ้านให้ไปปล่อยตรงนั้น คือไม่ปล่อยทิ้งไว้เฉย ๆ สั่งเขาทุกตัวเลย เอาไปปล่อยที่ไหนก็สั่งกำชับเรียบร้อย จะอยู่ใกล้บ้านใกล้เรือนที่ไหนเป็นป่าละเมาะที่เขาจะหลบซ่อนตัวได้ให้ปล่อยที่นั่น กลางคืนก็หากินเอง อย่างนี้ทุกแห่งแหละ (เอาไปปล่อยอำเภอกุมภวาปีครับ) เออ ก็ไม่เป็นไรกุมภวาปี กว่ามันจะมาจากกุมภวาปีมาถึงนี่เราโดดลงตั้งแต่ ๙๐ แล้ว ช่างเถอะไม่เป็นไร กูลงแต่ ๙๐ แล้ว หลวงตาคูณพูดน่าฟังนะที่เราเอามาพูดอยู่เรื่อย ๆ นี้ คือเรียกว่าเหมือนกันเลยหรือว่าใกล้เคียงกัน จะเรียกว่ากลอนสดก็ไม่ผิด เรียกว่ากลอนสดเลย

นี่ละธรรมตอบธรรม อย่างหลวงพ่อคูณพูดนี่เรามาคิด มันเป็นอยู่ในหัวใจตลอดจะว่าไง พูดจะเป็นไรไปวะ พอนั้นปั๊บมันเข้ากันได้เลย พอเขามาต่อว่าผู้เฒ่าว่าของขลังดี เวลาขับรถวิ่งไปลงคลองไม่เห็นขลัง หมัดเขามานะ ทางนี้ก็ว่า สูเหยียบคันเร่งเท่าไรนั่นเห็นไหมล่ะ พอว่าเหยียบคันเร่ง ๑๔๐ โอ๊ย กูโดดลงตั้งแต่ ๙๐ ผู้เฒ่าก็หลบได้ใช่ไหมล่ะ กูโดดลงตั้งแต่ ๙๐ กูจะไปรับรองสูได้ยังไงกูหนีตายพอแล้ว นั่นเห็นไหมล่ะมันน่าฟัง นี่เรียกว่ากลอนสด เราจึงเอามาพิจารณาเสมอ เรื่องธรรมกับกิเลสฟัดกันเป็นอย่างนั้นละ เรื่องธรรมกับกิเลสฟัดกันจะเป็นแบบหลวงพ่อคูณกับพวก ๑๔๐ นี่กิเลสฟัดกันภายในเป็นอย่างนั้นตลอด ๆ อย่างนี้พูดมารวม ๆ เท่านั้นแหละ จะพูดซอกแซกซิกแซ็กไม่ได้ แต่หลักใหญ่เป็นอย่างนั้นนะ ไม่งั้นแก้กันไม่ตก ระหว่างกิเลสกับธรรมเมื่อธรรมมีกำลังแล้วต้องเป็นแบบที่ว่าโดดลงแต่ ๙๐ เลย สูจะไปตายไหนสูก็ไปเถอะ ๑๖๐ ช่างหัวสูเถอะ กูรอดตาย ๙๐ แล้วกูพอเข้าใจไหม นี่เรียกว่าผ่านได้แล้ว

นี่ละธรรมะที่เป็นภายในใจ เหล่านี้จะขึ้นเริ่มไปตั้งแต่ขั้นอนาคาขึ้นไปสติปัญญาประเภทนี้นะ เป็นประเภทที่หมุนติ้วเลยไม่มีถอย ขาดสะบั้น ๆ ขึ้นก้าวถึงอรหัตมรรคเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ นี่คือว่าธรรมเมื่อมีกำลังแล้วก็เทียบกันได้กับกิเลสที่มีกำลัง คือเวลากิเลสที่มีกำลังในหัวใจของสัตว์นี้ ไม่ว่ากระดิกพลิกแพลงไปแง่ไหนมุมใด กิเลสจะเป็นผู้เปิดทางให้แล้วนำออก ๆ นำออกหาผลประโยชน์ของมัน แล้วสร้างทุกข์ให้หัวใจสัตวโลก นี่เป็นอัตโนมัติเป็นเองของมันนะ กิเลสเป็นวัฏจักรมันหมุนของมันตลอดเวลาโดยอัตโนมัติ เวลาธรรมยังไม่มีกำลังถูกมันปัดเอา ๆ ปัดเอาอย่างที่หลวงตาเคยพูด น้ำตาร่วงคือมันปัดเอาอย่างแรงถึงขนาดน้ำตาร่วงหงายหมาไปเลย แล้วก็น้ำตาร่วง จึงได้แก้แค้นกัน

ถึงขั้นมันเป็นก็แบบเดียวกันนะ ถึงขั้นมันเป็นนี้มันเริ่มไปตั้งแต่สติปัญญาแบบฟ้าดินถล่ม นี้เป็นสติปัญญาที่รุนแรงมากที่สุดเกี่ยวกับเรื่องกายเรื่องวัตถุ คือหมายถึงกายกับกามกิเลส ตัวนี้รุนแรงมากที่สุด กามกิเลสเป็นตัวออกสนามออกแนวรบ กษัตริย์วัฏจักรได้แก่อวิชชาอยู่ในพระราชวัง ตัวนี้เป็นตัวออกแนวรบ สนั่นหวั่นไหวฟ้าดินถล่ม คือตัวนี้เองเป็นตัวที่ดึงดูดสัตวโลกให้ไม่รู้จักเป็นจักตาย ไม่รู้จักบุญจักบาป ตกนรกอเวจีทั้งหลายไม่สนใจ ขอให้ได้บืนไปตามกิเลสตัวนี้พอ จึงรุนแรงมาก ทีนี้พอสติปัญญาศรัทธาความเพียรหมุนแก้กันอันนี้ หมุนเข้า ๆ ทีนี้สติปัญญานี้เป็นแบบฟ้าดินถล่มไม่งั้นไม่ทันกันกับธรรมชาตินี้ นี่จะเรียกว่าเป็นอัตโนมัติไม่ได้นะ พูดไม่ถูก เรียกว่าฟ้าดินถล่มเท่านั้นเอง หลังจากนั้นจึงจะพูดได้ชัดเจนว่าเป็นไปเอง

อันนี้มันเหมือนนักมวยเข้าวงในกัน ไม่ทราบว่าใครจะไปจะอยู่ มีแต่จะต่อยกันท่าเดียว พันกันเลย กิเลสตัวนี้กับสติปัญญาขั้นนี้เป็นขั้นสติปัญญาฟ้าดินถล่ม พออันนี้ม้วนเสื่อลงไปแล้ว ทีนี้สติปัญญาจะฝึกซ้อมตัวเองจากขั้นที่ว่าตายแล้วแต่กิ่งก้านสาขามันยังเขียวอยู่ มันยังไม่ตายเหมือนต้นมัน มันจะค่อยยุบยอบไป ๆ นี่ละที่ท่านก้าวเดินอนาคามิมรรค ผู้ที่ได้ระดับฟ้าดินถล่มนี้ขาดสะบั้นลงไปแล้ว นี้เรียกว่าสอบได้แล้ว แต่ว่าจะได้อย่างสมบูรณ์ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ยังพูดไม่ได้นะอนาคา ด้วยเหตุนี้พระอนาคาจึงต้องบำเพ็ญตน จากนี้ไปละที่นี่เป็นอัตโนมัติ จะหมุนจะขัดตัวเองไปเรื่อย ๆ เอาไว้ไม่อยู่ ไม่อยู่เลย หมุนตลอด ๆ นี่เรียกว่าสติปัญญาอัตโนมัติ

ควรแก่ขั้นอวิหาเสียก่อน จากนั้นก็อตัปปา ชำระไป ๆ ถ้าตายเวลาไหนก็ขั้นอตัปปา ขั้นสุทัสสา สุทัสสีไปเรื่อย ๆ นี้เป็นลำดับของผู้สำเร็จพระอนาคามีจะก้าวเดินไปตามความละเอียดของธรรม แล้วของขั้นแห่งธรรมสถานที่อยู่ของจิตดวงนั้นไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเต็มเหนี่ยวถึงอกนิษฐาแล้วดีดผึงไปเลย นี่เรียกว่าสมบูรณ์แบบเต็มที่ จากนี้ที่ว่าตามลำดับสอบได้ นี้เป็นอนาคามีขั้นสอบได้ จะให้สิ้นเสร็จเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ยังไม่ได้ แต่ยังไงให้กิเลสตัวนี้ฟื้นอีกไม่มีทาง แต่ว่าไม่ฟื้นมันไม่หมดก็ต้องบอกว่ายังไม่หมด ถึงไม่ฟื้นก็ยังไม่หมด ก็ต้องชำระไปนี้ นี่สติปัญญาอัตโนมัติ จากนี้ไปแล้วไม่มีละหมุนติ้ว ๆ เลย โลกที่หนักแสนหนัก ความทุกข์ความลำบากแสนสาหัสจากกามกิเลสนี้ขาดสะบั้นลงไปหมด ทีนี้จิตดวงนี้จึงกลายเป็นเหมือนหนึ่งว่า เหมือนบ้านร้างแต่มีคนอยู่

คำว่าคนอยู่คือพวกอันธพาลตัวนี้เอง ตัวออกสนามนี่ มันรบราฆ่าฟันกันอยู่ในหัวใจของโลกให้เดือดร้อนวุ่นวาย ไม่รู้จักบุญจักบาป ไม่มีนรกอเวจี สวรรค์ชั้นพรหมไม่สนใจ สนใจแต่ความดีดความดิ้น ตัวนี้ขาดสะบั้นลงไปแล้วจึงเป็นเหมือนกับว่าบ้านร้าง แต่มีคนอยู่ คนอยู่นั้นเป็นอรรถเป็นธรรมล้วน ๆ เช่นพระอนาคามี ท่านซักฟอกลงไปเรื่อย ๆ เป็นอรรถเป็นธรรมล้วน ๆ นี่ละคำว่าเหมือนบ้านร้างแต่มีคนอยู่ คือมีแต่คนมีสมบัติผู้ดีเข้าใจไหม กิริยาเป็นอรรถเป็นธรรมที่จะแก้จะถอดถอนตนเองโดยถ่ายเดียวเท่านั้น เรียกว่าคนมีสมบัติผู้ดีอยู่ครองธาตุครองขันธ์นี้ความหมายว่างั้น ส่วนอันธพาลพังไปแล้ว นี่ละที่ว่าเมื่อถึงกาลเวลาธรรมที่มีกำลังแล้วก็เหมือนกันกับกิเลสมีกำลัง ทำลายสัตวโลกแหลกเหลวป่นปี้ พอธรรมมีกำลังทำลายกิเลสแหลกเหลวป่นปี้ ไม่มีคำว่าย่อหย่อน หมุนติ้ว ๆ จนกระทั่งพุ่งเลย นี่เป็นอัตโนมัติ เรียกว่าอัตโนมัติ

ถึงขั้นนี้แล้วได้รั้งเอาไว้แหละความเพียร มันจะเลยเถิด คือมันเพลินต่อการพ้นทุกข์ความพ้นทุกข์โดยถ่ายเดียว ลืมหลับลืมนอนลืมอิ่มลืมกินลืมพักผ่อนอะไร ๆ ลืมไปหมด เจ้าของจะตายอยู่ก็ไม่ถอย นี่เรียกว่าอัตโนมัตของสติปัญญาธรรมที่ทำความพากเพียรเพื่อความพ้นทุกข์ ต้องได้รั้งเอาไว้ไม่งั้นมันจะเลยเถิด ลืมความเป็นอยู่หลับนอนพักผ่อนร่างกาย เข้าสู่สมาธิไม่สนใจ สมาธิเป็นเรือนพัก ต้องรั้งเข้ามาสู่สมาธิ นี้เรียกว่าเรือนพัก พอพักนี้ได้กำลังแล้ว ออกจากนี้ก้าวออกสนามฆ่ากิเลสทางด้านสติปัญญา นั่นเป็นอย่างนั้น เป็นระยะ ๆ นี่ได้พูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง ให้ทราบเป็นอย่างนั้นนะ

เราอย่าเข้าใจว่าธรรมของเรานี้จะต้องบีบบังคับให้ทำความดีตลอดเวลา ไม่นะ ตั้งแต่เพียงเราเคยชินต่อการสร้างคุณงามความดีแล้ว วันไหนไม่ได้ทำเราอยู่ไม่ได้นะไม่สบาย เท่านี้ก็รู้แล้วนะ ถ้ายิ่งถึงธรรมขั้นนี้ โอ๋ย ไม่ได้เลยว่างั้นเถอะ ให้ตายเลยถ้าไม่ได้ทำให้ตายไปเลย นั่นเป็นอย่างนั้นนะ ตั้งแต่ขั้นกัลยาณปุถุชนนี้ที่เคยทำคุณงามความดีเป็นนิสัยแล้ววันหนึ่ง ๆ ต้องทำเป็นประจำ ไม่ทำไม่สบาย นี่อำนาจของความดีหนุนเข้าแล้วนะ เตือน ไม่สบายต้องได้ทำ ถ้าไม่ได้ทำความดีไม่สบาย ๆ คือความดีเตือนให้ได้ทำ ถ้าได้ทำแล้วสบาย ๆ ไปเรื่อยนะ ให้พร

 

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร

www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก