กฎหมายกับธรรม
วันที่ 19 มกราคม 2544
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

 

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๔๔

กฎหมายกับธรรม

โยม    เมื่อคืนนี้ป่าไม้หนองแสงเขาบุกไปยึดเอาไม้ที่จะมาสร้างศาลาเจ้าค่ะ

          ไปเอาไม้มาจากไหน ถึงให้เขาไปจับ ผิดเขาก็จับล่ะซิ ป่าไม้ก็รักษาบ้านเมืองนี่นะ พระไปทำลายบ้านเมืองใช้ไม่ได้ เราไม่เห็นด้วย ต้องเอาเหตุผลมาพูด เขาจับนั่นคือความผิดของเจ้าของ เพราะเหตุไรเขาถึงจับ มันต้องมีเหตุมีผล เราไม่เล่นด้วยนะ ทุกอย่างต้องมีเหตุมีผล

โยม    ไม้ในป่าไม้ที่ตายแล้วค่ะ

          ตายหรือไม่ตายก็เป็นเรื่องของป่าไม้เขารักษาเราอย่าไปยุ่ง ควรจะติดต่อเขาซิเรื่องเหตุผลกลไกอะไร เอะอะก็ไปเอาเลยไม้ตายไม้เป็นได้ยังไง ผู้รักษารักษาอยู่นี่ทั้งตายทั้งเป็น เข้าใจหรือเปล่าล่ะ (เจ้าค่ะ) อย่างคนในบ้านนี้คนนี้ตายแล้วนี้ เขาไม่มีสาระแล้วจับไปโยนเข้าป่า เจ้าของบ้านเขาจะเป็นยังไง เขากำลังเสียใจอยู่แล้วนี่ แล้วยังไปจับลูกของเขาโยนเข้าป่าอีก เป็นหลวงตาบัวนี่ฟาดมันทั้งโคตรเลยตายหมด เข้าใจหรือเปล่า ไม่รับทราบด้วยอย่างนี้ ถ้าธรรมลีเก่งกว่าพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์แล้วก็ให้ไปเอาหมดในป่านี่ ให้เขาได้ลากพระในศาสนาพุทธนี่ลงจมทะเลหมดนั่น เราจะไปช่วยเขาลากลงด้วยนะอย่าว่าธรรมดา ไป ไม่เอา เอะอะมาพูดอย่างนี้เราไม่ฟัง

ถ้าทำผิดมันก็รู้เอง อันนี้เขาทำถูกต้อง ต้องมีเหตุมีผลซิ เอะอะไปเอาไม้เอาอะไรไปยุ่ง อย่างน้อยต้องไปติดต่อกับเจ้าของเขาก่อนซิ เจ้าของก็คือป่าไม้เป็นเจ้าของป่าไม้ เขารับผิดชอบทุกอย่าง เราจะว่าไม้เป็นไม้ตายไม่ได้ เป็นตายก็ตามมีกรรมสิทธิ์รักษาเต็มตัวในทางกฎหมาย นั่น ไอ้เราผู้ไปทำอย่างนั้น หาว่าไม้ตาย มันเป็นเรื่องผิดของเราต่างหากนี่นะ เท่านั้นละ ไป ไปบอกถ้าธรรมลีเก่งไปกว้านเอาพระเหล่านั้นไปตัดป่าไม้ เอะอะไปสร้างความไม่ดีขึ้นมาแล้ว จะเป็นมงคลอะไร ทำอะไรไม่พิจารณามันเสียอย่างนี้นะ มันต้องพิจารณา

ส่วนที่ผิดก็ต้องยอมรับว่าผิด ทั้งทางกฎหมายและทางธรรม บางอย่างผิดทางกฎหมายมี ธรรมไม่ผิดก็มี มันแยก คือธรรมละเอียดกว่า กฎหมายว่าผิดแต่ธรรมไม่ผิดก็มีอยู่ ผิดทั้งสองนี้ก็มี ส่วนมากผิดทั้งสอง นี่เราก็เคยได้พูดไฟเขียวไฟแดงนะ นี่กฎหมายเขาตั้งไว้สำหรับส่วนรวม กฎหมายเขาต้องเป็นอย่างนั้น เพื่อรักษาความสงบปลอดภัยของบ้านเมือง เช่น ไฟเขียว ไฟแดง ใครไปถึงไฟแดงแล้วก็ต้องหยุด ไม่หยุดไม่ได้ แต่ทางด้านธรรมะละเอียดกว่านั้นอีก นั่น ไม่มีใครมาเลยมีแต่ไฟแดง อยู่ ๆ เขาก็บังคับเอาเฉย ๆ ไม่มีอันตรายอะไร ไฟแดงก็ตามธรรมผ่านไปได้ นั่น เข้าใจไหม ไม่ผิดธรรม เข้าใจเหรอ

อยู่ ๆ ไฟแดงฟาดทั้งวันให้รถจอดคอย ให้รถคันเดียวจอดคอย ไม่มีรถคันไหนมาเลย ทำอย่างนี้มันก็เป็นโมฆะ คือที่กฎหมายตั้งไว้นี่เพื่อให้โอกาสกับทางไฟเขียว ไฟแดงต้องหยุดเป็นระยะ ๆ ถ้าเมื่อมีรถมาแม้แต่คันหนึ่ง ไฟแดงเราจะผ่านไปไม่ได้ ผิดเต็มเหนี่ยวเลย ถ้าไม่มีเลยอย่างนี้ พาเฝ้าไฟแดงทั้งวันนี้เฝ้าหาอะไร ก็คนผู้ขับรถมันไม่ใช่บ้า มันไม่มีอะไรก็ไปได้ไม่ผิด เพราะรอบหมดแล้ว ไม่ผิดแล้วไปได้ทางธรรม แต่ทางกฎหมายปรับ ห้าม คือห้ามพระผ่านไฟแดง นี่กฎหมายว่างั้น แต่ธรรมมานี่ ไม่มีอันตรายอะไรแล้วไม่เกิดอะไรแล้ว ไปได้ไม่ผิด อันนี้ที่ว่ากฎหมายผิด ธรรมะไม่ผิด อย่างนี้มี ผิดทั้งกฎหมายผิดทั้งธรรมะอย่างนี้ เช่น มีรถมาอยู่ทั้ง ๆ ที่ไฟแดงอย่างนี้นะ ไปไม่ได้ ผิด กฎหมายก็ผิด ธรรมก็ผิด อย่างนั้นนะ

เราก็พูดสนุกเล่น คือเราก็ผ่านเหมือนกัน เอาเราเป็นตัวอย่างเลยว่างั้นเถอะนะ ไปไม่มีรถสักคันเดียวเห็นแต่ไฟแดงจ้าอยู่ มองไปที่ไหนก็ไม่มี เอ้า อันนี้ผ่านได้เราบอก ถ้าเขามาปรับเราจะจ่ายทันที แน่ะ เป็นอย่างนั้นนะ คือไม่ฝืนนะ ถ้าเขาปรับเราก็จะจ่ายทันทีเพราะเราผิด เขามาปรับตามความที่เราผิดตามกฎหมายนั้น แต่ธรรมเราไม่ผิด เราก็ไปสบายไม่เป็นโทษไม่เป็นบาป ธรรมไม่เป็นบาป เขามาจับจ่ายเลย แล้วก็ไปเลย อย่างนั้นซิจึงเรียกว่าธรรม มันละเอียดกว่ากันมาก

เราเคยผ่าน ไฟแดงเคยผ่าน เฉพาะอย่างยิ่งไปสายหนองบัวลำภูนี้ รถไม่ค่อยมีเห็นแต่ไฟแดงจ้า แดงอยู่เฉย ๆ ไม่มีรถ เราก็จะปล่อยให้ไฟแดงมีอำนาจอะไร ไป ไปเลย อย่างนั้นนะเราพูด ตลกได้ ทุกอย่างตลกได้เรา ถ้าเขามาปรับเพราะฝ่าไฟแดงก็จ่ายให้เขาเลย อันนี้มันผิดกฎหมายเขาปรับด้วยไฟแดง แต่เราไม่ผิดธรรมคือไม่มีอันตรายแล้วไป แน่ะเป็นอย่างนั้น คือกฎหมายออกจากธรรม ธรรมละเอียดมาก คือ เพื่อส่วนรวม เช่นอย่างไฟเขียวไฟแดงนี้ เป็นเส้นชีวิตของชาติแต่ละชาติ ไฟเขียวไฟแดง ถ้ามีรถไปมาอยู่อย่างนี้ ใครจะผ่านไฟแดงไม่ได้นะ ดีไม่ดีไล่ยิงกันเลยใช่ไหมล่ะ มันสะเทือนหัวใจมากที่สุดคือไฟแดง เราก็เตือน

เรื่องไฟแดงนี้เรียกว่ากฎของชาติหัวใจของชาติอยู่นี้นะ ใครอย่าฝืนบอกงั้นเลย ถึงขั้นเด็ดขาดเราก็เด็ดขาดอย่างนั้น ใครอย่าฝืนนะ ถ้าสมมุติว่ารถเขารออยู่ เขาจะไปตามกฎไฟแดงไฟเขียว ไอ้เรามาบึ่งผ่านไปเลยนี้ ดีไม่ดีเขาไล่ตามยิงเลย ฟังซิมันกระเทือนมากไหม เรียกว่าผิดเต็มตัว ไฟแดงสำคัญมากนะ ใครอย่าไปฝืน ถ้าฝืนก็ให้ฝืนแบบหลวงตาบัว เราสารภาพ เราฝืนเราก็ฝืน ก็ไปเฝ้าไฟแดงอยู่เฉย ๆ ไม่มีอะไรเลย เฝ้าหาอะไร ไป แน่ะอย่างนั้นนะ ถ้าไฟแดงแล้วสิ่งเกี่ยวข้องมันมีอยู่นั้น ฝืนไม่ได้เลย ผิด

นี่ก็ผิด ธรรมลีผิด ไปหาเอาไม้ตายไม้เป็น มันก็เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้รักษาคือกฎหมายมีอยู่นี้ ป่าไม้ก็เป็นผู้รักษากฎหมายนี่นะ เราไปทำลายกฎหมายก็ผิดล่ะซี อย่างน้อยควรบอกเขาให้ทราบ ยังไงเขาก็ไม่ถือสีถือสาแหละเมื่อทราบกันแล้ว ทีนี้เอะอะเข้าไปเอามาเลยนี้ คนเรามันก็ต้องเป็นไม่ว่าใครแหละ แต่ของในบ้านเขานี้ ถ้าบอกเจ้าของบ้านแล้วเอาเท่าไรก็เอาได้ ไม่บอกพึบพับเข้าไปเอาเลยนี้ แม้แต่เด็กมันก็จะไล่ตีเอานะ ของในบ้านมันไปยุ่งได้เหรอ อย่าว่าผู้ใหญ่เลยนะ มันมีเป็นขั้นเป็นตอนอยู่นี่

ที่ผิดจริง ๆ ก็ทราบ เช่น ทางป่าไม้ผิดอย่างนี้ทางธรรมต้องทราบ อันนี้มีอยู่ทั่วไป แต่ทีนี้เขาเป็นฆราวาส ถึงจะรักษากฎหมายเขาก็เป็นฆราวาส พระเรานี้เป็นธรรม ถ้าผิด พระผิดมากกว่า มันต่างกันนะ ผ้าขาวกับผ้าหลังหมีมันต่างกัน หลังหมีนี่เอาอะไรไปใส่มันก็ไม่รู้ มันดำอยู่แล้ว ผ้าขาวอะไรไปแปดเปื้อนนิดหนึ่งรู้แล้วว่าอันนี้ด่าง ผ้านี้สกปรก ต่างกันอย่างนั้นนะ ศาสนาเป็นของสะอาด ผิดนิดก็เป็นมากศาสนา ถ้าโลกผิดบ้างถูกบ้างก็ไม่ค่อยเป็นอะไรนัก ไม่ค่อยจะถือกันถ้าไม่เลยประมาณเสียจริง ๆ แยกแยะอย่างนั้นซิ เช่นอย่างป่าไม้ผิดอย่างนี้ก็มีอยู่เยอะ ก็รู้ มันมีอยู่ทั่วไป คือป่าไม้เอากฎหมายไปเป็นโล่บังหน้าหากินบนหลังกฎหมาย หากินตามกฎหมอยเข้าใจไหม กฎหมายถูกต้องซิ กฎหมอยมันลอบมันลัก อาศัยกฎหมายบังหน้า มีเยอะอันนี้ แต่พระท่านไม่ค่อยพูดแหละ

เรานี่มาเป็นเองนี่ นายทหารพันโทอะไรมานี้ ๓ คนมาหาเรา เอาตัวอย่างอย่างนี้นะ แถวนั้นพวกเจ้าหน้าที่กินไม้กินป่า ไม้เป็นสนาม ๆ สนามไม้กลางคืนนะ ขนออกไปกลางคืน มีตำรวจแฝงอยู่ด้วย เจ้าหน้าที่แฝงอยู่ด้วย ทางป่าไม้ขนออกกลางคืน กลางวันเงียบ ไม่ให้มีเลยรถ ไม่มีสักคัน แต่กลางคืนขนไม้ทั้งคืน ทีนี้พระท่านไปอยู่ในป่านั้น อันนี้ท่านไม่ทำอะไร เราไปดูเอง มันชัดเจนอย่างนี้ซิ ตอนนั้นเรายังไม่ไปดู เราฟังแต่เหตุผลเสียก่อน เขาไปหาเจ้าคณะจังหวัดว่า ทางป่าไม้ให้พระออกหนีจากป่านั้น แล้วพระท่านก็ยังไม่ออก พระองค์เดียว

พระนี้ก็มาจากกรุงเทพ ออกจากวัดนี้ก็ไปอยู่ที่นั่น ก็เรียกว่าเป็นลูกของวัดนี้ เพราะฉะนั้นพอเขามาว่าพระแล้วก็ไปหาเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะจังหวัดก็มาหาเรา ท่านเจ้าคุณไล่มาหาเรา ให้ไปหาอาจารย์มหาบัว นี่เป็นลูกศิษย์อาจารย์มหาบัว ท่านก็ทราบว่าจะมีผู้นี้แหละต้อนรับกันได้กฎหมายเขาว่าอย่างนั้นนะ นี่เป็นลูกศิษย์อาจารย์มหาบัว ท่านไล่ไปอย่างนั้นเสีย ก็คงแน่ใจว่า ที่นี่จะรับเหตุการณ์ได้ ความหมายก็ต้องว่างั้น เขาก็มาจริง ๆ ทหาร ๓ คน นายพันโทนายอะไรมานี่

พอมาถามเรื่องราว เขาก็บอกมาตามเรื่องตามราวว่า ให้พระท่านหนีจากป่า ท่านทำลายป่า เราก็ถามเหตุผลเรื่องทำลายป่ามันทำลายยังไงบ้าง ท่านเอาไม้มาทำอะไร ทำลายป่าก็หมายถึงป่าไม้เขาบอกว่างี้ แล้วท่านมาทำอะไร เอามาสร้างศาลามาสร้างกุฏิว่างั้น โอ๊ย กุฏิก็ดี ศาลาก็ดี เป็นของวัด วัดเป็นหัวใจของบ้านของเมือง วัดเป็นหัวใจของประเทศชาติบ้านเมืองไม่น่าจะขัดท่าน ถ้าเหตุผลไม่หนักแน่นกว่านี้ไม่น่าจะขัด ควรจะพูดกันโดยดี แต่สำหรับหลวงตาเห็นด้วยแล้วกับที่ว่าเอามาสร้างศาลานี้ บ้านหนึ่ง ๆ ไม่ว่าสร้างใหม่สร้างเก่า ที่ไม่มีวัดนี้ โอ๋ย เหี่ยวแห้งไปหมดนะ ถ้าที่ไหนมีวัดมีวามีพระเจ้าพระสงฆ์ เราเป็นลูกชาวพุทธเหมือนมีพ่อมีแม่ ชุ่มเย็นไปหมดนะ เพราะฉะนั้นการเอาไม้มาทำวัดเป็นสาธารณประโยชน์ ก็เท่ากับที่รักษาป่าไม้ไว้สำหรับสาธารณประโยชน์ มันปลีกย่อยต่างกันเท่านั้นเอง แต่ยังไงก็ตามหลวงตาจะไปดู

เวลาเราจะพูดเราพูดอย่างมีเหตุมีผลทุกอย่าง ลงแล้วตั้งแต่นี้ ยิ้มแย้มแจ่มใสทุกอย่าง เราชี้เหตุชี้ผลทุกอย่าง ศาสนากับโลกอยู่ด้วยกัน เราเป็นลูกชาวพุทธ ถ้าทำอย่างไม่มีเหตุมีผลนี้ เดี๋ยวพวกชาวบ้านชาวเมืองเขาก็มีหัวใจ เขาอาจจะตำหนิติเตียนทางป่าไม้ก็อาจเป็นได้อยู่นะ เพราะคนเหล่านี้ก็ไม่ใช่คนชั่วคนเลวทรามอะไร เราบรรยายไปหมด ลงหมดเลย พอเขาไปแล้ว จ้างเขาไปไล่เขาก็ไม่ไล่เขาบอกเลย เราก็บอกแล้วว่าเราจะไปดู ยังไงก็จะไปดูละ จะไปดูให้เราบอก เรารับคำเราต้องไป ยิ้มแย้มแจ่มใสตั้งแต่ฟังอยู่แล้ว ยังไงก็บอกว่าจ้างก็ไม่ไปไล่คราวนี้ ว่างั้นเลย

พอไปก็ไปเห็นอย่างนี้ล่ะซี พอเราไปนี้ชาวบ้านเขารุมตาม กระซิบกระซาบ ๆ ไปหมด นี่ก็สนามไม้ ๆ กลางคืนมาขนไม้ ๆ ออกขาย ๆ พระมาอยู่ที่นี่พระก็ไม่ได้ทำลายอะไร เขากลัวว่าเวลาพระไปบิณฑบาตจะมาเห็นความสกปรกโสมมของเขา เขาจึงไล่พระนี้หนีเขาว่า ทีนี้เขายังเหน็บอีกนะ เอ้า ถ้าหากยังฝืนยิ่งกว่านี้ หลวงตามาดูแล้วยังจะมาขับไล่อย่างนี้เขาจะมือลับมา นั่นฟังซิเขาพูดน่ะ เห็นไหมล่ะชาวบ้านเขาก็มีหัวใจ เพราะตอนนั้นมันยังมีคอมมูนิสต์ เขาจะเอาคอมมูนิสต์ ก็เขาเองจะฆ่าว่างั้นเถอะ ป่าไม้เหล่านี้จะอยู่ไม่ได้เขาบอก ถ้าลงหลวงตามาดูเหตุผลว่า สมควรยังไง ๆ ฟังเสียงหลวงตาแล้ว ถ้าหากว่าเขาไม่ผิดแล้วพวกนี้จะอยู่ไม่ได้เขาบอกงั้น เขาบอกจะเอามือที่สามมา นั่นเห็นไหมล่ะ พอมาแล้วไปดูมันไม่มีจะทำยังไง ไม่มีจริง ๆ

ท่านทำกระต๊อบเล็ก ๆ อยู่นี้ อยู่ใต้เสียด้วยนะ ที่ป่านี้เขาเอาไปหมดแล้วไม้ ไม้ใหญ่ ๆ เขาขนไปหมด แล้วไล่พระลงไปอยู่โน้น ยังจะไล่พระหนีอีก เราก็ไปดูทั่วถึงไปหมด อ๋อ นี่เป็นความผิดของป่าไม้จริง ๆ พระไม่ผิด เราไปดู ว่าท่านเอามาสร้างศาลงศาลาอะไร ศาลาอะไรก็ไม่มี มีแคร่อยู่นั้น เรานับดูมีไม้ ๑๕ แผ่น ไม้เขาเก็บมาจากไหนก็ไม่ทราบแหละ พวกประชาชนเขาแหละเขาเอามาให้ท่านเขาบอก เขาเอามาให้ท่าน ไม่ใช่ท่านไปบอกเขานะ เขาเอามา เห็นว่าท่านนั่งอยู่บนแคร่ไม้ไผ่เพียงเท่านี้ น่าสงสาร บางทีโยมมาก็อยากนั่งบ้าง เขาเลยหาไม้มา นี่โยมเขารุมไปตามนะ เราดูอย่างละเอียดเพราะเราไปดูเองนี่

ไปดูกลับมา เขาก็กระซิบกระซาบตลอดเลย สนามไม้นี้เต็มไปหมด กลางวันไม่มีนะรถ เราไปก็ไม่มีรถไม่มีอะไร เงียบ อยากจะเห็นให้มากลางคืนเขาว่างั้น ไหลอยู่ทั้งกลางคืนว่างี้นะ ขนไม้ออก ๆ  เพราะฉะนั้นเขาถึงไล่พระ กลัวจะมาเห็นความสกปรกของเขา ทางนี้ก็ขยับตัวไว้แล้วเตรียมไว้แล้ว ถ้าหลวงตามาดูได้เหตุผลว่าสมควรยังไง หลวงตาพูดยังไง ๆ เป็นที่ลงใจแล้ว ถ้าว่าเป็นฝ่ายผิดแล้ว เจ้าหน้าที่เหล่านี้ เรียกว่าพระถูกต้องหมดทุกอย่างแล้ว พวกเหล่านี้จะอยู่ไม่ได้ว่างั้น เขาบอกอย่างนั้นนะ มือที่สามจะมาเขาว่าอย่างนี้นะ เขาเตรียมพร้อมไว้ เพราะเขาอัดอั้นตันใจมานานแล้ว

เราก็ไม่บอกว่าป่าไม้ผิด เราก็ไม่ว่าอะไรผิด เรามาก็มาธรรมดาเรา ผ่านเฉยไปเลย แต่ยังไงเขาก็ไม่มาไล่เพราะเห็นนายทหารแล้ว เขามาหาเรา ไม่มี เขายอมรับหมดด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส ก็ไม่มีเลย พระก็เลยอยู่ที่นั่นจนกระทั่งทุกวันนี้ แต่ไม้มันหมดไปแล้วแหละ ไม่มีเลย อย่างนี้ผิด นั่นอย่างนั้นนะ เราไปดูเอง ธรรมเป็นธรรม ถ้าจะว่าป่าม้งป่าไม้มันจะกระเทือนป่าไม้ใช่ไหม เราก็เป็นธรรมอันหนึ่งเพราะฉะนั้นเราถึงไม่พูด คอยฟังไปก็แล้วกันเราก็ว่าอย่างนั้นแหละ ควรยังไงก็จะรู้กันเองตอนนั้น

ที่บอกว่าป่าไม้ผิดอย่างนั้นอย่างนี้ถึงมากระซิบกระซาบ อู๋ย รุมมากระซิบกระซาบเพื่อจะเอาคำอะไรจากเรา เราไม่ให้ถ้าอย่างนั้น นั่นเห็นไหมล่ะ ได้คุณอย่างหนึ่งเป็นภัยส่วนหนึ่งเราก็รู้ ธรรมเป็นอย่างนั้น ไม่กระทบกระเทือนใคร ก็บอกแต่ว่า ทำไปเถอะเขาคงไม่มาไล่แหละว่างั้นนะ ก็เลยจนกระทั่งป่านนี้เป็นวัดขึ้นมา อย่างนั้นแล้ว นี่ผิดก็บอกว่าผิด ส่วนอย่างนี้มันถูกอยู่นี่ ไม้ตายไม้เป็นมันก็เป็นไม้ของเขา ควรที่จะไปติดต่อป่าไม้ถึงถูก จะเอาสุ่มสี่สุ่มห้าอย่างนั้นถือว่าไม้นี้ตายแล้ว คนตายมันก็มีค่าอยู่กับเจ้าของของมันนี่ว่าไง

ไม้ตายก็มีคุณค่าอยู่กับชาติบ้านเมืองผู้ปกครอง มันก็มีคุณค่าอยู่ด้วยกันอย่างนั้น คนตายในบ้านเขามันก็มีคุณค่าในสกุลของเขา ในวงศ์ญาติของเขา ไปแตะได้เหรอ พูดถึงเรื่องเหล่านี้มันถึงได้พูดไปเรื่องราวนะ สำหรับเรื่องอย่างนี้มันมีอยู่ทั่วไป เรื่องที่ว่าป่าไม้ผิด คือพวกกฎหมายกับกฎหมอยมันแฝงกันไป ถ้ากฎหมายไม่เป็นไร ถ้ากฎหมอยนั่นซีมันเอา มันเอากฎหมายเป็นโล่บังหน้า กฎหมอยมันตามหลังไปนั่นซี มันไปทำลาย หากินพวกนี้ พระไปอยู่ที่ไหนไล่ออก ๆ มี อาจารย์เจี๊ยะด้วยแล้วท่านยิ่งเป็นคนตรงไปตรงมา เชื่อได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่างนี้แล้ว

ท่านพูดเอง อู๊ย ทางจังหวัดตาก ท่านก็พูดอย่างตรงไปตรงมา เชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ ๆ ถ้าอาจารย์เจี๊ยะพูดนะ คนอื่นพูดเรายังไม่ค่อยเชื่อนัก อาจารย์เจี๊ยะนี้คนตรงไปตรงมาจริง ๆ ผิดบอกว่าผิด ถูกบอกว่าถูก ควรเถียง-เถียงเลย ตั้งแต่กับพ่อแม่ครูจารย์นี่ซัดกันโวกวาก ๆ ท่านอาจารย์เจี๊ยะเถียงพ่อแม่ครูจารย์ คนตาบอดกับคนตาดีเถียงกัน อาจารย์เจี๊ยะตาบอด พ่อแม่ครูจารย์ตาดี เถียงทีไรหน้าผากแตกกลับมาทุกที ก็คนตาดีมันตีถูกจุด ๆ คนตาบอดตีดะมันก็ไม่ถูกท่านล่ะซี ท่านใส่เปรี้ยงเดียวหงายเลย ๆ เพราะฉะนั้นเราถึงเชื่ออาจารย์เจี๊ยะพูด กับพ่อแม่ครูจารย์ท่านยังเถียง ซัดกันบ๊งเบ๊ง ๆ เลย ครั้นเวลาหน้าผากแตกกลับมา แล้วเถียงอะไรตะกี้นี้เราว่า เราตัวสั่นอยู่ในทางจงกรม ฟังเสียงลั่นกันอยู่สองคนเท่านั้น ที่ศาลา ซัดอาจารย์เจี๊ยะเปรี้ยงปร้าง ๆ เราอยู่ข้างทางจงกรมอยู่ในป่า ได้ยินเสียงหมด

พอเสียงสงบไปแล้วเราก็ออกมา พอออกมาก็ว่า เสียงอะไรเปรี้ยงปร้าง ๆ อะไรตะกี้นี้ ก็ท่านอาจารย์ดุผมล่ะซี ท่านว่างั้นนะ ดุอะไร เพราะอะไร ก็ผมเย็บผ้าผิดท่านก็ดุเอาล่ะซี ยอมนะ ผมเย็บผ้าผิดท่านก็ดุเอาล่ะซี แน่ะ ยอมนะ ครั้นเวลามาหาแล้ว คุยกันสองคนคือพ่อกับลูกนะ เสียงเอะอะ ๆ จบลงแล้วก็คุยกันเหมือนพ่อกับลูกแหละ เดี๋ยวนั้นละ เราจึงเชื่ออาจารย์เจี๊ยะ สู้เลย ซัดกันเลย ขบขันดี

ให้ไปบอกนะบอกธรรมลี ที่ใครมาพูดตะกี้นี้ เราไม่เห็นด้วย ถ้ายังจะฝืนจากนี้ให้หนีจากนั้นอย่าอยู่ มันจะเปื้อนศาสนาถ้าไปทำอย่างนั้น นั่น ๙ โมงแล้วยังไม่ถึงไหน

ทางวัดช่วยบ้านเมืองนี่ก็ช่วยเยอะอยู่นะ ทางวัดที่ช่วยบ้านช่วยเมืองนี้ก็ช่วยเยอะอยู่ ช่วยบ้านช่วยเมืองเรานี้ช่วยเยอะ เราเป็นหัวหน้าทางฝ่ายศาสนานำ นี่วันพรุ่งนี้ก็จะได้ไปกรุงเทพแล้ว (ไปตอนบ่ายหรือครับ) เขาบอกว่าในสามวันนี้เขาเลื่อนเวลาไป ดูว่าวันที่ ๒๐-๒๑-๒๒ ในระยะนี้นะ เขาติดประกาศไว้ทางสนามบินว่า เครื่องบินจะเสียเวลาไปออกตอน ๒ โมง ๒๐ มีคนมาเล่าให้ฟังเราไม่ได้ไปเห็นเอง เขามาเล่าให้ฟังว่าเครื่องบินจะเสียเวลาไปประมาณ ๓ วัน จะออกประมาณบ่าย ๒ โมง ๒๐ เวลาแต่ก่อนบ่ายโมง ๑๐ อันนี้เขาจะเลื่อนออกไปอีกเรือบินว่างั้น เรากะว่าจะไปเที่ยวนี้แหละ เที่ยวเที่ยงพอดี ถ้าเที่ยวเช้าก็ฉุกละหุกอย่างที่ว่า เที่ยวค่ำก็มืดไป เที่ยวนี้รู้สึกว่าสบาย ไปนี้ก็จะตรงไปเลยไปวัดอโศฯ

เราไปวันพรุ่งนี้ วันที่ ๒๑ ก็เทศน์ คนคงจะมากคราวนี้ เพราะนั้นก็เป็นจุดศูนย์กลางของพระด้วย พระจะมาก ประชาชนก็จะมาก วันนั้นต้องได้เทศน์เป็นสองภาค มันหากเป็นเองของมันนะ มีพระมีอะไรแล้วมันก็ไปของมันเอง แยกนู้นแยกนี้ให้เป็นประโยชน์ทั่วถึงกัน ไม่มีธุระอะไรพอเสร็จงานแล้วก็กลับ คราวนี้ไม่ไปแวะสวนแสงธรรม ตั้งหน้าไปงาน พอเสร็จงานก็กลับเลย คราวนี้ไปงานโดยเฉพาะ ลงเครื่องบินแล้วก็ออกไปวัดอโศฯ เลย ออกจากโน้นมาก็ขึ้นเรือบินกลับเลย ถ้าไม่มีเหตุจำเป็นเหนือกว่านี้ที่จะต้องเปลี่ยนแปลงนะ ถ้าเป็นไปตามกำหนดเดิมก็อย่างนี้ พอเสร็จธุระแล้วก็กลับเท่านั้น

(ผู้ว่า) ท่านเจ้าคุณเทพฯ ท่านมีคุณูปการคุณงามความดีต่อวัดอโศการามอย่างไรครับ

โห ท่านเป็นพระดีนี่นะ ท่านเจ้าคุณเทพโมลีท่านเป็นพระที่มีวาสนาอยู่นะ เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เป็นมหาเปรียญอยู่ด้วยกันนู่น ที่วัดบรมนิวาสแล้วก็เชียงใหม่ เกี่ยวข้องกันมาตลอดตั้งแต่โน้น จนกระทั่งถึงอยู่วัดอโศการาม ท่านอาจารย์ลีเสียแล้วก็เอาท่านไปอยู่วัดอโศการาม ท่านเป็นลูกศิษย์ของสมเด็จมหาวีรวงศ์ เราก็เป็นลูกศิษย์สมเด็จมหาวีรวงศ์ เพราะฉะนั้นมันถึงพัวพันกันตลอดมา จากนั้นดูว่าทางผู้ใหญ่วัดบรมนิวาสส่งให้ท่านไปอยู่วัดอโศการาม ส่วนท่านอาจารย์ลีได้สั่งหรือไม่ได้สั่งเราไม่ทราบ ตอนนั้นท่านอาจารย์ลีเสียไปแล้ว เราก็ยังไม่ทราบเรื่องของท่านเจ้าคุณเทพฯ กับท่านเกี่ยวข้องกันอย่างไร สั่งเสียอะไรบ้าง ตอนนั้นไม่ทราบ เห็นท่านได้เป็นสมภารในลำดับต่อมา

คงจะเห็นความเกี่ยวโยงของท่านซึ่งเคยคุ้นกับท่านอาจารย์ลีมาแล้วด้วยนะ แล้วสมเด็จมหาวีรวงศ์เป็นอาจารย์ของท่านเจ้าคุณเทพฯ นี้ด้วย เหล่านี้เกี่ยวโยงกันทั้งนั้นนะ ที่ควรจะมาอยู่วัดอโศการามได้เต็มที่ว่างั้นเถอะ เพราะฉะนั้นท่านจึงมา ท่านเป็นพระดีนะ ตั้งแต่เป็นพระหนุ่มพระน้อยก็เป็นพระมีอัธยาศัยกว้างขวางชุ่มเย็น เสียงท่านกังวานด้วยนะ นิสัยกว้างขวางชุ่มเย็น กับพระเณรนี้ดีไปหมดเลย สมควรเป็นพระผู้ใหญ่ คุ้นกันมาตั้งแต่เป็นมหาเปรียญอยู่ด้วยกัน ดูท่านจะแก่กว่าเราประมาณพรรษาหนึ่งหรือสองพรรษา อายุท่านน่าจะถึง ๙๐ แล้วมั้งเรายังไม่ถึง แต่เป็นรุ่น ๆ เดียวกัน นี่ก็จะได้ไปเผาศพท่านคราวนี้ เพราะเป็นวาระสุดท้ายซึ่งเป็นความสนิทสนมกันมานาน จึงต้องไปนะเรา

เวลาท่านเสียทางโน้นก็โทรมา เราก็เลยไม่ตอบ เพราะเราตั้งใจจะไป คราวนี้ไป คิดดูตั้งแต่เราไปวันนั้น ทางโน้นกำลังจะเขียนจดหมายมานิมนต์เรา ตลอดถึงการเทศนาว่าการเราก็พูดที่นั้นเลย ก็คนมาถึงกันแล้วเขียนไปหาอะไร รับทราบกันแล้วมันก็เรียบร้อยไปแล้ว บอกว่าเรารับว่าเราจะมาให้ ไม่จำเป็นละหนังสือนี่ ก็เลยไม่เห็นหนังสือมา ต้องเขียนมาอะไรประสากระดาษ ก็คนพูดกันแล้ว เพราะฉะนั้นเราจึงจะไปตามที่ตกลงกันไว้ นี่เขาก็ออกทางวิทยุแล้วนี่ ออกทางทีวีก็ออกแล้วว่าเราจะเป็นองค์แสดงธรรม

จึงคิดว่าคนจะมากอยู่คราวนี้ เพราะเป็นงานวัดใหญ่ด้วยวัดอโศการาม เป็นจุดศูนย์กลางแห่งกรรมฐานในภาคกลาง แล้วก็ศูนย์กลางของพระทั่ว ๆ ไปอีกด้วยเข้าไปเกี่ยวข้อง เวลามีงานนี้ภาคเหล่านี้ก็จะไป เช่น ภาคอีสานก็จะไปแน่ ๆ ไม่สงสัยแหละ ที่อื่นก็จะมา เพราะท่านอาจารย์ลีมีลูกศิษย์ลูกหามาก มันก็เกี่ยวโยงกันมาถึงเรานี้ด้วย เพราะฉะนั้นจึงคิดว่าพระจะไปมากคราวนี้ ไม่พูดอะไรมากละนะ เพราะธรรมะพูดทุกวัน ๆ แล้ว จะให้พูดอะไรกันมากมายนัก มันเหนื่อย ผู้พูดเหนื่อยนะ

ไปนี้ต้องลำบาก เพราะไปต้องไปแบกภาระหนักเหมือนกัน แต่พระองค์ที่หิวกระหายในอรรถในธรรม ที่จะมาถามปัญหาข้อข้องใจเป็นข้อ ๆ นี้ยังมีอีกเยอะนะ ที่เทศน์นี้เป็นเทศน์ส่วนรวมพระก็เป็นสาธารณะเสีย จุดสำคัญ ๆ ที่ท่านบำเพ็ญท่านรู้ยังไงเห็นยังไงขัดข้องอยู่ในใจยังไง ท่านก็จะมาระบายตอนนั้นกับเรา มีอีกอย่างนั้นละ มันจึงเป็นวรรคเป็นตอน ๆ ไปเรื่อย ๆ ไปที่ไหนมันก็มี เพราะธรรมะประเภทภายในจริง ๆ เรื่องของจิตของธรรมจริง ๆ แล้วใครจะสอนไม่ได้ว่างั้นเลย นอกจากจิตสอนจิตเท่านั้น ถ้าจิตสอนจิตนี้ผางเลย พุ่งเลย ๆ ถ้ายกคัมภีร์ใส่กันแล้วตูม ๆ ไปหมดทั้งคัมภีร์ คนหัวแตกก็ไม่เกิดประโยชน์ คัมภีร์ทับเอา ๆ หัวแตกก็ไม่เกิดประโยชน์

เหมือนหมอ หมอเถื่อนกับหมอจริงต่างกันยังไง หมอเถื่อนนี่ยกตู้ยาใส่กันมันก็ตายทิ้งเปล่า ๆ ไม่เกิดประโยชน์ ถ้าหมอจริงแล้วเขามาตรวจดูนี้ เขาเอามาเพียงหลอดเดียวแก้วเดียวยาไม่กี่เม็ดหาย นั่นต่างกันอย่างนั้นนะ นี่ละหมอเถื่อนกับหมอจริงต่างกัน ความจำกับความจริงต่างกันอย่างนี้ คือความจำเรียนไปไหนเจ้าของเองก็สงสัย อย่าว่าแต่จะไปสอนคนอื่นให้เป็นที่แน่ใจเลย แม้แต่เจ้าของก็ยังสงสัย จะเอาอะไรไปสอนให้เป็นความแน่ใจได้ ไม่ได้ นั่น เข้าภาคปฏิบัติถึงรู้ได้ชัดนะ คือภาคจำ จำไปเท่าไรเหลวไหลไปเท่านั้น

พูดจริง ๆ เราเรียนมาแล้วนี่นะ ไม่ใช่เราไม่เรียน ถ้าหากว่าเราไม่เรียนมา เขาก็จะว่า โอ๊ย อีตาบัวมันโม้มาตั้งแต่โคตรมันก็ไม่รู้แหละ เขาอาจจะพูดได้ เราก็ต้องยอมรับตามนั้น แต่ทีนี้โคตรเราไม่ได้เรียนแต่เราเรียนว่าไง นี่มันเอาตรงนี้ใช่ไหมล่ะ ว่ามาที่ไหนมันผ่านทันที ๆ พูดจริง ๆ เราค้นพระไตรปิฎกไม่ใช่เล่น ๆ นะ ค้นนี่ไม่ใช่ค้นเพื่อความโอ้อวดความรู้วิชาอะไรนะ ค้นหาความจริงคือเราจะออกปฏิบัติ เวลาออกปฏิบัติคัมภีร์เหล่านี้จะไม่ได้ติดตัวไปเลย เพราะเป็นเรื่องหนักมาก เราจะบรรจุความรู้ที่เรียนมาจากคัมภีร์ต่าง ๆ นั่นละจึงเรียกว่าค้นพระไตรปิฎก ควรที่โน๊ตออกก็โน๊ตออก ๆ จุดสำคัญอยู่ตรงไหน อยู่พระไตรปิฎกเล่มไหน ๆ หน้าไหน ๆ จดเอาไว้ ๆ ใส่สมุดพกไว้

แต่แล้วก็ไม่ได้ดูนะ พอไปจับจุดนี้ใส่ปั๊บมันไปรู้นู่นเสียก็มันเรียนไปแล้ว พอไปจับจุดนี้ถ้าสงสัยไปดูนั้น มันก็ไม่สงสัยเสีย เลยไม่ได้เรียน ค้นมาทั้งนั้น เพราะฉะนั้นใครพูดออกมาที่ไหนมันถึงผ่านทันที ๆ นี่ความจำมันไม่ได้แน่นะ ไม่ได้แน่ใจ เรียนจำไปได้เท่าไร สำหรับคัมภีร์นั้นน่ะ ท่านจริงทั้งนั้นนั่นแหละ ถูกต้องหมด ไอ้กิเลสตัวจอมปลอมเราที่เข้าไปจับปั๊บมันสงสัย ๆ เช่นอย่างว่า บาปมี บุญมี นรกมี สวรรค์มี เอ๊  มีจริง ๆ เหรอ นั่นท่านบอกไว้ตามความจริงนะนั่นน่ะ แต่ไอ้บ้านี้มันก็เป็นบ้าของมันจนได้ นี่ละที่ว่าความจำความจริงต่างกัน

ทีนี้พอเข้าภาคปฏิบัติไม่เป็นอย่างนั้น รู้ด้วยความจำสงสัย รู้ด้วยความจริงนี้รู้ไปตรงไหนแน่นอน ๆ อ๋อ ๆ เลยเทียวไม่มีค้าน อ๋อ เรื่อยไปเลย นี่จึงได้เอามาพูด ทีนี้ยิ่งเป็นธรรมะขั้นต่าง ๆ ของผู้ปฏิบัติธรรมแล้ว ผู้สอนถ้าภูมิต่ำกว่านั้นสอนไม่ได้หนึ่ง อันหนึ่งผู้ที่รับฟังนั้นจะดูถูกอาจารย์ผู้ไปสอนก็ได้ หือ ความรู้ขนาดนี้มาสอนเราได้ คือเห็นภูมิองค์นี้แล้วนะ ไปโยนยาทั้งหีบให้แล้วเข้าใจไหม ไม่ได้เอายาที่จำเป็นไปให้นี่ซี นี่คืออาจารย์นี้เถื่อน ความรู้สู้ลูกศิษย์ไม่ได้ ลูกศิษย์นอกจากไม่ลงใจไม่ได้ประโยชน์อะไรแล้ว ยังดูถูกอาจารย์ผู้มาสอน หือ ความรู้ขนาดนี้มาสอนเราได้ เป็นอย่างนั้นนะ คือผิดนิดหนึ่งรู้ทันทีเลย ถ้าผู้เหนือกว่าแล้วไปติดตรงนี้ พอท่านเปิดปั๊บมันจ้าออกเลยพุ่งเลย อย่างนั้นละ นั่นละความจริง คือรู้ไปแล้วจริงไปแล้ว พอเดินตามนั้นพุ่งเลย ๆ ถ้าหากว่าความรู้ไม่จริงนี้มันก็เหลวไหล ๆ มิหนำซ้ำก็ยังมาชี้หน้าผู้บอกทางอีก โอ๋ย อย่างนี้ก็มาบอกทาง นั่น พูดว่างั้นเลย นี่มันต่างกันนะ

ความจริงนี้ โอ๋ย ต่างกันมากทีเดียว เปิดออกจากหัวใจเรานี่ มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ นี่ไอ้สิ่งที่เรารู้เราเห็นเราไม่เคยคาดเคยคิดว่ามันจะรู้จะเห็นจะเป็นนะ พอมันเปิดออก คำว่าเปิดคืออะไร กิเลสนั่นแหละเปิดออก เปิดออกมากกว้างมาก เวลามันปิดตันอั้นตู้นี้มันไม่สนใจกับอะไรนะ บาปบุญนรกสวรรค์ไม่สนใจ นี้เรื่องของกิเลสปิดสัตว์ เพราะฉะนั้นสัตวโลกจึงไม่เชื่อความจริง เชื่อแต่ความจอมปลอม บาปไม่มี บุญไม่มี นรกไม่มี สวรรค์ไม่มี  นี้คือจอมปลอมทั้งนั้นของกิเลสเป็นอุบายสอนออกมา ทีนี้ธรรมเป็นยังไง บอกนี้บอกด้วยความจริงทั้งนั้นไม่ได้เอาอะไรมาเปลี่ยนแปลงแก้ไขเลย ดึงออกมาจากความจริง มาเห็นนี่เป็นอย่างนี้ นี่เป็นอย่างนี้ อย่างนี้มองเห็นอยู่นี้ อันนี้ดีหรืออันนี้ชั่ว นี่คือบอกตามดีตามชั่ว

เช่น ทางฝ่ายนรก นรกนี้สัตว์ไปตกนรกมาจากอะไร อ๋อ มาจากทำบาปทำกรรมอย่างนั้น ๆ แล้วไปตกนรกหลุมนั้น ๆ มันพอเหมาะพอดีกับกรรมของคนเข้าใจไหมล่ะ ที่ทำกรรมดีก็ไปขั้นนั้น ๆ ท่านเห็นหมดทั้งดีทั้งชั่ว ท่านก็เอานั้นมาสอนพวกเรา นี้จึงว่าที่ในคัมภีร์นั่นจริงทั้งนั้นแหละ แต่ผู้ไปเรียนซิมันหาบกิเลสไปเรียน มันก็หาบแต่ความสงสัยมา ดีไม่ดีไปลบล้างอันนั้นไม่มี เป็นอย่างนั้น แต่ความจริงไม่เป็นอย่างนั้น พอไปจ้าเข้า จ้าเข้าไป อ๋อ ๆ เรื่อยไปเลย นั่นซีมันจะลบล้างได้ยังไง ก็ความจริงเห็นเต็มหัวใจอยู่นั่น พอ อ๋อ ตรงไหนมีแต่พระพุทธเจ้ารู้แล้วสอนไว้แล้ว ๆ มันจะค้านพระพุทธเจ้าได้ยังไงเมื่อตัวเองค้านตัวเองไม่ได้ ค้านไม่ได้ละค้านพระพุทธเจ้า ไปเห็นพระพุทธเจ้าสอนไว้แล้ว ๆ อย่างนั้น นี่มันจึงต่างกัน

นี้พูดจริง ๆ หัวใจดวงนี้แต่ก่อนมันก็เป็นอย่างที่เคยเป็นมา อ่านภูมิเจ้าของตั้งแต่แรก ๆ นู่น ตั้งแต่เป็นเด็กมา นั่นเราอ่านภูมิตัวเองมา อ่านภูมิเจ้าของมาเรื่อย ๆ พอมาบวชเป็นพระนี้ค่อยเปลี่ยนเข้า หมุนเข้าไป ๆ ท่านตำหนิตรงไหน เราเคยทำแล้ว โอ๋ย นี่เราก็ทำมาแล้วผิดแล้ว พยายามแก้ เอาไปตรงนี้ โอ๊ย นี่เราก็ผิดมาแล้วพยายามแก้ ที่นี่มันก็หมุนเข้า ๆ จนเข้าไปฝ่ายธรรมปฏิบัติคือจิตตภาวนา ทีนี้พอมันเข้าไปนี้มันเจอนี่ซี พอเจอนี้ลงใจ ๆ ทีนี้เปิดโล่ง ๆ ลงใจคือยอมรับ ๆ ตามสิ่งที่เห็น ทีนี้ก็เปิดใหญ่เลยเทียว พุ่ง ๆ นั่นละธรรมะเมื่อมีกำลังกิเลสเปิดออก ๆ  ทางนี้ก็สว่างออกธรรมะจ้าออก ๆ ฟาดกิเลสพังลงจากหัวใจหมดแล้ว อะไรมาปิดโลกอันนี้ว่างั้นเลย พูดให้เต็มหัวใจเลย

ต้นไม้ ภูเขา ดินฟ้าอากาศ แผ่นดินทั้งแผ่นไม่มีความหมายกับหัวใจดวงนี้ หัวใจดวงนี้ไม่มาเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้นะ มันจะพุ่งถึงความจริงเลย บาป บุญ นรก สวรรค์ เปรตผีอะไรนี่ เป็นพวกจิตวิญญาณพวกนามธรรมด้วยกัน มันจะพุ่งถึงกันเลยกับจิตดวงนี้นะ ความรู้อันนี้จะเข้าสู่นั้น มันไม่ได้เข้าอันนี้นะ ความรู้ไม่ได้เข้าดินฟ้าอากาศ ความรู้อันนี้จิตดวงนี้ไม่เข้า ทะลุไปเลย อันนี้เหมือนว่าไม่มีความหมายว่างั้นเลย แผ่นดินทั้งแผ่นไม่มีความหมาย จิตมันจะทะลุออกไปหมดเลย นี่ที่ท่านเห็น ท่านเห็นอย่างนั้น ใครจะไปเชื่อท่านเมื่อเป็นอย่างนั้นแล้ว

เราก็จะเชื่อตั้งแต่สิ่งที่เราเห็น สิ่งที่ท่านเห็นเราไม่เชื่อล่ะซิ สิ่งที่ท่านเห็นเลิศเลอยิ่งกว่าเรา ไอ้เรานี่เห็นแบบปลอม ๆ แปม ๆ ท่านเห็นเห็นจริง ๆ ต่างกันอย่างนี้ เพราะฉะนั้นสัตวโลกจึงเชื่อได้ยากนะเชื่อธรรม พอเปิดเข้าไปแล้วเอาตายเข้าว่าเลย พอเปิดกว้างออก ๆ ทีนี้เรื่องตายไม่ว่า ไอ้เรื่องกับกิเลสนี้ จะยังไงก็จะเป็นข้าศึกศัตรูต่อกันอยู่แล้ว คำว่าแพ้ไม่มีต้องตายเท่านั้น นั่นเห็นไหมล่ะ ถึงขั้นแล้วต้องตาย ไม่ตายต้องชนะขาดลอย คำว่าสงสัยว่าจะแพ้หรือจะชนะไม่มี เมื่อถึงขั้นนี้ธรรมมีกำลังแล้วมีแต่จะพุ่งถ่ายเดียว อะไรผ่านมาไม่ได้ขาดสะบั้นไปเลย กิเลสไม่มีอะไรเหลือ จากนั้นมันก็จ้าล่ะซิ เมื่อจ้าไปแล้วจะทำยังไงนี่ อย่างนี้เราก็ไม่เคยคิดเคยอ่านเคยรู้เคยเห็น แต่ก็มาเป็นเต็มหัวใจเรานี้จะว่าไง แล้วพูดให้ใครฟังเขาก็ไม่ได้เป็นอย่างนี้นี่

แต่ก่อนเราก็ไม่เป็นอย่างนี้เหมือนกันกับโลกทั่ว ๆ ไปเราก็ยอมรับ ทีนี้เวลามาเป็นอย่างนี้แล้วจะให้โลกเขายอมรับอย่างนี้ เป็นไปไม่ได้นั่นเห็นไหม เพราะฉะนั้นจึงหาหยิบเอาอย่างที่ว่านะ โลกนี้มันมืดตื้อ ๆ ไปหมดถ้าคิดอย่างไม่แยบคาย พอมองนี้ส่วนใหญ่มันมืดตื้อไปหมด หือ มันจะมืดหมดจริง ๆ เหรอ นั่นแยกดูนะ หยั่งพระญาณพระพุทธเจ้านะ โลกนี้มืดตื้อด้วยกิเลสตัณหา มันจะมืดตื้อไปหมดเหรอ พระองค์ทรงเล็งญาณ อ๋อ ถึงจะมืดก็ตามที่วี่แวว เช่นอย่างภูเขาทั้งลูกนี่ มันหนาแน่นไปด้วยสิ่งไร้สาระทั้งนั้นแหละ และมันจะหนาแน่นไปด้วยสิ่งไร้สาระเสียทั้งหมดนั้นเหรอ มาดู อ๋อ ยังมี แร่ธาตุต่าง ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ยังมีอยู่เยอะ แทรกอยู่ตรงนั้น ๆ เช่น แร่ตะกั่ว แร่ดีบุก แร่ทองคำ เพชรพลอยอะไรก็แล้วแต่เถอะ มันมีแฝงอยู่นั้น ไม่ใช่ไร้สาระไปหมด อ๋อ ยังมีพอเป็นไปได้

ทีแรกท้อพระทัย ก็คือมืดตื้อหมดเข้าใจไหม เวลาแยกไปแล้ว อ๋อ ยังมี พอแนะนำสั่งสอนได้ แร่ธาตุต่าง ๆ คือคนที่มีอุปนิสัยปัจจัยจะได้ พวกนี้จะขึ้นไป ๆ จึงมีแก่ใจ แม้แต่เราเองยังเป็นนะ เคยคิดเมื่อไร พอมันจ้าขึ้นมาเท่านั้น โถ อย่างนี้จะไปสอนใครได้ สอนเขาก็จะหาว่าเป็นบ้าไปหมดทั้งโลก เราแต่ก่อนก็ไม่เคยเป็นอย่างนี้ ที่มันเป็นขึ้นมาอย่างจัง ๆ ไม่คาดไม่คิดแล้ว แต่ก่อนเราก็เคยเป็นอย่างนั้น โลกเขาก็เป็นอย่างนั้นของเขา เขาไม่ยอมเชื่อถือนี้ เพราะเขาไม่เคยเห็น ทีนี้เราเมื่อมาเห็นอันนี้แล้วเราดูหัวใจโลกมันก็จะแบบเดียวกัน ไม่เชื่อเหมือนเราไม่เชื่อแต่ก่อน นั่นเห็นไหมล่ะ แล้วจะสอนไปได้ยังไง

เราก็มาพิจารณาอีกอย่างว่านั่นแหละ มันก็ไปแถวเดียวกัน คิดไปคิดมามันก็มาไล่เข้าหาเจ้าของ นี้เราเอาตัวของเราประกันเลยนะ คือคิดท้อใจมันไม่อยากสอนใคร สอนใครเขาก็จะหาว่าบ้าไปหมดทั้งโลก โอ๊ย อยู่ไปกินไปวันหนึ่ง ๆ พอถึงชีวิตแล้วก็ปล่อยเสียเท่านั้นแหละ มาพิจารณาย้อนหลัง ธรรมอย่างนี้ไม่มีใครจะสามารถรู้ได้เห็นได้ จากนั้นก็ย้อนเข้ามา ก็เมื่อโลกว่าเป็นผู้สุดวิสัยที่จะรู้ได้เห็นได้ เราเป็นเทวดามาจากไหน เราทำไมรู้ได้เห็นได้ เรารู้ได้เพราะเหตุใด นั่น เอาละนะที่นี่ พอเหตุใดนี่มันก็วิ่งถึงบันไดถึงทางเดินมาล่ะซี อ๋อ รู้ได้เพราะเหตุนั้น เพราะเหตุนั้นคือว่าปฏิปทาพระพุทธเจ้าสอนไว้แล้วด้วยสวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้วเข้าใจไหมล่ะ ทางเดินเข้ามาหาที่นี่ เราก็พิจารณาเราปฏิบัติมาตามทางสายนี้ มาถึง ก็ อ๋อ พอรู้ได้ เพราะมีทางมา ถึงไม่มากก็น้อยรู้ได้ เมื่อตามทางสายนี้แล้วรู้ได้ มันจึงค่อยลงใจ แน่ะมันเป็นอย่างนั้นนะ

ทีแรกปิดตันเลย พูดให้ใครฟังไม่ได้เขาจะหาว่าบ้า ไม่เกิดประโยชน์ พอว่ารู้ได้เพราะเหตุใดเท่านั้น มันก็วิ่งถึงสายทางมา เช่น วัดป่าบ้านตาดนี่ มาถึงวัดป่าบ้านตาดเพราะอะไร เพราะมาตามสายทาง ทางนี้เข้ามาวัดป่าบ้านตาด จะเดินมามันก็ถึง ช้าเร็วต่างกันเท่านั้น จะขึ้นรถขึ้นรามามันก็ถึงเพราะมีทางมา อันนี้ก็ อ๋อ ได้ นี่ละเรื่องธรรมเป็นอย่างนั้นนะ เพราะฉะนั้นเวลาพูดเราถึงไม่มีคำว่าสะทกสะท้าน หรือจะไปกลัวไปกล้ากับอะไร ในสามแดนโลกธาตุนี้มันเหนือหมดเสียทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นแต่เพียงว่าเกินกว่าที่จะนำมาพูดได้ทุกบททุกบาทเท่านั้นเอง จะนำมาพูดได้ให้พอรู้พอเข้าใจกันได้เป็นประโยชน์ได้ทั้งนั้น นอกจากนั้นแล้วเหมือนไม่มี คือมีเท่าไรมันก็ออกมาเป็นประโยชน์ไม่ได้ ก็เหมือนไม่รู้ไม่เห็นไปเสียอย่างนั้น ก็สอนไปตามนั้นแหละสอนโลกก็ดี เอาละนะพอสมควร ว่าจะไม่เทศน์ธรรมะมันก็ไปจนได้แหละ วันนี้ไปจนได้ เอาละให้พร…

วันนี้สงสัยเรื่องจะไปดูตึกเขา ตึกนี้ดูจ่ายเป็นงวดที่ ๓ แล้ว ทางอากาศอำนวยนี้ก็ ๓๐ เตียงไม่ใช่เล่น ๆ นะตึกใหญ่ ทางบุ่งคล้าทางอะไรอีก แล้วก็โรงเรียนอีก ๒ ชั้นหลังหนึ่ง อีกหลังหนึ่งกำลังเริ่มขึ้น ๔ หลังเวลานี้นะ วันนี้อาจจะไปดูก็ได้ ไปดูตึกเขาที่เขาจ่ายงวดไปเรียบร้อยแล้ว โถ ไม่ใช่เล่นนะ คิดดูเรากลับมาจากกรุงเทพนี้ จากกรุงเทพวันที่ ๘ มาถึงวันที่ ๑๙ นี้จ่ายไป ๗-๘ ล้านแล้วนะคิดดูซิ ใครไม่รู้นะเวลาออก รู้แต่เวลา คนนั้นเท่านั้นพัน คนนี้เท่านี้หมื่น เขาก็บอกมาเท่านั้นหมื่นเท่านี้หมื่น เวลามันออกเขาไม่รู้ คิดดูตั้งแต่เรามานี้วันที่ ๘ ถึงวันที่ ๑๙ นี้จ่ายไป ๗ ล้านกว่าแล้วนะ น้อยเมื่อไร ๗ ล้านกว่า คือออก ๆ ด้วยความจำเป็น เราเป็นผู้รับผิดชอบเองจ่ายเอง ๆ ไม่ได้บอก งานเขาบอก เวลาออกเขาไม่รู้ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีอะไรติดตัวแหละเรา เป็นอย่างนั้นตลอด เมื่อวานนี้ทองคำไม่ได้เลย ดอลลาร์ได้ ๖ ดอลลาร์ เอาละ วันติดเครื่องวันเร่งเครื่อง

 

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร

www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก