สนใจพระปฏิบัติ
วันที่ 15 มกราคม 2544
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๔๔

สนใจพระปฏิบัติ

         นี่ก็พึ่งกลับมาจากกรุงเทพวันที่ ๘ กลับมาจากกรุงเทพวันที่ ๘ วันที่ ๒๐ นี่ก็จะได้กลับไปอีกแล้ว จะไปนู้นนะไม่ได้ไปกรุงเทพ ไปวัดอโศฯงานเผาศพท่านเจ้าคุณเทพฯ เจ้าอาวาสวัดอโศการาม วันที่ ๒๐ ไปถึง วันที่ ๒๑ เผา แล้วเทศน์ก็หลวงตาแหละเป็นองค์เทศน์ ดูเหมือนประมาณบ่ายโมง เริ่มงานตอนบ่ายโมงวันที่ ๒๑ พอเสร็จแล้วถึงจะได้กลับมา ไปนี้ไม่พักนานแหละ ไปงานศพโดยเฉพาะ พอเสร็จแล้วก็กลับเลย ไปคราวนี้จะไม่ได้แวะกรุงเทพแหละ ตรงไปวัดอโศฯ เลย เสร็จจากนั้นก็ตรงมาอุดรฯ เลย เพราะไปงานโดยเฉพาะ คนคงจะมากแหละ ไปวัดอโศฯ นี่คนคงจะมาก คือเขาประกาศล่วงหน้าไว้แล้วนี่นะว่าหลวงตาจะเป็นองค์แสดงธรรม ถ้าประกาศนี้มันมาหมดนะแปลกอยู่ พระก็จะจำนวนไม่น้อยนะ พระที่จะมาในงานศพนี่ พระก็ไม่น้อย โยมก็มาก เขาเอาเราเป็นองค์แสดงธรรมในวันนั้น

ท่านอาจารย์ลีท่านล่วงไปปี ๐๓ หรือ ๐๔ นะเราลืมไป ๐๓-๐๔ นี่แหละ จากนั้นท่านเจ้าคุณเทพฯ ที่เป็นเจ้าอาวาสแทนกันมาเรื่อย ๆ ท่านแก่กว่าหลวงตาอีกท่านเจ้าคุณเทพฯ นี่นะ แต่เป็นรุ่นเพื่อน ๆ กัน เป็นมหาเปรียญด้วยกันระยะนั้นนะ คุ้นกันมาตั้งแต่โน้น วัดบรมนิวาสน่ะ คุ้นกันมาตั้งแต่โน้นเรื่อยจนกระทั่งป่านนี้ วัดอโศการามจึงเป็นเหมือนวัดหลวงตาเลยนะ คือตั้งแต่ท่านอาจารย์ลีท่านอยู่ท่านก็เมตตา พัวพันเกี่ยวข้องกับเราตลอด เวลามีงานท่านจะสั่งให้ไปตลอดเลย นอกจากนั้นแล้วท่านยังจะให้เราเป็นเจ้าอาวาสอีก เราปัดทันทีเลย

อ้าว ท่านพูดจริง ๆ ตอนนั้นท่านอาจารย์กงมาก็อยู่ด้วยกัน ว่าจะให้มหาบัวมาเป็นเจ้าอาวาส จะมาเป็นเจ้าอาวาสยังไง ท่านอาจารย์จะไปไหน ไปไหนก็ไปไม่ใช่คนตายท่านว่าอย่างนั้นนะ เราก็นึกในใจ เราก็ไม่ใช่คนตายจะไปรับง่าย ๆ เหรอเราก็คิดเหมือนกันนี่นะ เอาจริงเอาจังนะท่านเจ้าคุณอาจารย์ลี ท่านจริงจัง พอท่านล่วงไปแล้วก็เจ้าคุณเทพฯ นี่ละมาเป็นเจ้าอาวาสต่อ นั่นละคุ้นกันมาตั้งแต่โน้นมาจนกระทั่งป่านนี้ เพราะฉะนั้นเราจึงต้องไปในงาน ท่านเป็นพระที่ดูมีวาสนาอยู่นะเจ้าคุณเทพฯ นี่นะ อัธยาศัยทุกอย่างลักษณะท่าทางเป็นผู้ใหญ่ได้โดยตรงเลย ให้ความชุ่มเย็นแก่ผู้น้อยได้ดี คุ้นกันมาตั้งแต่เป็นมหาเปรียญด้วยกัน

คือหลักใหญ่พระเรานี่นะ อยู่ในความตระหนี่ถี่เหนียว ความคับแคบตีบตัน กับความกว้างขวาง องค์ไหนเป็นผู้มีนิสัยกว้างขวาง องค์นั้นมีอำนาจทุกอย่างเป็นในตัวนะ ถ้าองค์ไหนคับแคบตีบตัน ตระหนี่ถี่เหนียว โอ๋ย เหมือนหนูตัวหนึ่งไปอยู่ไหนก็ดี เป็นอย่างนั้นนะ โห อำนาจแห่งความเสียสละ อำนาจออกจากเมตตาเห็นใจกัน ไม่ว่าเห็นใจเราเห็นใจท่าน เห็นใจสัตว์ เห็นไปหมดเลย อำนาจความเมตตาไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยนะ นี่อัธยาศัยท่านก็แบบเดียวกัน ท่านอาจารย์ลีก็เหมือนกัน ท่านอาจารย์ลี ท่านเจ้าคุณเทพฯ นี่นิสัยอันเดียวกัน เพราะฉะนั้นท่านจึงมี… อำนาจหากเป็นอยู่ในตัวนะ

ท่านอาจารย์ลีท่านเป็นนักเสียสละ ของเล่นเมื่อไร เพราะฉะนั้นท่านถึงมีลูกศิษย์ลูกหามากมายทั่วทุกแห่งทุกหน เฉพาะอย่างยิ่งชาวจันท์เป็นลูกศิษย์ของท่านทั้งนั้น แถวนั้นเป็นหมด ภาคตะวันออก ท่านมีนิสัยเด็ดเดี่ยวจริงจัง การเสียสละยกให้เลยเทียว เป็นที่หนึ่งๆ ท่านไม่สนใจอะไร มีมาเท่าไรแจกตลอดเวลา ท่านเจ้าคุณเทพฯ นี้ก็มีลักษณะเดียวกัน อย่างนั้นละถึงปกครองวัดภาคปฏิบัตินี้อย่างกว้างขวางได้นะ ภาคปฏิบัติไม่เหมือนภาคปริยัติ ภาคปริยัตินี้สมภารจะตระหนี่ถี่เหนียวขนาดไหนก็ตาม มันก็คนละวรรคละตอน คนละคณะอะไรไปอย่างนั้น สมภารตระหนี่ ลูกวัดคณะนั้นๆ ไม่ตระหนี่ ท่านก็อยู่กันได้ใช่ไหมล่ะ ให้ตระหนี่แต่สมภาคองค์เดียวนะ นอกนั้นไม่ตระหนี่ก็อยู่กันได้

ภาคปฏิบัติไม่เป็นอย่างนั้นนะ เกี่ยวโยงถึงกันหมดเลย เหมือนครอบครัวเดียวกันเลยเทียวนะ เพราะฉะนั้นเวลาสมภารองค์ไหนไม่ค่อยดีนี้จึงกระเทือนไปหมด ถ้าดีก็ชุ่มเย็นไปหมด หลักใหญ่อยู่นู้น คือเรามันทั้งปริยัติทั้งปฏิบัติเราเคยทุกอย่างแล้ว ทางด้านปริยัติปกครองกันยังไงๆ ในหลักธรรมวินัยอันเดียวกันแหละ แต่ข้อปลีกแยกมันหากมีของมันที่จะแสลงหูแสลงตามี ที่จะชุ่มเย็นตาชุ่มเย็นใจมี นั่นต่างกัน ภาคปริยัติ เช่นอย่างสมภารวัดตระหนี่ ลูกวัดมีหลายคณะที่นี่ คณะนั้นๆ มีจิตใจกว้างขวางก็อยู่กับพวกนั้นเสีย ไม่ได้มาอยู่กับสมภาร สมภารตระหนี่ก็ให้อยู่เกาะเดียวนี่เสีย เกาะเหล่านั้นเป็นเกาะกว้างขวางอยู่ด้วยกันอยู่กันได้ ทางปริยัติเป็นอย่างนั้น ถ้าทางปฏิบัตินี่ไม่ได้นะ สมภารองค์เดียวนี้กระเทือนหมดเลย ดีก็กระเทือน ชั่วก็กระเทือน ตระหนี่ถี่เหนียวนี้ไม่มีใครเข้าไปแอบแหละ เป็นอย่างนั้นนะ

ตามธรรมดาเราก็ไม่ค่อยเห็นแหละ เรื่องวัดทางกรรมฐานสมภารตระหนี่ถี่เหนียว ไม่ค่อยปรากฏนะ ถึงจะมีบ้างก็พอนิดๆ หน่อยๆ แต่ไม่ถึงกับเป็นความกระทบกระเทือน อย่างนั้นพอมีอยู่บ้าง เพราะคนเรามีกิเลสใช่ไหมล่ะ มันก็ต้องมี กระเทือนมาก กว้างขวางไปตามๆ กันหมด นี่วัดปฏิบัติเป็นอย่างนั้นนะวัดกรรมฐาน สมภารวัดจึงเป็นจุดศูนย์กลางสำคัญ เป็นแม่เหล็กสำคัญมากทีเดียว พระเณรชุ่มเย็นไปหมด ทั่วกันหมดเลย เหมือนลูกพ่อเดียวแม่เดียวมีกี่คนก็ลูกของตัวทั้งหมด ไอ้ลูกทุกคนก็ว่านั้นพ่อใช่ไหมล่ะ นี่พ่อ นี่แม่ มีกี่คนก็ตามลูกมันก็ชี้มาหาพ่อหาแม่ พ่อแม่ก็ชี้ไปลูกหมด นี่ภาคปฏิบัติต่างกันอย่างนั้นนะ

เรานี่เคย ทางภาคปริยัติ ภาคปฏิบัติ ถ้าพูดภาษาโลกก็คือว่า มันคล่องตัวไปตามๆ กันหมดว่างั้นเถอะนะ ภาคปริยัติปฏิบัติกันยังไงก็เราเคยเรียนหนังสืออยู่แล้ว เราเข้าภาคปริยัตินี้ไม่ทราบว่ากี่วัดกี่วาแหละ ภาคปฏิบัติก็อีกเหมือนกันอยู่อย่างนั้น เพราะฉะนั้นถึงเข้าใจได้ดี ภาคปริยัติก็พูดได้ถูกต้อง ภาคปฏิบัติก็พูดได้ถูก เพราะเราผ่านมาแล้วทั้งนั้น มันต่างกันนะ ภาคปฏิบัติที่ท่านเป็นภาคปฏิบัติจริง ๆ เรื่องจตุปัจจัยไทยทานท่านไม่สนใจนะ ท่านไม่สนใจเลย มีเท่าไรก็ออกหมด แจกไปเรื่อยอย่างนั้น ตามนิสัยวาสนาที่มีมากน้อยต่างกัน ไม่เห็นท่านตระหนี่ถี่เหนียวองค์ไหนนะ ภาคปฏิบัติ

ถ้าสักแต่ว่าพระกรรมฐานเท่านั้นมันหากมี อย่างนั้นมี มันก็ไปตามแบบนั้นแหละ ถ้าเป็นภาคมุ่งต่ออรรถต่อธรรมจริง ๆ เรื่องเหล่านี้ท่านถึงกันหมดเลย เฉลี่ยถึงกันหมดทันทีเลย ท่านไม่ถือสิ่งเหล่านี้เป็นของสำคัญยิ่งกว่าธรรม องค์ไหนก็มุ่งต่อธรรมๆ สิ่งเหล่านั้นเลยเป็นของเศษของเลยไปอย่างนั้นแหละ ได้มาก็ใช้ไปอย่างนั้นแหละ นอกจากนั้นท่านก็สละออกๆ ท่านไม่เห็นมีอะไรจำเป็นยิ่งกว่าธรรม ภาคปฏิบัติท่านเป็นอย่างนั้น

เราจึงได้เน้นหนักทางภาคปฏิบัติ ส่วนพระเณรของเรา เฉพาะอย่างยิ่งสายพ่อแม่ครูจารย์มั่นเรานี้ เรารักเราสงวนมากทีเดียว ไปที่ไหนรู้สึกมันตาดีหูดีมันสอดมันส่องตลอด เพราะเราเป็นห่วงเป็นใยหมู่เพื่อน สอดส่องหมู่เพื่อนตลอดเวลา เพราะฉะนั้นเราจึงต้องไปวัดนั้นวัดนี้อยู่เรื่อยๆ ไปมันก็ต้องมีเรื่องจนได้นั่นแหละ ส่วนมากก็เป็นมงคล เรื่องเสียไม่มีแหละพูดง่ายๆ ว่างั้นแหละ เพียงแต่ว่าได้มากได้น้อย ควรดุดุ ควรอะไร ๆ ผิดหูผิดตาที่ตรงไหนเอากันละ ครั้นเราไปเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นจึงไปบ่อย ไปวัดนั้นวัดนี้ วัดกรรมฐาน

ทางด้านฝ่ายนิกายก็เหมือนกัน เราไม่สนใจกับนิกายยิ่งกว่าหลักธรรมวินัยของพระ เพราะฉะนั้นคณะไหน เช่น มหานิกายคณะไหนท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เราเข้าถึงเสมอกันหมดนะ เราไม่เอามายุ่งเรื่องนิกายนั้นนิกายนี้ นิกายแปลว่าหมู่ แปลว่าคณะ นิกาย แปลว่า พวกว่าหมู่ว่าคณะ นิกายนั้นนิกายนี้ พวกนั้นพวกนี้ อันนี้มันตั้งชื่อกันเฉยๆ ตั้งเป็นร้อยเป็นพันชื่อเกิดประโยชน์อะไรถ้าหลักธรรมวินัยไม่ดี เลอะไปด้วยกันหมด ตั้งร้อยนิกายก็เลอะไปร้อยนิกาย พันนิกายก็เลอะไปพันนิกาย ถ้าไม่มีหลักธรรมวินัยเป็นที่ยึด เพราะศากยบุตรหมายถึงมีหลักธรรมมีวินัยเป็นที่ยึดจิตใจของพระ ท่านเอาตรงนั้นนะ เราจึงไม่สนใจกับนิกายอะไรมากนักนะ ยิ่งกว่าสนใจทางด้านธรรมะกับวินัย อันนี้สำคัญมาก ถ้าปฏิบัติถูกต้องตามธรรมวินัยแล้วเข้ากันได้ ๆ สนิทภายในเลย

ไปไหนเราจึงได้สอดส่องทางพระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น เวลานี้ก็มารวมอยู่กับหลวงตาองค์เดียวนี่แหละ ถึงไม่พูดก็รวม เพราะอะไร เรื่องความรับผิดชอบมันอยู่ลึกๆ อยู่นั้นแหละ หากว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นในวัดใดๆ นี้เรื่องมันจะมาถึงเรา เรื่องมันเป็นอย่างนั้น เราต้องเป็นผู้สังเกตพินิจพิจารณาแก้ไขดัดแปลงยังไง พิจารณา แต่ก็ไม่เคยมีนะ เงียบๆ อยู่ แต่เรื่องราวมันเป็นอย่างนั้น คือความรับผิดชอบทุกอย่างเหมือนกับว่ามาอยู่ในเราจุดเดียว

เวลานี้ครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่เคยอยู่กับหลวงปู่มั่นมาก็หมดไปแล้วนะ อันนี้เหมือนกับเอาหัวค้ำฟ้าไว้คนเดียวแหละเวลานี้ จึงต้องได้เป็นห่วงเป็นใยหมู่เพื่อน กลัวจะเหลวๆ ไหลๆ ไปล่ะซี พวกครูบาอาจารย์ล่วงไปๆ หลักธรรมหลักวินัยความประพฤติปฏิบัติก็ล่วงไปตามๆ กัน แล้วเหลวไหลไปหมดเลย จึงต้องได้เตือนกันอยู่เสมอ ไปที่ไหนเตือนเสมอ เพราะอันนี้เป็นสิ่งที่ให้ความร่มเย็นแก่ตัวเอง วงคณะและประชาชนญาติโยม ไปที่ไหนชุ่มเย็นไปหมด ผู้มีธรรมในใจไปไหนเย็นไปหมด ถ้าว่าอบอุ่นก็อบอุ่นไปหมด

ธรรมเป็นของสำคัญมากนะ เราอยากให้โลกได้เห็น พูดให้มันเต็มเม็ดเต็มหน่วยมันจ้าอยู่นี้ตลอดเวลามาได้ ๕๑ ปีนี้จะว่าไง ไม่มีคำว่าเปลี่ยนว่าแปลง อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ไม่เข้ามายุ่งเลย ไม่มีอดีตอนาคต ปัจจุบันก็จ้าอยู่อย่างนั้นแล้วจะว่าไง อยากให้หมู่เพื่อนปฏิบัติให้ได้รู้ได้เห็นตามนิสัยวาสนาของตนกว้างแคบ แต่ส่วนจ้ามันก็จ้าภายในนี้จ้าด้วยกัน แต่จ้ากระจ่างออกไปอีกต่างกันนะ ผิดกัน ตามนิสัยวาสนาตลอดความรู้ความฉลาดสามารถในการแนะนำสั่งสอน อุบายวิธีการต่างๆ นี้เป็นตามนิสัยวาสนา แต่ธรรมชาติที่จ้าในความบริสุทธิ์เป็นธรรมธาตุนั้นเหมือนกันหมด

พระพุทธเจ้าท่านถึงแสดงไว้ในธรรมว่า นตฺถิ เสยฺโยว ปาปิโย บรรดาผู้บริสุทธิ์ทั้งหลายนี้ไม่มีความยิ่งหย่อนกว่ากันเลย พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระสาวก พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ เหมือนกันหมด อันนี้ไม่มีการต้องติกัน เป็นธรรมชาติอันเดียวกันเลย แต่ส่วนนิสัยวาสนากว้างแคบลึกตื้นหนาบางนั้นเป็นไปตามนิสัยวาสนา ที่ทำความปรารถนาไว้ตั้งแต่ต้นทาง เช่นอย่างว่าปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าก็เป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา ขนาดไหนท่านก็เป็นของท่านเอง เวลาเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา

สพฺเพ พุทฺธา อสมสมา สพฺเพ พุทฺธา มหิทฺธิกา คือพระพุทธเจ้ามีฤทธาศักดานุภาพมาก แต่มีความยิ่งหย่อนกว่ากันตามนิสัยวาสนาพระพุทธเจ้า แน่ะ อสมสมา คือไม่สม่ำเสมอกัน แต่เรื่องความมีฤทธาศักดานุภาพทางด้านจิตใจอะไรนี้ท่านเหมือนกันเลย การแนะนำสั่งสอนสัตวโลกจึงได้มากได้น้อยต่างกัน พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ได้เสมอกัน ท่านก็บอกว่าไม่เสมอ ท่านไม่ได้เอียงนะ ท่านไม่ได้ลำเอียง อย่างพระพุทธเจ้าของเราท่านรับสั่งนี้ก็เหมือนกัน ท่านบอกว่านิสัยวาสนาท่านถ้าพูดตามภาษาโลกก็เรียกว่า น้อยกว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เช่น อายุก็เพียง ๘๐ แน่ะ ท่านก็บอกไว้แล้วนะตั้งแต่ท่านยังไม่ตายพูดง่าย ๆ ท่านก็บอกไว้แล้วอายุของเราเพียง ๘๐ เท่านั้น ท่านว่าอย่างนั้นนะ ไม่ได้มากอะไรเลย การสั่งสอนสัตวโลกก็ไม่ได้มาก พระพุทธเจ้าทั้งหลายส่วนมากอายุท่านตั้ง ๘ หมื่นปี

แปดหมื่นปีท่านก็บอกแปดหมื่นปี ท่านแปดสิบปีท่านก็บอกแปดสิบปี ผิดไปไหนว่ะ พระพุทธเจ้ารับสั่งแต่ละคำ ๆ เอกนามกึ หนึ่งไม่มีสอง คือพระญาณหยั่งทราบเรียบร้อยแล้ว รับสั่งออกมาก็เป็น เอกนามกึ ไม่มีสองเหมือนกัน รับสั่งคำไหนออกมาแน่นอนๆ เลย อย่างอายุพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ๗ หมื่นปี ๘ หมื่นปีท่านก็บอกมาเป็นลำดับลำดา แต่สำหรับท่านวาสนามีน้อยก็ถูก น้อยกว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย อายุของท่านเพียง ๘๐ ปี แน่ะแปดสิบปีๆ อยู่งั้น พอถึงเวลาแล้วก็ไปเลยเห็นไหมล่ะ ผิดไหมล่ะ นั่นละพระญาณหยั่งทราบ ท่านสะทกสะท้านกับอะไร

ปลงพระชนมายุอีก ๓ เดือนเราจะนิพพาน วันเดือน ๓ เพ็ญก็ปลงสังขาร อีก ๓ เดือนจะนิพพานจะตาย พอถึง ๓ เดือน เดือนหกเพ็ญก็เสด็จไปเลย เห็นไหมล่ะ ท่านองอาจกล้าหาญไหม ท่านเคลื่อนคลาดเมื่อไร พอเสด็จไปถึงสวนมัลลกษัตริย์ พระราชาเหล่านั้นเสด็จมาถามก็บอกว่าจะมาตายที่นี่ คืนวันนี้ นั่นเห็นไหมล่ะ ชัดเจน ให้เตรียมที่ตาย ก็ตายที่นั่นเลย แน่ไหมพระพุทธเจ้า เราเห็นตั้งแต่แน่แต่กิเลสอย่างเดียวนั่นซีพวกเรา แน่ในธรรมไม่มี แน่กิเลสมันมากทั่วหน้ากันนะ ถ้ากิเลสบอกตรงไหนนี้แม่นยำเลย แน่นอนเลยๆ ธรรมบอกนี้ไม่ยอมฟังเสียงแหละ เถลไถล ธรรมบอกไม่ค่อยฟังนะ ถ้ากิเลสบอกนี้ โหย วิ่งหัวซุกหัวซุน อยากมีสิบขานู่นมันจะวิ่งไปพร้อมๆ กัน ไม่พอวิ่ง ถ้ากิเลสสั่งทีเดียว ๑๐ ขาวิ่งไปด้วยกันหมด ถ้าธรรมบอก โอ๋ย มันไม่อยากกระดุกกระดิก

เวลานี้ศาสนาก็เป็นเกาะเป็นดอนแล้วนะเวลานี้ เราพูดตามหลักความจริง เกาะดอนก็คือทางภาคปฏิบัติ พอยึดเป็นเกาะเป็นดอนได้ พอเป็นที่ชุ่มเย็นแก่ผู้ปฏิบัติและประชาชนทั่วไปได้พอประมาณเวลานี้ ถ้าหากว่าไม่มีภาคปฏิบัติเป็นหลักไว้แล้วนี้ พุทธศาสนาเรานี้จะเหลือแต่ตำรา พูดได้ตรงๆ อย่างนี้เลย มีแต่ตำราอยู่ตามตู้ตามหีบ พวกพระพวกเณรผู้ปฏิบัติธรรมเหลวแหลกแหวกแนว เข้ากันไม่ได้กับตำราเลย แล้วจะให้ใครเชื่อกันที่ไหนล่ะ มรรคผลก็อยู่กับตำราหมดแล้ว ก็มีแต่ตำราเป็นมรรคเป็นผล ตัวคนผู้จะมาปฏิบัติให้เป็นมรรคเป็นผลมันไม่มีเหมือนครั้งพุทธกาล

ครั้งพุทธกาลท่านไม่มีตำรา ตำรานี้เขียนขึ้นทีหลังนะ พระพุทธเจ้า พระสาวกทั้งหลายท่านไม่มีตำรา หลักธรรมชาติอยู่กับท่านหมด เรียกว่าพระไตรปิฎกใน ถ้าว่าพระไตรปิฎกก็พระไตรปิฎกในเสีย คำว่าพระไตรปิฎกก็คือ ปิฏก แปลว่าภาชนะ ปิฎกๆ แปลว่า ภาชนะ พระวินัย ภาชนะสำหรับรับพระวินัย ภาชนะสำหรับรับพระสูตร ภาชนะสำหรับรับพระปรมัตถ์ อันนี้ก็ยังไม่เคยมีแต่ก่อน คำว่าพระไตรปิฎกยังไม่มีท่านตั้งทีหลัง ตั้งชื่อขึ้นตามที่แยกออกมา ส่วนนี้แยกเป็นพระสูตร ส่วนนี้แยกเป็นพระวินัย ส่วนนั้นแยกเป็นพระปรมัตถ์ บรรดาอาจารย์ทั้งหลายที่ท่านจดจารึกมานั้นน่ะ จึงมาเป็นปิฎกขึ้นมานี่แหละ เป็นภาชนะสำหรับรับรองอันนั้น ๆ

แต่ก่อนท่านไม่มี ท่านไม่ได้พูด รวมอยู่กับหัวใจท่านหมด เรียกว่าธรรมเต็มดวงเต็มนั้นหมด แยกออกมาจากนั้น ก็แยกประเภทนี้เป็นอภิธรรม อันนี้เป็นพระสูตร เป็นพระวินัย เป็นอย่างนั้น ท่านไม่ได้มีคัมภีร์แต่ก่อน คัมภีร์คือคัมภีร์องค์ท่านเอง ๆ เป็นผู้แนะนำสั่งสอนแม่นยำ ๆ มีน้ำหนักมากเต็มสัดเต็มส่วนเลย ไม่มีบกพร่องนะ ครั้นเวลาจดจารึกมา ผู้ไปจดจารึกก็เป็นคนประเภทใด แน่ะ มันก็แยกมาตั้งแต่ต้นแล้ว ถ้าเป็นพระอรหันต์ไปจดจารึกออกมา เนื้ออรรถเนื้อธรรมจะเต็มเม็ดเต็มหน่วย เต็มอรรถเต็มธรรม ถ้าเป็นปุถุชนไปจดจารึกออกมานี้ก็เป็นความจำล้วน ๆ ไม่มีความจริงแฝง ทีนี้เนื้ออรรถเนื้อธรรมเนื้อประวัติของเรื่องราวต่างๆ นี้ก็ไม่เน้นหนัก ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย มันขึ้นอยู่กับความจำกับความจริง

ถ้าผู้ไปจดจารึกเป็นพระอรหันต์นี้เต็มเม็ดเต็มหน่วยออกมาเลย ตรงไหนควรเน้นท่านเน้น ท่านเน้นหนักเรื่อยไปเลยอย่างนั้น ตามความจริงๆ คือธรรมต้องเป็นความจริงล้วนๆ หนักต้องหนัก เบาควรเบา ควรหนัก-หนัก เป็นอย่างนั้นนะ ทีนี้เรื่องราวมันเป็นยังไงท่านก็ว่าไปตามนั้นเลย นั่นเรียกว่าความจริง แต่ความจำนี้ก็จำมาอย่างลอยๆ ผิดๆ พลาดๆ บ้าง แต่ยังไงก็ตามพวกเราก็นับว่ามีวาสนา ได้พระไตรปิฎกออกมาเป็นพื้นฐานส่วนใหญ่ เรียกว่า พระไตรปิฎก ออกมาเป็นพื้นฐานให้เราได้เดินตามแนวแถวทางท่าน ถ้าไม่มีอันนี้ก็หมด ศาสนาก็หมด นี่ก็อาศัยพระไตรปิฎกนั้นเป็นหลักสำคัญมาก

แต่เราจะพูดพระไตรปิฎกว่าสำคัญอย่างเดียวก็ไม่ถูก เพราะรากฐานของพระไตรปิฎกยังมี คือพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ นั่นคือรากฐานพระไตรปิฎก ออกมาจากนั้น อันนั้นเต็มเม็ดเต็มหน่วย ออกมานี้ถึงจะเบาบางบ้างไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ก็ได้หลักความจริงออกมามากพอประมาณ เช่น มรรค ๘ อริยสัจ ๔ อย่างนี้เป็นต้น อริยสัจ ๔ สติปัฏฐาน ๔ แสดงไว้ นี่เป็นแนวทางปฏิบัติล้วนๆ ที่แสดงมานี้ เช่น โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการเหล่านี้ เป็นรากฐานแห่งการปฏิบัติให้ถูกต้องแล้วถึงมรรคผลนิพพานได้ ท่านได้หลักได้เกณฑ์มาพอให้พวกเราได้ยึดได้เกาะ

เวลาปฏิบัติเข้าไปถึงนู้นมันถึงรู้นะ ภาคปริยัติกับภาคปฏิบัติ ภาคความจำกับภาคความจริงต่างกันยังไง มันจะรู้ชัดภายในหัวใจเลย ภายในหัวใจที่เราเรียนมานี้มันมีแต่ความจำกับความสงสัยสนเท่ห์นะ เรียนไปไหนๆ สงสัยไปตลอด บาป บุญ นรก สวรรค์ พรหมโลก นิพพาน เรียนไปถึงไหนสงสัยไปถึงนั้น ความสงสัยเป็นเรื่องของกิเลสไม่แน่ใจ ดีไม่ดีฉุดลากลงไปว่าสิ่งเหล่านั้นไม่มี มันลากลงอย่างนั้นนะ นี่ละความจำเป็นอย่างนั้นนะ เรื่องธรรมท่านจริง แต่ผู้ไปจำมานี้มันไม่จริงในหัวใจของผู้จำมา ผู้เรียนก็จะเอาความจริงมาจากไหน ก็ต้องลูบๆ คลำๆ เป็นธรรมดา ทีนี้เวลาเป็นภาคปฏิบัติแล้ว ได้รู้ขึ้นกับใจนั่นซี พอรู้ขึ้นตรงไหนหาที่ค้านไม่ได้ ถึงว่าจริง ๆ ตลอด ความจริงกับความจำ คือรู้จริงๆ เห็นจริงๆ จากภาคปฏิบัติ

เพราะฉะนั้นการแนะนำสั่งสอนคน มันอยู่ในความจริงของใจที่ได้ตั้งรากฐากไว้เต็มสัดเต็มส่วนด้วยความจริงล้วนๆ แล้ว แสดงออกมาแง่ใดมุมใดเป็นความจริงทั้งนั้น ไม่สะทกสะท้านว่าจะผิดไป นั่นมันต่างกันอย่างนี้นะ ผิดกันอยู่มากกับทางความจำทางปริยัติ ภาคปฏิบัติ ทางปริยัติท่านพูดไปกลางๆ ไปธรรมดาๆ พูดเรื่องอะไรๆ ก็พูดกลางๆ ไป ทางภาคปฏิบัติไม่เป็นอย่างนั้น กลางๆ นี้ก็จับเข้าไปแล้วแตกแขนงออกไปอีก แตกแขนงออกไปเรื่อยๆ กิ่งนี้แตก ก้านนั้นแตก แตกไปกระจัดกระจายไม่มีสิ้นสุดเลย กิ่งใหญ่กิ่งเล็กกิ่งย่อยกิ่งอะไรแตกกระจัดกระจายไปเลย นี่คือภาคปฏิบัติ เวลารู้มันรู้อย่างนั้นนะ ไม่ได้ไปขึ้นอยู่กับตำรา

ตำราท่านไม่ได้ผูกขาด ผูกขาดได้ยังไง ความจำเอามาผูกขาดยังไง ถ้าว่าความจริงนี้ผูกขาดไม่ผิด จริงตรงไหนแก้ให้เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ จะเรียกว่าผูกขาดก็ได้ คือจริงล้วนๆ เลย เวลารู้ทางภาคปฏิบัติเป็นอย่างนั้นนะ ไม่ได้เหมือนทางปริยัติ มันลึกมันซึ้งมันแตกแขนงไปทุกแง่ทุกมุม เรียกว่าพรรณนาไม่จบ กิ่งใหญ่ออกไปกิ่งเล็ก กิ่งเล็กแตกแขนงออกไปๆ เรื่อยๆ คือความรู้ท่านแตกแขนงออกไป ความจริงมีมากน้อยเพียงไร ธรรมเหมือนกับไฟ ความจริงเหมือนกับเชื้อไฟ ที่มีอยู่เต็มโลกธาตุนี่เป็นความจริง เหมือนกับเชื้อไฟ ธรรมเหมือนกับไฟ มันจะรู้จะเห็นไปหมด เหมือนกับว่าลุกลามไปตามความจริงนั้นหมด ความจริงมีมากน้อยจะตามกันไปตลอด

เหมือนกับไฟได้เชื้อ เอ้า เชื้อใหญ่ เชื้อเล็ก เชื้อขนาดไหน หยาบละเอียด ไฟจะแสดงเปลวของมันไปตามนั้น อันไหนที่จะรู้อย่างหนักอย่างเบาขนาดไหน มันจะรู้ไปตามหลักความจริงที่มีแง่หนักเบามากน้อยต่างกัน นี่เรียกว่าธรรม ธรรมเป็นเหมือนไฟ ความจริงเป็นเหมือนกับเชื้อไฟ นั่นละปฏิบัติลงไปแล้วมันรู้อย่างนั้นจริงๆ จะให้ว่ายังไง ไม่เคยเห็นที่ไหนก็ตาม เวลาไปเจอเข้าแล้วมันไม่สงสัยนี่ เพราะเป็นความจริงอยู่แล้วในสิ่งที่ไปเจอนั้น ไม่ใช่จะไปจริงเวลาเราไปเจอนะ เพราะอันนั้นจริงอยู่แล้ว พอใจไปสัมผัสปั๊บความจริงยอมรับกันทันทีๆ เลย นั่นจึงเรียกว่าความจริง รู้จริงๆ เห็นจริงๆ เป็นอย่างนั้นนะ มันต่างกัน

เราจึงได้สนใจกับพระปฏิบัติมาก เช่นอย่างวัดป่าบ้านตาดเรานี้ เราเคยลดหย่อนอะไรให้อ่อนลงไป ภาคปฏิบัติของพระของเณรคงเส้นคงวามาตลอด ใครไปยุ่งท่านไม่ได้ นี่ขอบเขตมีอยู่นี่ ห้ามไม่ให้เข้าไปเลย เด็ดขาดเสียด้วยนะไม่ให้ใครเข้าไปยุ่มย่าม บริเวณนี้เข้าไปเป็นสถานที่ของการภาวนาของพระท่าน กุฏิท่านก็มีแต่กระต๊อบๆ อยู่ข้างนอกทำโก้ๆ ไปอย่างนั้นแหละ เลียบๆ นี่หลังนั้นหลังนี้มีอยู่ใหญ่โต หอปราสาทชั้นดาวดึงส์สู้ไม่ได้นั่นแหละแถวนี้ แถวข้างๆ ศาลาหลวงตาบัวนี่นะ ถ้าไปข้างในนั้นเอานรกมาสู้นรกล้มเหลว อันนี้ยังเลวกว่านรกอีก กระต๊อบๆ อยู่ข้างใน

ไม่ได้มีอะไรนะข้างใน มีแต่ร้านเล็กๆ กั้นด้วยผ้า ผ้าจีวรขาดบ้างอะไรกั้นเอาไว้ แต่ก่อนมุงด้วยหญ้า พอไฟเผาป่ามันพัดมาซี เข้ามาในวัดมันเผาวัดเผากุฏิพระ ก็เลยเปลี่ยนแปลงใหม่ ทีนี้ทันสมัยขึ้น เอาสังกะสีมามุง เอากระเบื้องมามุง แต่สังกะสีไม่ได้หาสังกะสีดีนะ กระเบื้องก็ไม่ได้หากระเบื้องดี เอากระเบื้องเศษๆ เหล่านี้แหละไปมุง สังกะสีก็เศษๆ ไปมุงไว้อย่างนั้นแหละ เต็มอยู่ในวัด มีแต่อย่างนั้นทั้งนั้นอยู่ข้างใน ร้านเล็กๆ ทางจงกรมเตียนโล่งอยู่นั้นตลอดเวลา เราสงวนขนาดนั้นนะ พระเณรของเราจึงย่อหย่อนทางภาคปฏิบัติจิตตภาวนาหรือวินัยหรือธรรมนี้ไม่ได้ว่างั้นเลย คงเส้นคงวา

ส่วนที่เราช่วยโลกเราก็ช่วยไปตามเรื่องของเรา ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับพระมากนัก ถ้าไม่จำเป็นเราไม่ยุ่งนะ นอกจากจำเป็นก็ธรรมดา มันเกี่ยวโยงกันก็ต้องช่วยกันบ้างเป็นบางกาลบางเวลา นอกจากนั้นปล่อยให้เป็นเวลาการบำเพ็ญสมณธรรมของท่านตลอดมาเลยนะ เราปฏิบัติอย่างนั้น เราไม่ให้ลดหย่อนการภาวนาของพระ เมื่อเช้านี้เห็นไหมล่ะ พระไม่ค่อยมีมามาก มีแต่อดอาหารทั้งนั้นนะ ท่านภาวนาของท่าน พระเบาบางนี้ก็ท่านภาวนาของท่าน วันหนึ่งๆ โอ๊ย เป็นสิบ เกือบยี่สิบ วันหนึ่งๆ พระขาดไป เป็นประจำสำหรับวัดนี้นะ พระท่านไม่เคยมาฉันจังหันครบองค์ละ ไม่เคยจริงๆ ขาดอยู่ตลอดเวลาอย่างนี้

เหตุเบื้องต้นก็เป็นมาจากเราที่เคยอธิบายให้ฟัง แต่เราบอกว่านี้ไม่ใช่คำสั่ง นี้ไม่ใช่คำสอน เป็นคำบอกเล่าธรรมดาเรื่องราวที่ดำเนินมา เราก็พูดถึงเรื่องเราดำเนินมายังไงๆ อันใดที่เหมาะกับจริตนิสัยของตนยังไงๆ บ้าง เช่น การอดนอน การผ่อนอาหาร การอดอาหาร การเดินมาก การนั่งมาก ให้สังเกตดู ทั้งๆ ที่เราตั้งสติสตังเพื่อความเพียรด้วยกันนั้น อิริยาบถใดกิริยาใดที่ได้ผลมากกว่ากันในทางความเพียร

เช่นอดนอนเป็นยังไง ได้ผลยังไงบ้าง นั่น อดนอนเป็นคืนๆ ไปได้ผลยังไงบ้าง ผ่อนอาหารได้ผลยังไงบ้าง อดอาหารเป็นยังไงบ้าง เดินจงกรมมากเป็นยังไงบ้าง นั่งมากเป็นยังไงบ้าง ทั้งๆ ที่ตั้งสติอยู่ด้วยกัน อันใดเด่นกว่ากันให้พิจารณาอย่างนั้น ให้ปฏิบัติหนักไปตามสายทางที่ตนทำๆ สังเกตดูแล้วว่าได้ผลดีกว่าเพื่อน ให้ยึดเอานั้นเป็นหลักเราว่างั้น จากนั้นก็ย้อนมาหาตัวของเราเอง สำหรับเราเองนี้จะเป็นนิสัยวาสนาอาภัพเราก็ยอมรับ อย่างอื่นเราก็เคยทำ เดินจงกรมนี้ไม่ถึงตลอดรุ่งนะ บางองค์ท่านเดินตลอดรุ่งมีนะ แต่เราไม่เคยเราก็บอกไม่เคย ไม่เคยเดินถึงตลอดรุ่ง  ,๖ ชั่วโมงนี้เป็นไปอยู่เสมอนั่นแหละ ไม่ตลอดรุ่งก็เรียกไม่ตลอดรุ่ง ไม่นอนทั้งคืนอย่างนี้เราก็ทดลองดู ไม่นอน อยู่ด้วยอิริยาบถ ๓ ยืน เดิน นั่ง เราก็ทดลองดู

ไม่นอนทั้งคืนๆ ไปหลายคืนๆ เราก็ทดลองดู ผ่อนอาหารเราก็ทดลองดู อดอาหารเราก็ได้ทดลองดู สุดท้ายก็สู้การอดอาหารไม่ได้ การผ่อนอาหารเป็นอันดับสอง นอกนั้นเราเคยทำแล้ว ไม่นอนกลางคืนนี้ไม่นอนหลายคืนก็ไม่นอน สุดท้ายมันทื่อไปหมดในร่างกาย สติอะไรๆ มันทื่อไปหมดในร่างกาย สติก็เหมือนไม่มี ไม่ได้ผล หยุด ท่านเนสัชชิ ก็ธุดงค์ข้อ ๑๓ ข้อที่ ๑๓ เนสัชชิ ท่านก็ทำไว้เป็นธุดงควัตรเครื่องชำระกิเลสแต่ก็ขึ้นอยู่กับนิสัยของใครจะเลือกเอาข้อใดนั่นเองพูดง่าย ๆ ว่างั้น เราไปอดนอนไม่ได้เรื่องก็หยุด เมื่อทดลองเต็มที่แล้วไม่ได้ผล หยุด มาผ่อนอาหารดี อ้าว เข้าท่า แน่ะ เอ้าอดเป็นยังไง ขยับเข้าหาอด พออดอาหารนี้ดีขึ้น ๆ อ๋อ ถูกต้อง อันนี้เด่นกว่าเพื่อน นี่ละถึงได้ปฏิบัติตลอดมา

นี่เล่าให้หมู่เพื่อนฟัง แต่ไม่เป็นคำสั่ง ไม่เป็นคำสอน เป็นคำบอกเล่าธรรมดาที่ใครจะได้อุบายไปปฏิบัติตามจริตนิสัยของตน ก็นำไปปฏิบัติได้เราว่างั้น แต่ไม่ใช่เป็นการสอน ไม่ใช่เป็นคำสั่ง เป็นคำบอกเล่าที่เราปฏิบัติมาในฐานะที่เป็นอาจารย์ของหมู่เพื่อน เราดำเนินมารู้สึกจะถูกมากละเรื่องอดอาหาร เพราะฉะนั้นเราถึงอดตลอดมาเราก็ว่าอย่างนี้แหละ ถึงขนาดท้องเสีย เสียเพราะอดอาหารนะเรา ไม่ใช่ธรรมดานะ ท้องเริ่มเสียมาตั้งแต่พรรษา ๑๐ ฟัดกันตั้งแต่พรรษา ๘ โน่นน่ะ ๘--๑๐ นี่ ๓ ปี เรื่องอดอาหารนี่เอาไม่ถอย เพราะเห็นมันดีนี่ มันก็เริ่มท้องเสียตั้งแต่นั้นมาจนกระทั่งป่านนี้  เราก็ไม่เคยลดละ นี่เราพูดถึงเรื่องการอดอาหาร

ทีนี้หมู่เพื่อนคงจะเป็นแบบเดียวกัน ไม่ค่อยเห็นพระท่านมาฉันจังหัน เราก็ไม่ได้บอก เล่าให้ฟังเฉยๆ ให้เป็นตามอัธยาศัยของใครของเรา เรื่องเหล่านี้ตามจริตนิสัย ใครจะหนักไปทางไหนที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ในวิธีการนั้น ก็เป็นเรื่องของคนนั้นเองเราก็ว่างั้น นี้ส่วนมากเห็นพระท่านไม่ค่อยฉันจังหันนะวัดนี้น่ะ ขาดตลอดเวลาเราก็ไม่ว่า คือยกเว้นให้ว่า องค์ไหนไม่ฉันจังหันไม่ต้องมาเกี่ยวข้องกับข้อวัตรปฏิบัติเป็นส่วนรวม ปัดกวาดเช็ดถูอะไรๆ ไม่ต้องมายุ่ง ให้ทำหน้าที่ภาวนาของตนเท่านั้น ผู้ที่ขบที่ฉันอยู่เป็นประจำนั้นแหละเป็นผู้ที่จะรวมกันทำงานอันนี้ ผู้ที่อดไม่ต้องมายุ่ง แน่ะ เพราะเวลาเราอดเราเป็นอย่างงั้นจริงๆ ไม่มีใครมายุ่งนะ แต่ส่วนมากเราอดคนเดียว

อยู่กับหมู่กับเพื่อนเราไม่อดแหละ เป็นแต่เพียงว่าฉันผ่อนตลอด ไม่ให้อิ่ม ๖๐ เปอร์เซ็นต์ขนาดนั้น ฉันประมาณ ๖๐ เปอร์เซ็นต์อย่างพระที่ท่านฉันนี่เห็นไหมล่ะ แย็บๆ ไปฉันสักเดี๋ยวท่านหยุดแล้วไปแล้ว ไม่ใช่ท่านอิ่มนะนั่นน่ะ ท่านบังคับท่านต่างหาก เราเคยเห็น เรารู้เรา มาฉันจังหันก็มาฉันทีหลังหมู่เพื่อน ครั้นเวลามาฉันแล้วประมาณสัก ๒--๔ คำพอเป็นไปแล้วท่านพักแล้ว หยุดแล้ว ท่านหยุดเสียนั่น ไม่ใช่ท่านอิ่มนะ เรามันเคยมาพอแล้ว ท่านไม่อิ่ม ท่านบังคับเอา นั่นละผู้ฝึกทรมานตนเอง ฉันจังหันก็เล็กๆ น้อยๆ ไปพอวันหนึ่งๆ ไปเท่านั้นเอง แต่ความมุ่งหมายของท่านคืออรรถธรรม การผ่อนอาหารนี้การภาวนาดี

วัดนี้จึงมีพระอดอาหารอยู่ตลอดเวลา เราเองเป็นอย่างงั้นเป็นพื้นฐานเลยสำหรับเรานะ เป็นพื้นฐานเลยเรื่องอดอาหาร ถ้าออกจากครูบาอาจารย์ไปแล้วมีแต่อย่างเดียวฟัดกันๆ ตลอดเวลา จนท้องมันเสียจนจะพินาศนู่นจะว่าไง เวลามาฉันปกติก็จะเข้าพรรษา ๑๗ พูดตรงๆ อย่างนี้นะ เริ่มฉันปกตินะนั่น จะเรียกว่าลงจากเวทีก็ได้ พรรษาเริ่มเข้า ๑๗ ฉันปกติฉันเท่าไรมันก็ถ่ายของมันเรื่อยๆ ถ่ายมาจนกระทั่งมันจะตายนี่นะ ๗ วันถ่ายที ๗ วันถ่ายที มาเรื่อย ฉันจังหันให้มันก็ไม่สนใจกับอาหารเพราะโรคมันหนักเข้าไปทุกวันแล้ว นี่เราก็ลำบากเพราะอันนี้สำหรับเรา แต่เราก็ไม่ได้วิตกวิจารณ์ เพราะเราได้ผลเป็นที่พอใจจากวิธีการนี้

เวลาอดอาหารมันได้ทุกด้านนี่นะ ได้ทุกด้านยังไง เวลาอดอาหารนี้สมาธิก็ดี สงบ ถ้าสงบอย่างนี้ละเอียดเข้าไปๆ นั่นน่ะ ทางด้านสมาธิก็ได้เต็มภูมิของสมาธิ ถ้าออกทางด้านปัญญาแล้วยิ่งคล่องตัว อดอาหารมากเท่าไรปัญญานี้คล่องตัวพุ่งๆๆ เลยเวลามาฉันจังหันแล้วมันเหมือนรถบรรทุกของหนัก ถึงมันจะวิ่งก็ตามรถ แต่รถบรรทุกของหนักกับรถเปล่าๆ วิ่งมันต่างกัน นี่ความเพียรของเราที่เวลาฉันจังหันลงไปแล้วนี้มันเหมือนรถบรรทุกของหนัก มันจะวิ่งก็ตาม แต่มันก็วิ่งแบบรถบรรทุกของหนัก ก็รู้อย่างงั้นแล้ว มันรู้อย่างงั้นตลอดเวลา คือดีทุกด้านสำหรับนิสัยของเราอดอาหาร ทางด้านสมาธิก็ดี การง่วงเหงาหาวนอนไม่ง่วงนะ ถ้าเลย ๒ คืนไปแล้วหายเลย

ความง่วงมันอยู่กับอาหาร พออดอาหารไปแล้วทีนี้ ๒ คืน ๓ วันไปแล้วไม่ง่วงแหละ อ้าว นี่ก็ดี แน่ะ นั่งตัวตรงตลอดไม่มีความง่วงเหงาหาวนอน มันก็ไม่เผลอง่ายๆ ล่ะซิ นี่ก็ได้ผลดี แล้วยิ่งทางด้านปัญญาแล้ว โอ๋ย เหมือนจะเหาะเหินเดินฟ้านะ ปัญญาขั้นใดๆ อย่างงี้มันยิ่งเสริมกันได้ทุกขั้น อดอาหารนี่ไม่ได้มีบกพร่องนะสำหรับนิสัยเราเอง ไม่ว่าจะขั้นใดภูมิใด เพราะการอดอาหารเพื่ออรรถเพื่อธรรมขั้นนั้น ๆ มันได้ผลไปตลอดเลย สมาธิก็แน่วแน่ การง่วงเหงาหาวนอนไม่มีๆ เรื่อยๆ ความง่วงเหงาหาวนอนมันก็เป็นอุปสรรคต่อการภาวนา ทำให้พลั้งให้เผลอสัปหงกงกงัน คนหลับทั้งนั่งอย่างนั้น ถ้าสติดีมันไม่ง่วงนะ ความเพียรก็เป็นความเพียร พูดถึงสมาธิก็ลงแน่ว ลงได้เร็วด้วยละเอียดด้วย พอออกทางด้านปัญญา ปัญญาขั้นใดหนุนตลอดเลย คล่องตัวไปตลอดตามปัญญาขั้นนั้น ๆ

มันถูกกับจริตนิสัยเราก็ทำตามของเรา ทำไปอย่างงั้นแหละ ไม่เคยมาพูดให้พ่อแม่ครูจารย์ฟังนะ เรื่องอดอาหารไม่พูด ท่านจะทราบจากคนอื่นนั่นแหละ แต่ที่ทราบก็คือว่าลงมานี้หนังห่อกระดูกลงมา ท่านจะไม่ทราบยังไง นี่มันไม่กินข้าวแล้วนะนี่ คงว่างั้นแหละ แต่เราไม่เคยพูด อดจะเป็นจะตายเราก็ไม่เคยพูดให้ท่านฟัง พูดแต่เรื่องผลของการภาวนาเป็นยังไงๆ เวลามาเล่าก็เล่าแต่เรื่องภาวนา เรื่องการฝึกทรมานตนแบบไหนๆ เราไม่เคยพูดเลย ท่านก็รู้เอง สำหรับเราเป็นอย่างงั้น เป็นนิสัยเกี่ยวกับเรื่องด้านอาหารการอดอาหาร

ใครๆ ก็ตามเถอะ อาหารนี่เป็นสิ่งส่งเสริมร่างกายให้มีกำลัง เมื่อส่งเสริมร่างกายให้มีกำลัง ราคะตัณหาก็มีไปตามๆ กัน พอตัดอันนี้ลงอันนั้นก็อ่อนลง การพิจารณาก็ง่าย แน่ะ  มันก็รู้ชัดๆ อย่างงั้นผู้ภาวนา นอกจากผู้ไม่ภาวนา หาเมียก็อยากได้ ๕ คน หาผัวอยากได้ ๑๐ คน พวกบ้านี้ นั่นน่ะมันไม่ภาวนาแหละ มันไปหาแต่อย่างงั้นซิ ครั้นไม่ภาวนามันก็ไปหาแบบหนึ่ง มันหลายแบบนะ แบบมนุษย์นี่ วันนี้ก็พูดเพียงเท่านี้แหละ พูดอะไรซึ่งเป็นคติเครื่องเตือนใจของเรา

ให้พากันตั้งใจปฏิบัตินะ ธรรมของพระพุทธเจ้านี้เลิศเลอสุดยอดแล้ว ไม่มีอะไรเสมอเหมือนแล้วในโลกอันนี้ คงเส้นคงวาหนาแน่น อกาลิโก อกาลิโก ทั้งบาปทั้งบุญได้ผลเสมอกัน ผู้ทำบาปเมื่อไรเป็นบาปเมื่อนั้น ผู้ทำบุญบำเพ็ญความดีเมื่อไรเป็นความดีเมื่อนั้น เสมอกันตลอดไม่มีอะไรยิ่งหย่อนกว่ากัน การยิ่งหย่อนอยู่กับการกระทำของเจ้าของเองทั้งฝ่ายดีฝ่ายชั่วนั่นแหละ วันนี้ให้พรเท่านั้นนะ นู่นน่ะ ๓ โมง ๒๐ นาทีแล้ว วันนี้ไม่มีคนมากนัก วันนี้ไม่ค่อยมีคน ตอนไปกรุงเทพฯ คราวที่แล้วนี้ก็ได้ออกทางวิทยุ เขามาถามปัญหาตอนเช้าตอนเย็นของวันที่ ๕ ทั้งสองพักนะ เราก็ตอบให้ทั้งนั้นแหละ ตอนเช้าเขาก็มาสัมภาษณ์ออกทางวิทยุ คือออกเดี๋ยวนี้เลยว่างั้น เราพูดคำไหนจะออกเดี๋ยวนั้นๆ พร้อมเลย ทั่วประเทศไทยว่างั้นตอนเช้า แล้วตอนเย็นเขาก็มาถามปัญหาอีกก็ออกทางวิทยุอีกวันนั้น

คราวนี้รู้สึกว่าหลวงตานี้หนักอยู่มากเหมือนกันเกี่ยวกับรัฐบาลนะ ก็เคยได้ยินไม่ใช่เหรอ ก็อย่างงั้นแหละ ไม่อย่างงั้นไม่ได้นะเมืองไทยเราจมได้จริงๆ ก็มีเราเท่านั้นที่เรียกว่าแนวหน้าหรืออยู่ตรงกลาง อยู่ตรงกลางก็คือเรา อยู่แนวหน้าคือเรา ไม่งั้นไม่ได้นะ เมืองไทยเราจะจมได้จริงๆ ถ้าศาสนาเอาขึ้นไม่ได้แล้วจม ไม่สงสัยเลย ก็อาศัยทางศาสนาเป็นกำลังใจของประชาชนด้วยกันรวมขึ้นได้ ถ้าไม่งั้นไม่ได้ เราพิจารณาหมดแล้ว พิจารณาจนเต็มกำลังแล้ว เพราะฉะนั้นจึงว่าชี้ตรงไหนให้ออกตรงนั้นนะบอกงั้นเลยบอกตรงๆ เลย

เป็นประวัติศาสตร์ทางการเมืองไม่เคยมีแบบนี้ ที่ได้ ๒๐๐ กว่า เกินครึ่งไม่เคยมีเลยในเมืองไทย

หย่อนบัตรเหรอ ก็อย่างงั้นแล้ว ฟาดมันทั่วประเทศไทยธรรมดาเมื่อไร ออกทางวิทยุไม่ใช่เหรอ การหย่อนบัตรเป็นดาบสองคมนี้เคยได้ยินไหมในวิทยุ นั่นเราประกาศให้รู้กันทั่วถึงกันหมด ถ้าหย่อนผิดก็เท่ากับยื่นด้ามดาบให้เขาฟันคอเราขาดสะบั้น ทั้งชาติไทยเราเป็นชาติไทยคอขาดทั้งหมด นี่หย่อนบัตรผิด พอหย่อนไปถูกอันนั้นเข้าคือหลุมนรกว่างั้นเถอะน่ะ มันก็จับด้ามดาบก็คือบัตรของเราแหละ ฟาดคอเราขาดไปหมด นี่เรียกว่าหย่อนสุ่มสี่สุ่มห้า เป็นภัยต่อชาติไทยของเรา คอขาด จมด้วย ทีนี้หย่อนด้วยความพินิจพิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว มันเป็นดาบที่คมกล้าฟาดกับความทุกข์ความจนโลกวุ่นวายนี้ขาดสะบั้นไปเลย เป็นดาบเทวบุตรเทวดา เป็นดาบของธรรม ให้ความรื่นเริงหมด เราก็ชี้แจงให้ฟังหมดแล้ว เป็นดาบสองคม เราเป็นผู้มีอำนาจเต็มที่ที่จะฟันคอเราด้วย ที่จะยกชาติไทยของเราด้วย มีสองอย่าง เราก็ได้ประกาศแล้วทางวิทยุใช่ไหมล่ะ

ยิ่งจวนจะถึงวันหย่อนบัตรเท่าไรเรายิ่งเร่งเต็มเหนี่ยวเลย ให้เขาได้รู้จัก ทีนี้วันที่ ๖ เขารุมมาที่จะมาฟัง วันนี้ไม่เทศน์ เราได้เทศน์เต็มเหนี่ยวแล้ว วันนี้เป็นวันทำงาน ไปทำงานกัน คือว่าไปหย่อนบัตรกัน วันทำงาน ก็จึงว่าได้ผลอย่างงั้นแหละ ไม่เอาอย่างงั้นไม่ได้นะ ต้องเอาอย่างรุนแรง คงจะค่อยเป็นไปละที่นี่นะ บัตรนี้ได้เท่าไรทั้งหมด

ตอนนี้ได้ ๒๖๐ เสียงแล้วครับ แต่ยังอาจจะมีอีกคนสองคน เพราะยังนับไม่เรียบร้อย

ไอ้พวกที่สกปรกเขาก็ตัดออกเรื่อยใช่ไหม ตัดออกเรื่อย ทางฝ่ายเรานี้จะไม่ค่อยมี นั่นก็ยิ่งแสดงเห็นความเลวของมัน ตัดออกเท่าไรก็ของดีของมันทั้งนั้นนะประกาศออกมา ของเราไม่มีตัดออกก็แสดงว่าเสริมขึ้น จึงบริสุทธิ์เต็มตัว ถึงขนาดนั้นจะว่าเป็นประวัติศาสตร์ก็ได้นะ

เป็นประวัติศาสตร์อยู่แล้วครับ ไม่เคยมีเลย

ธรรมดามีประมาณสักเท่าไรที่ได้มากที่สุด

สูสีกัน ๑๐๐-๑๒๐-๘๐-๙๐ อะไรไปอย่างนี้ครับ อันนี้ฟาดเสีย ๒๖๐-๗๐

มันต้องอย่างงั้นซี ก็ศาสนานำหน้านี่วะ ถ้าศาสนาด้อยแล้วจม อ้าว จริงๆ นะ ศาสนาต้องออกหน้าเสมอ ชาติไทยเราจะขึ้นได้นะ นี่ก็ต้องเป็นเรื่องของศาสนาออกหน้า

คนเขาไม่ได้พูดศาสนา เขาว่าบารมีหลวงตา

หลวงตามันจะเลิศกว่าศาสนามาจากไหน ตัวเท่าหนูนี้มาหาเรื่องกันนะ  พูดแล้วมันโมโห อย่ามากวนโมโห แทนที่หลวงตาจะดีใจโมโหฟาดเข้านี่ แม้แต่สัตว์เขายังมีพ่อมีแม่ เราเกิดมาไม่มีพ่อมีแม่มาจากไหน พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ศาสนาว่าไงพ่อของเราแม่ของเรา นั่น เพราะฉะนั้นอย่าพูดมากมันกวนโมโห (โมโหยิ้มๆ ไม่เป็นไรครับ)

เราก็ได้เตือนพี่น้องชาวไทยเราอีก คือต่อไปนี้เราก็จะเตือนเรื่อยๆ นะ คือหนุนกันไป หากว่าผู้นี้ดำเนินงานเพื่อการช่วยชาติเป็นไปด้วยความราบรื่น แม้จะช้าบ้างอะไรบ้างก็ตามเพราะแบกคนทั้งแผ่นดินก็ต้องหนักใช่ไหม ก็ต้องมีการเชื่องช้าเป็นธรรมดา อย่าใจร้อน อย่าวู่วาม นิสัยคนไทยเรามักใจร้อน อยากให้ได้อย่างใจ ๆ  นี่เสียได้นะเราบอกอย่างงี้นะ เป็นยังไงค่อยฟังกันไป ถ้าผิดตรงไหนพลาดตรงไหนให้เตือนกันไปเรื่อย ๆ เตือนกันเพื่อแก้ไขไม่ใช่เตือนเพื่อเหยียบย่ำทำลาย อันนั้นมันเพื่อทำลาย เราไม่เอาเข้ามาพูดละ บกพร่องตรงไหนเตือนกันไป ให้ทางนั้นได้แก้ไขดัดแปลงเรื่อยๆ ไป แล้วค่อยพยุงกันไป

สมมุติว่าผู้นี้เป็นนำช่วยชาติเห็นว่าเป็นไปด้วยความราบรื่นดีงามพอสมควรอยู่แล้ว แต่หมดสมัยไปก่อน เอ้า ตั้งขึ้นอีก เอาอีกเข้าใจไหม เอาคนเก่านี่   ก็คนนี้ได้ผลแล้วจะว่าไง เอาใครมามันก็เป็นยักษ์เป็นผีเข้าอีก เอาคนเก่านี่ ตั้งขึ้นอีกเหมือนเก่านี่ รวมกำลังทั้งหมด เอา ยกขึ้น คนนี้ให้เป็นอีกต่ออีก ๆ ขึ้นได้ นี่ละคำสอนพระพุทธเจ้าฟังให้ดีนะคำนี้ ให้พยุงกัน ต่างคนต่างคนต่างพยุง อย่าใจร้อน ถ้าหากว่าใจร้อนแล้วเสีย เป็นช่องว่างของข้าศึกได้ด้วยเข้าใจไหมล่ะ นี่อันสำคัญช่องว่างมันจะเข้าทันทีนะ พอเรามีช่องโหว่ตรงไหนมันจะเข้าทันที ต้องพยุงกันตลอด ทีนี้เมื่อถึงกาลสมัย อันนี้มันก็มีสมัยใช่ไหมล่ะ ถ้าสิ้นสมัย รวมกำลังเข้าอีกเตรียมพร้อมอีก หนุนคนเก่านี่ คนที่เคยเป็นไปแล้วนี่ ให้สูงขึ้นอีกแล้วได้เรื่อยๆ ขึ้นได้ ธรรมสอนว่าอย่างงั้น ถ้าผิดจากนี้เราไม่นั่นนะ เราพูดจริงๆ นะ ให้พยายาม อย่าใจร้อนชาติไทยของเรา ให้ใจเย็นช่วยดูแลสอดส่องทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งรักษากันด้วย ทั้งพยุงกันด้วยถึงถูกนะ

นี่เราจะพยุงชาติไทย พยุงหัวใจของชาติไทย เช่นผู้นำนี้ ก็เท่ากับพยุงชาติไทยทั้งชาติ ต้องต่างคนต่างช่วยกันอย่างนี้ เอ้าช้าก็ไม่เป็นไร ช้ามีรายได้ผลได้อยู่ จะช้าบ้างไม่เป็นไร ขอให้ได้ไปเรื่อยๆ เถอะน่ะ ไอ้ขาดทุนนี้ชั่วพริบตาเดียวเท่านั้นแหลกใช้ไม่ได้เลยใช่ไหมล่ะ อย่างนั้นเราอย่าเอามาใช้ เป็นไฟ เอ้า พยุงกันไปเรื่อยๆ สมมุติว่าเอาหมดสมัยนี้ รวมกันอีกเอาอีกๆ แล้วพุ่งได้เลยไม่สงสัย แล้วผู้นั้นก็มีกำลังใจ แล้วยิ่งจะหนุน ก็ยิ่งมีความคล่องเข้าไปในการช่วยชาติ วิธีการต่างๆ ใช่ไหมล่ะ เขาจะดำเนิน เขาจะคล่องตัวของเขาไปเรื่อยเมื่อมีผู้หนุนมีกำลังใจด้วย แล้วก็พุ่งเรื่อยๆ ขึ้นได้ ฟังเสียงธรรมให้ดีทุกคน ถ้าพลาดจากนี้ไม่ได้นะ เราได้ชี้บอกทุกอย่าง เราบอกจริงๆ นะ เอาๆ ตรงนี้นะ เอาพุ่งเลยนะบอก มันก็เป็นไปตามนั้นๆ

เราพูดจริงๆ ตั้งแต่เราสอนมานี้ตั้งแต่อุบายวิธีการต่างๆ ตั้งแต่ด้านวัตถุถึงนามธรรมเราสอนตรงไหนเราไม่เคยเห็นมันผิดพลาดไปนะ ผู้ใดนำไปปฏิบัติไม่เคยเห็นผิดพลาดไป จะผิดพลาดอะไร ก็เราหนุนเต็มตัวของเราพิจารณาแล้ว เอาช่องนี้พุ่งเลยๆ เราไม่เคยปรึกษาหารือกับใคร ปรึกษาพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เท่านั้นพอ เอ้า พูดกันอย่างนี้เลย ออกจากนี้เราก็เต็มเหนี่ยวแล้ว เอาๆ ทีนี้นะพุ่งเลยๆ ก็ผ่านไปโดยลำดับลำดา เป็นอย่างงั้นนะ ขอให้ฟังเสียงธรรมนะพี่น้องชาวพุทธเรา ชาวไทยเป็นลูกชาวพุทธทั้งนั้น ให้ฟังเสียงศาสนา ถ้าไม่ฟังไม่ได้จริงๆ นะ เวลานี้หัวเลี้ยวหัวต่อมากที่สุด ใครที่จะคอยเข้ามาช่องนั้นช่องนี้มีตลอดเวลา เราต้องใช้ความระมัดระวังให้ดี

ความสำคัญคือความแน่นหนามั่นคงแห่งความสามัคคีความหนุนกันผนึกกำลังให้เต็มที่ตลอดเวลา ทั้งรักษาทั้งหนุนกัน นี่ละเป็นทางออกได้ พากันจำทุกคนนะ ต่างคนต่างได้ยินแล้วพูดกันไป ถึงกาลเวลาที่เราจะพูดเป็นส่วนรวมเราก็จะพูดให้ฟัง นี่เราพูดเฉพาะในพวกสภาหนูเราเท่านั้นแหละ เอาละไปละ เลิก เอาสภาหนูเลิก ๙ โมงกว่าแล้วนี่ สภาแมวจะไปไม่รอดแล้ววันนี้น่ะ มีแต่ขู่สภาหนูสภาแมวจะไปไม่รอดแล้ว มัน ๙ โมง ๓๕ แล้ว ไปละนะพากันผาสุกเย็นใจ

เมื่อวานนี้ได้ทอง ๗ บาท ๙๙ สตางค์ ได้ทองมากอยู่ถึง ๗ บาท ๙๙ สตางค์ ได้ไปทุกวันอย่างงี้ นี่เราคิดว่า เมื่อบ้านเมืองของเราค่อยมีหลักมีเกณฑ์เข้าไปแล้ว การบริจาคของพี่น้องชาวไทยเรา เราแน่ใจนะ เพราะเวลานี้เราเองเราก็ไม่ได้แน่ใจนักหนากำลังพินิจพิจารณา อยู่ในความพิจารณา การบริจาคของพี่น้องทั้งหลายก็ต้องมีหยุดๆ หย่อนๆ เป็นธรรมดาเพราะไม่แน่ใจใช่ไหมล่ะไอ้เราก็กำลังดำเนินไปอย่างงี้เราเห็นใจพี่น้องชาวไทยเรา ในเมื่อค่อยมีหลักมีเกณฑ์เป็นฝั่งเป็นฝาขึ้นไปแล้วการบริจาคไม่ต้องบอก ใครจะไม่รักชาติของตนมีเหรอ นั่นละหลักอยู่ตรงนั้น ทุ่มกันเลยเชียวมันจะขึ้น

ทีนี้เวลาทางบ้านเมืองก้าวเดินทางศาสนาก็ช่วยหนุนเข้าไป ๆ ขึ้นด้วยกันเข้าใจไหมล่ะ ทางนู้นก็ไปด้วยความราบรื่น ทางนี้ก็สนับสนุนกันด้วยการบริจาคหรืออุบายวิธีการต่างๆ เราก็จะคอยแนะไปเรื่อยๆ  แล้วการบริจาคนี้ไม่ต้องพูด ชาติไทยของเราเป็นชาติที่บริจาคอยู่แล้ว จะค่อยเป็นไปเรื่องเหล่านี้น่ะ เป็นแน่ๆ ไม่สงสัย เอาละ ไปละ

 

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร ทาง internet

www.luangta.com หรือ www.geocities.com/bantadd

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก