หลวงปู่มั่นดำเนินตามหลักธรรมชาติ
วันที่ 11 เมษายน 2549 เวลา 8:00 น.
สถานที่ : ศาลา สวนแสงธรรม กรุงเทพฯ
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ ศาลาสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เมื่อเช้าวันที่ ๑๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๔๙

หลวงปู่มั่นดำเนินตามหลักธรรมชาติ

         สำหรับพ่อแม่ครูจารย์มั่นดูไม่ได้อยู่กุฏิถาวรที่ไหนนะ อย่างนั้นละกั้นห้องศาลาอยู่...พ่อแม่ครูจารย์มั่น แต่ก่อนเราก็ไม่ได้พิจารณานัก ไปที่ไหนท่านไปโดยหลักธรรมชาติๆ เราไม่รู้ว่าท่านดำเนินตามหลักธรรมชาติ คือร่างกายนี้มันก็ไม่ได้แน่นหนามั่นคงสดสวยงดงามอะไร ทีนี้สิ่งปลูกสร้างที่จะมาบรรจุอันนี้ให้อยู่ก็ควรเป็นสภาพเดียวกัน นั่นท่านคิดเรียบร้อยหมดแล้ว เรียกว่าหลักธรรมชาติ ไปอยู่ที่ไหนถ้าเป็นกุฏิกับกระต๊อบอยู่ พอ เป็นกระต๊อบๆ สูงแค่นี้ ดูเหมือนประมาณสักสองเมตรละมั้ง ทางจงกรมท่านอยู่ที่นั่น เวลากลางวี่กลางวันก็มีทางจงกรมอยู่ร่มไม้ ท่านทำไว้เหมาะ คือกลางวันก็เดินจงกรมอยู่ร่มไม้ พอกลางคืนท่านก็เดินจงกรมอยู่หน้ากระต๊อบของท่านอย่างนั้นเป็นประจำ

         ท่านอยู่ที่ไหนแบบเดียวกัน ตั้งแต่เราได้ไปอยู่กับท่านเรื่องของท่านเป็นอย่างนั้นตลอดมา ถ้าสมมุติว่าไปอยู่ในวัดเก่าเขานี้ท่านก็ไปกั้นห้อง เช่นหนองผือเป็นวัดเก่าเขา ท่านก็ไปกั้นห้องที่ศาลาอยู่ เป็นอย่างนั้น ท่านสบายมาก ปล่อยตามสภาพของร่างกาย ร่างกายเรานี้แน่นหนามั่นคงและสดสวยงดงามที่ไหนไม่มี สิ่งที่จะมาให้อันนี้อาศัยก็ต้องเป็นสภาพเดียวกัน เหมาะ พอดีๆ แต่ก่อนเราไม่ได้คิดนัก หลังมานี้จึงได้คิด เลยซึ้งมากตามหลังท่านไป แต่เรื่องธรรมนี้หนาแน่นมั่นคงมากทีเดียว อะไรมาแตะไม่ได้ความพากเพียร เดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนากับพระกับเณร มีงานเท่านั้นที่เด่นที่สุด งานเดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนา ไม่ให้มีงานอะไรเลย

         พระที่ไปอาศัยท่านอยู่ก็เป็นร้านเล็กๆ เท่ากับเตียงนั่นแหละ แคร่เล็กๆ อยู่ อยู่อย่างเห็นภัย ไม่ได้อยู่แบบฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม อยู่แบบเห็นภัยทุกอย่าง พออาศัยไปๆ เท่านั้นเอง หลักใหญ่อยู่กับธรรม ธรรมเป็นสิ่งที่เลิศเลอภายในใจ ปฏิบัติได้เท่าไรธรรมยิ่งเลิศเลอภายในใจ ทีนี้ธรรมเลิศเลอภายในใจสิ่งเหล่านั้นเหลวไหลหมด อันนี้เพียงไปอาศัยเขาเล็กน้อยเท่านั้นๆ เพราะธรรมชาตินี่เลิศเลออยู่ภายในหัวใจ ท่านอยู่ที่ไหนท่านจึงอยู่แบบนั้น สมัยปัจจุบันก็คือแบบฉบับตายตัว และถูกต้องแม่นยำตามตำรับตำรานี้คือพ่อแม่ครูจารย์มั่น ไม่ผิดเลย ตรงแน่ว

         ตอนกลางคืนตั้งแต่ท่านยังหนุ่มน้อยอยู่ กลางคืนท่านก็ลงเดินจงกรมของท่าน พอแก่มาแล้วนี่ท่านจะลงเดินเฉพาะตอนเช้า-ตอนเย็น ตอนกลางคืนท่านไม่ลง พระสงฆ์ทั้งหลายองค์ใดก็ตามมาอยู่กับท่านนี้เหมือนผ้าพับไว้ เรียบเหมือนกันหมด เราไปอยู่ทีแรกเราก็ดูพระดูเณร องค์ไหนเรียบเหมือนกันหมดเหมือนผ้าพับไว้ คือเรียบตลอดเหมือนกันหมดเลย เราอดคิดไม่ได้ว่า เอ้อ นี่พระทั้งหลายที่มาอยู่กับท่านนี้เป็นพระอรหันต์หมดแล้วเหรอ นึกในใจนะ ท่านจะเป็นพระอรหันต์หมดแล้วหรือ มองดูองค์ไหนๆ เหมือนผ้าพับไว้ๆ

         แล้วก็ย้อนมาหาเจ้าของ พระทั้งหลายเหล่านี้ท่านเป็นพระอรหันต์หมดแล้วเหรอ ยังมีองค์เดียวแต่เราที่เป็นเทวทัตแฝงพระอรหันต์ทั้งหลายอยู่ มันคิดนะ เรากิริยาก็แบบเดียวกับหมู่เพื่อน แต่ใจนี่มันรกรุงรัง มันเลยคิดว่าพระทั้งหลายนี่สะอาดสะอ้านเป็นอรหัตอรหันต์หมด เป็นถังขยะแต่ในหัวใจเราคนเดียว แล้วเวลาอยู่ไปๆ สนทนาอรรถธรรมแล้วก็ค่อยรู้เรื่องกันไปๆ กลางคืนจะไม่มีใครยุ่งท่าน ตกค่ำ หากว่าจะมีธุระอะไรพระก็ไปเสียบ้างเล็กน้อย ส่วนมากท่านไม่ประชุมนะ ถ้าขึ้นทางจงกรมแล้วก็เข้าห้องพักของท่าน แล้วสวดมนต์ โถ ไม่ใช่เล่น สวดนานท่านสวดมนต์ พวกมหาสมงสมัย พวกธรรมจักร อนัตตฯ ท่านได้หมด

         เพราะฉะนั้นเวลาท่านสวดท่านจึงสวดนาน เสียงพุมๆ นานไปๆ ก็ค่อยเบาๆ นี่ที่เราแอบไปฟังท่าน เรายังเรียกว่าตับหดอยู่เดี๋ยวนี้ คิดแล้วนะ สำคัญพอเราด้อมเข้าไปทีไรท่านสวดอยู่นะ ท่านสวดพุมๆ คือที่เราด้อมเข้าไปฟังอยากฟังว่าท่านสวดสูตรไหน เพราะเราก็เรียนมาเหมือนกันนี่ ท่านสวดสูตรไหนบ้าง พอด้อมๆ เข้าไป ยังไม่ถึงขนาดต้นเสาเข้าไปตรงนี้ ท่านอยู่ในห้อง พอเราด้อมเข้าไปเงียบแล้ว เรายังไม่รู้ตัวเลย เราก็คอยฟัง เห็นเงียบแล้วก็ถอยออกไป ไปเดินจงกรมอยู่ข้างๆ คอยฟัง สักเดี๋ยวพุมๆ ขึ้นอีกแล้ว พอพุมๆ ก็ด้อมไปอีก พอไปถึงเงียบอีก พอครั้งที่สามรู้สึกตัวนี้ โอ๋ย ตัวสั่นสะดุ้งเลย โอ๊ย กูตาย ท่านคงดูกูอยู่แล้วละ

มาครั้งที่สามถึงรู้ตัวนะ พอรู้ตัวก็ดีดกลับเลย ตั้งแต่นั้นไม่เข้า ทีนี้คอยสังเกตอากัปกิริยาของท่าน ตอนเช้าออกจากห้อง คือจะนำบริขารออกจากห้องท่าน จะไปบิณฑบาต มาจัดมาทำ พอเข้าห้องเราก็สังเกตดูคือเรามันวัวหลังหวะนี่วะ พอเข้าไปโผล่ออกมาท่านจ้อง นี่ตัวสำคัญ คงว่าอย่างนั้นละ โอ๋ย หมอบเลย ยอมรับเลย ท่านดูจริงๆ รู้จริงๆ พอโผล่ออกมาตาท่านจ้องอยู่อย่างนี้นะ โอ๋ย กูตาย เมื่อคืนนี้ บอกเมื่อคืนนี้แหละ ท่านสวดมนต์นาน จากนั้นก็เงียบเลย ท่านภาวนา ท่านไม่เกี่ยวข้องกับใคร นี่ละธรรมแท้ไม่ยุ่งกับใคร อยู่ที่ไหนสบาย อารมณ์คือความรู้ที่บริสุทธิ์อันเดียว ใจที่บริสุทธิ์ไม่มีอะไรเจือปนใจดวงนั้น

พูดถึงเรื่องว่าว่างก็ว่างทั่วแดนโลกธาตุ จิตดวงนี้ว่างหมด สว่างไสว ไม่ว่ายืนว่าเดินว่านั่งว่านอน ใจดวงสว่างไสวนี้ไม่มีอิริยาบถ นอนก็สว่าง เดินสว่าง ยืนก็สว่าง เพราะใจไม่มีอิริยาบถ สว่างจ้าตลอดอยู่อย่างนั้น ท่านอาจารย์ฝั้นท่านเคยพูดให้ฟัง ตอนไปอยู่เชียงใหม่ ตอนนั้นท่านใช้ความรู้ ท่านไม่เก็บ เหมือนท่านออกมาหาพวกส้วมพวกถานแล้วนี้ท่านเก็บนะ ไปอยู่นู้นท่านไม่เก็บ ท่านใช้ตามที่รู้ที่เห็นเลยเชียว อย่างท่านอาจารย์ฝั้นท่านเล่าให้ฟัง โอ๋ย เล่าอย่างละเอียดลออ ไปหาท่านที่เชียงใหม่

พอไปอยู่กับท่านแล้ว พอเราคิดเท่านั้น คิดว่าจะไปทางนู้นทางนี้อะไร คิดในใจ พอไปหาท่าน ไปหาอะไร อย่างนั้นนะ ทักทายแบบนั้นขึ้นมาเลย ไปอะไรสู้ที่นี่ไม่ได้ ท่านว่าอย่างนั้น สู้ที่นี่ไม่ได้ แล้วจิตก็หมอบ เดี๋ยวคิดอยากไปที่นั่น ที่นั่นก็ไม่ดี แน่ะเห็นไหมล่ะ นั่นละท่านใช้ความรู้จริงๆ ท่านไม่ปิดไม่เก็บ ทางนี้คิดอะไรท่านก็ตอบกันเลย พอไปหาท่าน ที่นั่นไม่ดีสู้ที่นี่ไม่ได้ นี่ตอบแล้วกับความคิด ที่ท่านคิดว่าท่านคิดอยากไปที่นั่นที่นี่ เวลาไปหาท่านกราบท่าน ที่นั่นสู้ที่นี่ไม่ได้ ไปหาอะไร แน่ะอยู่อย่างนั้น ท่านตอบออกมาเลย ท่านดูหมดแล้ว

วันหนึ่งที่อัศจรรย์มาก ท่านก็นั่งภาวนาของท่านอยู่กระต๊อบเหมือนกันนั่นแหละ นั่งภาวนาจิตมันลงเต็มที่ ท่านว่าอย่างนั้นนะ จิตลงเต็มที่สว่างจ้าไปหมดเลย จิตของท่านอาจารย์ฝั้นลงเต็มที่เลย สว่างจ้า จิตทำไมเป็นอย่างนี้อัศจรรย์ พอส่งจิตไปทีไรท่านจ้องดูท่านอยู่แล้ว ทีนี้ก็ถอยมา สักเดี๋ยวด้อมไปอีก จ้องอยู่แล้ว มันรับกัน จิตท่านดูอยู่ตลอด พอตอนเช้าได้เวลาที่จะนำบริขารออก พวกบาตรพวกกาน้ำอะไรที่จะไปที่ฉันร่วมกัน พอเปิดประตู ตามธรรมดาเปิดประตูแล้วท่านจะออกจากห้อง ลูกศิษย์ก็จะเข้าไปเอาบริขาร พวกบาตรพวกกาน้ำอะไรก็แล้วแต่ ไปเอามาจัด ท่านก็ออกไปเดินจงกรมเป็นปรกติ

แต่วันนั้นไม่เป็นอย่างนั้นท่านว่า พอท่านเปิดประตูออกมายืนจังก้า อยู่หน้าประตูเลย ท่านอาจารย์ฝั้นก็นั่งคุกเข่า ยืนจังก้าตรงนั้นนะ เป็นอย่างไรเห็นแล้วยังศาสนา ศาสนาเจริญที่ไหน เหอๆ ท่านดูแล้วตั้งแต่เมื่อคืนนี้ ศาสนาเจริญที่ไหน เจริญเมืองอินเดียนั่นเหรอ หรือเจริญที่ไหน ทางนี้ก็หมอบฟัง ผมนั่งดูอยู่ทั้งคืนเมื่อคืนนี้นะ เป็นอย่างไรจิตของท่านเมื่อคืนนี้ นั่นแหละศาสนาเจริญ เจริญที่ตรงนั้นแหละ คือจิตของท่านสว่างจ้าท่านก็ดูอยู่นี่ นี่เห็นแล้วยังศาสนาที่นี่ ศาสนาเจริญที่ไหน เจริญที่เมืองอินเดียเหรอ ท่านว่า เจริญที่หัวใจของท่านอาจารย์ฝั้นนั้นเอง ท่านจ้อลงตรงนั้น นั่นละศาสนาเจริญที่นั่นให้ดูเอา

ก่อนที่ท่านจะเปิดทางให้เข้าไป ท่านพูดหมดแล้วท่านถึงเปิดให้เข้าไป เรื่องที่เราเป็นภายในจิตทั้งหมดท่านจับออกมาตีเราทั้งหมด ความคิดของท่านรู้หมดทุกแง่ทุกมุม นั่นละปรจิตตวิชชา ความรู้ความคิดของคนอื่นจิตใจคนอื่นเรียกว่าปรจิตตวิชชา รู้จิตของคนอื่น วาระจิตคิดเรื่องอะไรๆ นี่รู้หมดเลย อย่างหลวงปู่มั่นแต่ก่อนท่านใช้นะ เวลามาอยู่กับพวกส้วมพวกถานท่านเก็บ ท่านไม่ใช้ รู้อย่างนั้นท่านไม่พูดเลย นอกจากเวลาอันเหมาะสมขึ้นไปหาท่าน เฉพาะองค์สององค์ไปคุยกัน แล้วก็ค่อยกราบเรียนถามซอกแซกเรื่องนั้นเรื่องนี้ ท่านจะค่อยเปิดให้ฟัง ถ้าธรรมดาไม่พูดเลย ยิ่งเรื่องเทวบุตรเทวดาเหล่านี้ไม่พูดเลย ทั้งๆ ที่ท่านต้อนรับเทวบุตรเทวดาอยู่เป็นประจำนะ

นั่นละเวลาท่านเก็บ อยู่ที่เชียงใหม่ท่านไม่เก็บ ท่านเปิดออกตามความรู้ความเห็น ท่านบอกเลย ว่าเลย เพียงคิดจะไปเที่ยวที่นั่นที่นี่ ไปทำไม ที่นั่นสู้ที่นี่ไม่ได้ คิดว่าอยากไปที่นั่น แล้วท่านก็รู้ด้วยว่าที่นั่นคืออะไร คิดไป ที่นั่นสู้ที่นี่ไม่ได้ แน่ะเป็นอย่างนั้น เป็นความรู้ความเห็นของท่าน ขยับออกไม่ได้เลย รู้รอบหมดเลย หลวงปู่มั่นยกให้ว่าเลิศเลอ ภายนอกภายในพร้อมหมดเลย นั่นละผลของการปฏิบัติเป็นอย่างนั้น ภายในให้สว่างไสวเถอะ ขอให้ใจสว่างไสวมันจะค่อยรู้ของมันไปตามนิสัยวาสนาลึกตื้นหยาบละเอียดจะรู้ ไม่มากก็น้อยรู้

อย่างที่ว่า พระอรหันต์สุกขวิปัสสโก ผู้รู้อย่างสงบเงียบ เตวิชโชผู้ได้วิชชาสาม ฉฬภิญโญผู้มีอภิญญา ๖ อย่างนี้ละต่างกัน นี่เป็นเครื่องใช้ของพระอรหันต์แต่ละองค์ๆ ซึ่งนิสัยไม่เหมือนกัน องค์หนึ่งรู้อย่างหนึ่ง องค์หนึ่งเห็นอย่างหนึ่ง เมื่อนำมาปฏิบัติผลก็ปรากฏกับผู้ปฏิบัติ ผู้ไม่ปฏิบัติกอดคัมภีร์อยู่ก็กอดทิ้งเปล่าๆ ตายทิ้งเปล่าๆ ไม่เกิดประโยชน์อะไร เพราะแบบแปลนกับบ้านกับเรือนมันต่างกัน ถ้าต้องการจะปลูกบ้านปลูกเรือนหลังขนาดไหน กว้างแคบขนาดไหนก็เอาแปลนมากาง ปลูกสร้างตามนี้มันก็เป็นตึกรามบ้านช่องขึ้นมาจากแปลน

ตำราก็คือแปลน เอาตำราที่ท่านสอนไว้ถูกต้องแล้วนั้นมากางปฏิบัติตัวเอง เรียกว่าปลูกบ้านสร้างเรือน ปลูกอรรถปลูกธรรม ปลูกศีล ปลูกสมาธิ ปลูกปัญญา ปลูกวิชชาวิมุตติขึ้นที่ใจจากแบบแปลนคือคำสอนของท่าน แล้วก็ปรากฏขึ้นที่ใจๆ ท่านว่าปริยัติ ปฏิบัติ ปริยัติคือแบบแปลน ปฏิบัติคือเรานำแบบแปลนมาปลูกบ้านปลูกเรือน ปฏิเวธคือผลของการสร้างบ้านสร้างเรือนเห็นขึ้นเป็นลำดับ จนกระทั่งบ้านเรือนสมบูรณ์แบบ เรียกว่าปฏิเวธความรู้แจ้งเห็นจริง เป็นอย่างนั้นละ เอาละวันนี้พูดเท่านั้นละนะ จะให้พร

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก