วัฏจักรนี้ไม่มีความสุข
วันที่ 18 มกราคม 2544
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

 

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๔

วัฏจักรนี้ไม่มีความสุข

  เมื่อวานนี้ทองคำได้ ๑๑ บาท ๓๖ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๑๐๒ ดอลล์ ทองคำที่ได้แล้วเวลานี้ ๒,๓๐๘ กิโล

เราเป็นกังวลจริง ๆ นะแมว เป็นอันตรายต่อสัตว์ในวัดนี้มากนะ ที่สำคัญจริง ๆ ก็คือ กระจ้อน กระแต เพราะมันวิ่งอยู่ตามพื้น สำหรับกระรอกไม่ค่อยเป็นไรแหละ กระจ้อน กระแต นี่สำคัญมากทีเดียว สำหรับไก่ไม่เป็นไรเพราะพวกแมวเหล่านี้เขามาแต่ในบ้าน เขาเคยกับไก่แล้ว เขาไม่มีอะไรกับไก่ แต่พวกหนู พวกกระจ้อน กระแตนี้ไม่ได้จริง ๆ กระต่ายสำคัญมากนะ เหล่านี้เป็นอันตรายทั้งนั้น แล้วเวลานี้กระต่ายมีเยอะด้วยนะ มีอยู่ทั่วไปหมดเป็นจุด ๆ พระท่านเลี้ยงไว้ มันอยู่กับพระ แล้วพวกผักพวกอะไรนี้เต็ม ๆ เขาก็อยู่นั้น เราไปเที่ยวดูมันมีอยู่ทั่วไป

ไม่มีก็แต่แถวที่เราอยู่พวกกระต่าย ไม่มีที่ให้อาหารกระต่าย แล้วย้อนไปโน้น ๆ มีหมดเลย ที่เราอยู่ไม่มี แต่เป็นที่ท่องเที่ยวของเขา เขามาได้ทุกเวลา กลางวี่กลางวันกลางคืนเขามาได้ทุกเวลา กระต่ายแถวนี้ แต่เขาไม่ออกมาทางนี้เพราะเขาได้ยินเสียงหมาเห่าหอนอยู่เรื่อยเขากลัว ไม่เคยออกมาทางนี้ หมาก็ไม่เข้าไป เข้าไปไม่ได้หมาถูกขนาบหลงทิศไปเลย แมวเข้ามาวัดทีไร โอ๋ย สร้างความกังวลให้พระมากทีเดียว เราเองก็ยังต้องเป็นไปด้วย ก็เรานั่นเองเป็นต้นเหตุให้ดัก เดินจงกรมอยู่นั้นตอนบ่ายด้วยนะ กลางวันเดินจงกรมอยู่ มันด้อม ๆ มาข้างทาง กลางวันตอนบ่าย อ้าว แมวนะนี่ หลายสีนะ ดูเหมือนสีเหลืองสีดำสีขาว

ตามที่เขาเคยนิยมพูดกันว่าแมวชนิดนี้มันพาลมาก กัดสัตว์เก่ง เห็นมันมาที่นั่นเราถึงได้ทราบมีแมวอยู่ในวัด พอบ่ายสี่โมงก็เข้าไปข้างใน ไปบอกข้างในให้หาอะไร ๆ ดัก ทางนี้ก็มาบอกทางนี้ แมวตัวเดียวเลยพระยุ่งทั้งวัด ออกจากโน้นแล้วก็มาทางนี้อีก มาหาพระอีก ให้หากับหาอะไร ๆ มาให้ดักอยู่ทุกแห่งทุกหน ถ้าไม่ได้แมวตัวนี้ไปแล้วสัตว์เหล่านี้จะตายลงเรื่อย ๆ เวลานี้กระแตกำลังงอกเงยขึ้นบ้าง มีบ้าง กระแตนี่สำคัญมากมันเอาได้เร็วที่สุด กระแตเวลานี้มีอยู่ทั่ว ๆ ไป ถ้าแมวมาทีไรกระแตต้องหมด

เราสงสารกระแต เรากำลังสังเกตดูว่ามันจะมีมากมีน้อยเท่าไร ไปที่ไหนดูตั้งแต่กระแต มันมีอยู่ทั่ว ๆ ไป แห่งละตัวสองตัว แล้วมาเจอแมวเข้านี่ คือก่อนหน้านี้มันหายไปหมด หายหมดยังไง แมวเต็มวัดนี่ สองตัวสามตัวแมวอยู่ในนี้ กระแตเลยไม่เห็นมีในวัดเลยนะ บางครั้งหายเงียบไปเลย แสดงว่ากินล่ะซิ นี่ก็ท่านอุ่นละเอามาปล่อย  ห่างแล้วละไม่ได้มาปล่อยนาน ดูเหมือนได้สองปีสามปีแล้วมั้ง ท่านเอามาปล่อยแต่ละครั้ง ๆ นี่ห้าสิบหกสิบตัวกระแตนะ เอามาจากวัดป่าแก้วมาปล่อยไว้ที่นี่ แล้วไม่นานหายไป ๆ ยังไงกันน้า มาระยะนี้รู้สึกปรากฏมีขึ้นบ้าง แล้วแมวก็มา

อยู่ในป่าก็มีแมว คือตามธรรมชาติจริง ๆ แล้ว สัตว์เหล่านี้เป็นสัตว์ป่าทั้งนั้นเราเอามาเลี้ยงไว้ เป็นสัตว์ป่าอยู่ในป่ามี เราเห็นมันอยู่ในภูเขาโน่น แมวป่ามี เวลาคนเอามาเลี้ยงก็กลายเป็นสัตว์บ้านไป ๆ ปรกติมันเป็นสัตว์ป่า

เวลานี้เทศน์นี่ออกทั่วโลกนะ เทศน์อยู่ที่นี่น่ะ อัดเทปไว้ข้างบน ออกจากนั้นก็เข้าอุดรฯ ไปกรุงเทพ..เทป จากนั้นกระจายออกเป็นอินเตอร์เน็ต ไปกรุงเทพแล้วกระจายหมด ออกทั่วโลกเลย ออกจากนี้แห่งเดียว เลยมีแต่เทศน์หลวงตานะเวลานี้ เทศน์ทั่วประเทศไทยแล้วยังไม่แล้ว ยังทั่วโลกอีก ถ้าหากว่าเราจะพิจารณาตามหลักธรรมชาติจริง ๆ แล้ว ก็ไม่มีความหมายอะไรเพียงว่าทั่วโลก เรียกว่าน้อยไปมาก กับธรรมที่ครอบโลกธาตุ ต่างกันไหม ธรรมครอบโลกธาตุ กับผู้ที่ถือธรรมเป็นหลักใจหรือนับถืออรรถือธรรมนี้แหละมีจำนวนน้อยมาก

ที่พูดว่าออกทั่วโลกก็คือว่ามีเราคนเดียว เช่นอย่างในประเทศไทยก็ไม่ได้ยินมีที่ไหนว่าเทศน์อย่างที่เราเทศน์นะ เทศน์ประจำวันเสียด้วยมาได้ ๓ ปีนี้แล้ว แต่ก่อนก็ประจำ หากประจำอยู่ใต้ดิน ก็มีแต่ทางอุดร ฯ ทีแรกมีวิทยุสถานีเดียวเขามาเอาไปฟังเป็นประจำมาตั้ง โอ๊ย สิบ ๆ ปีแล้วแหละ นี่เรียกว่าอยู่ใต้ดิน เงียบ ๆ มันก็มากระจายออกตอนที่ออกช่วยโลก สถานีต่าง ๆ ให้เป็นอัธยาศัยของเขาเองเราไม่ได้เกี่ยวข้อง ที่เขาเอาออกไปเปิดทางวิทยุ ๘ สถานี เวลานี้ออกหมด เป็นอัธยาศัยของเขาเอง ทางกรุงเทพก็เหมือนกัน สำหรับเราเองพอเทศน์แล้วหายไป ๆ เลย ไม่เป็นอารมณ์กับอะไร ทราบนี้ก็ทราบจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับเทป เขามาติดต่อกันเองก็ส่งไป ๆ แล้วก็ทราบย้อนหลัง ๆ มาเท่านั้นเอง ที่จะให้เราจัดการหรือสั่งเสียไม่มีเลย ตั้งแต่เทศน์วันหนึ่ง ๆ เราก็พอแล้ว เราเหนื่อยมาก

เมื่อวานนี้ก็ได้พูดถึงเรื่องภาษาธรรม ภาษาโลก โลกก็คือคลังกิเลส ภาษาธรรมคือคลังของธรรม แหล่งของธรรม หรือว่าฝั่งกิเลส ฝั่งธรรม เป็นสองฝั่ง ธรรมก็เดินตามฝั่งของธรรม สายของธรรมไป กิเลสเขาก็เดินตามฝั่งตามสายของเขาไป นี้เป็นหลักธรรมชาติจริง ๆ ทีนี้เวลาโลกกับธรรมเกี่ยวข้องกัน จึงมีการคละเคล้ากัน มีการขัดการแย้งการชมการติกันไปเรื่อย ๆ เป็นอย่างนั้นนะ ความจริงแล้วถ้าไม่มีอะไรไปเกี่ยวข้อง ฝั่งธรรมกับฝั่งกิเลสก็เป็นคนละฝั่ง แต่กิเลสกับธรรมมันกระทบกระเทือนกันอยู่เรื่อย ๆ เรียกว่าเป็นพื้นเพที่สุดก็คือเรื่องของกิเลสทำลายธรรม

ธรรมอยู่ในหัวใจของสัตว์ ทีนี้หัวใจของสัตว์ก็เกี่ยวกับธรรมเหมือนกัน คือกิเลสอยู่ในหัวใจของสัตว์ ฝั่งนี้เป็นฝั่งกิเลสอย่างนี้ เช่น วัฏจักรนี้คือสถานที่อยู่ของกิเลสทั้งมวลเลย กามภพ รูปภพ อรูปภพ เป็นภพของคนมีกิเลสทั้งนั้น สัตว์มีกิเลสทั้งนั้น ถ้าว่าฝั่งก็ฝั่งนี้เป็นฝั่งของกิเลส หรือว่าเป็นฝั่งของโลก โลกหมายเอาโลกวัฏจักรนี้แหละ ให้เข้าใจอย่างนั้นก็แล้วกัน ถ้าว่าโลกก็หมายถึงวัฏจักรวัฏภพสามภพ ธรรมก็หมายถึงธรรมตั้งแต่พื้น ๆ ถึงนิพพานธรรม นี่เรียกว่าธรรม ทั้งสองนี้ถ้าหากเราจะพิจารณาแยกเป็นสมมุติแล้วก็เป็นคนละฝั่ง นี้ฝั่งธรรม นี้ฝั่งกิเลสหรือฝั่งโลก นี้ฝั่งมหันตทุกข์ นี้ฝั่งบรมสุข

ทั้งสองอย่างนี้กระทบกระเทือนกันอยู่ตลอดเวลา เพราะกิเลสก็อยู่กับหัวใจสัตวโลก สัตวโลกเมื่อถูกกระทบกระเทือนมาก ๆ แล้วก็เหมือนกับเราเจ็บไข้ได้ป่วย ก็ต้องวิ่งหายาหาหมอ ยา หมอ ก็เข้าไปเกี่ยวข้องกับธรรม ที่มันเกี่ยวข้องกันอยู่อย่างนี้ ถ้าหากว่ามีตั้งแต่คนไข้ล้วน ๆ ไม่มีหมอเลย ก็มีแต่คนไข้ที่จะตายถ่ายเดียว ๆ ไม่มีที่เกาะที่ยึด คนไข้ที่พอเป็นพอไปทั้งตายทั้งยังอยู่ก็เพราะมีหมอมียาเกี่ยวข้องกันอยู่ มีความสมหวัง เข้าโรงพยาบาลแล้วไม่เตลิดเปิดเปิง เข้าไปแล้วกลับมาบ้านได้ เรียกว่าหายโรค ถ้าไม่มีหยูกมียาเสียเลยนี้ เข้าไปแล้วเตลิดไปเลย เข้าก็หมายถึงว่าเข้าป่าช้านั่นแหละ เข้าเมรุ เตลิดเลย ก็ไม่มีหมอแล้วมันจะมีโรงพยาบาลที่ไหน มันก็เข้าเตลิดเปิดเปิง

เวลานี้แยกให้พี่น้องทั้งหลายทราบ พูดอย่างชัดเจนคือว่า ฝั่งวัฏจักรนี้เรียกว่าฝั่งทุกข์น้อยใหญ่ถึงมหันตทุกข์ อยู่ในนี้หมด บรรจุไว้เต็มเอี้ยดเลย ทีนี้ฝั่งแห่งธรรมตั้งแต่ความสุขเล็กน้อยที่เกิดขึ้นจากการบำเพ็ญธรรม จนกระทั่งถึงความสุขอันยิ่งใหญ่ถึงพระนิพพาน ความสุขตั้งแต่เล็กน้อยจนกระทั่งถึงบรมสุขนี้คือฝั่งแห่งธรรม ยืนยันกันตลอดมา ไม่มีใครสูงใครต่ำกว่ากัน เป็นคนละฝั่งมาตลอด ที่จะให้สูงต่ำก็ขึ้นอยู่กับความคละเคล้ากันระหว่างธรรมกับกิเลสเป็นราย ๆ ของสัตว์ไป สัตว์ตัวไหนที่สร้างความชั่วช้าลามกมาก สัตว์ตัวนั้นก็จมมากความทุกข์มาก มากถึงมหันตทุกข์ สัตว์ตัวใดที่สร้างบาปสร้างกรรมลดน้อยลง ๆ ไป ความทุกข์ก็ลดลำดับ ๆ อยู่อย่างนั้นเป็นประจำ

ทีนี้ฝั่งแห่งธรรมก็เหมือนกัน ใครสร้างความดีได้มากน้อย ความสุขก็ติดตัวไป ๆ เรื่อย ๆ มากเท่าไรก็ระดับสูงขึ้น มากสุดยอดถึงบรมสุขปึ๋งเลย ไม่ต้องไปแบ่งสันปันส่วนมาจากกิเลสว่าความสุขในนิพพานนี้ไม่เพียงพอไปขอความสุขจากกิเลส เดี๋ยวมันจะตีหน้าเอานะ ไปหาความสุขจากมัน มันยังหาความสุขจนจะตายจะหาความสุขอะไรจากมันอีก เดี๋ยวมันฟาดหน้าเอานะ เพราะวัฏจักรนี้ไม่มีความสุขที่จะไปอวดธรรมได้ ใครทำไปตามวัฏจักรไปตามกิเลสแล้วมีแต่สั่งสมความทุกข์เป็นลำดับลำดาไปทั้งนั้น ที่จะสั่งสมความสุขไม่มี ยันกันเลย

ทีนี้ทางด้านความดีนี้ แม้จะทุกข์เพราะการบำเพ็ญก็ทุกข์เพื่อสุข เหมือนเราทำงานเพื่อผลของงานเป็นสุขของเรา เราบำเพ็ญความดีงามทั้งหลายมีมากมีน้อยความสุขก็เพิ่มขึ้น ๆ เรื่อย ๆ ถึงผึงเลย ไม่ต้องไปแบ่งสันปันส่วนเอาจากกันแหละ ธรรมไม่เคยบกพร่อง แต่กิเลสบกพร่องตลอดเวลา ในการที่จะขวนขวายสร้างเนื้อสร้างตัวของตัวเองอยู่บนหัวใจของสัตว์ แล้วสร้างกองทุกข์ไว้ในนั้นเสร็จ นี่เป็นเรื่องของกิเลส ให้พากันทราบเอาไว้ นี้คือพื้นเพดั้งเดิม

วันนี้ชี้แจงให้ทราบอีกชัดเจนเป็นคนละฝั่ง จึงไม่มีอะไรที่จะยิ่งหย่อนกว่ากัน เต็มเปี่ยมด้วยกันเรื่องความทุกข์ความสุข เต็มเปี่ยมด้วยกัน ที่จะให้มีหนักเบามากน้อยก็เกี่ยวข้องกับสัตว์ที่อยู่ในฝั่งนั้น ๆ ทางฝั่งนี้จิตใจเกี่ยวข้องกับธรรมก็เป็นธรรมไป เกี่ยวข้องกับทั้งธรรมทั้งกิเลสก็เป็นทั้งธรรมทั้งกิเลส ข้างซ้ายเป็นกิเลส ข้างขวาเป็นธรรม แล้วเวลาเราแยกปัจจุบันนี้เรียกว่าข้างซ้ายเป็นอัมพาต ใช้งานไม่ได้เลย ข้างขวายังพอใช้ได้ ถ้าหากว่ายังไม่ชัดเจนให้ไปถามอาจารย์เจี๊ยะ ที่เวลานี้อยู่โรงพยาบาลศิริราช ข้างหนึ่งท่านเป็นอัมพาตไม่รู้เรื่องอะไรเลย ข้างหนึ่งยังใช้ได้อยู่ เอาพยานมาซิ พยานคนอื่นเราไม่แน่ใจเราไม่เชื่อ ถ้าอาจารย์เจี๊ยะเป็นพยานท่านตรงไปตรงมาเลย ท่านจะบอกผึงออกมาเลย ข้างนี้เป็นอัมพาตใช่ไหม ใช่ทันทีเลย นี่ละมันเป็นคนละฝั่งมันเป็นอย่างนี้ละ ด้านหนึ่งเป็นสุข ด้านหนึ่งเป็นทุกข์

ทีนี้เวลาเราสั่งสมความสุขมากเข้า ๆ จิตใจนี้ไม่มีความตายเหมือนร่างกายนะ จิตใจนี้จะฟื้นตัวขึ้นมาทางดีเรื่อย ๆ จะให้จิตตายนี้ไม่มีทาง ไม่มีเลย ไม่มีแต่ไหนแต่ไรมา เรื่องเกิดเรื่องตายนี้เป็นเรื่องของจิตเข้าไปอาศัยร่างต่างหาก เพราะอำนาจแห่งบุญกรรมของตนที่สืบเนื่องในภพในชาติอยู่เท่านั้นเอง ถ้าสิ้นภพสิ้นชาติแล้วจิตนี้ดีดออกก็เป็นธรรมธาตุล้วน ๆ เลย ดังที่พูดว่านิพพาน ๆ หรือมหานิพพาน หรือว่าธรรมธาตุ นี้เป็นไวพจน์ใช้แทนกันได้ พูดคำใดแล้วถูกอันเดียวกัน เมื่อถึงที่สุดแล้วก็ไปอย่างนี้ ถึงนั้นเลย นั่นละที่ว่าบรมสุข

เมื่อจิตถึงขั้นนี้แล้ว ปราศจากทุกข์ หรือปราศจากสมมุติ สมมุติก็คือกฏ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา มากน้อยนั่นแลอยู่ในสมมุติ อันนี้พอพ้นปั๊บกฎ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ไปเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะฉะนั้นนิพพานจึงว่าเที่ยง ไม่มีอะไรเข้าไปเกี่ยวข้องเลย เป็นคนละฝั่ง ๆ อย่างนี้ เรื่องกิเลสตัณหามันลบมันล้างมันลบมันล้างตลอดเวลาแหละ มีมากมีน้อยต้องต่อสู้กับธรรมตลอดไปจนกระทั่งสิ้นสุด ไม่มีกิเลสเหลือซากติดอยู่ภายในใจแล้วนั้น ใจจึงเป็นธรรมธาตุล้วน ๆ กฎ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ไม่มี นิพพานเที่ยง

ทีนี้ก็เกี่ยวข้องกับเรื่องที่พูดเมื่อวานนี้ เกี่ยวข้องกับทางเดินของวัฏจักร ทางเดินของธรรมจักร จักรหมายถึงความหมุนเพื่อพ้นจากทุกข์ ความหมุนเพื่อลงทุกข์ มีสองจักร เรียกว่าวัฏจักร ธรรมจักร จักรนั้นเป็นเครื่องหมุน หมุนเพื่อขึ้นสู่สูง หมุนลงต่ำเรียกว่า วัฏจักร เช่น ธรรมจักร ธรรมเครื่องหมุนให้สัตวโลกหลุดพ้นจากทุกข์ไปโดยลำดับ ทั้งสองนี้เดินสวนทางกัน คือทางกิเลสจะเดินไปตามแถวของกิเลส กิเลสคือตัวปลิ้นปล้อนหลอกลวง ตัวจอมปลอม จะหาความจริงกับกิเลสไม่ได้เลย มีแต่ความจอมปลอมของมันตลอด ตั้งแต่เล็กจนใหญ่สุดก็มีแต่ของจอมปลอม หาความจริงติดนั้นไม่มีเลย

เพราะฉะนั้นกิเลสแสดงออกมาแง่ใดมุมใด จึงมีการประดับตกแต่งทุกสิ่งทุกอย่าง ตกแต่งออกมาเพื่อกลบตัวเอง ๆ คือหลักธรรมชาติของมัน ความเลวร้ายอยู่กับกิเลส ความสกปรกอยู่กับกิเลสทั้งหมด การใช้กิริยาท่าทางคือกิเลสบงการออกมาให้ใช้ พากันฟังให้ดีนะ นี่เอาธรรมถอดออกมาจับกันกับกิเลสให้ดู ถอดออกมาจากหัวใจนี้ด้วยไม่ถอดออกมาจากไหน มันเป็นมาสักกี่กัปกี่กัลป์แล้ว เปิดขึ้นมาให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบเสียทีหนึ่ง ธรรมชาติอันนั้นแล้วมันเป็นตัวสกปรกอยู่ในนั้นหมด แล้วมันเป็นผู้บงการเอาความสะอาดมาประดับประดาตกแต่งหุ้มห่อเอาไว้ให้เห็นแต่ความสะอาด ข้างในที่สกปรกไม่ยอมให้เห็น มันจึงต้องมาหุ้มห่อด้วยความสะอาดเอาไว้ ตกแต่งอย่างนี้

เราทุกคนดูซิในตัวของเรานี้ เอาธรรมจับให้มันเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ คนหนึ่ง ๆ มีขี้ไหมอยู่ภายใน เอาหนังบาง ๆ นี้มาห่อนี้เป็นเครื่องประดับตกแต่งภายนอก แล้วเครื่องนุ่งห่มใช้สอยประดับประดาตกแต่งให้กิเลส ให้มันหลงไปตามอย่าให้มันรู้ตัว ถ้ารู้ตัวมันจะดีดออกทางฝั่งธรรมเข้าใจไหมล่ะ นี่ละต้องประดับประดาตกแต่ง ออกจากในร่างกายนี้แล้วก็มีหนังหุ้มห่อ มีอะไร ๆ ตกแต่งทั้งผมทั้งเล็บทั้งฟัน ดูซิ เล็บเหล่านี้ทั้งเขียวทั้งแดงทั้งดำ มันดำด้วยอะไรไม่รู้ ปากก็ปากแดงทาด้วยลิปสติกหาพ่อหาแม่มันไปหาอะไร เอ้า พูดเปิดธรรมให้ฟังชัด ๆ เสียนะ ไม่มีใครเปิด ธรรมมีเท่าไรก็ออกไม่ได้ นี้จะเอาออก ถึงกาลเวลาเอาออกรอไม่ได้ ใครมาปิดฟาดปากมันเลยเข้าใจไหม

นี่ละธรรมชาติของกิเลสแท้ ๆ ตัวสกปรกอยู่นี้ ตัวเลวร้าย ความโกรธก็อยู่ในนั้น ความเคียดแค้น ความโลภ ราคะตัณหา ซึ่งมีแต่ฟืนแต่ไฟอยู่ในกองนี้หมด มันประดับประดาตกแต่ง การพูดการจาไพเราะเพราะพริ้ง นี่ประดับกันเข้าใจไหมล่ะ มันไม่ได้พูดตามความจริงที่มันโกรธ ที่มันเคียดมันแค้น ที่มันรัก ที่จะให้เป็นไฟเผาตัวเองและเผาผู้อื่น ความโลภก็เหมือนกันได้เท่าไรไม่พอ ๆ ต้องใช้กิริยามารยาทอย่างนั้น กิจการอย่างนั้น งานอย่างนี้ งานกว้างงานขวางงานโลภของมันไม่บอกเข้าใจไหม ได้เท่าไรไม่พอ ๆ นี้งานแห่งความโลภคือได้ไม่พอ เอาคนให้ตายฉิบหายได้คืองานอันนี้กิเลสมันไม่บอก มันบอกว่าต้องมีงานมีการอย่างนั้น คนไม่มีงานเป็นคนว่างงาน คนไม่มีสาระ ตัวมีสาระคือตัวไฟเผาหัวมัน เศรษฐีใหญ่เท่าไรยิ่งเผาหัวใหญ่ ธรรมจับเข้าไปเห็นหมดว่าไง

มันจะโอ่อ่าฟู่ฟ่าขนาดไหน มันประดับตกแต่งตั้งแต่ภายนอก แต่ความจริงของมันกับธรรมที่เป็นความจริงนี้พุ่งเข้าหากันหลีกไม่ได้เลย ขาดสะบั้นไปเลย นั่นละพระพุทธเจ้าเอาธรรมนั้นละมาสอนโลก จากนั้นจึงย่นเข้ามาหาอีกถึงเรื่องความสกปรก ยกตัวอย่างอย่างนี้ละนะ ทุกคนทุกสัตว์สกปรกมอมแมมเต็มตัวของมัน นี้คือหลักความจริง การตกแต่งภายนอกก็เพื่อประดับประดาปกคลุมสิ่งสกปรกเอาไว้ให้พอดูได้ อย่างน้อยพอดูได้ธรรมดา จากนั้นก็ตกแต่งออกไปเรื่อย แล้วตกแต่งไปจนกระทั่งถึงสถานที่อยู่ที่หลับที่นอนที่อยู่ที่กิน แม้ที่สุดที่ขับถ่ายไปประดับประดาตกแต่ง คนแก่เข้าไปลื่นล้มหัวฟัด ให้มันลื่นให้มันเป็นเงาให้มันสวย บทเวลาหัวฟาดฟื้นมันสวยไหมล่ะ

นี่หลวงปู่ขาวเรานี่ เอาตัวอย่างมาพูดนี้นะ ท่านไปกรุงเทพเข้าไปในห้องน้ำเขา ห้องน้ำอย่างนี้นะ เข้าไปในห้องแล้วต้องช่วยตัวเองซิ ใครจะเข้าไปช่วยในห้องน้ำ เข้าไปในห้องสกปรก เวลาจะเปิดของสกปรกก็ต้องไปเปิดคนเดียว ไปถ่ายไปอะไร ลื่นทีนี้ก็ล้มลงในนั้น ตั้งแต่นั้นมาท่านทรุดโทรมมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงตาย มาจากนั้นนะ มาจากที่ว่าของสกปรกหรือไม่สกปรก ฟังซิ นี่ละมันตกแต่งขนาดห้องน้ำ อย่างเราทุกวันนี้เหมือนกันนะ ไปที่ไหนถ้าเขานิมนต์ไปเทศน์ในที่ต่าง ๆ ระวังที่สุดคือห้องน้ำ คือภัยใหญ่อยู่นั้น เราไม่เห็นว่าเป็นของสวยของงามนะ

ใครจะว่าบ้าก็ตามเราไม่ได้เห็นอย่างนั้น คืออันตรายอยู่ตรงนั้น กิเลสมันวางไว้หมดเลย ปักขวากปักหนามไว้หมด ไปไม่ระวังตูมเลย ลื่น นี่ละความสกปรกของมันอยู่ลึก ๆ มันทำออกเป็นความสะอาดสะอ้านให้โลกทั้งหลายเพลินทางหูทางตาทางอะไรให้เพลินทางจิตใจ ไม่ให้เห็นตัวจริงของมันที่เป็นภัย คือความสกปรกที่แสดงออกมาเป็นเรื่องเราเห็นด้วยตาเนื้อ เช่นมูตร เช่นคูถ เป็นต้น ความสกปรกภายในคือ ความโลภ ความโกรธ ราคะตัณหา เป็นตัวสำคัญ นี้คือไฟภายใน มันปกปิดไว้หมดไม่ให้เห็น จะเอาตั้งแต่กิริยานุ่มนวลอ่อนหวานมาพูดมาคุยกัน ข้างในจะเป็นเสือคอยจะกัดกันอยู่เวลาได้โอกาส มันก็เก็บเอาไว้ไม่ให้เห็นนะ มันจะให้เห็นแต่กิริยาท่าทางไพเราะเพราะพริ้งนุ่มนวลอ่อนหวาน ทุกอย่างประดับประดา ทางหูฟังแล้วเคลิ้ม ๆ ตัวที่มันคอยจะเอาอยู่ข้างในคอยฉวยโอกาส

คนเขาฆ่ากันเขาฆ่าด้วยมารยาทของกิเลสหลอกลวงจนฆ่าได้ คนตายใจแล้วฆ่าได้ คนตายใจแล้วฉกลักขโมยปล้นจี้ได้ทุกอย่าง เอาเวลาเผลอ ๆ กิเลสมันเอาตอนเผลอนะ นี่ละกิเลสมันเป็นความซื่อสัตย์สุจริตตายใจกับมันได้ยังไงพิจารณาซิ แล้วปกคลุมหุ้มห่อเอาไว้นี้ มีแต่หุ้มห่อตัวพิษตัวภัยทั้งนั้น ธรรมจับเข้าไปเห็นหมดจะว่าไง นี่ละเรื่องของกิเลส ทีนี้เวลาพูดออกมานี้ก็ประดับคำพูดคำจาไพเราะเพราะพริ้ง ถ้าพูดธรรมดาตามความจริงนี้มันโดนหัวกิเลส กิเลสไม่อยากให้พูด หาว่าพูดหยาบพูดโลนพูดดุพูดด่าไปอย่างนั้น

ภาษาธรรมแท้ละนี่ คือพูดตามหลักความจริง สกปรกบอกสกปรก สะอาดบอกสะอาด ดีบอกว่าดี ชั่วบอกว่าชั่ว นี้คือธรรม ตรงไปตรงมา คำว่าไพเราะเพราะพริ้งเป็นเรื่องของกิเลสมันตกแต่ง เพราะฉะนั้นการแสดงออกในภาษาของธรรมกับภาษาของกิเลสจึงไม่เหมือนกัน ภาษาธรรมท่านจะพูดตรงไปตรงมา ท่านไม่คำนึงเลยว่า เป็นความสกปรกโสโครกหรือเป็นความดุด่าว่ากล่าว เป็นความหยาบโลน ท่านไม่เคยสนใจ ตัวหยาบโลนนั้นตัวท่านตำหนิ ตัวท่านกำลังชะล้างอยู่ด้วยธรรมที่สะอาดเวลานี้ ที่เขาหาว่าท่านพูดสกปรกพูดหยาบโลน นั้นละคือน้ำที่สะอาดแห่งธรรมชะล้างของสกปรกคือกิเลสอยู่ภายใน กิเลสมันปิดมันหาว่าน้ำที่สะอาดสุดนี้สกปรก คือธรรมนี้สกปรก ตัวกิเลสกลายเป็นของสะอาดสุดยอดไปแล้ว เข้าใจไหม นี่ละมันลบมันล้างกันอยู่อย่างนี้ พี่น้องทั้งหลายฟังเอานะ นี้เปิดออกมาให้ฟังชัดเจน

เวลาเปิดเข้าไปมันเห็นไปหมดนี่จะว่าไง อันนี้จอมปลอมอันนี้ความจริง อันนี้ปลอมอันนี้ความจริง มันรู้กันมันปัดกันออก ๆ เป็นหลักธรรมชาติของธรรมที่ชำระล้างกันจนกระทั่งไม่มีอะไรเหลือ หมดจริง ๆ แล้วทีนี้อะไรจะสะอาดยิ่งกว่าธรรม ความสกปรกในเรื่องของสายตากิเลส สิ่งเหล่านี้จะว่าเห็นเป็นของสวยงามทั้งหมด กิเลสตกแต่งไว้หลอกลวงสัตวโลกให้เป็นของสวยงามสะอาดสะอ้าน น่าอยู่น่ากินน่าใช้น่าสอยน่าหลับน่านอน น่าพูดน่าจาน่าทุกอย่างไปหมด เรื่องกิเลสหลอกลวง แต่เวลาพิจารณาแล้วนี่คือความสวยงามของกิเลส นี้คือความสะอาดสะอ้านของกิเลส แต่สายตาของธรรมแล้วนี้คือความสกปรกสุดยอดของกิเลส นั่นเห็นไหมล่ะ ที่กิเลสหาว่าธรรมสกปรก ธรรมดูแล้วคือตัวสกปรกสุดยอดก็คือกิเลส ที่มันหาเรื่องโจมตีธรรมซึ่งเป็นเหมือนกับน้ำสะอาดไปชะล้างหัวมันตัวสกปรกนั่น ให้พากันจำเอานะ เป็นอย่างนั้นละธรรม

ธรรมกับโลกจึงไม่เหมือนกัน เวลาพูดที่ไหนท่านพูดตามภาษาของธรรม ท่านจะพูดอย่างตรงไปตรงมา ไม่ได้คำนึงถึงว่าอันนั้นสกปรกอันนี้โสมมอย่างกิเลสมันปิดป้องตัวของมันตลอดเวลานั้นเลย นี่ละภาษาของโลกกับภาษาของธรรมจึงไม่ได้เหมือนกัน ภาษาของธรรมปลิ้นปล้อนหลอกลวง กิริยามารยาทนิ่มนวลอ่อนหวาน แต่ภายในเต็มไปด้วยมหาภัย ๆ ทั้งนั้น มันอยู่สองฝั่งอย่างนี้ละ มันกระทบกระเทือนกันอยู่ก็เพราะกิเลสกับธรรม ผู้แสวงหาธรรมก็มีผู้เสาะความดีก็มี มันก็คละเคล้ากันรบกัน เช่นระหว่างความขี้เกียจขี้คร้านกับการประกอบความดีงามทั้งหลายมันก็เป็นข้าศึกกัน ถ้าเราจะทำคุณงามความดีอะไร ความคัดค้านต้านทานความอ่อนแอท้อแท้มันจะมาขัดขวางทันที มันอ่อนแอก็จริงมันอ่อนแอมันขัดขวาง แต่มันแข็งแรงอยู่ด้วยตีหน้าความเพียรของเราให้หงายลงหมอน ๆ เรารู้ไหม นั่นละมันอ่อนแออย่างนั้นละ อ่อนแอเพื่อจะตีหน้าผากเราลงใส่หมอนหลับครอก ๆ มันอ่อนไหมที่นี่ พอลงถึงนั้นอ่อนไหมไม่รู้ หลับเหมือนตาย ถ้าไม่มีพระไปกุสลาให้ดีไม่ดีจะไม่ตื่น เป็นอย่างนั้นนะ

ให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบเอาไว้ เรื่องภาษาของธรรมกับภาษาของกิเลสผิดกันอย่างนี้ เรานี้พูดจริง ๆ ถึงขนาดนี้เรายังลดหย่อนอยู่นะ ที่พูดไม่เต็มไปตามภาษาของธรรม เพราะผู้ฟังมันจะโกยเอาบาปเอากรรมใส่หัวมัน ถ้าพอผ่อนบ้างก็ผ่อนให้มันอย่าให้มันโกยมากนัก ถ้าผู้ฟังเพื่อมุ่งอรรถมุ่งธรรมจริง ๆ ร้อยต่อร้อยออกผึงทันทีเลย จะไม่มีเหลือเลย นี่อันหนึ่ง

อันหนึ่งร้อยนี้ออกเสีย ๗๕ % เพราะผู้จะรับจากปัญหาที่ตอบออกมา เช่น เขาถามปัญหาหรือเทศนาว่าการอย่างนี้นะ ควรจะเทศน์ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ผู้ที่จะมารับฟังนี้อย่างสูงสุดไม่เลย ๗๐% ก็เทศน์ขนาด ๗๐% ลงมา การตอบปัญหาก็จะตอบออกมาแค่ ๗๐% ที่ออกนั้นออกร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่แบ่งเอาไว้เสีย ๓๐% อันนี้ไม่เกิดประโยชน์แก่ผู้ฟัง จะนำออกแต่เพียง ๗๐% เท่านั้น ๗๐% ๖๐% มาถึง ๕๐% ไม่อยากออกแหละ ถ้าเลยนั้นแล้วไม่ตอบเลยไม่เกิดประโยชน์ นั่นเป็นระยะ ๆ

ปัญหาที่จะออกเป็นประโยชน์แก่โลก โลกรับได้แค่ไหนออกแค่นั้น ๆ ถ้าสมควรจะรับได้หมดนี้ พอทางนั้นผางมาทางนี้ผางใส่กันตูมเลย เรียกว่าได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์ จริงต่อจริงถึงกัน คำว่าจริงต่อจริงถึงกันนี้แล้วไม่มีเพศ เพศหญิงเพศชายไม่มี ราคะตัณหาไม่มี มีแต่ธรรมของจริงเข้าถึงกันแล้วไม่ได้มีสมมุติอย่างที่ว่านี้เข้าไปเกี่ยวข้อง ถ้าสมมุติก็เป็นเรื่องสมมุติของธรรมล้วน ๆ ไปเสีย นั่น ท่านแยกอย่างนั้นนะ การเทศนาว่าการจึงลำบากลำบน เทศน์แกงหม้อใหญ่ ไม่ทราบจะเทศน์ไปยังไง

เอาฟังให้ชัดนะ ทั้ง ๆ ที่ธรรมมีเต็มหัวใจที่จะออกตลอดเวลา แต่เวลาจะออกมันออกช่องไหน ออกช่องไหนก็มีแต่ตมแต่โคลนไปเสีย ไม่ได้มีสิ่งที่จะเป็นความสะอาดสะอ้านรับกัน เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วเทศน์ก็เทศน์ลำบาก ครั้นจะตีแรงก็จะถูกหัวเด็กจะถูกหัวคนแก่ ถ้าตีลงไปแรงไอ้หัวอันธพาลมันอยู่ข้างหลังนั่น ตีไม่ถูกมันน่ะซีเข้าใจไหม แล้วตีหัวเด็กเกิดประโยชน์อะไร ตีหัวคนแก่งกงัน ๆ อยู่แล้วไม่มีใครตีก็จะล้มอยู่แล้วก็จะไปตีหาอะไร ตัวอันธพาลที่แอบอยู่ข้างหลังตีไม่ถูกมัน

นี่ซิเทศน์ยากเทศน์ลำบาก เทศน์แกงหม้อใหญ่นี่เทศน์ลำบาก เมื่อไม่ทราบว่าจะแบ่งสันปันส่วนไปในแง่ไหน ๆ ธรรมท่านก็แยกของท่านเองนั่นแหละ แต่เราจะมีแต่ธรรมแยกอย่างเดียวเราไม่ได้นำการแยกของธรรมว่าเป็นความสะดวกไม่สะดวกขนาดไหน ก็ไม่เข้าใจกัน จึงแยกออกมาให้ทราบอย่างนี้เข้าใจไหมล่ะ พอถึงแกงหม้อเล็ก แกงหม้อจิ๋วไม่ต้องบอกที่นี่นะ แกงหม้อเล็กแกงหม้อจิ๋วมีแต่นักรบเข้าสู่สงครามแล้ว ยื่นอาวุธให้จับปั๊บ ๆ เหนี่ยวไกตูม ๆ ตูม ๆ ไปเลย นี่คือผู้ออกแนวรบที่จะฟัดกับกิเลสอยู่แล้ว ยื่นอาวุธคือธรรมเข้าเงื่อนไหน ๆ จับปั๊บใส่ตูม ๆ ตูมร้อยเปอร์เซ็นต์ ๆ เลย เทศน์แกงหม้อเล็กกับแกงหม้อจิ๋วนี้เทศน์สะดวกมาก เพราะเป็นทางราบรื่นสุดยอดของธรรมที่จะออกต้อนรับกันกับผู้ต้องการความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์เช่นเดียวกัน การเทศนาว่าการนี้ไหลออกเลยเทียวไม่ต้องบอก ทั้งถังหรือว่าทั้งสระทั้งบึงเป็นธรรมทั้งนั้นออกพร้อมกันหมดเลยได้

ถ้าจะให้แบ่งสันปันส่วนก็อย่างที่ว่านั่นแหละ ไม่ทราบจะแบ่งใส่หัวไหนบ้าง หัวเด็กมี หัวผู้เฒ่าผู้แก่ก็มี หัวอันธพาลก็มี มีหลายคนก็มีหลายหัวใช่ไหม ตีก็ตีไม่ลงล่ะซี มันลำบาก เทศน์อึ๊ ๆ อ๊ะ ๆ เห็นสมควรแก่เวลาแล้ว เอวังก็มีด้วยประการละฉะนี้ ถ้ามีกล้วยหอมกล้วยไข่ให้เอามาเป็นกัณฑ์เทศน์ ก็พูดเท่านั้นเองเข้าใจไหม นั่นละเป็นอย่างนั้นนะให้พี่น้องทั้งหลายฟัง นี่ละธรรมเป็นอย่างนั้น ท่านไม่พูดเฉย ๆ รู้เต็มหัวอกก็พูดไม่ได้เพราะธรรมไม่เหมือนโลก มีเหมือนไม่มี ไม่อัดไม่อั้นไม่ผลักไม่ดัน ถ้าถึงเวลาที่จะนำออกมาใช้แล้วจะพร้อม ๆ ตลอดเวลาในธรรมทุกขั้นกับคนทุกภูมิจะพร้อม ๆ กันไปเลย จะออกตามนั้น ๆ

ถ้าให้เหมาะที่สุดแล้ว ถ้าเป็นรถแล้วไม่ต้องติดเครื่อง เหยียบคันเร่งเลย ถ้าเป็นนักมวยก็ไม่ต้องยกครู ฟัดเลย นี่แกงหม้อเล็กแกงหม้อจิ๋วเป็นอย่างนั้นแหละ พุ่งเลย กิเลสอยู่ตรงไหนขาดสะบั้นไปเลย พวกแกงหม้อใหญ่ไม่เป็นอย่างนั้นมันต่างกันนะ คำว่าต่างนี้ไม่พูดละเดี๋ยวจะไปเข้าเนื้อพวกนี้อีก เดี๋ยวมันตีหน้าผากพวกแกงหม้อใหญ่อีกเรายุตินี้ไว้ก่อน ไอ้แกงหม้อใหญ่ไม่เป็นอย่างนั้นนะ มันก็อยากฟังจะเป็นยังไง เราก็เลยไม่พูดเสียเพราะมันอยากมากให้มันตายเสีย เราค่อยกุสลาเอา มันตายแล้วเราไปกุสลาทีเดียวสบายดี

นี่เราคิดเป็นห่วงเป็นใยพี่น้องทั้งหลาย พูดจริง ๆ นะเราไม่ได้มาเสมาแสร้ง เสแสร้งไม่เป็นธรรม ต้องตรงไปตรงมาเลย นี้จวนจะตายเท่าไรแทนที่จะมาห่วงใยในธาตุในขันธ์ซึ่งเป็นเครื่องมือใช้สำหรับธรรมเพื่อเป็นประโยชน์แก่โลกนี้มันทรุดโทรมลงไปทุกวัน ๆ มันก็ด้อยลงไป การทำประโยชน์ก็น้อยลง ๆ กลับมาห่วงธาตุขันธ์ที่จะทำประโยชน์ให้โลกมากยิ่งว่าการห่วงธาตุขันธ์เพื่อตัวเองนะ เราไม่ได้บอกว่ามากนะธาตุขันธ์ เราบอกเราไม่มีเลยเรื่องธาตุขันธ์ ว่าจะเป็นห่วงกับความเป็นความตายกับมัน

เราไม่มีเราบอกไม่มี ไม่มีแม้เปอร์เซ็นต์เดียว ขึ้นชื่อว่าสมมุติแล้วไม่มี การเกิดการตายมันก็ถึงขั้นยุติของมันแล้ว ตั้งแต่ยังไม่ตายมันก็เป็นของมันอยู่แล้ว ดินก็เป็นดินอยู่แล้ว น้ำเป็นน้ำ ลมเป็นลม ไฟเป็นไฟอยู่แล้ว ตายแล้วจะเปลี่ยนแปลงไปไหน มันก็เป็นธาตุเดิมของมัน จิตก็เป็นธรรมชาติของจิตแล้วเปลี่ยนแปลงไปไหน   มันไม่ขัดไม่แย้งกันแล้วจะห่วงไปหาอะไรสิ่งเหล่านี้ ก็ห่วงแต่ทำประโยชน์ให้โลก ที่โลกยังอยู่ในสมมุติ มีดีมีชั่วมีสูงมีต่ำมีเสื่อมมีเจริญจะพยุงกันทางนี้ทั้งนั้นแหละไม่ใช่อย่างอื่นใดนะ

เราจึงสงสาร จวนจะตายเท่าไรแทนที่จะห่วงธาตุห่วงขันธ์กลับไม่มี มันยิ่งห่วงโลกมากเข้าไป ๆ อันนี้ยิ่งกุดยิ่งด้วนเข้ามา ๆ การใช้ประโยชน์ได้น้อยลง ๆ อย่างนี้ทำให้เป็นห่วงมากนะ อยากให้เห็นธรรมพระพุทธเจ้า ไม่มากก็ตามเพียงจิตใจสงบในหัวใจเท่านั้นจะเป็นที่ระลึกถึงวันตายนะ ใจนี้ไม่ใช่เล่น ๆ นะไม่จืดไม่จางง่าย ๆ นะถ้าลงได้สงบสักทีนึงจนกระทั่งตื่นเต้นดังที่เราเคยพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟังนั่น เรียนหนังสืออยู่ ๗ ปีจิตนี้รวมลงถึงอัศจรรย์ ๓ หนเท่านั้น โหย ไม่มีวันลืมนะ ตั้งแต่วันแรกที่เป็นเลยเทียวนะ มันตื่นมันเต้นมันอะไร วันนั้นเรียนหนังสือทั้งวันอารมณ์อะไรไม่มีเข้ามาเกี่ยวข้องนะ มีตั้งแต่ความสงบอัศจรรย์ของจิตที่เป็นอยู่ภายในจิต ขยับ ๆ วันนี้ย่นเวลาลง เรียนหนังสือสมมุติว่าธรรมดาเราจะประมาณตี ๑ ตี ๒ เราหยุดเรียนหนังสือนะ ตี ๑ ตี ๒ ตี ๓ ก็มี ตี ๑ ตี ๒ เป็นพื้นฐานละเรียนหนังสือนี่

ทีนี้เราเคยเรียนนั้น พอจิตภาวนาเป็นอย่างนี้แล้วย่นเวลาเข้ามา สมมุติว่าจะหยุด ๗ ทุ่ม ๖ ทุ่มหยุดแล้ว ๑ ชั่วโมงนี้จะภาวนา เอานี้ก็ไม่ได้สักทีเพราะได้หนหนึ่งแล้วขยับใหญ่เลยไม่ได้เรื่อง ๆ จนกระทั่งจืดจางไป แต่ความเชื่อไม่ได้จืดนะ ฝังลึกมาก เป็นอจลศรัทธา อ๋อ จิตวิเศษมีอยู่อย่างนี้จริง ๆ ถึงไม่ได้เป็นก็ตามมันจะได้มันจะเป็น ไปอีกเป็นอีกที่สองแบบเดียวกัน เป็นครั้งที่สามเป็นแบบเดียวกัน เพราะฉะนั้นจึงเป็นต้นทุนอันใหญ่หลวง ออกคราวนี้จะเอาจิตอันนี้ให้ได้นั่นฟังซิ ปักจิตปึ๊กเลย พอออกปฏิบัติคราวนี้จิตอันนี้ต้องอยู่ในเงื้อมมือเป็นอื่นไปไม่ได้ ฟัดกันเลย มันก็เป็นจริง ๆ ได้

นี่ละเพียงจิตสงบเท่านั้น โห ปลุกประสาท ทำความเชื่อของเราให้ฝังลึกในธรรมทั้งหลายนี้ไม่ได้จืดจางนะ มันหายไปแล้วก็ตามแต่ความเชื่อไม่จืด เราเห็นในใจของเราเอง นี่ละอยากให้เห็น อย่างน้อยก็ให้มีความสงบเย็นใจบ้างเล็กน้อย นั่นละความอัศจรรย์จริง ๆ จะอยู่ที่ใจนะ ไม่ได้อยู่ที่ต้นไม้ภูเขาสมบัติเงินทองข้าวของดินฟ้าอากาศฟ้าแดดดินลมที่ไหน ถนนหนทางเครื่องตกแต่งประดับประดา ที่จะให้หยดย้อยขนาดไหน ว่าจะหวังเอาความสุขจากมัน อย่าไปหวังว่างั้นเลย นั้นคือกองไฟมันหลอกเรา จะเอาไฟเผาเรา ถ้าจิตได้เกิดความสงบภายในใจมันไม่ได้สนใจกับสิ่งภายนอกนะ ไม่มีอะไรมีคุณค่ายิ่งกว่าจิตที่สงบอัศจรรย์นี้นะ มันปล่อยของมันไปเลย ได้อันนี้ปั๊บเท่านี้ปล่อยเลย เป็นอย่างนั้นนะ

เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านถึงปล่อยโลกได้ซี โลกธาตุสามโลกนี้อะไรไปติดพระทัยท่าน ก็คืออันนั้นมันเลิศเลอเกินกว่าที่จะมาติดมาพันกับกองมูตรกองคูถนี้ ท่านจะไปติดอะไร พากันจำเอานะ ทีนี้เวลามันได้ขนาดไหน ๆ มันก็ปล่อยของมันไป ๆ ปล่อยเรื่อย ปล่อยจนกระทั่งไม่มีอะไรเสมอธรรมชาติที่บริสุทธิ์พุทโธแล้วผึงเลยไปเลย นั่น ได้ยินไหมพระพุทธเจ้าไปถึงนิพพานแล้วห่วงใยเสียดายโลก มาตายกองกันกับพวกเรามาสมัครตายอีกเคยมีไหม มีแต่ท่านเข็ดท่านหลาบเท่านั้นแหละ เอาละวันนี้เทศน์เท่านั้นก่อน ให้พร….

เดี๋ยวนี้ดูว่าเขาไปดัดเหล็กเขานะ คือโรงงานเขาอยู่หนองคาย เขาจะดัดเหล็กต้นเสาขึ้นศาลา เขาเลิกงานไปน่าจะเป็น ๒ อาทิตย์แล้วมั้ง เขาเลิกงานจากศาลานี้เขาไปดัดเหล็กที่โรงงานใหญ่เขา ถ้าเสร็จแล้วเขาก็จะบรรทุกใส่รถมา มัดเหล็กเป็นเสา ๆ มา ทีนี้ขึ้นละที่นี่ พอขึ้นแล้วก็พึบ ๆ เลยนะ เวลานี้เขากำลังไปดัดเหล็กดัดอะไรจะขึ้นต้นเสา พักงานไปดูเหมือนประมาณสัก ๒ อาทิตย์แล้วมั้ง คงไม่นานแล้วก็กลับมาอีก ทีนี้ศาลาใหญ่จะขึ้นละ ความยาว ๖๐ เมตร ความกว้าง ๓๐ เมตรใหญ่อยู่นะ

เรานึกว่าเมื่อเช้านี้หนาวกว่าเมื่อวาน เราไปดูปรอทนี้หรือเราดูผิดพลาดก็ไม่ทราบนะ เราเข้าใจว่าเมื่อเช้านี้หนาวหรือเราดูไม่ชัดก็ไม่ทราบ กลับไปนี้ถ้าไม่ลืมจะไปดูอีกทีนึง เราก็เข้าใจว่าเมื่อเช้านี้หนาวกว่าทุกวัน แต่เวลาไปดูปรอท อ้าว ทำไมเป็นอย่างนี้ แต่เราไม่เชื่อตาเรานะ ตามันเคยโกหกเรามากแล้ว มันโกหกเรื่อย ๆ

ก็อย่างที่เราปัดกวาดมาจากกุฏิเราออกมาทางนั้น ปัดกวาดออกมาทางช่องนั้นมันได้เวลา เจ้าของเข้าใจว่า ๔ โมงเย็นปัดกวาดมา เราทำงานอะไรมองไปดูนาฬิกา พอมองดู อ้าว นี่มันบ่าย ๔ โมงแล้วนี่ ทิ้งงานปุ๊บปั๊บเอาไม้กวาดลงกวาด เพราะแต่ก่อนเรากับพระนี้ปัดกวาดเสมอกันหมด เราพึ่งมาปล่อยตอนแก่มานี้ แต่ก่อนเรื่องปัดกวาดข้อวัดปฏิบัติเรากับพระเณรเสมอกันหมดเลย พอปัดกวาดแล้วกวาดออกมา ๆ มาถึงหน้าวัด เณรจรวดมันเฝ้าศาลาอยู่ แต่ก่อนคนไม่ค่อยมากมีเณรเดียวเฝ้าศาลา พอเห็นเราปัดกวาดผึงผัง ๆ เท่านั้น เณรนี้แกคงจะรำคาญตาแกท่า แกก็เลยเอาไม้กวาดมากวาดแชะ ๆ ทางนี้ก็ขึ้นเลย เณร พระวัดนี้มันตายกันหมดแล้วเหรอ แล้วใครจะมากุสลาใครเมื่อพระมันตายหมดทั้งวัดแล้ว เวล่ำเวลารู้แล้วไม่ใช่เหรอ ปัดกวาดลานวัดกำหนดตอนบ่าย ๔ โมง แล้ววันนี้พระเณรไปตายกันไหนหมด ใครจะกุสลาให้ใคร เณรก็เลยตอบออกมา มันพึ่งบ่าย ๓ โมง ๒๐ นาที เณรตอบมานะ

เรานึกว่าบ่าย ๔ โมงแล้ว จึงว่าขนาบเณรละซี ว่าทำไมมันผิดสังเกตผิดเรื่องผิดราวเอานักหนา ถึงเวลาแล้วพระเณรจะต้องทำพร้อมกันทุกอย่างไม่มีคลาดเคลื่อน แต่วันนี้ทำไมมันถึงผิดปกตินักหนา เพราะฉะนั้นถึงใส่ใหญ่ละซี มันตายกันหมดทั้งวัดแล้วเหรอ เณรคงรำคาญ เวลาบ่าย ๔ โมงปัดกวาด วันนี้มันเป็นยังไง นาฬิกามันพึ่งบ่าย ๓ โมง พอว่างั้นสะดุดกึ๊กเลย หือ นาฬิกาพึ่งบ่าย ๓ โมง ถ้างั้น โอ๊ย หยุด ๆ ๆ เณร ขึ้นทันทีเลยนะ เดี๋ยวจะมาเป็นบ้าด้วยกันนะ ให้เลิก หยุด เดี๋ยวจะเป็นบ้ากันทั้งวัดนะ เราจะไปแก้บ้าของเรา กลับคืนเลย นั่นเห็นไหม ไปแก้บ้าเจ้าของ เณรคงจะหัวเราะแหละเพราะใส่เปรี้ยง ๆ เข้าใจไหมล่ะ ครั้นเวลาเณรตอบมาว่านาฬิกามันพึ่งบ่าย ๓ โมง หือ ขึ้นเลย ย้ำเข้าอีกว่าบ่าย ๓ โมง โอ๊ย หยุด ๆ ทันทีเลย

นี่ละธรรมฟังเอาซิ เป็นไฟเลยที่เราจะเอาขนาดหนัก เข้าใจว่าพวกพระทั้งหลายผิดอย่างนั้นนะ พอตีเข้ามาหาเราคือเราผิดคนเดี๋ยวก็บอกเลิกเลย มันจะเป็นบ้ากันทั้งวัด เราจะไปแก้บ้าเราคนเดียว กลับเลยทันที นั่นเห็นไหมล่ะ นี่ละธรรมจึงเรียกว่าธรรม ต้องตายใจได้อย่างนี้เป็นอื่นไปไม่ได้ เรียกว่าธรรม เราเองที่จะฟาดหัวหมู่เพื่อน เพียงเณรตีหมัดเดียวเท่านั้นหงายหมาไปเลย เข้าไปแก้บ้า เวลานี้จะหายบ้าหรือยังก็ไม่รู้นะ วิ่งเข้าไปแก้บ้าอยู่นู้น ยังมาว้อ ๆ อยู่นี้อีก เรียกว่าธรรมพากันจำเอานะ ไม่มีแหละเรื่องทิฐิมานะ อวดว่าตัวเป็นผู้ใหญ่ผู้น้อยมีอำนาจ ไม่มีทางธรรม ธรรมเป็นพื้นฐาน

นั่นละอำนาจอยู่กับธรรมหมด เมื่อผิดตรงไหนผิด วิ่งหาธรรมปั๊บยอมกันทันทีเลย ก็อย่างเรานี้ พอเราผิดนี้ลงทันทีเลย นอกจากนั้นให้เลิก ไม่งั้นจะมาเป็นบ้ากันทั้งวัด คือเราไม่อยากให้พระเป็นบ้า เป็นแต่เราคนเดียวก็กระเทือนหมดวัดแล้วใช่ไหมล่ะ ยิ่งจะเป็นทั้งวัดนี้หมดเลยวัดนี้ นั่นละฟังเอาซิเป็นคติ ที่เราพูดมานี้เป็นคติ ก็เราเองเป็นไฟอยู่ขนาบพระเณรน่ะ พอบอกว่ามันพึ่งบ่าย ๓ โมง เหอ ขึ้นทันทีเลย พอซ้ำเข้าอีกว่าบ่าย ๓ โมง เอา ทันที เลิก เป็นอย่างนั้นแหละ ยอมรับเลย ความหมายว่ายอมรับ มันเป็นความผิดของเราล้วน ๆ เอาละไป

 

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร

www.luangta.com

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก