ศาสนาถือไม่ถูกเป็นภัยได้
วันที่ 4 เมษายน 2549 เวลา 8:40 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Win High Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๔ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๔๙

ศาสนาถือไม่ถูกเป็นภัยได้

ก่อนจังหัน

อาหารวัดป่าบ้านตาดถ้าพระเซ่อๆ ซ่าๆ เห็นแก่ปากแก่ท้องแล้วตายจมกับกองอาหารได้นะ จะไม่ได้กราบไหว้บูชาธรรมเป็นขวัญใจ อาหารไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เป็นคุณกับเป็นโทษอยู่ด้วยกัน กินมากๆ ภาวนาไม่เป็นท่าเลย กินมากเท่าไรยิ่งนอนมากขี้เกียจมาก ราคะตัณหาความดีดดิ้นของใจมาก นี่ละเรื่องอาหาร เพราะฉะนั้นนักปฏิบัติจึงต้องสังเกตอาหารให้มาก อาหารสัปปายะ อาหารอะไรเป็นที่สบาย มันสบายสำหรับธาตุขันธ์เพื่อเหยียบหัวใจลงก็มี สบายในการบำเพ็ญธรรมก็มี

ที่ว่าอาหารสัปปายะ หมายถึงอาหารเป็นที่สบายสำหรับการบำเพ็ญธรรม และไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อธาตุขันธ์ ท่านเรียกว่าอาหารสัปปายะ อาหารเป็นที่สะดวกสบาย การภาวนาก็ดี นักขึ้นเวทีฆ่ากิเลสนั่นละรู้เรื่องเหล่านี้ได้ดี อุปกรณ์ในการรบ เสบียงทุกอย่างที่จะหนุนเครื่องรบ มันเป็นพิษเป็นภัยอยู่ในนั้นด้วย เมื่อเจ้าของไม่มีสติสตังหรือไม่มีปัญญา ถ้ามีปัญญา เหล่านี้ก็เป็นเครื่องส่งเสริมจิตใจให้ภาวนาได้ดี

การภาวนาฆ่ากิเลสไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ต้องใช้สติปัญญา ศรัทธา ความพากความเพียรหนาแน่นมั่นคง ไม่เช่นนั้นไปไม่รอด ไปไม่รอดแล้วก็จม แล้วก็มาตำหนิติเตียนศาสนา เหมือนหนึ่งว่าตัวนี้เลิศเลอทั้งๆ ที่จมอยู่ในกองมูตรกองคูถนั้นแหละ ว่าเลิศเลอกว่าศาสนาไปเสีย มีมากนะ

พุทธศาสนาเรานี้เป็นศาสนาที่เลิศเลอสุดยอดแล้ว ในสามแดนโลกธาตุนี้คือพุทธศาสนาเท่านั้น ว่างั้นเลย ที่พูดอย่างตรงไปตรงมา ส่วนเรื่องพ่อเรื่องแม่เรื่องลูกเรื่องเต้าของใครใครก็นับถือเองของใครของเรานั้นแหละ แต่หลักใหญ่หลักของหัวใจสำคัญมากคือศาสนา ถ้าถือไม่ถูกเป็นภัยได้เหมือนกัน เรื่องพุทธศาสนาแล้วไม่มีคำว่าภัย มีแต่คุณล้วนๆ ให้อาศัยศาสนาเป็นหลักใจ การปฏิบัติหน้าที่การงานให้มีธรรมเป็นหลักใจ ถ้าปล่อยให้กิเลสเป็นแนวหน้าแล้วจมทั้งนั้นๆ

มหาเศรษฐีจมทั้งเป็นเห็นไหม เอาเมืองไทยเรานี้เป็นเกณฑ์ มหาเศรษฐีในเมืองไทยเรานี้มีเยอะ พวกนี้ละพวกที่จม ทำความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน ให้แก่โลกได้มากที่สุด เศรษฐีสมบัติไปจากเศรษฐีกิเลส ความได้ไม่พอๆ นี่ละทำเจ้าของให้เสีย เจ้าของยังภูมิใจนะ ว่าได้สมบัติเงินทองข้าวของเท่านั้นเท่านี้ หัวใจจมลงนรก จ่านรกเขาจดทะเบียนบัญชีไม่ทันกับพวกที่โลภมาก อยากไม่มีเมืองพอ พวกนี้ละพวกจะจม อย่าเข้าใจว่าพวกนี้จะครองความสุขความเจริญนะ ไม่ครอง มีแต่ฟืนแต่ไฟเท่านั้น ผู้ครองธรรมเท่านั้นจะเป็นผู้มีความสุขความเจริญ ความรู้จักประมาณในหน้าที่การงานพอเหมาะพอดี ความพอเหมาะพอดีไปอยู่ที่ไหนดี ถ้ากิเลสไปที่ไหนไม่มีคำว่าพอๆ ตายก็ยังไม่พอ ยังทะเยอทะยานเรื่อยๆ  นี่ท่านเรียกว่ากิเลส มันอยู่ในหัวใจสัตว์โลกนั่นแหละ แล้วมันทำลายสัตว์โลก ธรรมคือความรู้จักพิษภัยแก้ไขกิเลสเหล่านี้แหละ เรียกว่าธรรม อยู่ในหัวใจเราเอง ให้พากันพินิจพิจารณา

สำหรับพระสติเป็นสำคัญ เคยสอนย้ำแล้วย้ำเล่า สติเป็นของสำคัญมาก อย่าเผลอสติ อยู่ไหนถ้าเป็นคนไม่เผลอสติแล้ว ยืนเดินนั่งนอนมีคุณค่ามีราคาตลอด ถ้าเผลอสติเมื่อไรคุณค่าราคาลดลงๆ ถ้าเลยจากนั้นไปเขาก็เรียกคนบ้า ไม่มีสติแล้วเป็นคนบ้าทั้งนั้น เห็นไหมอยู่ตามทางไฟเขียวไฟแดงไอ้บ้านั่นน่ะ มันไปจัดไปทำอะไรอยู่ไฟเขียวไฟแดง รถวิ่งขวักไขว่ ทั้งรถจะหลีกรถ รถจะหลีกบ้า ยุ่งไปหมด นั่นละคนไม่มีสติคุ้มครองรักษาเป็นอย่างนั้น ใจนี้รู้เฉยๆ ไม่มีผู้บังคับ ใจก็รู้เฉยๆ อย่างคนบ้าไม่มีสติเป็นเครื่องบังคับบัญชา ไม่มีสติเป็นเจ้าของดูเอา

คนเราที่พอดูได้ๆ ทั่วๆ ไปมีสติเป็นเครื่องกำกับรักษา และมีปัญญาสอดแทรกเข้าไปด้วย เครื่องรักษาใจคือสติกับปัญญา ถ้าไม่มีสติปัญญาไม่มีความหมายทั้งนั้น ความรู้นี้รู้ ไส้เดือนมันก็รู้ บุ้งกือมันก็รู้ แต่มันก็รู้ไปตามประสาของมัน เพราะสติปัญญาที่จะคุ้มครองให้ดีกว่านั้นไม่มี เขาก็ไปตามเรื่องของเขาอย่างนั้น มนุษย์เรานี้เป็นอย่างหนึ่งต่างหาก สูงกว่าสัตว์ทั้งหลาย สติปัญญานำไปใช้ในทางที่เป็นประโยชน์ อย่านำไปใช้ในสิ่งที่จะเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้กัน ถ้ากิเลสนำไปใช้เป็นไฟทั้งนั้นแหละ ถ้าธรรมนำไปใช้เป็นคุณเป็นประโยชน์โดยถ่ายเดียว

นักภาวนาเอาให้จริงให้จังนะพระ จะไม่มีพระครองมรรคครองผลตามทางของศาสดาที่ทรงสอนไว้แล้วนะเวลานี้ ใครก็เห็นกิเลสตัณหาเป็นของเลิศของเลอดีเด่นยิ่งกว่าอรรถกว่าธรรม นั่นละตัวมูตรตัวคูถยกขึ้นมาเหยียบธรรม ธรรมเลยปรากฏไม่ได้เวลานี้ มีแต่มูตรคูถขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลงเต็มบ้านเต็มเมือง กินไม่พอ ตายทิ้งเปล่าๆ นี่ละตัวมันครอบโลกธาตุ

ไปหาซิน่ะ เอามาอวดบ้างอวดธรรมพระพุทธเจ้า ใครดีดดิ้นเป็นบ้ากันอยู่นั้น กองเงินกองทองเท่าภูเขา เอาความสุขเป็นที่ภูมิใจอยู่ในหัวใจของเศรษฐีคนนั้นมาอวดเศรษฐีธรรมบ้างว่ะ เศรษฐีธรรมคือพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ นี้เรียกว่าเศรษฐีธรรม สอนโลกท่านสอนด้วยความเป็นเศรษฐีธรรม เย็นไปตลอด พระพุทธเจ้าบรมสุข สาวกทั้งหลายเป็นบรมสุข นำบรมสุขสอนโลกมหันตทุกข์ ต่างกันนะ

ใครก็มีแต่ความทุกข์ร้อนๆ เอาอะไรมาเป็นตัวอย่างกันไม่มี มีแต่ความเดือดร้อนวุ่นวายทั้งนั้นโลก วิ่งตามกิเลสกันอย่างนี้เอาจมได้ ไม่ว่าเขาว่าเราจมได้ทั้งนั้นถ้าวิ่งตามกิเลส ถ้าหากเป็นของดิบของดีแล้วพระพุทธเจ้าจะยกกิเลสขึ้นเป็นศาสดาเป็นไรวะ นี่ยกกิเลสขึ้นมาก็ยกเพื่อทุ่ม เพื่อโยนลงเหวลงบ่อ เพราะมันเป็นฟืนเป็นไฟเป็นภัยต่อโลก พวกเราทั้งหลายอย่าไปเทิดทูนมันเกินไปนะจม เอาละวันนี้พูดเท่านี้ ให้พร

หลังจังหัน

วันธรรมดาส่วนมากเรามักจะไปตามโรงพยาบาล ถ้าเป็นวันเสาร์หรือวันอาทิตย์มักจะไปตามวัด ไปที่ไหนไม่ว่าไปโรงพยาบาลไม่ว่าไปวัด ของเต็มรถเลย เต็มเอี๊ยดไม่ใช่ธรรมดา เป็นอย่างนั้น ที่มันเต็มเอี๊ยดคือไปตามทาง มองเห็นอะไรมีแต่อยากได้อยากเอาไปทำบุญ แล้วก็ขนขึ้นๆ จนกระทั่งคนขับรถว่า โอ๋ย มันเต็มหมดแล้วรถจะไปไม่ได้ เหอ เอ้าไป ค่อยๆ ไปเอา บางทีค่อยๆ ไป มันหนักด้วย เป็นอย่างนั้นละ คืออะไรก็อยากได้ๆ ไปทำบุญ ความเมตตา ศรัทธา มันกลมกลืนเป็นอันเดียวกัน

อันนี้ก็เป็นมาจากนิสัยเหมือนกัน เราชัดเจน เวลาบวชนี้ไปอยู่กับวัดใดๆ ครูบาอาจารย์องค์ใดตระหนี่ถี่เหนียว อยู่ไม่ติดนะเรา พูดตรงๆ มันคับหัวอก เป็นอย่างนั้นนะ ไปอยู่กับครูบาอาจารย์องค์ใด ส่วนมากก็ต้องหมายถึงหัวหน้าวัดๆ ถ้าตระหนี่ถี่เหนียวเห็นแก่ตัวแล้วนี้อยู่ไม่ได้นะมันคับหัวอก มันหากเป็นอยู่ในจิต ถ้าเป็นนักเสียสละเช่นอย่างสมเด็จมหาวีรวงศ์(พิมพ์ ธมฺมธโร) วัดพระศรีมหาธาตุ เราเทิดทูนเลย ทางด้านปริยัติ ทางด้านปฏิบัติ มีครูบาอาจารย์ที่มาอยู่ในหัวใจเราสององค์ เราบอกเลย ทางภาคปฏิบัติก็หลวงปู่ม่น ทางภาคปริยัติฝ่ายปกครองก็สมเด็จมหาวีรวงศ์ วัดพระศรีมหาธาตุ

องค์นั้นเป็นนักเสียสละ มีเท่าไรหมดไม่มีเหลือ เพราะเราเป็นคนดูแลสมบัติทุกสิ่งทุกอย่างของท่าน ดูแลหมดเลย ก็เห็นหมดของ ได้มามากน้อยเพียงไรเห็นหมดเลย แต่ไม่มีเหลือแหละ แจกทานหมด อยู่กับท่านเราก็รู้นิสัยท่าน ท่านก็รู้นิสัยเราเหมือนกัน ท่านคงจะเมตตาเรามากอยู่ ออกปฏิบัติแล้วท่านยังตามจะเอากลับไปวัดพระศรีมหาธาตุ คือไปอยู่กรุงเทพก่อน เพราะท่านยังไม่ได้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดพระศรีมหาธาตุ ท่านอยู่วัดบรมนิวาส ท่านจะเอาเข้าวัดบรมนิวาส

เราก็ได้โอกาสแล้วที่จะออกปฏิบัติ เพราะคำสัตย์คำจริงตั้งไว้เรียบร้อยแล้ว อะไรก็ทำลายไม่ได้เลย คือสำเร็จแล้วตามความมุ่งหมาย เราตั้งใจเรียนเพื่อเป็นปากเป็นทางในการปฏิบัติ อย่างไรก็ขอให้ได้เปรียญ ๓ ประโยค นักธรรมจะได้ชั้นใดก็ตาม เปรียญ ๓ ประโยคนี้เป็นเครื่องตัดสินกัน พอได้ ๓ ประโยคแล้วเราจะออกโดยถ่ายเดียว นี่สำคัญตรงนี้

สมเด็จมหาวีรวงศ์นี้รู้สึกท่านเมตตามาก เพราะเราอยู่กุฏิเดียวกับท่าน เป็นคนดูแลพระเณร คณะของท่านก็เราเป็นหัวหน้าคณะรองท่านลงมา ท่านเป็นใหญ่ครอบไปหมด เราเป็นหัวหน้าคณะทุกสิ่งทุกอย่างเราเป็นคนดูแล มักจะเป็นอย่างนั้นไปที่ไหน ท่านก็รู้นิสัยเราได้ดี ท่านพยายามจะเอาเรากลับกรุงเทพตลอดๆ แต่เราก็มีแต่จะพุ่งๆ ท่าเดียวตามความมุ่งหมายที่ออกปฏิบัติ จนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายท่านเจ้าคุณศรีวรคุณ น้องชายท่านเจ้าคุณอุบาลี ท่านเป็นเพื่อนกัน ในรูปก็เห็นอยู่ อยู่วัดสุทธาวาสเราก็เห็น

ท่านเจ้าคุณศรีวรคุณเอาเราไว้ได้ คือสมเด็จมหาวีรวงศ์ตอนนั้นท่านยังไม่ได้เป็นสมเด็จ เผาศพหลวงปู่มั่น พูดให้มันชัดเจนเสีย ตอนนั้นอยู่กับใครไม่ได้เลย จิตหมุนเป็นธรรมจักรตลอดเวลา จนกระทั่งครูบาอาจารย์บางองค์ท่านยังว่า มหาบัวเวลาท่านอาจารย์มั่นมีชีวิตอยู่นี้เหมือนเงาเทียมตัว บทเวลาท่านมรณภาพไปแล้วหายหน้าเงียบเลยไม่มาเหลียวแล ว่างั้นนะ เพราะท่านไม่รู้ภายในของเราซี เราปฏิบัติบูชาท่าน เข้าใจไหม เรื่องศพเรื่องเมรุใครดูก็ได้ เราปฏิบัติบูชาท่าน จิตตอนนั้นมันกำลังเป็นธรรมจักร หมุนติ้วๆ อยู่กับใครไม่ได้เลย ต้องอยู่คนเดียวๆ

เราไม่อยู่ห่างไกลสถานที่จัดงานศพแหละ ไปอยู่ทางบ้านนาคำ ภูเขา ทางไปกาฬสินธุ์ อยู่องค์เดียว เวลาจะมาหาท่านพอฉันจังหันเสร็จแล้วก็เดินทาง เดินทางมันก็หมุนของมันตลอด อย่างนั้นละ มาก็ไปกราบศพท่านเสร็จเรียบร้อยแล้วกลับเลย เหมือนว่าเป็นคนละโลกเลยเรากับหลวงปู่มั่นในสายตาของเพื่อนฝูงทั้งหลาย คือไม่มาอยู่นั้น เพราะมันหมุนอยู่ภายในนี้ คิดดูในงานศพมาอยู่ ๔ วันเท่านั้น เราไม่ลืม คือมาอยู่เกี่ยวกับงานศพของท่านได้ ๔ วัน พอเสร็จแล้วเปิดขึ้นบนเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ เพราะอยู่ไม่ได้จริงๆ ถึงขั้นอยู่ไม่ได้อยู่ไม่ได้นะ

ในขั้นที่อยู่กับครูบาอาจารย์ ต้องอยู่กับครูบาอาจารย์ศึกษาอบรมเต็มที่ ปราศจากไม่ได้ ขั้นนี้เป็นอย่างหนึ่ง อีกขั้นหนึ่งที่ว่าขั้นอยู่กับใครไม่ได้นี้ เป็นอีกขั้นหนึ่ง อยู่ไม่ได้เลย งานหมุนตลอดเวลาเว้นแต่หลับ ดีไม่ดีนอนไม่หลับ มันหมุนของมัน นี่ละกิเลสกับธรรมฟัดกัน ถึงขั้นธรรมที่มีกำลังแล้วฆ่ากิเลสนะนั่น ซัดกับกิเลสบนเวทีคือหัวใจไม่มีเวลาหยุดหย่อน เว้นแต่หลับเท่านั้น แล้วก็รั้งเข้ามาสู่สมาธิพักจิต ไม่ให้ทำงานต่อสู้กับกิเลสเท่านั้น ออกจากนั้นก็ฟัดกันตลอดเลย

พูดถึงขั้นที่ว่าที่อยู่กับใครไม่ได้คือขั้นนั้นละ มันหมุนอยู่ตั้งแต่หลวงปู่มั่นป่วยอยู่โน้น หมุนอยู่ตลอดเวลาแล้วนั่น ท่านก็ทราบเรื่องของเราแล้ว จิตมันหมุนติ้วๆ อยู่ตลอดเวลา ขึ้นหาท่านเรื่อยๆ เรากับท่านไม่มีอะไรละ ธรรมดาใครจะไปหาท่านได้ง่ายๆ เหรอ ผิดเวลำเวลาแล้วไปไม่ได้ สำหรับเราขึ้นได้ทุกเวลาเลย ท่านไม่เคยว่าอะไร กั