ชาติศาสนาจะจมไปด้วยมหาภัยเหล่านี้เอง
วันที่ 1 เมษายน 2545
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

ชาติศาสนาจะจมไปด้วยมหาภัยเหล่านี้เอง

สรุปทองคำและดอลลาร์เมื่อวันที่ ๓๑ เมื่อวานนี้ ทองคำได้ ๑ กิโล ๙ บาท ๙๓ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๑,๘๒๕ ดอลล์ (เป็นส่วนของผ้าป่าวัดโนนนิเวศน์ ทองคำ ๑ กิโล ๔ บาท ๖๙ สตางค์ ดอลลาร์ ๑,๖๘๕ ดอลล์ เงินสด ๑,๖๐๓,๘๔๐ บาท)

เราเหนื่อยมากนะเทศน์ เดี๋ยวนี้อ่อนลง ๆ พี่น้องทั้งหลายจะทราบโดยลำดับ การเทศน์นี่ลดลง ๆ หลงหน้าหลงหลัง พูดไป ๆ ขาดปั๊บ แล้วตั้งใหม่ ๆ เริ่มแล้วนะเดี๋ยวนี้ ต่อไปมันจะเทศน์ไม่ได้แล้ว วกเวียน คือความจำพอขาดปั๊บมันหายเงียบ ไม่ทราบว่าพูดเรื่องอะไรมา แล้วก็ตั้งใหม่ละซิก็เงื่อนมันไม่ต่อกัน นี่ละความจำมันหลงลืมปั๊บเดียวหายไป ๆ อย่างเมื่อวานนี้มันก็เป็นอยู่อย่างนั้น ต่อไปมันจะเทศน์ไม่ได้ คือมันปรากฏขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก่อนไม่มี พูดอะไรก็ต่อกันเป็นลำดับลำดาเรื่อย ๆ จนจบเลย ถ้าจะแยกไปเรื่องใดเงื่อนใด เรื่องอะไรก็ตาม มันก็เป็นความเข้าใจในนั้นไม่ใช่มันหลงลืมแล้วไปคว้าอันนั้นมาต่ออันนี้มาต่อ นี่เรียกว่าหลงลืม

อย่างเมื่อวานนี้ก็เป็น มันเป็นทุกวันนั่นแหละไม่มากก็น้อย ทุกวันนี้มันเป็นเรื่อย ๆ แต่ก่อนไม่เป็น นี่ละความจำ สัญญา ที่ออกเทศนาว่าการนี้ใช้ขันธ์ทั้งนั้น ทีนี้ขันธ์เป็นสมมุติทั้งมวล รูปขันธ์ก็เอาเราเป็นผู้เทศน์ รูปขันธ์คือร่างกาย เวทนา สุข ทุกข์ มันก็ไปกับขันธ์ สัญญา สังขาร วิญญาณ ,สัญญา สังขาร หนักมาก ออกทำงานหนักมาก เฉพาะเวลาเทศน์สังขารต้องดึงออกมาจากธรรม ๆ มาเป็นสังขาร ความปรุงแว็บ ๆ ออกมาจากธรรม แล้วดึงมาเป็นสังขารเป็นคำพูดคำจา สัญญาดึงเกี่ยวโยงกันไว้ให้ไปตามสายทาง สัญญาดึงเกี่ยวไว้ พอสัญญาขาดปั๊บล้มเหลวเลย นั่น วิญญาณมันก็รู้อยู่ เราพูดอะไรวิญญาณหูเราก็รู้นี่ มันมีแต่ขันธ์ใช้อยู่เวลานี้ ใช้ขันธ์ เทศนาว่าการใช้ขันธ์ล้วน ๆ

เทศน์หลงหน้าหลงหลัง ๆ ไป ต่อไปมันก็หยุดของมันเองแหละ เมื่อเทศน์ไปไม่ได้แล้วก็จะเอาอะไรไปเทศน์ มันอ่อนลง ๆ จับอะไรมาก็หลุดไม้หลุดมือไป ๆ เสียก็ทิ้งเท่านั้นเอง ลำพังธรรมแท้นี้ โอ๊ย พูดไม่ได้นะ พอแย็บออกมานี้เป็นสมมุติทั้งหมดเลย ธรรมชาตินี่แท้ ๆ แล้วพูดไม่ได้เลย เจ้าของนั่นแหละทรงไว้ แต่นำออกมาสู่สมมุติไม่ได้ มันไม่มีอะไรเหมือนเลย นั่นละวิมุตติ ธรรมชาตินั้นคือวิมุตติ แล้วดึงธรรมจากวิมุตติ คือธรรมหรือธรรมธาตุนั้นออกมาเป็นสมมุติ แจกจ่ายไปให้ได้ยินได้ฟัง เทศนาว่าการหนักเบาหรือลึกตื้นอะไรนี้ ก็ออกมาเป็นสมมุติ ๆ เพราะโลกมีแต่สมมุติล้วน ๆ

ตามที่กล่าวมาเหล่านี้ไม่มีศาสนาใดทรงได้ มีพุทธศาสนาอย่างเดียวทรงธรรมประเภทนี้ไว้ได้ ค้นธรรมประเภทนี้เจอ พระพุทธเจ้าค้นเจอเรียกว่าตรัสรู้ พระสงฆ์สาวกค้นเจอเรียกว่าบรรลุธรรม ก็คือตรัสรู้นั้นแล แต่คำว่าตรัสรู้เป็นศัพท์ของศาสดา ของราชาศัพท์ บรรลุธรรมเป็นศัพท์ของสาวก ความจริงก็ถึงอันเดียวกันนั้นแล ตรัสรู้ บรรลุธรรม ธรรมอันนี้เองแล้วก็แยกไปตั้งขึ้นมาอีกทีหนึ่งว่าธรรมธาตุ ตรัสรู้ธรรมปึ๋งเป็นธรรมธาตุ ไม่มีศาสนาใดค้นพบหรือทรงไว้ได้ เพราะไม่รู้ไม่เห็นเอาอะไรมาทรง มีพระพุทธเจ้าเท่านั้น

พุทธศาสนาไม่ว่าพระพุทธเจ้าพระองค์ใดที่ตรัสรู้กันมาเรื่อย ๆ ตรัสรู้แบบเดียวกันหมด เดินทางสายเดียวกัน รู้อย่างเดียวกัน เห็นอย่างเดียวกัน ไม่เห็นอย่างอื่นเพราะเดินทางสายเดียวกัน ธรรมชาติที่จะให้สัมผัสสัมพันธ์ให้รู้ให้เห็นก็อยู่ในสายทางที่จะรู้จะเห็นนั้นเอง เพราะก้าวเดินไปตามนั้น ผิดจากนั้นไม่รู้ไม่เห็น นี่ละพุทธศาสนาจึงว่าเลิศเลอ หาที่จะคัดจะค้านไม่ได้ ไม่มีเลย เราเองเราตัวเท่าหนู เราก็คุ้ยเขี่ยขุดค้นหาความจริงเหมือนกัน ตามธรรมที่ท่านสอนไว้ให้หาความจริง เมื่อเจอเข้าไปเจอตรงไหน ๆ จะขัดกันอะไรบ้างไม่เคยมีเลย มีแต่หมอบราบ ๆ รู้ตรงไหนพระพุทธเจ้ารู้แล้วสอนออกมาแล้ว ทีนี้ที่ท่านไม่สอนที่เราไม่ได้พบได้เห็นจะมีจำนวนมากเท่าไร

อย่างที่ว่าในพระไตรปิฎก พระไตรปิฎก ๆ โหย เท่ากำปั้นว่านี้เลยนะ เราไม่ได้ดูถูก หลักความจริงครอบโลกธาตุ นี้เป็นสิ่งที่ศาสดาองค์เอกทรงรู้ทรงเห็นทรงไว้ทุกอย่าง ดึงออกมานิด ๆ หน่อย ๆ ออกมานี้ว่าพระไตรปิฎกเท่านี้ ๆ ธรรมที่ท่านทรงไว้ในใจนั้นน้อยเมื่อไร เหมือนอย่างว่าตักน้ำออกมาจอกหนึ่งแก้วหนึ่งจากมหาสมุทร พูดง่าย ๆ เอาอย่างนี้ดีกว่า จะเหมาะสมดี มหาสมุทรคือธรรมในหลักธรรมชาติเลย คือตรัสรู้ธรรมก็ผางเข้าไปรู้ในหลักธรรมชาติ ทีนี้เวลามาสอนโลกก็เหมือนกับ เราเอาแก้วไปตักน้ำในมหาสมุทรมาเทนั้นจ้อก ๆ แจ้ก ๆ

ใครจะสามารถตักเอาน้ำมหาสมุทรทั้งมหาสมุทรนั้นมาเทสอนโลก ไม่เห็นมีใครสามารถ นี่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมกว้างขนาดไหน ทีนี้เวลามันไม่เห็นไม่รู้นั่นซิ มันก็เอาความไม่เห็นของเจ้าของเป็นเครื่องกั้นกางดันไว้ไม่ให้เชื่อถือ ไม่เชื่อถือมันก็เป็นทางที่จะไม่สนใจ อะไรที่สนใจมันดึงไว้แล้วนั่น ทางต่ำ นั่นกิเลสดึงไว้แล้ว ๆ มันก็ลงแต่ทางต่ำ ถ้าลงได้เห็นแล้วเอาไว้ไม่อยู่ว่างั้นเลย ถ้าลงได้รู้ได้เห็นเป็นลำดับในธรรมของพระพุทธเจ้าแล้วมันดูดมันดื่ม มันดึงเหมือนกับกิเลสดึงเรา ยิ่งดึงยิ่งกว่านั้นอีกนะ คือดึงให้หลุดพ้น เพราะนอนจมกับกิเลสนี่นอนจมมานานแล้ว ทีนี้สิ่งที่จะให้พ้นจากกิเลสนี้ ยิ่งรู้ยิ่งเห็นเข้าไปก็ยิ่งดูดยิ่งดื่ม

นี่ละที่ท่านว่า ทำความเพียรกล้า กล้าอย่างนี้เอง มันทราบในเจ้าของเองนะ จิตดวงนั้นถึงขั้นมันรู้ในขั้นนั้น ไม่ว่าจิตใครก็ตามเหมือนกันหมด ถ้าลงได้ก้าวเข้าสู่จุดนั้นแล้วมันจะพุ่งของมันเอง ไม่มีคำว่าหญิงว่าชาย นิสัยวาสนาไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าหญิงว่าชาย ขึ้นอยู่กับการบำเพ็ญคุณงามความดี ไม่ว่าใครบำเพ็ญที่ไหน เป็นวาสนาบารมีของผู้นั้น ๆ เหมือนว่าก้าวเดินไปด้วยกัน เดินไป ๆ พอถึงขั้นที่ราบรื่นเข้าไป ๆ ที่นี่มันก็พุ่งของมัน ไหลเลยเทียว นี่ที่ท่านว่าความเพียรกล้า ๆ

เราไม่เข้าใจแต่ก่อนอย่างท่านว่า พระโสณะ ท่านมีความเพียรกล้า เราอ่านไปในตำราก็เห็นความเพียรกล้า เดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตก ก็คิดไปธรรมดาว่าความเพียรกล้า นั่นความเพียรกล้ารับรองไว้แล้ว ความเพียรกล้าฝ่าเท้าถึงจะแตก ถ้าความขี้เกียจอ่อนแอกล้านี้หมอนแตกเสื่อขาด เข้าใจไหม มันต่างกันตรงนี้นะ ถ้าความเพียรกล้าแล้วฝ่าเท้าแตก จะไม่แตกได้ยังไง ก้าวลงทางจงกรมไม่มีเวล่ำเวลาเข้ามายุ่งเลย มีแต่ระหว่างกิเลสกับธรรมส่วนละเอียด ๆ หมุนกันติ้ว ๆ ไปเลยตลอด ไม่มีร้อนมีหนาว ไม่มีเวลานาทีอะไรเข้ามายุ่ง ความหิวความกระหายกับสิ่งใดไม่มี เหมือนนักมวยต่อยกันเข้าวงใน นักมวยต่อยกันวงในมันจะไปคำนึงถึงความเจ็บปวดแสบร้อนที่ไหน ถ้าสุดกำลังของมันก็ถูกหมัดเขาหงายลงเท่านั้นเอง

แต่มันไม่ได้ไปสนใจกับสิ่งเหล่านี้เวลาต่อยกัน อันนี้ระหว่างกิเลสกับธรรมหมุนก็เป็นอย่างนั้น กิเลสนับวันอ่อนลง ๆ ด้วยความเฉียบแหลมของกิเลสนะ กิเลสละเอียดเข้าไปเรื่อย ๆ ธรรมก็ละเอียดลออกำลังกล้าเข้าเรื่อยแล้วหมุนไล่ตาม เหมือนไฟได้เชื้อไม่ผิดอะไรละ ถ้าพูดว่าไฟได้เชื้อนั้นถูกต้องเหมาะสม เชื้อมีที่ใดไฟนี้จะลุกลาม เชื้อหมายถึงสภาวธรรมหรือกิเลสมีอยู่ที่ไหน ไฟคือตปธรรมนี้จะหมุนเข้าไป เผาเข้าไปเรื่อย ๆ นี่ท่านว่าความเพียรกล้า ลงทางจงกรมแล้วเท่านั้นแหละ ก็ไม่ใช่เดินวันเดียวคืนเดียว เดินอยู่ทุกวี่ทุกวันทุกเวลาที่ว่างพอที่จะลงเดินเมื่อไร

นั่งก็นั่งความเพียร นอนก็นอนความเพียร เว้นแต่เวลาหลับ มันจะหมุนของมันอยู่ตลอดเวลาในขณะที่นอน เพราะฉะนั้นท่านถึงนอนไม่หลับ คือการนอนนอนจริง แต่จิตมันทำงานกับกิเลสอยู่ภายในใจไม่หลับ หมุนกันอยู่นั้น สุดท้ายนอนก็เหนื่อย ลุกขึ้นมานั่ง นั่งมันก็หมุนอยู่อย่างนั้นมันก็เหนื่อย ลงเดิน เดินเสียจนกระทั่งจะก้าวขาไม่ออก ไม่กล้ายังไง แล้วฝ่าเท้าจะไม่แตกได้ยังไง ถ้าลงได้เดินก็แบบเดียวกัน แบบไหนก็แบบเดียวกันเลย เพราะจิตไม่ได้ออกข้างนอกมันหมุนอยู่ข้างใน หมุนอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา ไม่ว่าเวลาไหน เอาอย่างนั้นเลยตั้งแต่ตื่นนอน แม้ที่สุดเช่นอย่างเราเป็นพระ เราฉันจังหันนี้ การขบการเคี้ยวอยู่มันไม่ได้สนใจนะ อันนั้นมันทำงานของมันอยู่งั้นหมุนอยู่งั้น เหมือนเรากินข้าวกันอยู่นี่ มันคิดเพลิดคิดเพลินคิดบ้าไปทั่วโลกก็ได้ใช่ไหม ทางนี้ก็เคี้ยวกร้อบ ๆ ทางนั้นก็คิดไปเรื่อย

อันนี้ก็แบบเดียวกัน เวลาหมุนเป็นธรรมแล้วเป็นธรรมหมุนติ้วอยู่อย่างเดียวกัน นี่ละอัตโนมัติ กิเลสเป็นอัตโนมัติผูกมัดสัตวโลก มันก็ผูกของมันตลอดอิริยาบถตั้งแต่ตื่นนอน มันหากคิดหากปรุง มีแต่เรื่องของกิเลสทั้งนั้นลากไปถูไป เราไม่รู้ เพลินไป ๆ ทีนี้เวลาหมุนเข้าทางด้านธรรมะมาเป็นเจ้าตัวการทำหน้าที่แทนกิเลส หมุนด้วยตัวเอง หมุนเป็นอัตโนมัติของตัวเอง แล้วธรรมเป็นอัตโนมัติของตัวเองทีนี้ก็หมุนกลับแบบเดียวกัน ไม่มีอะไรผิดกัน เทียบกันได้เลยเชียว พอถึงขั้นธรรมเป็นอัตโนมัติ สติ ปัญญา ศรัทธา ความเพียรทุกอย่าง เป็นอัตโนมัติไปตาม ๆ กันหมดเลย หมุนติ้ว ๆ

ไม่ว่ายืนว่าเดินว่านั่งว่านอนเผลอเมื่อไรไม่มี นั่นฟังซิ ทั้ง ๆ ที่มหาสติมหาปัญญาเป็นสมมุตินะ แต่ทำไมจึงไม่เผลอ สมมุติในขั้นไม่เผลอคือมหาสติมหาปัญญา ตั้งแต่สติปัญญาอัตโนมัติไป แล้วติดกันเป็นพืดไปเลย เป็นสายยาวเหยียดไปเลยคือมหาสติมหาปัญญา ไม่มีคำว่าเผลอ เผลอที่ไหน นี้ก็ยังเป็นกฎอนิจจังอยู่นะ แต่นี้มันไม่เผลอก็บอกว่าไม่เผลอ เวลาก้าวเดินเพื่อความพ้นทุกข์เพื่อฆ่ากิเลส ไม่เผลอก็บอกไม่เผลอ ทีนี้พอกิเลสขาดสะบั้นลงไปหมดแล้ว สติปัญญาอัตโนมัตินี้เผลอหรือไม่เผลอก็ตาม หากหมดความจำเป็นไปเอง จะว่าเผลอไปก็ไม่ใช่ หากหมดหน้าที่ไปเอง เป็นไปเองไม่ต้องบังคับ ว่าความเพียรประเภทนั้นจะให้หยุดให้พักเครื่องไม่มี นี่ก็เป็นอัตโนมัติ ให้เห็นในหัวใจซีผู้ปฏิบัติ แล้วทำไมจะพูดไม่ได้

พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาองค์เอกพระองค์เดียวเท่านั้นไปถามใคร ตรัสรู้ปึ๋งขึ้นมาสอนโลกสามแดนโลกธาตุ บรรดาพระสาวกเต็มภูมิของท่านเหมือนกันนั่นแหละ ธรรมพระพุทธเจ้าเปิดเผยอยู่ตามหลักความจริง เรียกว่าท้าทายความจริง ใครต้องการความจริง เอ้า หมุนเข้าไป จะเจอเหมือนกันกับเจอกิเลสนั่นแหละ ไม่ได้ผิดกันนะ คิดไปเมื่อไรเป็นเรื่องของกิเลสทั้งหมด เป็นไปได้ตลอดเวลา นี่เวลามันหมุนไปตามกิเลส เวลาหมุนไปทางด้านธรรมะ ไม่ว่าจะแง่ไหนมีแต่ธรรมะทั้งนั้น ๆ แก้กิเลสทั้งหมด เป็นอัตโนมัติของตัวเอง ตั้งแต่ส่วนหยาบ ส่วนกลาง ส่วนละเอียด เป็นน้ำซับน้ำซึมไปเลย นี่ก็เป็นอัตโนมัติ เป็นน้ำซับน้ำซึม แก้กิเลสที่ละเอียดสุดยอด มหาสติปัญญานี้เรียกว่าธรรมอันละเอียดแก้กิเลส ก็ซึมไปเหมือนกัน ไม่งั้นไม่ทันกัน

นี่ได้มาพูดให้พี่น้องทั้งหลายนี้ ตั้งแต่ก่อนโคตรพ่อโคตรแม่หลวงตาบัวไม่เคยรู้เคยเห็น ไม่เคยได้นำมาพูดให้หลวงตาบัวฟัง แต่เวลาเราอยู่กับพ่อกับแม่มาตั้งแต่วันเกิด ก็ไม่ได้ยินพ่อแม่มาเล่าให้ฟัง สติปัญญา หรือ กิเลส หรือ ธรรมประเภทเหล่านี้ ไม่เคยได้ยิน ทำไมฟังซิน่ะ แล้วหลวงตาบัวเอามาพูดได้ยังไง พ่อแม่ก็ไม่เคยพูดเคยสอนธรรมประเภทนี้ ก็พ่อแม่ไม่ได้ปฏิบัติธรรม ตื่นขึ้นมาก็ลูกคนนั้นดื้อคนนี้ดื้อ ก็แว้ดใส่คนนั้น แว้ดใส่คนนี้อยู่งั้น ไอ้พ่อกับแม่น่ะ จะว่าไง จะไปเอาธรรมมาสอนลูกได้ยังไง ไอ้ลูกมันสอนพ่อแม่เสียเองพ่อแม่จนจะตาย ใครตื่นขึ้นมามันก็ออกเพลงมาแล้ว เดี๋ยวยุ่งกับคนนั้นยุ่งกับคนนี้อยู่อย่างนั้น จะเอาธรรมอะไรมาสอนลูก ลูกก็ตัวเก่ง เข้าใจไหม พ่อแม่ก็เลยจะตาย

เวลาได้ออกปฏิบัติมันก็เป็นอย่างนั้น ตั้งแต่เริ่มแรกออกมันก็รู้ เปลี่ยนความรู้สึก แต่นิสัยของเราอาจจะแปลกต่างกับทั้งหลายอยู่บ้างเหมือนกัน อันนี้เรายอมรับนะ คือมันจริงทุกอย่าง ถ้าลงหมุนไปทางไหนจริงเลยทันที มันเป็นมาตั้งแต่เป็นฆราวาสอยู่แล้ว เป็นแต่เพียงเราไม่รู้ว่าความจริงอันนี้เป็นธรรม แต่มันหากเป็นอยู่ในใจ เพราะฉะนั้นที่ว่า อย่างยกตัวอย่างเช่นพ่ออยากทำอะไร อยากไปอะไร ๆ นี้มีงานการอยู่นี้ มาหาอุบายพูดให้เราฟัง เราไม่ลืมนะ เพราะพ่อไว้ใจในเรื่องการงาน ถ้าลงได้รับคำแล้วเป็นขาดสะบั้นไปเลย พ่อไว้ใจ เรื่องการงานนี่พ่อก็บอกว่า "กูสู้มันไม่ได้" "ไอ้นี่น่ะ ถ้าลงได้ทำอะไรแล้วกูสู้มันไม่ได้เลย" นี่พ่อมายอมรับเอาตอนนี้ ตอนยกแล้วจะทุ่มลง เข้าใจไหม แต่สำคัญที่กูจะให้มันบวชนี่ซิ ยกขึ้นแล้วฟาดลงตรงนี้นะ

พ่อแม่นี่ไม่เคยมีการต้องติ ความไว้วางใจรู้อยู่ลึกๆ ด้วยกันนั้นแหละ พ่อแม่จะไม่รู้ได้ยังไงเรื่องของลูก ลูกคนไหนเป็นยังไงๆ ก็รู้ แต่สำหรับเรานี้ก็คงจะทราบแล้วว่ามันจริงจัง เอาที่ว่าถ้าไม่ลั่นคำแล้วพูดอะไรก็พูดเถอะ เฉย ถ้าอย่างนั้นไม่ได้แน่นะ อยากทำก็ทำ ไม่อยากทำก็เฉย เพราะฉะนั้นพ่อจึงคอยหาอุบายสอดนั้นสอดนี้ "เอ้อ วันนี้กูคิดจะไปอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ไม่มีใครทำงานนั้นให้กู" ว่านะ เราฟังเรารู้ พอเราว่าไปเถอะเดี๋ยวจะทำให้ โหย อยากเตรียมของเดี๋ยวนั้นเลย ลงได้ลั่นคำแล้วแน่ ความหมายว่างั้น เราไม่เคยพลาดนะถ้าลงลั่นคำลงไปแล้ว เป็นอย่างนั้นจริงๆ นี่เป็นนิสัยดั้งเดิม รู้สึกจะมีผิดแปลกจากทั้งหลายอยู่บ้างก็คือตอนนี้แหละ ความสัจความจริง นี่จริงอยู่ จริงลึกๆ หากแต่ไม่รู้ว่าเจ้าของจริงนะ เป็นฆราวาสมีแต่จริงตลอด อย่างเพื่อนฝูงนี่ก็เหมือนกันนะ เหลาะๆ แหละๆ ไม่คบนะ ดูลักษณะท่าทางไม่เป็นที่ไว้ใจ เหลาะแหละ ไม่คบ จะคบแต่ผู้ที่จริงจัง ผู้ที่ไว้ใจตายใจกันได้ ถึงไหนถึงกันเลยนะ เป็นอย่างนั้น

พอมาบวชทีนี้เปลี่ยนความรู้สึก อย่างแม่พูดยังไม่ลืมนะ แม่พูดเวลาเตรียมของแล้ว ท่านพระครูก็อยู่ที่วัดบ้าน ท่านมาในงานทำบุญบ้านตาดนี่ละ วัดอยู่ในป่าสักเก่านั่นละ ทางนี้ก็ไปตกลงกับท่าน เราก็ตกลงกันแล้วว่าจะไปพร้อมท่าน จะออกไปเป็นนาคไปบวช พอถึงเวลาแล้วพ่อแม่ก็มาบอก ท่านพระครูเตรียมจะออกแล้วนะ เราก็เตรียมของไว้แล้ว ก็ไม่มีอะไร พอจะไปเราไม่ลืมนะ แม่ก็ปั๊บมานั่งใกล้ๆ นี่แม่จะบอกนะ อะไรๆ ก็ตาม ทีนี้สรุปรวมมาเลย อะไร ๆ ก็ตามแม่ไม่ได้วิตกวิจารณ์ ทุกอย่างแม่ไม่มีที่ต้องติ มีอันเดียวนะลูก นอนนี้เหมือนตายเลยนะ" ถ้าลงได้นอนแล้วเหมือนตาย ไม่ปลุกไม่ลุก นี่หมายความว่าที่ให้แม่ปลุก เช่นเราจะออกเดินทางไปทำอะไรแต่เช้านี้สั่งแม่ไว้ว่า ตอนเช้าปลุกแต่เช้าหน่อยนะ จะไปธุระ พอแม่รับทราบแล้วทีนี้ปลงใจแล้วนะนั่น ถึงเวลาแล้วแม่ก็มาปลุกเอง ทีนี้ตายเลย นี่มันปลงใจอย่างนี้นะ จนกระทั่งแม่เป็นความห่วงใยเอามากทีเดียว

นอนนี่เหมือนตายนะลูก แม่ไม่อยากได้ยินนะว่า ไปบวชเป็นพระแล้ว พระท่านไปบิณฑบาตบ้านใกล้บ้านไกลมากันหมด แล้วท่านบัวยังนอนไม่ตื่น ไปปลุกท่านบัวมาฉันจังหัน อย่าให้แม่ได้ยินเลยนะ แม่เอาหัวมุดดินเลยนะลูก พูดอย่างนี้นะ ให้จำคำนี้ให้ดี เพราะแม่วิตกวิจารณ์ เนื่องจากว่าถ้าลงได้สั่งแม่ให้ปลุกแล้วตอนเช้าจะไปธุระอะไรนี้ ถ้าแม่ไม่ปลุกเป็นไม่ลุก หลับตลอดเลย เพราะปลงใจแล้วว่าถึงเวลาแล้วแม่จะมาปลุก ปลุกก็ไม่ใช่อะไรนะ เรานอนอยู่มาสะกิดนิ้วเท้าเท่านั้นแหละปั๊บ เท่านี้รู้แล้วพับ ลุกไปเลย ไม่ได้ปลุกเป็นคำอะไรละ มาเอามือสะกิดปั๊บเท่านี้พอ ปั๊บลุกปึ๊บไปเลย แต่ทุกครั้งไม่มีพลาด เรื่องนอนนี่เรียกว่าไม่มีพลาด แม่ต้องปลุกทุกครั้ง

ทีนี้ที่มันขัดกันกับพี่ชาย พี่ชายเขาก็สั่งเหมือนกัน ถึงเวลาตอนเช้าให้ปลุกให้หน่อย แต่เช้านะจะไปธุระ บางทียังไม่ปลุกเขาไปแล้วพี่ชายน่ะ ไม่ยอมให้แม่ต้องไปปลุก เขาตื่นเขาไปแล้ว แต่เราไม่มีต้องได้ปลุกทุกครั้ง นี่ละถึงวิตกวิจารณ์ แม่มาสอนใกล้ๆ เราก็ฟังหยั่งลึกนะ มันฟังจริงๆ พอไปถึงแล้วก้าวเข้าสู่วัดแล้ว คราวนี้แม่ไม่ได้มาปลุกนะ นั่นเห็นไหม เราต้องเป็นตัวของเราเต็มตัว ตั้งแต่นั้นมาพลิกปั๊บ การนอนนี่จะเอาเวลาไหนไม่มีพลาดเลย นี่ความตั้งใจเป็นยังไง เด็ดขาดทุกอย่าง นอนตี ๓ ตี ๔ ตี ๔ ถึงนอน สว่างทำวัตรเช้าไม่มีพลาด นั่นเห็นไหม จะเอาเวลาไหนนี่มันตั้งจ้อไว้เลย พับดีดผึง ๆ การหลับนอนตั้งแต่วันเข้าเป็นนาค นอนจะไม่ตื่นธรรมดา ตื่นดีดผึงๆ เลยตลอดเวลา นี่ละความตั้งใจของเรา

เรียนหนังสือก็แบบเดียวกัน พอตื่นนี่ผึงเลย ถ้ามีเพื่อนฝูงนอนอยู่ข้างๆ เพื่อนฝูงอาจจะตื่นนอนก็ได้ เพราะความตื่นนอนของเรามันรุนแรง ดีดผึงๆ ตลอดตั้งแต่วันเข้านาค เป็นเวลา ๑๘ ปี จนเป็นนิสัย การหลับนอนนี้ได้ทุกกระเบียดเลย ไม่มีพลาด จนกระทั่ง ๑๘ พรรษาแล้วถึงฝึกใหม่ พูดให้มันเต็มยศก็ ๑๖ พรรษาล่วงไปแล้ว จวนจะเข้า ๑๗ พรรษาเดือนพฤศจิกา นั้น เรียกว่าลงเวทีเข้าใจไหม ความเพียรแก่กล้าสามารถ จากนั้นเราควรจะลดหย่อนผ่อนผันให้อยู่ในความพอเหมาะพอดี เราคิดอ่านของเราเองนะ การตื่นนอนอย่างนั้นก็ยกให้ ในเวลาเข้าสู่สงครามก็ยกให้ ก็เป็นความเหมาะสม แต่เวลานี้ไม่ใช่เวลาเช่นนั้น ควรจะลดหย่อนผ่อนผัน การตื่นนอนให้รู้ทิศรู้ทางเสียก่อน รู้ทิศทางอะไรเรียบร้อยแล้วตื่นขึ้นมาโดยธรรมดา เราจะต้องการเอาแบบนี้ แต่ถึงอย่างนั้นมันไม่ได้ง่ายๆ นะ พอรู้สึกปั๊บ ผึงก่อนแล้ว ๆ โอ๋ย นานนะกว่าจะได้ กว่าจะนอนตื่นแล้วลุกขึ้นธรรมดา เพราะความเคยชิน มันเป็นของมันเอง ๑๘ ปี ฝึกตั้งแต่ต้นแบบเดียวกันหมดเลย ไม่มีคลาดเคลื่อนนะเรา

เพราะฉะนั้นเวลาเห็นหมู่เห็นเพื่อน มาดูหมู่ดูเพื่อน การแนะนำสั่งสอนหมู่เพื่อน มันถึงดูไม่ได้นะ หลับหูหลับตาไปอย่างนั้นละ อยู่กับหมู่เพื่อนก็อยู่แบบหลับหูหลับตา ถ้าทนไม่ไหวก็ว้ากเสียทีนึงเท่านั้นเอง เพราะมันดูไม่ได้ ดูหมู่ดูเพื่อนฝึกหัดดัดแปลงตนเอง ฝึกยังไงดัดยังไง ทุกสิ่งทุกอย่างทำมาอย่างนั้น จนกระทั่ง ๑๘ ปี ถึงได้ฝึกใหม่ ก็นานกว่าจะได้ ทีนี้เวลาได้ โอ๋ย ได้อย่างสนิทนะ ตื่นแล้วควรจะลุกไม่ยอมลุก นอนเฉย กลิ้งทางนั้นแล้วกลิ้งทางนี้ พอมันฝึกได้แล้วฝึกแบบนี้

ทุกวันนี้การหลับการนอนการอยู่การกินไปมานี้เอาขันธ์เป็นประมาณนะ เราไม่ได้เอาการฝึกหัดเป็นประมาณ การฝึกหัดปล่อยหมดโดยประการทั้งปวง ปล่อยให้เป็นไปตามนิสัยของธาตุของขันธ์เท่านั้นเอง อยากตื่นเมื่อไรก็ตื่น อยากหลับอยากไปไหนมาไหน นอนเมื่อไรก็นอน ตื่นเมื่อไรก็ตื่น เดี๋ยวนี้เป็นอย่างนั้นนะ ไม่มีการฝึกหัดดัดแปลงตัวเอง เดี๋ยวนี้ปล่อยขนาดนั้นละ ปล่อยด้วยเหตุใดเจ้าของก็ไม่สงสัยเจ้าของ จะว่าไง เวลาฝึก ฝึกด้วยเหตุใดก็มีเหตุผล เวลาปล่อย ปล่อยเพราะอะไรก็มีเหตุผล เพราะฉะนั้นเราถึงไม่ได้เดือดร้อนทั้งการฝึกการปล่อยของเรา นี่ละจากนั้นพอก้าวเข้าสู่วัดก็เป็นอย่างนี้เรื่อยมา ก้าวขึ้นสู่เวทีฟัดกับสู่กิเลสยิ่งหนักมากนะ เจ้าของฟัดเจ้าของฟิตเจ้าของ ไม่มีใครมาสอนนี้ยิ่งหนักนะ เป็นอัธยาศัยของเจ้าของเรื่อยมา แล้วจิตใจกับอรรถกับธรรมพัวพันกันตลอด ๆ ๆ ตั้งแต่วันบวชจนกระทั่งแก่ขนาดนี้แหละว่างั้นเถอะ

ทีนี้การก้าวขึ้นสู่เวทีระหว่างกิเลสกับธรรม ฟัดกันด้วยจิตตภาวนานี้ยิ่งหนัก ทีนี้เรื่องอะไรผ่านตรงนี้ละนะ เรียนมามากน้อยไม่ผ่าน ความจริงทั้งหลายที่ท่านแสดงไว้ตามปริยัติบอกไว้หมด ไม่ผ่านไม่รู้ไม่เห็น พอออกจากปริยัติ เอาปริยัติมาเป็นแบบแปลนเป็นทางเดินเป็นเข็มทิศแล้วก้าวเดินตามนั้นๆ ไม่ให้คลาดให้เคลื่อน ฝึกเจ้าของไปเรื่อย ๆ สิ่งที่จะควรรู้ควรเห็นมากน้อยมันจะเริ่มของมันละนะ พอจิตสงบรวมตัวเข้าไป ๆ จิตใจมีความสว่างกระจ่างแจ้งเป็นลำดับ เพราะกิเลสตัวมืดบอดค่อยจางไป ๆ อันนี้ค่อยส่องเข้าไป ๆ อะไรที่ควรจะรู้ก่อนเห็นก่อนมันก็เห็นละซิที่นี่ อะไรที่ควรจะรู้ก่อนเห็นก่อนมันก็เริ่มรู้เริ่มเห็นเป็นลำดับลำดาไปเรื่อย ๆ ทีนี้กระจ่างออก ๆ อันนี้เปิดออกเท่าไรมันก็ยิ่งออก อันนั้นมีอยู่แล้วนี่นะ ไม่ใช่พึ่งมามี มีอยู่มาตั้งกัปตั้งกัลป์ แต่อันนี้ปิดเสียอย่างเดียวมันก็ไม่เห็น พออันนี้เปิดออก ๆ เห็นตรงไหนมันก็หายสงสัย มีแต่อ๋อ ๆ จะค้านพระพุทธเจ้าไม่มี

อ๋อ นี่คือว่า พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้แล้ว พึ่งมารู้มาเห็น กิเลสภายในใจก็เหมือนกัน มันมีหยาบมีกลางมีละเอียดขนาดไหน สลับซับซ้อนกันมากน้อยเพียงไร สติปัญญาทางภาคธรรมะที่จะสับที่จะฟันกันนี้ก็ต้องมีกลอุบายวิธีการต่าง ๆ ให้ทันกัน ๆ มันก็รู้บนเวทีคือจิตใจของเรา นี่ละการปฏิบัติ ทีนี้เวลามันรู้ขึ้นมาแล้วจะถามใคร ก็มันเป็นอยู่ในนี้ รู้อยู่ในนี้เห็นอยู่ในนี้ตลอด ๆ ฟาดจนกระทั่งมันขาดสะบั้นลงไป โลกธาตุว่างไปหมดไม่มีอะไรเหลือเลย ทั้ง ๆ ที่สามแดนโลกธาตุก็เป็นโลกธาตุมาดั้งเดิม ทำไมมันไปว่างในจิตได้ จิตว่างเสียอย่างเดียวไม่มีอะไรในโลกนี้ นั่นเห็นไหม แล้วไปถามใครล่ะ ที่ท่านสอนไว้ว่า สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ โมฆราช สทา สโตฯ ก็ท่านเป็นมาแล้วพระพุทธเจ้าจึงมาสอน พระโมฆราช พิจารณาให้เป็นอย่างนั้นนะ เมื่อพิจารณาก็เป็นอย่างที่ว่าแล้ว พระโมฆราช จะไปถามพระพุทธเจ้าหาอะไร สนฺทิฏฺฐิโก ประกาศกังวานไว้แล้ว

นี่ละเรื่องธรรมพระพุทธเจ้าเปิดเผยตลอดเวลา ขอให้พี่น้องทั้งหลายจำให้ดีนะ เรื่องกิเลสมันปกปิดกำบัง มันปิดเอาอย่างกำแพงเจ็ดชั้นสู้ไม่ได้นะ กิเลสมันปิดมันบังธรรม ไม่ให้เห็นธรรม คือไม่ให้อุตส่าห์พยายามก้าวเดินตามธรรม กิเลสมันจะปิดไว้ ๆ ๆ ทุกอย่าง สุดท้ายก็เอากิเลสมาปิดบังมรรคผลนิพพานหมด บาปบุญไม่มี นรกไม่มี สวรรค์ไม่มี พรหมโลก-นิพพานไม่มี อะไร ๆ ในโลกนี้ที่เต็มเกลื่อนอยู่นี้กิเลสจะปิดหมดว่าไม่มีไปหมดเลย ทีนี้อะไรที่มี มีแต่ความอยากความทะเยอทะยาน ความดีดความดิ้นนี้มี อันนี้ลากไปเรื่อยละที่นี่ เพราะฉะนั้น สัตว์โลกถึงมีแต่ความทุกข์ ความทรมานเต็มโลกเต็มสงสาร

ใครอยู่ในสถานที่ใดที่จะว่ามีความสุขความเจริญ อย่ามาอวดว่างั้นเลย ผางขึ้นในหัวใจนี้เห็นหมดจะว่ายังไง จะเอาเงินทองมากองเท่าภูเขาว่าเป็นความสุขความเจริญ ยศถาบรรดาศักดิ์จรดเมฆว่าเป็นความสุข อย่ามาอวดว่าอย่างนั้นเลย อันนี้เป็นเครื่องล่อของกิเลสต่างหาก แน่ะ มันรู้แล้วนะ เครื่องล่อของกิเลสต่างหาก หัวใจของเราที่กิเลสหุ้มห่อมันหลอกไปให้เพลินในสิ่งนั้นเกาะในสิ่งนี้ เกาะสิ่งนั้นสิ่งนี้คือกิเลสตัวหนึ่งมันอยู่นี้ มันหลอกไปให้เกาะในสิ่งนั้นสิ่งนี้ พอตัวนี้พังลงไปอะไรไปหลอก อะไรจริงมันก็จริงอยู่อย่างนั้น เราเป็นเราสิ่งเหล่านั้นเป็นนั้น แล้วไปหวังพึ่งอะไร อันนี้เต็มตัวแล้ว ที่พึ่งเต็มตัวหาที่ไหนอีก เรียกว่าเมืองพอ ก็เท่านั้นเอง นี่ละธรรมท่านเรียกว่า อกาลิโก ๆ ก็คือคงเส้นคงวาหนาแน่นตลอดมาและตลอดไป

ขอให้ผู้ปฏิบัติตั้งใจปฏิบัติตามนั้นเถอะมากน้อยต้องได้ไม่สงสัย ถ้าเชื่อกิเลสจมตลอด จำคำนี้ให้ดีนะ เราได้ขึ้นบนเวทีฟัดมาแล้ว สอนบรรดาพี่น้องทั้งหลายมา ๕๓ ปีนี้แล้วนะ สอนอย่างไม่สะทกสะท้าน สอนอย่างไม่มีอะไรสงสัยเลย ถ้าลงได้ออกจากหัวใจอันใดแล้วไม่สงสัย ไม่ว่าธรรมขั้นใด ๆ เพราะฉะนั้นเวลาเทศนาว่าการเขาถอดคำเทศน์ออกมาจากเทปมาให้อ่าน อ่านไปอย่างนั้นแหละ เราไม่เคยได้แก้ไขเทปม้วนไหนหรือเทศน์กัณฑ์ใด ว่าอันนั้นเทศน์ผิดไปๆ ไม่มี มันแน่ตั้งแต่ออกอยู่แล้วจะว่าไง ออกไปแล้วมันก็แน่ละซิ เอามาอ่านให้เจ้าของฟังมันก็แน่ตามเดิม ก็มันออกจากนี้แล้วความแน่นอน เป็นอย่างนั้นนะ เราจึงได้เทศนาว่าการเต็มเม็ดเต็มหน่วย

การเทศนาว่าการจะเอาธรรมเป็นประมาณไม่ได้ ต้องเอาโลกเป็นประมาณ สมมุติเป็นประมาณ สมมุติในขั้นใดตอนใด สมาคมใด สังคมใดควรจะเทศน์ขนาดไหน ๆ มันก็เป็นไปตามสังคม เลยนั้นไม่ได้ ต้องเป็นเครื่องบังคับอยู่ในตัวให้พอเหมาะพอดี ยกตัวอย่างเช่น เรียกว่า แกงหม้อใหญ่ ธรรมประเภทแกงหม้อใหญ่ ๆ มันก็มีพอดี ๆ กัน แกงหม้อเล็กมันก็ค่อยเป็นไปตาม จนกระทั่งหม้อจิ๋วแล้วพุ่งเลย นั่น ออกจากหัวใจอันเดียวกัน แต่เวลาจะเทศน์คนหมู่มากก็แกงหม้อใหญ่ ทำไมธรรมะประเภทนั้นเทศน์ไม่ได้ จะเทศน์ได้อะไรมันไม่เกิดประโยชน์ แน่ะ มันก็รับกันอยู่แล้วในใจมันรู้ อะไรที่ควรจะเป็นประโยชน์มากน้อยเพียงไรมันก็ออกตามนั้น ๆ จบแล้วก็หายเงียบไปเลย

นี่ละธรรมพระพุทธเจ้าเลิศเลอมาตลอด ขอให้พากันยึดหลักให้แน่นหนามั่นคง เรื่องกิเลสตัณหาเรื่องโจรเรื่องมาร มีอยู่ตลอดเวลาทั้งส่วนหยาบ ส่วนกลาง ส่วนละเอียด ทั้งที่ลี้ลับ ทั้งที่เปิดเผย อย่างมันเป็นอยู่เวลานี้แหละ เห็นไหมพุทธศาสนาได้ประกาศกังวานเป็นความสมบูรณ์พูลผลกับสัตว์โลกมานานเท่าไรแล้ว ใครปฏิบัติตามพุทธศาสนาไม่ว่าพระไม่ว่าประชาชน มีความสงบร่มเย็นเป็นลำดับลำดามา นี่เห็นไหม มาตั้งแต่เมื่อไรไม่เคยมีเรื่องมีราว แต่เวลานี้กองทัพเปรตกองทัพผี กองทัพนรกอเวจี มหาโจรมหาภัยปล้นศาสนามันขึ้นมาจากใต้ดิน มาจากความลึกลับ ๆ

ธรรมดาคนจะขโมยต้องด้อม ๆ มอง ๆ ไม่เหมือนกับคนที่เป็นอิสระของสมบัติเรา เรามีสมบัติอะไรเราก็เอามาใช้มาสอยอย่างเปิดเผย แต่สมบัติที่จะไปฉกไปลักไปขโมยเขามาในจำพวกโจรพวกมารมันต้องลี้ ๆ ลับ ๆ หลบ ๆ ซ่อน ๆ อันนี้มันก็ออกกฎกติกาข้อบังคับมาว่า ตั้ง พอ.รอ.บอ แร.แบ.อะไรเราก็ไม่ทราบกับโคตรพ่อโคตรแม่มันละ พอ รอ บอ แร แบ อะไร ตั้งมหาภัยขึ้นมาเหยียบย่ำทำลายทั้งชาติทั้งศาสนาให้จมไปด้วยกัน อย่างนี้เหมาะสมมากกว่า

ใครเป็นคนตั้งขึ้นมาในกฎข้อบังคับเหล่านี้ ถามหาตัวมันหลบ ๆ หลีก ๆ มันไม่เอาตัวจริงออกมาแสดงให้ฟัง ถ้าเป็นของจริงเอามาซิ ใครเป็นคนตั้งขึ้นมากฎข้อกติกาอันนี้ มีข้อประชุมกันอย่างไรบ้าง ใครเป็นคนรับรองในกฎกติกาเหล่านี้ ที่มาตั้งเหยียบหัวพระศาสนาและประชาชนที่เป็นชาวพุทธอยู่เวลานี้ ตั้งขึ้นมาจากผู้ใดมันก็ไม่บอก เข้าใจไหม มันตั้งอยู่ใต้ดิน แล้วคณะใดเป็นผู้ตั้งขึ้นมาจากใต้ดินนี้ จนมาเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ทั่วโลกอยู่เวลานี้เห็นไหมพุทธศาสนา คณะใดเป็นคนตั้งมันก็ไม่บอก หลบ ๆ หลีก ๆ ว่าคนนั้นคนนี้ แล้วก็ผ่านนั้นผ่านนี้ ครั้นจะผ่านมหาเถรสมาคมก็ว่าของนี้เป็นความลับ ๆ ไม่ให้ฟังไม่ให้อ่าน แล้วก็แล้วก็มาประกาศว่าได้ผ่านมหาเถรสมาคมแล้ว ผ่านเฉย ๆ ไม่ได้อ่าน ถามท่านผู้เป็นอรรถเป็นธรรมเขาบอกว่ามันผ่านมาอันเดียวทราบข้างเดียว ๆ ท่านเองท่านก็ไม่ทราบ มีแต่ผ่าน ทราบว่าผ่านเฉยๆ

นี่เห็นไหมกลอุบายของเปรตของผี ที่กำลังโฆษณาว่าการทั่วประเทศไทยเวลานื้ ออกทุกหย่อมหญ้านะ ท่านทั้งหลายให้ฟัง เวลานี้ แล้ววันไหนอีกจะประกาศออกที่ทำเนียบรัฐบาลหรือที่ไหน ประกาศโฆษณาไปนั่งภาวนา

โยม ไปนั่งภาวนา วันที่ ๙ เมษายน ครับ

หลวงตา เออ วันที่ ๙ พวกคณะธรรมใหญ่ ที่จะรื้อโลกรื้อสงสารชาติไทยเราที่จมมานานนี้ให้ขึ้นเลยนิพพานไปโน้น อย่าว่าไปสวรรค์นะ เขากำลังจะประกาศวันที่ ๙ นี้ว่างั้น พวกกรรมฐานใหญ่ เข้าใจเหรอ พวกธรรมใหญ่ พระพุทธเจ้าทรงไปบำเพ็ญอยู่ในป่าในเขา ตรัสรู้ธรรมมาสอนโลก บรรดาพระสาวกทั้งหลายท่านไปบำเพ็ญธรรมอยู่ในป่าในเขาเป็นจำนวนมาก บรรลุธรรมแล้วมาเป็น สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ของพวกเรา แต่พวกจรวดดาวเทียม พระกรรมฐานจรวดดาวเทียม ประชาชน บริษัทบริวารของกรรมฐานจรวดดาวเทียมนี้เขาจะมานั่งภาวนาในที่ชุมนุมชน อาจจะเป็นทำเนียบรัฐบาลก็ได้ เขาจะมานั่งประชุมทั้งหมด ใครอยากตรัสรู้ธรรมอัศจรรย์กับพวกประเภทกรรมฐานอัศจรรย์จรวดดาวเทียมนี้ ให้พากันไป เราไม่ดึงเอาไว้ละ ให้ไปเลย เพราะเวลานี้เหมาะกันกับพวกนั้นเขากำลังโฆษณา ใครจะไปให้ไป เอ้า บรรดาลูกศิษย์หลวงตาให้ไปฟังธรรมะอัศจรรย์จรวดดาวเทียม แล้วเอามาสอนหลวงตาบัวบ้างนะ

หลวงตาบัวมันโง่เง่าเต่าตุ่นเวลานี้นะ เคารพแต่พุทธศาสนากราบไหว้พุทธศาสนา ตามหลักธรรมหลักวินัยที่ปฏิบัติมา ไอ้ พอ รอ บอ แร แบ นี้เป็นการทำลายพุทธบัญญัติพุทธศาสนาของเราร้อยเปอร์เซ็นต์ ๆ เพราะเหตุไร อ้าว เราจะยกมาเฉพาะอย่างยิ่ง การปกครองสงฆ์ สมบัติของสงฆ์ มีทุกแง่ทุกมุมอะไรในวัดนั้น ๆ พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ครอบหมด พระสงฆ์ปฏิบัติมาด้วยความราบรื่นดีงามจนกระทั่งบัดนี้ แล้วเวลานี้ พอ รอ บอ แร แบ เทวทัต มหาโจรที่จะเข้ามาเหยียบย่ำทำลาย จะเหยียบหัวพระพุทธเจ้าลงมาเป็นอันดับหนึ่ง เรื่องธรรมวินัยไม่สำคัญ นี่เห็นไหม กฎหมายสำคัญกว่า นี่ฟังซิ ออกแล้วนะเวลานี้ ฟังซิกฎหมายกฎหมอยสำคัญกว่า

กฎหมายใครไปตั้งมา ถ้าไม่ใช่พวกเปรตพวกผี ก็คือกฎหมอยของพวกนี้แหละ ถ้ากฎหมายของชาติบ้านเมืองแล้วกับพุทธศาสนาเราไม่มีอะไรขัดแย้งกัน ดีไม่ดีก็พูดได้เต็มปากว่า กฎหมายบ้านเมืองประคองพุทธศาสนามาตลอด เพราะกฎหมายบ้านเมืองก็เป็นลูกชาวพุทธ ตั้งกฎหมายบ้านเมืองขึ้นมาประคองพุทธศาสนาให้ดำเนินด้วยความราบรื่นดีงามมาตลอด กฎหมายอันนี้เราเคารพ เคารพมาแต่อ้อนแต่ออกแล้ว แต่กฎหมอยที่ออกมาจากใต้ดินมาโฆษณาชวนเชื่อทุกหย่อมหญ้าเวลานี้ เราไม่เคารพ เห็นอย่างชัดเจนในหัวใจนี้เลยว่า นี้คือมหาภัย กำลังจะโจมตีพระพุทธเจ้าให้แหลก หลักธรรมวินัยให้แหลก และพระสงฆ์ทั่วประเทศไทยผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ จะถูกตีให้แหลกไปด้วยกันทั้งหมด นี่กฎหมอยนี้กำลังขึ้นมา

แล้วจะมาประกาศตนในวันที่ ๙ นี้แหละ จะมาภาวนาแบบอัศจรรย์อยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลหรือที่ไหนที่ชุมนุมชน บริษัทบริวารมีมากน้อยเพียงไร จะมาภาวนาเอาธรรมอัศจรรย์ขึ้นมาครองโลกนี้แทนพระพุทธเจ้า จะเรียกว่า เตะพระพุทธเจ้าลงทะเลไหนก็ไม่ทราบ พวกอัศจรรย์นี้จะขึ้นมาแทน แล้วใครอยากอัศจรรย์แล้วที่เขาประกาศไว้แล้วว่าวันที่ ๙ เมษายน เขาจะมานั่งภาวนาเอาธรรมอัศจรรย์ เอาลูกศิษย์ลูกหาอัศจรรย์ขึ้นมาครองธรรมแทนพระพุทธเจ้า แล้วใครอยากอัศจรรย์ให้ไปนะ วันนี้นะให้ไป

หลวงตาบัวนี้โง่ไปไม่ได้แล้ว หลวงตาบัวไม่ไปพูดตรง ๆ อย่างนี้ โง่แสนโง่จะกราบพระพุทธเจ้า พุทฺธํ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ เราจะไม่กราบพวกเทวทัต พวกมหาโจรกำลังปล้นศาสนาอยู่ใต้ดินเหนือดินนี้เป็นอันขาด เท่านั้นแหละ เอ้า ใครจะฟังแง่ไหนให้ฟังทุกคน การที่เราสอนเรานี้เราไม่ได้สอนเราไม่ได้พูดด้วยการเหยียบย่ำทำลายผู้หนึ่งผู้ใด เราสอนด้วยอรรถด้วยธรรม ความถูกต้องดีงามเราเคารพเรากราบไหว้บูชา อันใดจะมาเป็นข้าศึกศัตรูต่อส่วนรวมคือวงพุทธศาสนาของเรา เราจะยอมไม่ได้ เราต้องค้านวันยังค่ำ ตายก็ตายด้วยความค้านของเรา เข้าใจเหรอ เราไม่เห็นด้วยถ้าอย่างนี้ เราพูดเป็นธรรม ให้ท่านทั้งหลายนำไปคิด

คำพูดหลวงตาบัวนี้เท่าที่ได้พาพี่น้องทั้งหลายดำเนินเพื่อการช่วยชาติ และสอนอรรถสอนธรรมมาเป็นลำดับลำดานี้ ธรรมของหลวงตาบัว อุบายวิธีการของหลวงตาบัวที่สอนไปนี้ พาท่านทั้งหลายไปจมหรือไปได้รับความล่มจม บกพร่องตรงไหนบ้าง อย่างน้อยว่าบกพร่อง นอกจากนั้นพาพี่น้องชาวไทยเราได้รับความล่มจมเพราะเหตุใดบ้าง คำพูดหลวงตาบัวจึงเป็นเหมือนคำพูดของอึ่งอ่างตัวหนึ่ง ไม่เป็นประโยชน์อะไรแก่โลกชาวพุทธเราเลย ให้ท่านทั้งหลายนำไปพิจารณานะ

ถ้าเห็นว่าคำพูดของหลวงตาบัว ตั้งแต่เริ่มต้นสอนพี่น้องทั้งหลายมาเป็นสิริมงคล ขอให้ยึดคำนี้เอาไว้พิจารณาเทียบเคียงกับสิ่งจอมปลอมทั้งหลาย เพราะการพูดนี้เราพูดออกมาจากหลักธรรมของพระพุทธเจ้า เราไม่ได้พูดมาเพื่อโจมตีคนนั้นคนนี้ เราไม่มี เราเป็นศูนย์กลางแห่งธรรมทั้งหลาย ปฏิบัติธรรม ดีบอกว่าดี ชั่วบอกว่าชั่ว ผิดบอกว่าผิด ถูกบอกว่าถูก ดังที่เป็นอยู่เวลานี้ที่ใต้ดินเหนือดินนี้เป็นอันว่า ผิดร้อยทั้งร้อย จากหลักพุทธศาสนา เรียกว่าเป็นข้าศึกต่อพระพุทธเจ้าโดยตรง จะว่าเทวทัตรบพระพุทธเจ้าเป็นครั้งที่สองก็ยังได้นะ ครั้งที่หนึ่งเทวทัตรบกับพระพุทธเจ้าเอง ครั้งที่สอง ที่เป็นอยู่เวลานี้ เทวทัตมารบกับพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า พุทธศาสนาเป็นองค์แทนของศาสดาก็คือศาสดาเอง นี่เป็นครั้งที่สอง

ให้ท่านทั้งหลายได้พิจารณาเอาถึงสองครั้งนี้แล้ว พากันจำให้ดีนะ แล้วเอาไปชั่งคำพูดของหลวงตาบัวนี่ ไม่เป็นที่เชื่อได้แล้วให้เอาหลวงตาบัวนี้โยนลงทะเลเสียนะ อย่าให้อยู่หนักประเทศไทย และศาสนาพุทธเรา ถ้าหากว่าธรรมเหล่านี้ออกมาจากธรรมของพระพุทธเจ้า เป็น สวากขาตธรรม ที่มาสอนพี่น้องทั้งหลายเป็นความชอบธรรมแล้ว ขอให้รับธรรมนี้เข้าไปพินิจพิจารณา สิ่งใดที่ควรแก้ไขดัดแปลงสิ่งใดที่ควรต้านทานให้ต้านทานกัน ปัดกันให้เต็มเหนี่ยว สิ่งใดที่จะพยุง เอ้า.ให้พยุงเต็มเม็ดเต็มหน่วยด้วยความพร้อมเพรียงสามัคคีกัน เข้าใจไหม อันไหนที่เป็นภัยต่อชาติปัดด้วยความพร้อมเพรียงสามัคคีกัน อย่าให้เข้ามาติดบ้านติดเมืองของเรา ทั้งชาติทั้งศาสนาจะจมไปด้วยมหาภัยเหล่านี้เอง เอาละ วันนี้พูดเพียงเท่านี้ก่อน เหนื่อย

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร ทาง internet
www.luangta.com

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก