เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด
วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2544 เวลา 8:00 น. ความยาว 41 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

 

                                เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

                           เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๔

                             ภาวนาต้องมีสติ

          สรุปทองคำวันที่ ๒๔ เมื่อวานนี้ ทองคำได้ ๑๔ บาท ๔๐ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๒๓๔ ดอลล์

วันพรุ่งนี้จะให้เขาเอาของไปส่งภูวัว เพราะเราจวนไปกรุงเทพแล้ว เอาของไปส่งภูวัวก่อนจะไปกรุงเทพ สำหรับภูวัวนี้ต้องให้เป็นประจำเดือนตลอดมา พอจวนสิ้นเดือนแล้วก็ไปส่งทีนึง ๆ เป็นประจำ พอปลายเดือนจวนสิ้นเดือนเริ่มแต่วันที่ ๒๕-๒๖ ไปถึงวันที่ ๒๘-๒๙ ไม่เคยถึงวันสิ้นเดือน ส่งทุกเดือน สถานที่นี่มันลำบากที่การโคจรบิณฑบาต เราคิดว่าต่อไปนี้ก็จะมีพระเณรอยู่บ้าง หลังจากเราตายไปแล้วจะไม่ได้ส่งอย่างนี้ ก็ตามมีตามเกิด เราคิดว่าหมู่บ้านแถวนั้นทุกวันนี้ก็เริ่มมากขึ้นแล้ว เช่น บ้านสำราญ แต่ก่อนไม่มี ตอนที่ท่านอาจารย์ฝั้นไปพัก ไปพักก็ชั่วระยะ ไปพักที่นั่นไม่มีบ้านผู้บ้านคน สถานที่เหมาะสมมากก็อยู่ไม่ได้เพราะไม่มีที่โคจรบิณฑบาต

จากนั้นมาท่านอุทัยก็ไปอยู่ที่นั่น ก็มีพระสององค์สามองค์อยู่ในย่านนี้ บิณฑบาตพอถูไถพอชีวิตเป็นไป ท่านก็ทนอยู่นาน เราก็ทราบข่าวมาตลอดเหมือนกันแต่ยังไม่มีโอกาสไปดู พอเวลาว่างมีโอกาสบ้างก็ไปดู ไปดูก็ดูจริง ๆ ไปเที่ยวดูหมดเลย อยู่ที่ไหน ๆ หัวใจหรือลมหายใจเรามีคุณค่า ๆ ถ้าสติได้จับตัวของเราจับจิตของเรา ที่เรียกว่าสติรอบตัวแล้ว จะแสดงความมีคุณค่าเด่นขึ้นในตัว ๆ นั้น ไปอยู่ที่ไหนนั่งที่ไหนรู้สึกมีคุณค่า ๆ นั่นเห็นไหมสติเป็นของเล็กน้อยเมื่อไร สติคือความระลึกรู้ แป๊บเข้ามาเตือนเจ้าของ ๆ  แป๊บเข้ามาก็ดับไป ๆ เรียกว่าสติ ปัญญาใคร่ครวญเหตุผลต้นปลายดีชั่วต่าง ๆ วิ่งรอบอยู่กับสติ สติเป็นผู้จับยึดเป็นหลักไว้ ถ้าสติไม่มีปัญญาเกิดไม่ได้ สติต้องหยั่งรากไว้เสมอ ทีนี้ปัญญาค่อยพิจารณา ๆ

เวลาเราไปอยู่ที่เช่นนั้น นั่งอยู่ไหนมันก็ไม่ได้จืดได้จางนะ นั่งร่มไม้ร่มไหนไม่ได้จืดได้จาง มันหากเป็นอยู่ในตัวพูดไม่ถูกนะ คือสติความรู้อยู่กับตัวนี้ทำให้รู้ทุกสิ่งทุกอย่างไปเรื่อย ๆ ในสิ่งที่เป็นสารประโยชน์ซึ่งควรจะเป็นประโยชน์แก่ตัวเอง อะไรที่ไม่เป็นสาระมันก็ทราบไปตาม ๆ กัน มันปัดของมัน ๆ ออกไป นี่ท่านผู้ปฏิบัติธรรมหาความสุขเข้าสู่ใจ จะหาจุดอื่นใดที่เข้าสู่ใจให้เป็นความสุขนี้อย่าหวังในสามแดนโลกธาตุนี้ ไม่มีใครเกินพระพุทธเจ้าที่เรียกว่าความฉลาดแหลมคมเป็นจอมโลก คือพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ นี้คือผู้ขวนขวายหาความสุขให้โลกทั้งหลายได้ลืมตาอ้าปากได้บ้าง คือพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์

เราอย่าไปเข้าใจอย่างที่เราวิ่งเต้นอยู่ว่าเป็นศาสดาเอก เอกนี้มันเอกตาข้างเดียว ถ้าหากว่าตาข้างหนึ่งบอดแล้วหมดเลย นี่คือกิเลสหลอกคน พวกนี้มันพวกตาเอก ตาข้างเดียว ข้างหนึ่งกิเลสเอาไปกินหมด ถลุงตลอดเวลา ข้างหนึ่งกำลังแย่งกันอยู่กับธรรมเวลานี้ เราจะไปทางไหนพิจารณาซิ อันนี้มันกุมอำนาจไว้ทุกวันนี้สัตวโลกจึงหาความสุขไม่ได้ พี่น้องทั้งหลายว่าหลวงตานี้พูดโกหกเหรอ เราจะเปิดหัวอกให้ดูถ้าหากว่าพอมีตาบ้างนะ มันเป็นยังไงธรรมพระพุทธเจ้า ถึงได้หลับกันไม่รู้เนื้อรู้ตัวตลอดไป นี้ยังจะจมไปตลอดนะถ้าไม่ฟังคำสั่งสอนพระพุทธเจ้า เหล่านี้มีแต่ขนกองทุกข์ให้สัตวโลกทั้งหลายได้รับความเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าว่างั้นเลย

กิเลส ๆ ความโลภได้ไม่พอ เป็นไฟเผาหัวอกไปก่อนอื่นนะ ความโกรธเมื่อไม่สมหวังหรือกระทบกระเทือนไม่ชอบใจสิ่งใด นั่นละเกิดเหตุขึ้นมาทะเลาะเบาะแว้ง แล้วฆ่าฟันรันแทงฟาดกันจนโลกพินาศก็เพราะความโกรธ ก็คือกิเลส ได้ไม่พอ กุมอำนาจกุมไม่พอ อยากได้อำนาจทั่วแดนโลกธาตุไม่พอ ๆ มีแต่เรื่องของกิเลส แล้วเป็นยังไงมันดิ้นยังไงบ้างพิจารณาซิ เมื่อไม่พอแล้วมันดิ้นใช่ไหมล่ะ ความหลงเป็นพื้นฐานหยั่งรากคืออวิชชา หยั่งรากลึกไปนั้น แตกแขนงใหญ่ออกมา ๆ ผลักไสโลกทั้งสามให้ดีดให้ดิ้นทุกหย่อมหญ้า ไม่ว่าสัตว์ว่าบุคคลเหมือนกันหมด สามตัวที่สำคัญมากที่สุดก็คือตัวราคะตัณหา นี้เป็นตัววางรากฐาน จากอวิชชาก็ราคะตัณหา จากนั้นก็แตกกิ่งออกมาให้เกิดความโลภ โลภเพราะราคะตัณหา เข้าไปตรงนั้น ความโกรธความเคียดแค้นทุกอย่างเป็นเพราะราคะตัณหา เหล่านี้เป็นไฟทั้งนั้น พระพุทธเจ้าทุกพระองค์สอนแบบเดียวกันหมด

ให้สัตว์ทั้งหลายระงับดับมันพออยู่ได้ อย่างน้อยที่ไม่สามารถจะละมันได้ ถ้ารถก็ขอให้มีเบรกบ้าง อย่ามีแต่คันเร่ง เหยียบลงคลอง ๆ จมไปทั้งรถทั้งคนโดยถ่ายเดียวใช้ไม่ได้นะ พระพุทธเจ้าท่านหาความสุขให้โลก กิเลสหาความทุกข์ให้สัตวโลก มันคนละฝั่งอย่างว่านี่ ฝั่งหนึ่งจะจมท่าเดียว ฝั่งหนึ่งดึงขึ้น ๆ ตลอดเวลา นี่เราพูดถึงเรื่องธรรม ถ้าใครมีธรรมพอมีความสุข อย่าเอาวัตถุเงินทองข้าวของอะไร ๆ มาอวดธรรม อย่าเอาความโลภ ความโกรธ ราคะตัณหา มาอวดธรรมถ้าไม่อยากพินาศทั้งเป็น ให้ฟังเสียงพระพุทธเจ้านะ

เวลานี้พวกเรามันยิ่งดื้อด้านเข้าไปทุกวัน ๆ อยู่ในศาสนาทั้งกินทั้งขี้รดศาสนาลงไปมันไม่รู้ตัวเลยว่าขี้รดศาสนา ศาสนาอยู่กับใครถ้าไม่อยู่กับหัวใจเรา กิเลสขี้รดลงในหัวใจไม่ถูกศาสนาจะถูกอะไร ศาสนาไปอยู่ต้นไม้ภูเขาที่ไหน ก็อยู่ที่หัวใจคน ทีนี้ขี้โลภขี้โกรธขี้หลงมันก็อยู่นั้น มันก็ขี้รดลงไปนั้นเห็นไหมล่ะ พวกนี้พวกส้วมพวกถานทั้งนั้น หัวโล้น ๆ มันก็ขี้ได้ ยิ่งหัวโล้น ๆ มันยิ่งขี้รดใหญ่เลย ขี้ง่ายไหลง่ายพวกหัวโล้น ๆ พวกเรานี่ หลวงตาบัวมันตัวสำคัญ กำลังวอก ๆ อยู่นี้มันขี้รดมาสักเท่าไรแล้ว เดี๋ยวนี้ก็ไม่ปฏิเสธว่ามันรดหรือไม่รดก็ไม่ทราบ เราไม่รับรองทั้งสองอย่าง เราไม่เอาทั้งสอง

นี่ละตัวสำคัญ ให้พี่น้องทั้งหลายทราบจากศาสนาพระพุทธเจ้าของเราทุก ๆ พระองค์ แบบเดียวกันนี้หมด น้ำที่สะอาดชำระล้างของสกปรก ของสกปรกกองทุกข์อยู่ในนั้นเสร็จ เรียกว่าเป็นน้ำดับไฟไปในตัว ๆ คือธรรมเท่านั้น เราอย่าหวังนะ ตื่นขึ้นมาหวังแล้ว ไม่บอกมันก็หวัง แล้วก็ดีดก็ดิ้นเพื่อให้สมหวัง ๆ สุดท้ายจมไป ๆ เพราะกิเลสพาลากพาเข็น มันหาความพอดีไม่ได้นะกิเลส มันดึงตลอด ได้เท่าไรยิ่งเป็นบ้าเข้าใหญ่ เหมือนเชื้อไฟไสเข้าสู่ไฟละ ได้เข้ามานี้คือเชื้อไฟ ได้แล้วขยับใหญ่เลย ฟาดนี้ลงคลอง หมดหวังจะว่าไง

ธรรมพระพุทธเจ้าไม่เป็นอย่างนั้นนะ มีความพอดี เช่นอย่างเขากินข้าวเขาก็ยังพอดี อิ่มปากอิ่มท้องเป็นระยะ ๆ ไป บรรเทาไปเป็นระยะ ๆ อย่างนั้น อันนี้เราก็เหมือนกัน บรรเทาใจด้วยอรรถด้วยธรรมบ้างเป็นระยะ ๆ ไป อย่าให้มีแต่กิเลสกลืนตลอดด้วยความหิวโหยโรยแรง ด้วยความดีดความดิ้นเป็นบ้าตลอดเวลา นี้คือความหิวของกิเลสลากลง หิวตลอดเวลาหาความสุขไม่ได้คนหิว เพียงหิวนอนก็ไม่เป็นสุขใช่ไหมล่ะ หิวอาหารการกินทุกอย่างถ้ามีความหิวมันไม่เป็นความสุข มันกวนแล้วนั่น กิเลสคือตัวกวนที่สุด ธรรมะตามชะตามล้างให้ความหิวนั้นระงับตัวลงไปพออยู่ได้ อาศัยธรรมความพอก็จะแทรกเข้าไป ความพอดีก็จะแทรกเข้าไป ๆ นั่นธรรม ถ้ามีธรรมแล้วความพอดีจะติดแนบไปเรื่อย ๆ ความเหมาะสมจะติดแนบไป ถ้ามีแต่กิเลสนี้ลงคลอง ๆ ทั้งนั้นแหละ

อย่าพากันมาอวดพระพุทธเจ้านะ พวกเรานี้คือพวกถานขี้ กับทองคำทั้งแท่งเป็นยังไงเข้ากันได้ไหม ดูซินี่ถานขี้นี้ทองคำ ดูเทียบกันซิ เป็นบ้าตั้งแต่ถานขี้นั่นซิมันน่าทุเรศนะ พูดถึงเรื่องพระเข้าไปอยู่ในป่าในเขาท่านไปภาวนาหาอรรถหาธรรม ไปนั่งที่ไหนรู้สึกว่าจิตใจมีคุณค่าขึ้นมาในเวลานั้น ๆ นั่นละพระพุทธเจ้าจึงไล่เข้าอยู่ในป่าเพื่อจะเปิดคุณค่าของจิตซึ่งมีธรรมเต็มอยู่นั้นออกให้เห็นในตัวเอง ๆ จากสถานที่เหมาะสมเช่นนั้น ไปอยู่ที่นั่นแล้วมันจะไปคิดโลภโลเลที่ไหน ไปอยู่ที่เช่นนั้น มันก็ดูสภาพความเป็นจริง เพราะสิ่งเหล่านี้ทั้งหลายเป็นสภาวธรรม คือความเป็นจริง ธรรมะจะพิจารณาสิ่งเหล่านี้ รู้สิ่งเหล่านี้ เพราะติดสิ่งเหล่านี้นี่นะ

เมื่อพิจารณาสิ่งเหล่านี้มันจะรู้ มันจะค่อยปล่อย มันจะค่อยคัดค่อยเลือกของมันไปในตัวของเราที่มีสติมีปัญญาในหัวใจ เรียกว่าเริ่มมีธรรม ธรรมอยู่ที่หัวใจไม่ได้อยู่ที่ไหน อย่าไปหาคว้าเป็นบ้ากันนะ อยู่ที่หัวใจ ความทุกข์ก็อยู่ที่หัวใจ มันเผาอยู่ที่หัวใจ อันนี้เผาลึก ๆ เผาตลอด เผาทุกสัตว์ทุกบุคคลไม่เลือกหน้า เอาธรรมจับเห็นหมดเลย พระพุทธเจ้าเอาธรรมจับนะ ไม่ได้เอาความตาบอดหูหนวกไม่ได้เอากิเลสจับ กิเลสจับนี้เป็นบ้าไม่มีวันสร่างแหละถ้ากิเลสจับ ถ้าธรรมจับแล้วมีวันสร่างซาลงมาได้

นี่พูดถึงเรื่องไปอยู่ในป่าดังที่พูดตะกี้นี้ วัดถ้ำภูวัว ดูที่ไหนมันเปิดมันกว้าง จิตใจมันเปิดกว้างออกไป เพราะไปเห็นสภาพที่แปลก ๆ ต่าง ๆ ก็เบิกออกไปให้รู้ทุกสิ่งทุกอย่าง สติสตังมีกับตัว มองไปไหนก็เป็นอรรถเป็นธรรมไปเรื่อย ๆ เยือกเย็นเป็นสุข ท่านจึงอยู่ในป่าอย่างนั้น เราเห็นสถานที่นั่นเหมาะสมมากก็จึงได้ไปดู เมื่อมีโอกาสไปดู ลงรถแล้วก็ไปเลยเทียว เที่ยวข้างบน ไม่กว้างก็ตามแต่สภาพมันเหมือนกัน มองดูนี้ก็ทั่วถึงไปหมด พอใจทุกอย่างหาที่ต้องติไม่ได้สถานที่บำเพ็ญ ที่ขัดอยู่ก็คือพวกอาหารการบิณฑบาต ก็ย้อนมาที่นี่แหละ เพราะฉะนั้นมาแล้วจึงรับเลยทันที เพื่อให้ความสะดวกแก่พระสงฆ์ท่านได้บำเพ็ญธรรมเข้าสู่ใจ

พระได้รับคุณงามความดีเข้าสู่ใจองค์หนึ่ง ๆ เป็นประโยชน์แก่โลกมากขนาดไหน คิดดูซิพระพุทธเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้นสามแดนโลกธาตุ ทำประโยชน์แก่โลกสามแดนโลกธาตุ สรณะของเราทำประโยชน์ให้สามแดนโลกธาตุ ในขณะเดียวกันกิเลสมันทำความพินาศฉิบหาย ทรมานสัตว์นี้สามแดนโลกธาตุ อยู่ในกรอบของมันที่บีบบังคับทั้งนั้น มันต่างกันอย่างนั้นนะ เมื่อไปเห็นไปดูมาแล้วพอใจก็บอกเลย ตั้งแต่บัดนั้นมาจนกระทั่งป่านนี้ไม่มีเคลื่อนคลาด นี้เป็นอย่างนั้นนะ นิสัยจึงว่าผาดโผนอยู่มากทีเดียวนิสัยเรา

เราพูดจริง ๆ จะให้พอดิบพอดีมันไม่ค่อยพอดี มันต้องได้ถูกอันนั้นเสียก่อนมันถึงจะย้อนเข้ามาหาความพอดีได้ นิสัยเดิมมันต้องผาดโผนทุกอย่าง ถ้าผิดก็ไปใหญ่เลย ถ้าถูกก็ขาดสะบั้นไปเหมือนกัน ต้องมีผู้กระตุกแล้วมันก็จะประมวลหาเข้าสู่ความพอดี ถ้าไม่มีผู้กระตุก ไม่มีครูบาอาจารย์กระตุกมันจะเข้าหาจุดพอดีไม่ได้ มันจะเลยเถิด ๆ  ส่วนมากมันจะเลยเถิดไปทางชั่วนะ ไม่มีผู้เตือน มีผู้เตือนมันจะเลยเถิดทางดี ขยับเข้ามาก็สู่ความพอดีเสีย เป็นอย่างนั้นนะ

ไปเห็นแล้วก็บอกท่านเลย ตั้งแต่วันนั้นจนกระทั่งบัดนี้ ท่านจะรับพระเณรมากเท่าไรเราก็เปิดโล่งไว้แล้วว่า ถ้าพระท่านตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติอรรถธรรมในสถานที่นี่แล้ว เอ้ามาเท่าไรให้มา เราบอกเลยนะ ผมจะรับเลี้ยง นี่ข้อหนึ่ง แล้วมีข้อแก้กันอยู่ข้อหนึ่งก็คือว่า นี่หมายถึงพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมุ่งหน้าต่ออรรถต่อธรรมจริง ๆ เอ้า มาเท่าไรมาผมจะรับเลี้ยง แต่พระที่เป็นหมูขึ้นเขียงประเภทขี้เกียจขี้คร้านนอนไม่ตื่นนั้น ให้ไล่ลงจากภูเขาให้หมด อย่าให้อยู่ในภูเขาลูกนี้ ไม่เป็นของคู่ควรกันเลย นี่มีข้อแก้กันอยู่ เพราะฉะนั้นเวลาพระท่านมามาก ๆ เราจะแยกยังไงก็แยกได้ แต่เราจะไม่แยกเราจะดูไปพิจารณาไป

พระเวลามากเข้ามันเลอะได้นะ อะไร ๆ ถ้ามากเข้ามันเฟ้อ ไม่เคยเฟ้อตั้งแต่ธรรม ส่วนไหนที่จะเลยเถิดไม่ใช่ธรรม ท่านก็ห้ามเอาไว้ นั่นไม่ใช่ธรรมผิดพลาดนะ กิเลสเข้าไปทำลายต่างหากที่ว่ามันเลยเถิดไปอย่างนี้ มันออกไปทางกิเลสแล้ว แต่ธรรมแล้วพอดีตลอด นี่ก็อยู่มา ๆ ดูจะตั้งกำหนดประมาณสัก ๓๐ เป็นจุดศูนย์กลางเอาไว้ ๓๐ กว่าบ้าง ลดลงบ้าง ๔๐ บ้าง ลดลงบ้างอยู่ในระยะนี้ เราก็ไม่ว่าอะไร เพราะเราได้เคยพูดแล้วว่า ถ้าพระตั้งใจปฏิบัติดีมามากก็มาเราไม่ว่า เรารับเลี้ยงทั้งนั้น แต่พระที่ขี้เกียจขี้คร้านพระโกโรโกโสให้ไล่ลงภูเขาลูกนี้ทั้งหมดเราก็บอกไว้แล้ว ทีนี้เวลามาก ๆ ท่านก็พิจารณาในธรรมทั้งสองเงื่อนที่เราสอนแล้วทั้งสองนี้นะ เราจึงยังไม่ว่าอะไร แต่ความสังเกตเราก็สังเกต พินิจพิจารณาฟังเสียงอยู่ตลอดเวลา คอยฟังอยู่เรื่อย ๆ เอาจริงเอาจังนี่น่ะ

จะไม่มีพระครองศาสนาพระพุทธเจ้าเลยนะเวลานี้น่ะ เหลืองอร่ามเต็มบ้านเต็มเมืองทั้งเขาทั้งเรา มีแต่หัวโล้นโกนผมโกนคิ้ว เอาผ้าเหลืองมาครองหัวเจ้าของก็เป็นเจ้าอำนาจทิฐิมานะว่า ตัวเป็นพระเป็นเณรขึ้นไปเสียแล้ว กิเลสเต็มอยู่นั้น การแสดงออกของกิเลสมันก็เขา ๆ เรา ๆ ไม่มีอะไรผิดกัน เลยหาหลักหาเกณฑ์ไม่ได้ทั้งพระทั้งประชาชน เวลานี้เป็นอย่างนั้นแล้วนะ เป็นหรือไม่เป็นดูเอา ตาใครมีทุกคน ไม่ได้ตำหนิใครละ เอาความจริงออกมาประกาศให้ดูกันฟังกันพิจารณากันไป ผิดไหมที่พูดนี่น่ะ เมื่อได้รับการอบรมอยู่เสมอก็เหมือนกับต้นไม้ที่เราปลูกไว้แล้ว ก็บำรุงรักษามันด้วยปุ๋ยด้วยอาหารประเภทต่าง ๆ มันก็งอกงามขึ้นเจริญขึ้นให้ได้รับดอกรับผล

อันนี้ก็เหมือนกัน จิตใจพร้อมที่จะรับดอกรับผลทางคุณธรรมอยู่เสมอด้วยการบำรุงรักษาของเราก็ต้องเจริญ เมื่อมีการรักษาอยู่จะมีวันเจริญ ถ้ามีแต่การทำลายอย่างเดียวพินาศไม่มีเหลือนะ นี่เราเป็นห่วงเราจึงต้องคอยฟังอยู่เรื่อย ๆ ไป แล้วพระนั้นตั้งใจปฏิบัติจริง ๆ ไปทีไร โห เราสอดแทรกเอาจริง ๆ นะไม่ใช่ธรรมดา ไปแต่ละครั้ง ๆ ที่ไหนไม่ดีตำหนิติเตียน ควรดุ-ดุ ควรเด็ด-เด็ดทันทีเลย อันไหนที่ดีก็เสริม ๆ นี่ท่านก็ถือเป็นกิจวัตรอันหนึ่ง เรียกว่าเป็นความเคยชินของท่านจากหัวหน้าที่พาดำเนิน ท่านอุทัยท่านเป็นหัวหน้า พอตกค่ำมานี้ท่านก็มารวมกันที่นั่น เพราะไม่มีใครไปยุ่ง มารวมกันที่กุฏิ กุฏินั้นเป็นสองชั้น เลยกลายเป็นศาลาย่อม ๆ ท่านฉันจังหันที่นั่น อะไร ๆ ก็อยู่ที่นั่น ร่มดีสบายดี

ตอนค่ำท่านก็มาที่นั่น แล้วเอาเทปมากต่อมากคือเทปของเรานี้แหละไปเปิดให้ฟัง แล้วต่างคนต่างนั่งสมาธิภาวนาฟังเสียงเทปตลอด อย่างน้อยต้องวันละหนึ่งม้วน ๆ หรือหนึ่งกัณฑ์ ๆ เสร็จจากนั้นก็ภาวนาต่อไป พอหลังจากนั้นแล้วก็เลิกกันไปภาวนา มีแต่การบำเพ็ญธรรมรักษาจิตใจด้วยสติปัญญาก็ค่อยเจริญ ๆ ล่ะซี นี่เป็นกิจวัตรของท่านที่ทำอยู่ในสำนักนั้น ท่านทำอยู่นั้นเป็นประจำ เรื่องคนที่จะไปยุ่งนี้เราเด็ดอยู่มากนะ บอกสถานที่นี่ไม่ใช่สถานที่จะมาสั่งสมผู้คนเรื่องความยุ่งเหยิงวุ่นวายขึ้นในวัดนี้ เป็นสถานที่จะระงับดับสิ่งก่อกวนทั้งหลายนี้โดยถ่ายเดียวเท่านั้น พวกแม่ครัวก็อาศัยคนในบ้านเขาสามสี่หลังคาเรือนเขาไปทำให้ อาหารเราก็จัดไปให้เรียบร้อยแล้ว เขาก็จัดก็ทำของเขาเอง

กินอะไรกิน ยากอะไรพระอรรถพระธรรมกิน การอยู่การกินใช้สอยทุกอย่าง พระกรรมฐานเพื่ออรรถเพื่อธรรมแล้วจะไม่มีอะไรยุ่งยากเลยนะ กินจิ๊บ ๆ แจ๊บ ๆ พอยังชีวิตให้เป็นไปวันหนึ่ง ๆ ซึ่งจิตใจมุ่งต่อธรรมอยู่แล้ว ๆ จะไปยุ่งอะไรกับอาหารการกิน ไม่ยุ่งพูดตรง ๆ เด็ดเลย เคยฟัดกันมาแล้วนี่ ก็ยังบอกแล้วไปบางบ้านเขาตีเกราะประชุมเขาว่าเราตายแล้วยังมี ฟังซิ เอามาคุยโม้ทำไม ไม่จริงเอามาคุยทำไม ก็อย่างนั้นซิไม่กังวลกับมัน แต่กับธรรมนี้พันกันตลอดเวลา เพราะผู้ที่ถูกจริตนิสัยในทางอดอาหารนี้ อดไปหลายวันเท่าไร ร่างกายอ่อนเพลียลงไปมากเท่าไร จิตใจยิ่งดีดขึ้น ๆ เหมือนจะเหาะเหินเดินฟ้ามันสง่า ความคล่องตัว สติตั้งพับเป็นหัวตอเลย สติดีทางด้านสติ ทางด้านสมาธิสงบแน่ว ทางด้านปัญญาก็คล่องตัว

สำหรับเราดำเนินมาแล้วไม่มีที่ต้องติในการอดอาหาร ไม่ว่าขั้นใด ขั้นที่กิเลสมันวุ่นวายก่อกวนมาก ๆ ก็ต้องอาศัยการอดอาหารระงับลงไป พอมันอ่อนตัวลงทางนี้ความเพียรก็ตั้งได้ สติตั้งได้ สติตั้งได้ใจก็สงบได้คนเรา ขั้นต้นก็เป็นอย่างนี้ ทีนี้พอตั้งได้แล้วการพยายามของเราด้วยวิธีการอดอาหารเพื่อเป็นเครื่องหนุนการภาวนาของเราก็หนุนเข้าไปเรื่อย ก็ยิ่งเด่นขึ้นเรื่อย ๆ พอถึงวันจะฉัน คือคำว่าถึงวันหมายถึงว่าธาตุขันธ์จะไปไม่รอดแล้ว กำหนดดูจากนี้ไปถึงหมู่บ้านเขา เราเคยไปเคยมาแล้วธรรมดามันไม่มีกังวลเรื่องความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า แต่เวลาอดอาหารแล้วนี้แม้แต่เดินจงกรมนี้สองสามตลบเท่านั้นมันจะตายแล้วนะ ก้าวขาไม่ออกก็ต้องนั่ง

ทีนี้ก็มาคำนวณถึงเราจะเดินทางไปหาหมู่บ้านเขาบิณฑบาตนี้ จะถึงหมู่บ้านเขาไหม ถ้าถึงวันนั้นค่อยไป ๆ คำนวณอยู่เรื่อย พอสมควรแล้วก็ไป ถึงขนาดนั้นมันยังไม่ไปถึงหมู่บ้านนะ ถึงแค่กลางทางนั่งแล้ว หมดกำลังไปไม่ได้ แต่จิตไม่ต้องถามเหมือนจะเหาะเหินเดินฟ้าจิตน่ะ นั่นละเวลาที่เราจะฉันจังหันนั่นละมันทะเลาะกัน ระหว่างจิตกับขันธ์ ขันธ์กลัวจะตาย ยุ่งวุ่นวายแต่จะให้ไปบิณฑบาตมาฉัน ธรรมก็กลัวจะฉิบหายในจิตใจ ลากกลับไป วันนั้นค่อยไปวันนี้ค่อยไปลากกันไว้ ๆ อย่างนั้น มันอยู่ในหัวใจเรานี่นะ นี่ละทุกข์หรือไม่ทุกข์พิจารณาซิ มันเป็นกังวลอะไร มีแต่ธรรม ธรรมในใจ ร่างกายจะทุกข์มากขนาดไหนธรรมนี่ครอบ ครอบเสมอ

ความสุขความสบายความแปลกประหลาดอัศจรรย์อยู่กับธรรม ไม่ได้อยู่กับความหิว มันชั่งกันอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นท่านถึงได้ฝึกหัดดัดแปลงอย่างนั้น ผู้ใดถูกในทางนั้นท่านก็เอาทางนั้น สำหรับเรานี้ถูกทางอดอาหาร การอดนอนไม่ได้เรื่องนะ ทดลองดูแล้ว อดนอนไปคืนหนึ่งเป็นอย่างนี้ สองคืนเป็นอย่างนั้น อ้าว แปลก ๆ ไม่ค่อยจะได้เหตุได้ผล รู้สึกร่างกายทื่อ ทื่อจนกระทั่งสมอง ไม่ได้จดจำอะไรมันก็ทื่อไปตาม ๆ กันหมดในร่างกาย สติสตังไม่เป็นท่า อ้าว ไม่ได้อย่างนี้ ก็เราฝึกเพื่อสติ สติไม่เด่นจะเอาอะไรมาเป็นประโยชน์ พลิกกลับ ไม่เอา

นี่ก็มีในธุดงค์ข้อสุดท้ายด้วยว่า เนสัชชิ ธุดงค์ข้อที่ ๑๓ เสียด้วย ก็หยุด อย่างนั้นนะ คือท่านทำไว้กลาง ๆ แล้วแต่จะเหมาะสมกับจริตนิสัยของผู้ใดในธุดงค์บางข้อ แต่ธุดงค์ที่วางเป็นพื้นฐานไว้เลยนั้นเหมาะสมทุกคน นอกจากกิเลสมันไม่เหมาะของมันเท่านั้นเอง เช่น ให้อยู่ในป่าในเขา เยี่ยมป่าช้าอย่างนี้นะ นี้เป็นธุดงค์เป็นพื้นฐานเหมาะสมกับการหาที่วิเวกสงัด นี้ทั่ว ๆ ไปเป็นข้อ ๆ เช่นอดนอนอย่างนี้ อดอาหารไม่มีในธุดงค์แต่ไปมีอยู่ในบุพพสิกขา เราเห็นอย่างนั้นจะว่าไง ไม่มีในธุดงค์ ๑๓ แต่ในบุพพสิกขามี มันรับกันได้ตลอดจะว่าไง ไม่ได้มาทำป่า ๆ รก ๆ นี่วะ

ก็ไปถูกอย่างนี้ละ ส่วนมากที่ถูกเพราะอะไร เพราะร่างกายนี้เป็นด้านวัตถุ เป็นกำลังของจิตใจของกิเลสได้ดี เวลาฉันมาก ๆ กินมาก ๆ นอนมาก มีแต่เพิ่มกำลังกิเลสขึ้นไป ขี้เกียจขี้คร้านก็มากขึ้น ๆ ราคะตัณหานี่ตัวสำคัญ มันจะคอยดีดคอยดิ้นอยู่ภายในใจนะ ไม่มาดีดมาดิ้นเล่นลิเกละครเหมือนระบำรำโป๊อยู่ตามโรงลิเกละครต่าง ๆ แหละ มันเล่นอยู่โรงลิเกละครภายในใจ มันแสดงอยู่ภายในมันรู้ เมื่อรู้อย่างนั้นดัดกันยังไง นี่ละอาหารเป็นสำคัญมาก ยิ่งวัยหนุ่มน้อยด้วยแล้วยิ่งรวดเร็ว มันเป็นอยู่ในจิตนะ มันดีด-ดีดอยู่ภายในจิต ก็เรารักษาจิตดูจิตอยู่นี่ กิเลสมันกำเริบลำพองตรงไหนมันก็รู้กันทันที ก็แก้ไขกันล่ะซิ เพราะฉะนั้นจึงมาทางอดอาหาร

พอลดอาหารลงไป เรื่องตัวนี้มันก็ค่อยสงบ สงบสติก็ตั้งได้ ๆ ค่อยดีขึ้น ๆ อันนี้อ่อนลงเท่าไรอันนั้นยิ่งถีบยันขึ้น มันเห็นอยู่อย่างนั้นผู้ปฏิบัติธรรม ผู้ไม่ปฏิบัติอย่ามาโม้ว่างั้นเลย เดี๋ยวตีปากถ้ามาอวดอย่างเรานะ เราเคยทุกอย่างแล้วนี่ ขึ้นเวทีอย่างจัดเจนมาแล้ว พูดอย่างป้าง ๆ ไม่สะทกสะท้านกับใคร ใครเก่งมา เพียงแต่มาเรียนเป็นหนอนแทะกระดาษเฉย ๆ ไม่นำมาปฏิบัติแล้วยังมาพูดอวดนี้ ดีไม่ดีปากแตกเลยนะ ถ้าเป็นฟันคนหนุ่มก็หมดทั้งฟันเลย คนแก่มันตีไม่ถูกเพราะฟันมันหมดก่อนแล้ว ให้มันมีหลักมีเกณฑ์ซิพูด การปฏิบัติมาปฏิบัติยังไง ผลได้มายังไงมันประจักษ์อยู่ในหัวใจนี้ จะไปหาใครมาเป็นสักขีพยาน ไม่ต้องไปหา พระพุทธเจ้าไม่หานี่นะ พระสาวกทั้งหลายท่านไม่หา

นี่ก็พูดถึงเรื่องวัดที่ว่านี่ที่เหมาะสมอย่างยิ่ง เรื่องการส่งอาหารนี่กะว่าวันพรุ่งนี้จะให้เขาไปแล้ว เพราะจวนจะไปกรุงเทพแล้ว ถึงเราไปก็ตาม ถึงเวลาของเขาจวนสิ้นเดือนเขาจัดของเขาเองแหละเราไม่ต้องบอก อันใดที่สั่งตลอดไปแล้วเขาจะปฏิบัติตามนั้นเลย อันใดที่สั่งเป็นวรรคเป็นตอนตามความจำเป็นเราก็สั่งตามนั้น เขาก็ปฏิบัติตามนั้น เช่นอย่างที่ว่านี้ก็เรียกว่าปฏิบัติเป็นประจำ เขาก็ปฏิบัติเอง เช่น ปัจจัยที่จะให้ประจำโรงพยาบาลไหนเดือนละเท่าไร ๆ เป็นประจำ เขาก็จัดเป็นประจำตามระยะเวลาหรือวันที่ควรจะส่งเขาก็ส่งไปเอง เราไม่ต้องบอกซ้ำอีก

นี่ละการอบรมธรรมเพื่อความดีแก่ตัวเองนี้ต้องฝืนนะ ไม่ฝืนไม่ได้ อย่าปล่อยเลยตามเลยนะถ้าไม่อยากจม เราจะหาแดนแห่งความสมหวังไม่มีเลยจนกระทั่งวันตาย ถ้าเราไม่ตั้งใจฝ่าฝืนกิเลสตัวมันลากลง ๆ ด้วยอรรถด้วยธรรมแล้ว ทุกข์บ้าง ทุกข์อันนี้เพื่อความสุขแก่เราเป็นไรไป ทุกข์ในการแก้ไขดัดแปลงหรือต่อสู้กับกิเลส ทุกข์อันนี้ทุกข์เพื่อความสุขนะ บืนไปตามกิเลสนี้มีแต่ความทุกข์ล้วน ๆ นั่นแหละ ปล่อยเลยตามเลย สุดท้ายคนทั้งคนไม่มีอะไรมีความหมายนะ เราอย่าไปหวังนะ หวังสิ่งนั้นจะให้ความสุข สิ่งนี้จะให้ความสุข สามแดนโลกธาตุนี้ไม่มีอะไรให้ความสุขได้นะ  นอกจากธรรมคือความถูกต้องดีงามที่ตัวปฏิบัติอยู่นี้เท่านั้น และกิเลสนี้เท่านั้นที่จะเป็นข้าศึกต่อตัวของเราซึ่งอยู่ในใจดวงเดียวกัน จึงต้องได้ฝึกตัวของเรา รวมแล้วว่าตัวของเรา ฝึกทั้งกายทั้งวาจาทั้งใจของเรานี้ แล้วความสุขจะเริ่มมีขึ้นที่นี่

การอยู่การกินการใช้การสอยต่าง ๆ สัตว์เขาก็กิน เราก็หาอยู่หากินตามธรรมดา ไม่ให้ผาดโผนโจนทะยานถึงกับเอาไฟมาเผาตัวเอง ด้วยการทะเยอทะยานได้ไม่พออย่างนั้นนะ ความพอก็ให้มีบ้างซิ ถ้าไม่มีธรรมไม่มีนะความพอ ตายทิ้งเปล่า ๆ แหละคนเรา ถ้ามีธรรมแล้วมีความเพียงพอ มีความเบาบาง มีความพักผ่อนหย่อนตัว ถ้าไม่มีธรรมแล้วตายทิ้งเปล่า ๆ เราอย่าเอาอะไร ๆ มาอวด นี้เป็นเรื่องของกิเลสอย่ามาอวดธรรมว่างั้นเลย ธรรมท่านเลิศยิ่งกว่านี้ขนาดไหน

คนนั้นมีนั้น คนนี้มีนี้ เอานี้มาอวดธรรม ธรรมท่านครอบโลกธาตุ มาว่าอะไรประสาถานขี้อย่ามาอวดข้าว่างั้น ถ้าท่านตอบท่านจะตอบอย่างนั้น ประสาถานขี้มาอวดข้าทำไม  ข้าจมกับมัน มันขี้รดหัวข้ามาจมอยู่ในถานขี้นี้มานานเท่าไร ข้าพึ่งโผล่ขึ้นมานี้ จะเอาหัวข้าไปยัดลงในถานขี้เหรอ ข้าไม่ยัด เอาหัวของแกยัดลงไปแทนเราเสียว่างั้นเข้าใจไหมล่ะ ใครมีหัวอยากไปแทนพระพุทธเจ้าก็ไปยัดแทนเสียซิ

พระพุทธเจ้านี้เข็ดหลาบพอแล้วกับกองทุกข์อยู่ในส้วมในถานนี้ พวกเรายังจะขยันกันอยู่แล้วไป เอามัดคอติดกันแล้วไป ขึ้นไปพระพุทธรูปอยู่ข้างบนนี้ไปกราบพระพุทธเจ้า ฟ้องพระพุทธเจ้าว่า พระองค์นั้นหาความสุขไม่ได้เลยสู้พวกข้าพระองค์ไม่ได้ พวกข้าพระองค์ยังไง โอ๋ย หาอะไรได้อันนั้น พวกเธอหาอะไรว่ามา โอ๊ย ก็หาสิ่งที่พึงหวัง สิ่งที่พึงหวังคืออะไร คือขี้ ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง ขี้ราคะตัณหา อันนี้มันอยู่ที่ไหนพระองค์ก็จะถาม อยู่ที่พวกเธอเหรอ เอาจับยัดลงไปฟาดลงไปจมไปนี้ให้มันหมดทั้งหัว อย่าเอาไปเอาอวดพระพุทธเจ้า นี่คือถานขี้เข้าใจไหมล่ะ  ไปอวดพระพุทธเจ้าทำไม พระองค์โผล่ขึ้นมาเท่านั้นสะดุ้งเลย สามแดนโลกธาตุไหวด้วยความเข็ดหลาบในสิ่งเหล่านี้ ความเลิศเลอในธรรมที่ทรงรู้ทรงเห็นในขณะนั้นพร้อมในขณะเดียวกัน อย่าเอาอันนี้มาหลอกนะ หลอกธรรมอย่าหลอก หลอกธรรมเท่ากับหลอกตัวเอง ต้มตัวเอง เผาตัวเองนั่นแหละ อย่ามาหลอกนะ

ให้ตั้งใจปฏิบัติกันนะ วันหนึ่งพูดอย่างหนึ่ง ๆ หลายแง่หลายทางเพื่อประโยชน์แก่โลก เราก็ไม่ทราบจะหมุนไปทางใดบ้าง แต่เรื่องอรรถเรื่องธรรมเราพูดจริง ๆ ธรรมพระพุทธเจ้านี้ครอบโลกธาตุหมดแล้ว อย่าพูดถึงเรื่องความอัดความอั้นตันใจในการที่จะสอนโลกจากพระพุทธเจ้าจากธรรมทั้งหลายนะ นอกจากหัวใจของสัตวโลกมันไม่ยอมฟังเสียงธรรมเสียอย่างเดียว บืนลงแต่มูตรแต่คูถเท่านั้นก็จำเป็นของมัน ถ้าหากว่ามีความอาลัยเสียดายกัน ถ้าไปถามว่ามึงมีหางไหม ถ้ามีหางก็ไปจับหางมันดึงขึ้นมาเสีย ถ้าไม่มีหางก็จับขามันดึงขึ้นมา เดี๋ยวมึงจะลงถานหมดทั้งตัวนะว่างั้น ถ้ามันไม่ยอมยังบืน ๆ อยู่เหรอ ก็ตบก้นใส่แล้วไปเลยเข้าใจไหม ก็เหมือนอย่างนิทานเขา บอกว่าหยุด ๆ นะ บอกให้หยุดเท่าไรก็ไม่หยุด ๆ บอกให้หยุดไม่หยุดเหรอ ไม่หยุดก็ไปเสียซี หมดท่าเลย อันนี้ก็เหมือนกัน ลากขาขึ้นมามันยังไม่ไป ปัดลงทั้งขาไปเลย ให้พากันเข้าใจนะ

โฮ้ ทุเรศจริง ๆ นะ มองดูแล้วมันดูไม่ได้จริง ๆ โหย สลดสังเวชพระพุทธเจ้าพระองค์เดียวตรัสรู้ ท้อพระทัยที่จะสั่งสอนสัตว์ สั่งสอนยังไง ๆ คือมันเลยเสียทุกอย่างที่เราคาดเราด้นเราเดาเราสัมผัสสัมพันธ์คลุกเคล้ากันอยู่ ตลอดตั้งกัปตั้งกัลป์มานี้ มันมีแต่พวกนี้ พวกที่ทั้งฟืนทั้งไฟทั้งมูตรทั้งคูถอยู่ด้วยกันนี้น่ะ พระพุทธเจ้าผึงขึ้นอย่างนี้ แล้วมาเห็นอย่างที่พระองค์เคยเป็นมาแล้วนั้น สิ่งเหล่านี้พระองค์เคยเป็นมาแล้วทั้งนั้นก็ไม่รู้ ก็เหมือนเรา ๆ ท่าน ๆ จมไปเหมือนเขา พอพ้นขึ้นมาปึ๋งเท่านั้นมองนี้มองไม่ได้แล้ว จึงประกาศขึ้นมาในธรรมที่เราเคยแสดง เป็นพุทธภาษิต

โก นุ หาโส กิมานนฺโท          นิจฺจํ ปชฺชลิเต สติ

อนฺธกาเรน โอนทฺธา             ปทีปํ น คเวสถ

นี้คือประกาศกระตุกอย่างแรงเลย ก็เมื่อโลกสันนิวาสนี้มันเต็มไปด้วยฟืนด้วยไฟของกิเลสราคะตัณหาตัวมืดตัวบอดอันนี้ เผาอยู่ทั้งวันทั้งคืนนี้ พวกเธอทั้งหลายยังหัวเรารื่นเริงกันหาอะไร นี่แปลออกนะ ทำไมไม่เสาะแสวงหาที่พึ่ง พวกเรามันเป็นยังไงพวก โกนุหาโสเหรอ มันเป็นบ้าอยู่เหรอ ครั้นมาวัดก็คิดถึงบ้าน มาบ้านก็คิดถึงวัด ครั้นเข้าทางจงกรมก็คิดถึงหมอน เลยมีแต่เรื่องความคิดหาสารประโยชน์อะไรไม่ได้เลย มันคิดแต่อย่างนั้นแหละพวกเรานี่ เอาละพอ ให้พร…

ปล่อยหมา ๆ ๆ ใครอย่าขังหมา ปล่อยหมา ๆ ใครอย่าไปขังหมา หมาเราไม่ได้เป็นโทษ ถ้าขังเอาพวกทำลายชาติบ้านเมืองมาขังมันเลย ฟาดมันขี้ทะลักไปนู่นน่ะ หมาเราไม่ได้ทำลายอะไรนี่ ปล่อยมันปล่อยหมา มันออกแล้วเหรอ โอ๊ย มันอยู่โน้นแล้วมันเห่าอยู่โน้น นึกว่ามันเห่าอยู่นี่ เสียงเห่าอึกทึก

 

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร

 www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก