เพราะความดีดดิ้นจึงทุกข์
วันที่ 16 เมษายน 2549 เวลา 8:20 น.
สถานที่ : ศาลาสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส

ณ ศาลาสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เมื่อเช้าวันที่ ๑๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๔๙

เพราะความดีดดิ้นจึงทุกข์

         หลวงตาได้เห็นพี่น้องทั้งหลายหันหน้าเข้าวัดในเวลาว่างนี้ รู้สึกว่ามีความซาบซึ้งใจกับท่านทั้งหลายเป็นอย่างมาก ส่วนมากมันหันหน้าเข้านรกอเวจี เข้าโรงบาร์โรงบ้าโรงระบำรำโป๊ไปอย่างนั้น ไม่ได้หันหน้าเข้าสู่ศีลสู่ธรรมพอจะให้ความร่มเย็นแก่จิตใจ หันเข้าไปสู่สถานที่เหล่านั้นเป็นฟืนเป็นไฟออกมา เวลาเข้าไปก็เพลิน พอหันหน้าเข้ามานี่เป็นไฟเผาตัวเองตลอดเลย นี่เป็นของไม่ดี วันว่างอย่างนี้ควรจะหันหน้าเข้าสู่วัดสู่วา ไม่เข้าวัดก็ตาม ให้อยู่ภายในบริเวณแล้วอบรมจิตใจให้มีความสงบร่มเย็น ใจนี้ละเป็นตัวสำคัญ ตัวดีดตัวดิ้นให้โลกได้เป็นฟืนเป็นไฟอยู่ทั่วแดนโลกธาตุนี้ มีแต่เรื่องของกิเลสก่อฟืนก่อไฟใส่หัวใจของโลกและเผาโลกให้ร้อน แล้วก็หลอกไปด้วยว่าที่นั่นเจริญที่นี่เจริญ ดิ้นกันไปๆ อย่างนั้น

         ธรรมท่านไม่ได้เป็น พอหันหน้าเข้าวัด หันหน้าเข้าวัดคือหันหน้าเข้าธรรม หันหน้าเข้าธรรมคือหันหน้าเข้าดูความวุ่นวายในใจของตัวเอง นั่นละความวุ่นวายในโลกนี้ไม่อยู่ที่ไหนนะ อยู่ที่ใจ ขอให้ท่านทั้งหลายจำเอาไว้ ฟืนไฟอยู่ที่ใจ เครื่องหลอกลวงให้เราหลงเป็นบ้าไปก็อยู่ที่ใจ เครื่องหลอกก็คือกิเลส หลอกลวงไปเรื่อยๆ มีแต่ว่าจะร่ำจะรวยจะดิบจะดี แล้วมีแต่ความเลวเป็นลำดับลำดาไป ถ้าธรรมนี้ไม่ต้องบอกว่าจะร่ำจะรวยจะดิบจะดีก็ตามมันหากรู้ขึ้นภายในจิตใจ ปล่อยวางเรื่องทั้งหลายที่เคยสำคัญมั่นหมายว่าดิบว่าดีออกโดยลำดับ สู้หัวใจกับธรรมไม่ได้ รวมแล้วมาอยู่ที่หัวใจ

         หัวใจที่จ้าขึ้นมานี้เท่านั้นครอบโลกธาตุ ไม่มีสิ่งใดจะมาเป็นคู่แข่งได้เลย คือหัวใจสิ้นกิเลสแล้ว ให้ท่านทั้งหลายจำเอาไว้ หัวใจที่เต็มไปด้วยกิเลสก็เท่ากับเต็มไปด้วยฟืนด้วยไฟ อยู่ที่ไหนหาความสงบร่มเย็นไม่ได้ แม้จะอยู่ในบ้านในเรือนเจ้าของ ปิดประตูไว้มันก็ร้อนอยู่ภายในห้องนั้นแหละ ปิดประตูไว้กิเลสมันเผาเราอยู่ที่หัวใจ เกิดความเดือดร้อนอยู่คนเดียว ไม่มีเพื่อนมีฝูงก็ร้อนอยู่คนเดียว ทีนี้กลับตรงกันข้ามหันหน้าเข้าสู่อรรถสู่ธรรมปิดประตูคนเดียว เย็นอยู่คนเดียว ฟัดกับกิเลสขาดสะบั้นไปหมดแล้ว จ้าครอบโลกธาตุ แล้วไม่มีอะไรละ

         เมื่อสรุปลงแล้วมีใจดวงเดียวเท่านั้นเป็นธรรมชาติที่เลิศเลอ แต่เวลานี้เลิศเลอไม่ได้ มีแต่กิเลสเสกสรรปั้นยอตนว่าเลิศเลอแบบนั้นเลิศเลอแบบนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นเครื่องหลอกของมัน แล้วเอาไฟเผาเราๆ ส่วนธรรมท่านไม่หลอกใคร ขอให้ปฏิบัติดูซิ ให้ดูใจตัวเองบ้าง เราเป็นลูกชาวพุทธไม่เคยดูใจตัวเองบ้าง ดูใจคือดูด้วยจิตตภาวนา ภาวนาแปลว่าการอบรมจิตใจ เพราะใจวอกแวกคลอนแคลนดีดดิ้นตลอดเวลา อบรมให้มีความสงบร่มเย็นด้วยธรรม แล้วจะมีความเย็นขึ้นมาภายในใจของเรา พอธรรมกับใจเข้าสัมผัสกันเท่านั้น สิ่งทั้งหลายที่เราหมายมั่นปั้นมือยึดมั่นถือมั่นทั้งหลาย นี้หนักยิ่งกว่าภูเขาทั้งลูกนั้นมันจะเบาลงๆ สละลงไปเอง ได้ของดีแล้วปล่อยของเลวไปโดยลำดับ

         เหมือนเราไปเจอตะกั่วเจอทองแดงก็ว่าดีๆ ปล่อยนี้ปล่อยนั้น พอไปเจอทองคำปล่อยหมด วิ่งเข้าหาทองคำหาเพชรหาพลอยไปเลย นี่ธรรมะก็เป็นอย่างนั้น ถ้าจิตได้หมุนเข้าสู่ธรรมแล้วจะเย็นไปนะ ความเย็นอยู่ที่ใจ ท่านทั้งหลายจะไปหาที่ไหน หาไม่เจอ ไม่มีใครเกินศาสดาองค์เอก ผู้ฉลาดแหลมคมในการหาความสุขให้โลกทั้งหลายได้รู้ได้เห็นได้ทรงกัน ความทุกข์ก็บอก ปัดออกตลอดเวลา แต่โลกทั้งหลายมันชอบคว้ามับๆ ถ้าเป็นเรื่องกิเลสตัณหาเป็นฟืนเป็นไฟแล้วมันคว้าเร็ว แต่อรรถธรรมนี่ไม่ค่อยอยากคว้ากันละ หาคว้าธรรมนะจะมีความสงบร่มเย็น ไม่เช่นนั้นจะร้อนตลอดไป

         เราจะไปหมายภพใดชาติใดที่ใดให้ห่างจากหัวใจของเรานะ ให้เราดู เวลานี้ใจมันดีดมันดิ้นทั่วแดนโลกธาตุ เราไม่ได้ดูตัวใจตัวดีดดิ้นวิ่งไปตามเงาของมัน วิ่งไปตามเท่าไรก็หมดหวังๆ สุดท้ายก็นับข้อมือเท่านั้นเอง เรื่องกองทุกข์มารวมอยู่ที่ข้อมือ คนนั้นติดหนี้เราเท่านั้น คนนี้ติดหนี้เท่านี้ พวกเศรษฐีกุฎุมพีที่มีเงินมากไม่ติดหนี้เขา แต่เขากลับมาติดหนี้ตัวเอง แล้วไปไม่รอดแล้วก็นับข้อมือ เป็นอะไรถึงนับข้อมือล่ะคุณพ่อ โอ๊ย นี่กูหมดหวังแล้วสู หมดหวังอย่างไร ก็นี่กูจวนจะตายแล้วเงินที่เขาติดหนี้ คนนั้นติดเท่านั้น คนนั้นติดเท่านั้น นับข้อมือๆ นี่กูตายแล้วเหล่านี้ขาดสะบั้นไปหมดเลย ทีนี้คนที่นับข้อมือมีแต่กองทุกข์ทั้งนั้นเลย พวกที่ติดหนี้เขาก็คอยอยากให้คนที่เป็นเจ้าหนี้ตาย เขาจะได้หายห่วงสบาย ไม่มีอะไรมารัดคอเขา คนนั้นก็ดีดก็ดิ้นอยู่ภายใน สุดท้ายก็มานับข้อมือ คนนั้นติดหนี้เท่านั้น คนนี้ติดหนี้เท่านั้นๆ เรียกว่าหมดหวัง

         นี่ละพ่อนับข้อมือนับอย่างนี้ละลูก นั่นเห็นไหมล่ะ เงินมามากๆ แทนที่จะเป็นประโยชน์ กลับมาเป็นไฟเผาตัวในวาระสุดท้าย สุดท้ายก็นับข้อมือ ตายทิ้งเปล่าๆ ไม่เกิดประโยชน์อะไร อย่าไปติดหนี้ติดสินใครอะไรมากมาย ความดีดความดิ้น นี่ละพาให้ติดหนี้ติดสิน ท่านทั้งหลายจำเอา ธรรมดูหมด ธรรมท่านจ้าไปหมด เห็นหมด มันดีดมันดิ้นอะไรมนุษย์เรา ส่วนมากก็คืออยากดีอยากเด่น ชิงดีชิงเด่น คนนั้นก็อยากดี คนนี้ก็อยากดี อยากให้เขานับลือถือหน้า อยากให้เขายกยอสรรเสริญ ไขว่คว้านั้นไขว่คว้านี้ไม่มีก็ เอ้า ไปกู้ยืมเขามาเพื่อจะค้าเป็นต้นทุน แล้วหากำไรออกมา มาแล้วจะได้มีหน้ามีตาสูงส่งขึ้น เพราะอาศัยติดหนี้เขามาเป็นต้นทุน

         สุดท้ายหนี้เข้ามามันก็มาเป็นยักษ์เป็นผี เรียกว่าเป็นต้น จากนั้นก็เป็นดอก ดอกเขาคิดเท่าไรๆ เงินต้นมีเท่านั้น แผลงฤทธิ์ออกมาให้คิดดอก ดอกเท่าไร สุดท้ายหาเงินให้ดอกก็ไม่พอ อย่าว่าแต่จะเอาต้นทุนไปใช้หนี้เขาเลย หาดอกให้เขาก็ไม่พอ จม นี่ความดีดความดิ้นเกินเนื้อเกินตัว อย่าพากันดีดกันดิ้นเกินประมาณ ธรรมท่านเตือนให้จำนะ โลกเรานี้เพราะความดีดความดิ้นจึงได้รับความทุกข์ อยากดีอยากเด่น อยากได้อยากมี ความอยากมันอยากทุกคน หาชอบธรรมก็ได้ หาผิดทางแล้วก็เสียได้ ให้พากันระมัดระวัง เห็นแต่ที่ไหนคว้าเอาๆ แล้วก็มาเป็นไฟเผาตัวเอง พากันจดจำเอานะ

         ธรรมสอนโลกท่านสอนตรงไปตรงมาอย่างนี้แหละ ธรรมท่านไม่เดือดร้อน เรานี้เดือดร้อน ผู้มีธรรมท่านก็ไม่เดือดร้อน เราเป็นผู้เดือดร้อน เพราะไม่มีธรรม มีแต่ความทะเยอทะยานอยาก แล้วก็ดีดดิ้นตลอดไป ไม่ดี พากันจดกันจำ เราเกิดมาจากท้องแม่ของเราก็มีเราคนเดียวแต่งตัววันเกิดมาเท่านั้นละ สิ่งเหล่านี้มาเกิดทีหลัง ได้มาก็ได้ เสียไปก็เสีย อาศัยกันไป อย่าให้ดีดดิ้นจนกระทั่งทุ่มตัวลงไปจมด้วยกันเลยอย่างนี้ใช้ไม่ได้นะ พากันจำเอา เอาละวันนี้พูดเพียงเท่านี้แหละ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก