สุดแล้วทางเดินของเรา (เทศน์รับผ้าป่าพระกรรมฐาน)
วันที่ 7 พฤศจิกายน 2552 เวลา 14:00 น.
สถานที่ : ศาลาใหญ่วัดป่าบ้านตาด
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมพระสงฆ์และฆราวาส

เนื่องในโอกาสที่คณะครูบาอาจารย์สายหลวงปู่มั่น

จัดทอดผ้าป่าสมทบทุนซื้อเครื่องมือแพทย์ตึกสงฆ์อาพาธ รพ.อุดรธานี

ณ ศาลาใหญ่วัดป่าบ้านตาด

เมื่อบ่ายวันที่  ๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๒

สุดแล้วทางเดินของเรา

          ท่าน...ถวายเช็คหลวงตามานี้ ๕,๐๐๐ บาทถ้วน หลวงตาพอใจ ให้ปฏิบัติให้ดี เข้มงวดกวดขันในหลักธรรมหลักวินัย มีสติธรรมปัญญาธรรมเป็นผู้พาก้าวเดินนะ เอาล่ะ มีสติปัญญาก้าวเดินแล้วรอบคอบ

          วันนี้ต่างคนต่างเสียสละทุกผู้ทุกคน สำหรับหลวงตาแก่เต็มที่แล้วก็แสดงฤทธิ์คนแก่เต็มกำลังความสามารถเหมือนกัน ตั้งแต่ฉันเสร็จแล้วก็ไปสกลฯ ไปพอดีได้ยินเรื่องราวว่าอะไรกำลังจะเข้าในวัดนี้ ปุบปับเลย รถไม่ต้องติดเครื่อง เหยียบคันเร่งเลย มานี้ก็พอดีเต็มก็ขึ้นนี่เลยละ ไม่มีเวลาวันนี้

เราก็เห็นใจบรรดาพี่น้องทั้งหลายที่มีความพร้อมเพรียงสามัคคีกัน มีกำลังมากนะความพร้อมเพรียง หญ้าเส้นหนึ่งเด็ดขาดง่าย สองเส้นเด็ดขาดยาก สามสี่เส้นไปแล้วเด็ดไม่ขาด ความหนาแน่นมั่นคงแห่งกำลังความสามัคคีของพวกเราก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้นความสามัคคีให้พากันรักษาเอาไว้นะ ความสามัคคีนี้สำคัญมากทีเดียว สามัคคีในส่วนรวม สามัคคีในส่วนบุคคล สามัคคีในตัวของเราประกอบความพากเพียรด้วยกำลังใจของเราเอง อันนี้เยี่ยมนะ ให้พากันตั้งอกตั้งใจปฏิบัติ

ครูบาอาจารย์แต่ละองค์ที่จะได้มาสั่งสอนพวกเรานี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยนะ เอาแทบเป็นแทบตาย สำหรับหลวงตานี้ไม่ได้คุย เพราะเป็นนิสัยอย่างนี้เอง ถ้าลงได้ทำอะไรแล้วเอาขาดกับมือเลยทีเดียว ที่จะเหยาะๆแหยะๆนี้เรียกว่าไม่มีในนิสัยอันนี้ จนกระทั่งป่านนี้ละได้มาเป็นครูเป็นอาจารย์สอนพี่น้องทั้งหลาย ถ้าพูดถึงเรื่องฝ่ายจิตฝ่ายอรรถฝ่ายธรรมก็ตั้งแต่ตะเกียกตะกายล้มลุกคลุกคลาน ในขั้นเริ่มแรกปฏิบัติธรรมความเพียรล้มลุกคลุกคลาน เพราะกิเลสเหยียบหัวมัน ทางนี้ก็ไม่ถอย ซัดกันไปซัดกันมาก็ค่อยดีดขึ้นๆ จนกระทั่งเอาสรุปความเลยนะ มาปัจจุบันนี้ตัวที่ทำให้เราล้มลุกคลุกคลานหายซากไปหมดไม่มีอะไรเหลือ เหลือแต่หัวใจที่สง่างามจ้าครอบโลกธาตุ

ท่านทั้งหลายอยากฟังก็ฟังเสียวันนี้นะ ที่เราสละเป็นสละตายเพื่อความพากเพียร เฉพาะอย่างยิ่งเพื่อความพ้นทุกข์คือพระนิพพาน เป็นสถานที่เราจะอยู่จะตายที่นั่น ที่อื่นไม่อยู่ บวชมาทีแรกก็ดีใจว่าจะได้ไปสวรรค์ ไปสวรรค์แล้วยังไม่นานมาแล้วจะตกลงมาตายอีกเกิดอีกเหมือนโลก เอาขึ้นพรหมโลก นั่นก็ไม่นานก็ลงอีก ที่ไหนนานไม่ลง ไปนิพพาน พอว่าไปนิพพานปักปุ๊บเลยเชียว นั่นละความเพียรเพื่อนิพพานจึงหนักมากทีเดียว ไม่ได้มองหน้าใครเลย อยู่คนเดียว อาหารกี่วันไม่ได้กินช่างมันเถอะ กูกินมาตั้งแต่วันเกิดไม่เห็นวิเศษวิโส กูอดเพียงห้าหกเจ็ดวันเท่านี้มันจะตาย ให้ตาย เอาเลย วันนี้จะเอาธรรมบูชา ธรรมของพระพุทธเจ้ากับธรรมในใจบูชากันบวกกัน ซัดกันเลยละ

เราทำอย่างนั้นละ แล้วผลก็ปรากฏเรื่อยมาๆ สุดท้ายแล้วทีนี้สรุปผลของการปฏิบัติตัวเองให้พี่น้องทั้งหลายฟังว่าเราหมดทุกอย่างแล้วในโลกธาตุนี้ เราไม่มีงานภายในใจ จิตเราว่างหมดแล้ว ไม่มี แต่ก่อนก็เคยได้ยินที่ว่าว่างงานนั้นว่างงานนี้ ว่างงานกับจิตกับกิเลสฟัดกันนี้ไม่เคยได้ยิน แต่เวลามาเอากันจริงๆแล้วก็ซัดเข้ามาในวงนี้ละ วงกิเลสกับธรรมซัดกัน เอาเสียจนกิเลสพังทลาย จิตว่างงานเลย หมดงาน วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ การประพฤติพรหมจรรย์ของเราเพื่อฆ่ากิเลสที่เป็นงานหนักที่สุดนี้ได้สิ้นสุดลงไปแล้ว งานอื่นที่จะทำให้ยิ่งกว่านี้ไม่มี ขึ้นแล้วในจิตใจของเรา ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา เราจะไม่กลับมาเกิดอีกแล้ว

วันนี้เปิดเสียนะวันนี้นะ อยู่กับพี่น้องทั้งหลายมาเท่าไร นี่ละธรรมท่านไม่หิวไม่โหย ไม่อยากโอ้อยากอวด เมื่อถึงกาลอันควรที่จะพูดหนักเบาแค่ไหนพูดออกมาได้เลย เมื่อไม่ถึงกาลอันควรดึงออกก็ไม่ออก นี่ถึงกาลอันควรที่เราจะพูดให้เป็นคติตัวอย่างแก่กันและกันได้ฟังทั่วไป วันนี้ได้เปิดออกมาแล้ว เรียกว่าความเพียรของเรานี้เรียกว่าเดนตายมาเลยกับกิเลส ไม่มีอะไรที่จะหนักยิ่งกว่ากิเลสกับธรรมฟัดกัน เมื่อกิเลสขาดสะบั้นลงไปจากใจแล้วจ้าครอบโลกธาตุ จิตใจเรานี้จ้าตลอดเวลา

ท่านว่านิพพานเที่ยงอย่าไปดูที่อื่น ดูจิตใจที่บริสุทธิ์เต็มส่วนแล้วนั่นละนิพพานเที่ยงหนึ่ง ธรรมธาตุหนึ่ง ธรรมธาตุเข้ากับนิพพานเที่ยง เป็นไวพจน์ใช้แทนกันได้ นี่ครองหมดทั้งสองแล้ว เคยพูดอย่างนี้ให้พี่น้องทั้งหลายฟังไหม ไม่เคยพูด เพราะธรรมไม่โอ้ไม่อวด ไม่อยากไม่หิวไม่โหย ถ้าเป็นอย่างนั้นก็เป็นโลกไปเสีย ถ้าเป็นธรรมแล้ว สมควรที่จะพูดหนักเบามากน้อยเพียงไร จะเกิดประโยชน์แก่ผู้ฟังมากน้อยเพียงไรก็เปิดออกตามสัดตามส่วน ถ้าไม่เกิดประโยชน์ก็ไม่พูด พูดไปหาอะไร นี่ก็เห็นว่าจะเกิดประโยชน์พอสมควร เราก็จวนจะตายแล้ว

นี่การทำประโยชน์เราได้หายสงสัยแล้วนะพี่น้องทั้งหลาย ไม่มีล่ะที่จะกลับมาเกิดตายซ้ำๆซากๆอีกแล้ว หมด ล้างป่าช้าคือชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา ใครจะว่าหลวงตาบัวหนักตรงไหน เบาตรงไหน ชังคนใด รักคนใด เอาให้ฟังให้เต็มใจนะ เอะอะไปก็ท่านรักคนนี้ ท่านชังคนนี้ ท่านเกลียดคนนั้น ท่านโกรธคนนี้ มีอยู่ทั่วไป เราฟังจะตายแล้ว เพราะหูนี้ใจนี้ไม่ใช่ใจกิเลสแบบบ้าๆอย่างนั้นนี่ อันนี้วางเป็นกลาง หัวใจสว่างครอบโลกธาตุ ไม่มีคำว่าดีว่าชั่ว คำสรรเสริญเยินยอไม่เข้ามาหัวใจได้เลย มีแต่ความสว่างไสวเต็มหัวใจ

ตายไม่มีกำหนดว่าจะไปเมื่อไรเอาพร้อม จะอยู่ก็อยู่ไปอย่างนี้เพื่อประโยชน์แก่โลก จะอยู่เพื่อเราไม่เห็นมีอะไร ถ้าอยู่เพื่อโลกก็อยู่ไปวันหนึ่งๆ คิดว่าโลกจะได้มีผลมีประโยชน์บ้างพอสมควร เราก็ทนไปอยู่ไป เขาว่าเจ็บเราก็เจ็บ เขาว่าปวดเราก็ปวด เพราะเป็นธาตุขันธ์อันเดียวกัน แต่ส่วนจิตเราไม่มี ความทุกข์อันใดที่จะเข้าไปแทรกในจิตตั้งแต่กิเลสตัวสร้างทุกข์นั้นขาดสะบั้นไปจากใจแล้ว ไม่มีกิเลสตัวใดที่จะทำให้ทุกข์อีก ทุกข์นั้นเรียกว่าว่างเปล่าเลย

        สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ โมฆราช สทา สโต

อตฺตานุทิฏฺฐึ อูหจฺจ   เอวํ มจฺจุตฺตโร สิยา

     เอวํ โลกํ อเวกฺขนฺตํ   มจฺจุราชา ปสฺสติ.

ดูก่อนโมฆราช เธอจงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ พิจารณาร่างกายอันนี้ให้เป็นของว่างเปล่าไปหมด แล้วจิตใจนี้ได้ว่างเปล่าจากสิ่งเหล่านั้นแล้วตัวเองก็ว่างจากทุกสิ่งทุกอย่าง หมดสมมุติ สมมุติมีอยู่กับกิเลส เมื่อกิเลสสิ้นแล้วสมมุติก็หมดไป เอามาใช้อย่างนั้นแหละ ให้พากันจำ นี้พูดจริงๆหมด เรื่องที่ว่ามานี้เราปฏิบัติมาเท่าไรปี ตั้งแต่บวชมาได้เท่าไร ๒๐ ปี ๙ เดือนนะ (บวชมาแล้ว ๗๕ ปีครับ) ๒๐ ปีกับ ๙ เดือนออกบวช ออกบวชก็เรียนก็เรียนจริงๆ เวลาออกปฏิบัติเอาหนักมากทีเดียว เอาถึงเป็นถึงตาย ภาคปฏิบัติธรรมเป็นภาคฟัดกับกิเลส ภาคที่ลบภพลบชาติไม่ให้มันเหลืออยู่ในหัวใจ ให้ตายเกิดอยู่นี้ต่อไปไม่ให้มี ไม่ให้มีจริงๆ โล่งหมดเลย

เรื่องธาตุขันธ์มันจะแตกขนาดไหนเป็นเรื่องธาตุเรื่องขันธ์ ของเขาของเราเหมือนๆกันไม่เห็นแปลกอะไร ธรรมชาติอันนั้นธรรมธาตุตายที่ไหนเกิดที่ไหน นิพพานเที่ยงหมายถึงอะไร ถ้าไม่หมายถึงที่กิเลสสิ้นซากไปหมดจากหัวใจเป็นใจที่บริสุทธิ์สุดส่วนแล้ว นั้นละท่านว่าธรรมธาตุตรงนั้นเอง อยู่ในขันธ์นี้ละธรรมธาตุ หากไม่ใช่ขันธ์ อยู่ไปอย่างนั้นละ ไม่หนักไม่เบากับธาตุกับขันธ์ เจ็บไข้ได้ป่วยก็รู้แต่เข้าไม่ถึง ไม่หวั่นไม่ไหว เป็นเมื่อไรตายเมื่อไรพร้อมอยู่เสมอ ให้พากันจำเอานะ

นี่ละการปฏิบัติธรรมทั้งหลายเพื่อท่านทั้งหลายได้ฟัง ธรรมจริงหรือไม่จริง ธรรมพระพุทธเจ้าที่ว่า สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ชอบแล้ว ชอบอย่างนี้ ถ้าผู้ปฏิบัติตามนี้ชอบตลอดๆ ถึงนิพพาน ชอบสุดยอดเลย ถ้าไม่ปฏิบัติเหลวแหลกแหวกแนวไปมันก็เป็นอย่างนั้นละ ดูไม่ได้อยู่ตลอด ภพใดชาติใดไปเกิดที่ใดเป็นปลวก เป็นมด เป็นหนู เป็นเปรตเป็นผี เป็นอะไรไปทุกอย่าง มันไม่เป็นคน ไม่เป็นเทวบุตรเทวดา ไม่เป็นผู้ทรงอรรถทรงธรรมอะไรเลย

นี่ทำใจให้มันเป็นธรรมทั้งแท่งแล้วอะไรมันจะเป็นอะไรก็ไป กระดูกจะไปเป็นกระดูกก็ให้ไป ไม่ไปก็ช่างหัวมัน ใจของเราบริสุทธิ์แล้วพอ ปล่อยหมดโดยสิ้นเชิง นั่นละใจที่บริสุทธิ์ พากันจำเอานะ บริสุทธิ์หมด ขึ้นชื่อว่าสมมุติไม่มีเข้าไปเกาะเลย นั่นละธรรมนี้จริงไหม ธรรมพระพุทธเจ้าเป็นผู้สอนไว้ ผู้ปฏิบัติตามนั้นละจะเห็นความจริงตามนั้น ไม่ใช่เหยาะๆแหยะๆแล้วก็ทำไปๆ เดี๋ยวก็บาปไม่มี บุญไม่มี นรกสวรรค์ไม่มี นอนเสียดีกว่า หมอนดีกว่า มันเป็นอย่างนั้นละ ให้พากันจำเอานะ

นี่เอาจริงๆ นิสัยอันนี้เป็นนิสัยจริงจังมาแต่ไหนแต่ไร ไม่เคยเหลาะแหละ ถ้าลงได้ปักใจลงไปแล้วเอานะเท่านั้นละพอ ขาดสะบั้นไปเลย ไม่มีคำว่าท้อถอยอ่อนแอ ให้พี่น้องปฏิบัติแล้วจะได้มาเป็นคติของตัวเอง อันนี้เป็นแล้ว ภูมิใจในการปฏิบัติความพากเพียรของตัวเอง เรียกว่าเดนตายมา แล้วได้ของดีขึ้นมาเป็นธรรมธาตุมาครองที่หัวใจนี้ พอ นี่ละเรียนแล้วถึงขั้นพอ ต่อไปนี้จะไม่กลับมาเกิดมาตายอีกต่อไปละ หมด พอ ถึงเมืองพอ จิตนี้เป็นธรรมธาตุแล้ว นิพพานเที่ยงก็ได้ ธรรมธาตุก็ไม่ผิด นี่ละเมื่อถึงขั้นแล้วจิตเป็นธรรมธาตุนะ จำเอานะ เอาล่ะพอ

วันไหนก็พูดก้อกๆ เหมือนปากไม่มีฤทธิ์มีเดชอะไร หัวใจครอบโลกธาตุ แต่ปากพูดมากๆ เขาฟังบ้างไม่ฟังบ้าง บางทีก็โมโห หลวงตาพูดอะไรนักหนา มันง่วงนอนจะตายแล้วอย่างนั้นก็มี ผู้พูดพูดแทบเป็นแทบตาย เอาล่ะพอ นี่ละวันนี้เรามีความพร้อมเพรียงสามัคคีกัน มารวมส่วนใหญ่ที่มีความบกพร่องด้วยคนส่วนใหญ่ของเราให้สมบูรณ์พูนผลขึ้นมา

พากันฟังเข้าอกเข้าใจหรือยัง วันนี้เทศน์ให้ฟังสุดยอดแล้วนะ เทศน์ให้ฟังวันนี้เทศน์ให้ฟังสุดยอด หลวงตาบัวมาตั้งวัดป่าบ้านตาดอยู่มาได้ ๕๐ กว่าปีแล้วนะไม่อยากเคยพูดธรรมะประเภทนี้ให้พี่น้องทั้งหลายฟัง วันนี้พูดเสร็จแล้ว มันจวนจะตายแล้ว บอกว่าเราจะไม่กลับมาเกิดอีกแต่นี้ต่อไป สุดแล้วทางเดินของเรา เดินเกิดแก่เจ็บตายนี้สุดไปเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ปีพ.ศ.เท่าไร ๒๔๙๓ นั่นละกิเลสม้วนเสื่อภพชาติก็ม้วนไปด้วยกัน ตั้งแต่นั้นก็ไม่มีอะไรละ หากไม่เคยพูดอย่างนี้ พูดอะไรธรรมะเป็นของพอดีอยู่ตลอด ไม่ใช่จะหิวจะโหย อยากโม้อยากคุย นอกจากเป็นกาลอันควรที่จะเกิดประโยชน์สำหรับผู้ฟังทั้งหลายบ้างก็แย็บออกมา แย็บออกมาเท่านั้น ให้พากันเข้าใจตามนี้นะ เอาละทีนี้จะให้พร

เรื่องของโลกของสงสารนี้เราเคยเกิดเคยตายมากี่ภพกี่ชาติมันรู้ของมันหมดนะ เมื่อไม่จำเป็นเอามาพูดหาอะไร เอาสดๆร้อนๆ ที่จะเกิดความจำเป็นเกิดประโยชน์พูดเท่านั้น นอกจากกิริยามารยาทที่อาจหาญชาญชัยเราเคยเป็นมาแล้ว เคยเป็นเจ้าเป็นนายเป็นผู้ใหญ่ผู้โตอยู่ในเมืองไทยน้อยชาติเมื่อไร เพราะฉะนั้นเราจึงไม่กลัวใคร มันก็เคยผ่านมาแล้ว เขาอันนั้นกันอยู่ในคลังหลวง เราอยู่ในเพศในพระยังเข้าไปแย้งเขาได้ คิดดูซิ ไปแย้งเขาได้ในนั้น เราเคยผ่านมาหมดแล้ว ไม่พูดเฉยๆ

 

รับชมรับฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

และสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน FM103.25 MHz

พร้อมเครือข่ายทั่วประเทศ

 

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก