เรียนธรรม ปฏิบัติให้เป็นธรรม (เทศน์อบรมคณะครูสอนภาษาอังกฤษจากทั่วประเทศ)
วันที่ 5 กันยายน 2543 เวลา 16:00 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมคณะครูสอนภาษาอังกฤษจากทั่วประเทศ ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๕ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๓ (บ่าย ๔ โมงเย็น)

เรียนธรรม ปฏิบัติให้เป็นธรรม

มาจากทางไหนกันบ้างล่ะ

ทั่วประเทศค่ะหลวงตา ทุกจังหวัดค่ะ ผมมาจากพังงาครับ

มาจากจังหวัดไหนบ้าง

ตรัง นครพนม…

ฟัง พูดคนละครั้ง หูมันมีอันเดียว คนหนึ่งพูด ๆ แล้วขึ้นพร้อมกันหูอันเดียวมันรับไม่ไหว มันไม่เข้าใจ เอ้าว่ามา มาจากจังหวัดไหนบ้าง

สมุทรปราการค่ะท่าน ตรัง กรุงเทพ นครปฐม บุรีรัมย์ ชัยภูมิ ลพบุรี เพชรบูรณ์

มาประชุมเรื่องราวอะไรกันบ้างล่ะ

เป็นหัวหน้าศูนย์ภาษาอังกฤษทั่วประเทศมาเขียนหลักสูตรภาษาอังกฤษค่ะ

ขออนุญาตหลวงตาถ่ายภาพค่ะ

ถ่ายภาพแพ้สายตานะ เจ็บแปลบเลย ให้ถ่ายเฉพาะเวลาจำเป็น ๆ ให้ถ่ายทั่ว ๆ ไปนี้ทนไม่ไหว

ขออนุญาตถ่ายกับคณะได้ไหมคะ

มีอะไรค่อยพูดกัน เราไม่ได้ตั้งใจมาถ่ายรูปนี่(เสียงหัวเราะ) เราตั้งใจมาหาเหตุหาผลหาอรรถหาธรรมหาสารประโยชน์ เข้าใจไหม อันนั้นเป็นเรื่องปลีกเรื่องย่อย ไม่ควรถ่ายก็ไม่จำเป็น เป็นขั้นเป็นตอนไปอย่างนั้นนะ ถ้าหากว่ามันควรถ่ายแล้ว หมูหมาเป็ดไก่จะจับมาไว้นี้ให้ถ่ายหมดเลย(เสียงหัวเราะ) เข้าใจไหม บอกว่าอยากจะให้ถ่ายหลวงตาองค์เดียว หมูหมาเป็ดไก่นอนอยู่เหล่านี้ลากมานี้ให้ถ่ายหมดเลย เข้าใจเหรอ เมื่อมันพร้อมที่จะให้เป็นอย่างนั้น ให้เป็นอย่างนั้นได้

คือที่อยากถ่ายรูปกับหลวงตาเพราะว่าพวกเราอยู่กันไกลเจ้าค่ะ ไม่เคยได้มาเลย ครั้งนี้เป็นครั้งแรกได้มาพบหลวงตาด้วย แล้วแต่หลวงตาจะโปรดก็แล้วกันค่ะ

เหตุผลยังไม่พอ

หลวงตาคะ คือพวกเราเป็นคณะครูที่สอนภาษาอังกฤษจากทั่วประเทศค่ะ มาประชุมสัมมนากันที่โรงแรมที่จังหวัดอุดรฯ ๑๐ วันค่ะ

แล้วมาประชุมกี่วันแล้วล่ะ

๗ วันค่ะ ทยอยกันมาทำบุญทุกวันค่ะ มาใส่บาตรกันทุกวันๆ ละคันรถค่ะ

ใส่บาตรที่ไหน

ที่วัดค่ะ

นี่หลวงตาไม่ได้ออกไปบิณฑบาต เลยไม่ทราบว่าท่านผู้ใดมาบ้าง

ที่มานี้ประมาณ ๒๐ คนทั่วประเทศไทย ในฐานะที่เราเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ อยากจะให้หลวงตาได้โปรดชี้แนะวิธีการที่จะแนะนำเด็กที่จะเอาหลักธรรมะเข้าไปแทรกในวิชาที่เราสอนค่ะ

เอาหลักธรรมะเข้าไปแทรกงั้นเหรอ

เจ้าค่ะ อยากจะให้หลวงตาชี้แนะตรงนี้ หลักธรรมะที่เด็ก ๆ จะเข้าใจง่าย ๆ

หนังสือนี้รู้สึกว่าหลวงตาจะออกพิมพ์กันมากทีเดียว หนังสือหลวงตารู้สึกจะมากกว่าครูบาอาจารย์ทั้งหลาย เท่าที่ผ่านมาแล้วรู้สึกจะมาก ทั้งการเทศน์ก็เรียกว่าทั่วประเทศไทย ออกทางเทปก็เหมือนกัน..มาก ออกทางหนังสือก็มาก สอนในธรรมทุกขั้น แกงหม้อใหญ่ หม้อเล็ก หม้อจิ๋ว สอนไปหมดเลย สอนก็สอนตั้งแต่เด็กจนกระทั่งพวกนักเรียนพวกนักศึกษา จนกระทั่งถึงปู่ของนักศึกษาอีก ที่อายุแก่ ๆ ควรเป็นปู่ก็ต้องเรียกว่าปู่ ต้องให้เกียรติกัน สอนถึงขั้นปู่ก็สอน แล้วสอนเต็มภูมิ

หลวงตาสอนจริง ๆ ไม่ได้สอนอย่างทั่ว ๆ ไปสอน นี่เราเอาหลักความจริงออกมาพูดกันนะ คือเวลาเรียนก็ไปเรียนเป็นธรรมดา คือเรียนเพื่อรู้ รู้ทางปฏิบัติของธรรม เช่นเรียนธรรม เรียนเพื่อปฏิบัติธรรม เพื่อทำตัวให้เป็นคนดี ให้เป็นพระดีเป็นลำดับ เราก็เรียน เรียนธรรมกลายเป็นโลก ๆ เสียมากต่อมากเวลานี้ ก็เกลื่อนไปแล้วในเมืองไทยของเรา ส่วนเรียนธรรมเพื่อปฏิบัติให้เป็นธรรม ทำตัวให้ดีด้วยการปฏิบัติเนื่องมาจากการศึกษาแล้วนั้นรู้สึกจะมีน้อยมากทีเดียว

พูดไปตั้งแต่พระเรานี่เลย ออกไปหาฆราวาสชาวพุทธทั่วประเทศไทย รู้สึกจะห่างเหินจากอรรถจากธรรมมาก ส่วนที่ใกล้ชิดติดพันก็คือสิ่งที่เป็นข้าศึกของธรรม แล้วก็เป็นข้าศึกของพวกชาวไทยชาวพุทธเราทั่วหน้ากัน ผลที่เป็นข้าศึกแก่ชาวพุทธชาวไทยเราก็คือความเดือดร้อนวุ่นวายทั่วประเทศเขตแดน ไปไหนหาความสมบูรณ์พูนผลจากสิ่งที่เป็นภัยนี้ไม่ค่อยมีและไม่มี ส่วนมากจะเห็นตั้งแต่ความบกพร่อง ความบกพร่อง ๆ

มหาเศรษฐีก็บกพร่อง ยศถาบรรดาศักดิ์จรดฟ้าก็บกพร่อง คือบกพร่องสิ่งที่มันไม่มี ถ้ามีบ้างก็เรียกว่าบกพร่อง นี่ละเมืองไทยเราถึงได้เดือดร้อนมาก เพราะมีแต่เรียน เรียนเพื่อออกวิ่งไปตามความโลภ ความโกรธ ราคะตัณหา ซึ่งเป็นตัวฟืนตัวไฟเสียมากต่อมาก จนลืมเนื้อลืมตัวทางฝ่ายอรรถฝ่ายธรรม ซึ่งเป็นเครื่องยับยั้งหรือชะล้างกันไป ๆ ประหนึ่งว่าธรรมนี้จะกลายเป็นมูตรเป็นคูถไปแล้วเวลานี้ จะมีแต่กิเลสตัณหาเป็นทองทั้งแท่ง ๆ

ต่างคนต่างดิ้นต่างคนต่างดีด ดีดไปกับกิเลสตัณหาแล้วโกยเอาฟืนเอาไฟมาเผาตัวเอง เผาอยู่อย่างลึกลับ ถ้ามากกว่านั้นถึงจะระบายออกมาทางกิริยามารยาท ทางคำพูดคำจาสนทนาปราศรัยกัน มีตั้งแต่เรื่องกองทุกข์มาสนทนากัน นี่ละผลของกิเลส ที่ให้นำมาแสดงต่อกันนี้เรียกว่าเป็นการระบายออก เมื่อระบายออกแล้วจะว่าค่อยเบาเรื่องความอัดอั้นตันใจ แต่มันก็ไม่เบา เพราะตัวฝังลึกมันฝังอยู่ภายใน นี่คือผลแห่งความห่างเหินจากศีลจากธรรมของพี่น้องชาวไทยเรา นับตั้งแต่พระลงไปถึงฆราวาสญาติโยม ไม่ได้เป็นจริงเป็นจังตามหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้อย่างแม่นยำ ทรงไว้ซึ่งเหตุซึ่งผลสมบูรณ์แบบ

ธรรมทุกบททุกบาทนี้เป็นแกนแห่งความดีงามของชาวพุทธเราทั้งนั้น ตั้งแต่ความดีงามเป็นพื้น ๆ ขึ้นไป จากนั้นก็พื้น ๆ ความดีงามของผู้ใหญ่ ของพ่อของแม่ ของผู้ปกครอง ของครูของอาจารย์ แล้วก็กระจัดกระจายไป ประสิทธิ์ประสาทให้เป็นความดีงามแก่ลูกเต้าเหล่ากอในครอบครัวแต่ละครอบครัว ๆ แล้วกระจายออกไปถึงที่เราเป็นครูเป็นอาจารย์สอนเด็กในโรงเรียนต่าง ๆ ตั้งแต่พื้น ๆ ขึ้นไปจนกระทั่งถึงนักศึกษา ปริญญาตรี โท เอก กระจัดกระจายให้เป็นความดีออกไปเรื่อย ๆ ต้องขออภัยเวลาพูดความจำมันลืมเรื่อย ๆ มันไม่ติดไม่ต่อ ต้องขออภัยไว้ก่อน เดี๋ยวนี้แก่มากแล้ว พูดนี้หลงหน้าหลงหลัง

นี่เราก็พูดถึงเรื่องกระจายความดีของเราออกไป ปฏิบัติตัวให้เป็นคนดีเป็นพื้น ๆ ตั้งแต่ที่ว่านี่แหละเรื่อยไปเรื่อย ๆ แล้วความดีนี้กระจายออกไปที่ไหน ๆ จะให้ความร่มเย็น จะให้มีกฎมีระเบียบอันงามตางามใจทั้งเขาทั้งเรา ตั้งแต่เด็ก ๆ ขึ้นไปหาผู้ใหญ่ เพราะผู้ใหญ่ประสิทธิ์ประสาทให้ จนกระทั่งถึงระดับชาติเราเป็นผู้ปกครอง ต่างคนต่างใกล้ชิดติดพันกับธรรมแล้วจะสง่างามมาก ไม่มีประเทศไหนเกินประเทศไทยเรา ซึ่งเป็นประเทศแห่งพุทธศาสนา ที่เป็นศาสนาเลิศเลอสุดยอดแล้วในสามไตรโลกธาตุนี้ ไม่มีศาสนาใดที่จะเลิศเลอยิ่งกว่าพุทธศาสนาของเรา

เพราะพุทธศาสนาของเรา ผู้เป็นเจ้าของของศาสนาได้แก่พระพุทธเจ้า เป็นผู้สิ้นกิเลสโดยสิ้นเชิง หูแจ้งตาสว่าง โลกวิทู รู้แจ้งทุกสิ่งทุกอย่าง ในสามแดนโลกธาตุนี้ไม่ทรงเรียนจากที่ไหน ทรงเรียนจากสยัมภู คือทรงขวนขวายเองและทรงรู้เองเห็นเองกระจ่างแจ้งไปหมด นำธรรมที่รู้ด้วยความกระจ่างแจ้งและจิตใจพ้นจากโลก เรียกว่าจิตใจสิ้นจากกิเลสโดยสิ้นเชิงแล้ว นำมาสั่งสอนโลกด้วยความกระจ่างแจ้งทุกบททุกบาท จึงเรียกว่า สวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้วทุกบททุกบาทของธรรม ตั้งแต่ธรรมพื้น ๆ ถึงนิพพานธรรม นี่คือธรรมพระพุทธเจ้ามาสอนโลก

แล้วศาสนาของพระพุทธเจ้ามาสอนโลก ทีนี้ก็มาคละเคล้ากับมูตรกับคูถเข้าไป มูตรคูถนี่คือเรื่องของกิเลสตัณหา กิเลสตัณหามีอำนาจมากกว่า พอโยนอะไรลงไปก็กลายเป็นมูตรเป็นคูถไปตาม ๆ กันหมด ทีนี้เมืองไทยเราเลยจะกลายเป็นเมืองมูตรเมืองคูถไปแล้ว เพราะห่างเหินศาสนามาก เห็นเรื่องความโลภ ความโกรธ ราคะตัณหา เป็นของดี วิ่งตามโลกตามสงสารไม่มีวันอิ่มพอ ไม่รู้จักเป็นจักตาย ไม่รู้จักเข็ดจักหลาบไปตลอด แล้วความทุกข์ก็จะเจือปนกันไป คลุกเคล้ากันไปตลอดทั่วดินแดนแห่งชาวพุทธเรา จะไม่มีวันจืดจางถ้าไม่ได้น้ำดับไฟคือศาสนาไปชะล้าง ในกายวาจาใจของเราแต่ละคน ๆ เพื่อให้น่าดูขึ้นบ้าง แล้วก็น่าดูขึ้นจนสวยงาม จนเป็นของแปลกของอัศจรรย์ขึ้นภายในตัวของผู้ปฏิบัติได้หนักเบามากน้อย ธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนั้น

เวลานี้มีตั้งแต่เรียนออกไม่ได้เรียนเข้าเพื่อความเป็นคนดีนะ มีแต่อยากดี การกระทำ การขวนขวาย เป็นทางชั่ว ๆ ผลต้องตอบแทนทางชั่วให้เกิดความทุกข์ร้อนทั่วหน้ากัน นี่คือวิ่งตามกิเลส ไม่มีใครสมมักสมหมาย วิ่งตามความโลภ วิ่งตามความโกรธ ราคะตัณหา ไม่มีใครสมมักสมหมาย มีแต่ต่างคนต่างสั่งสมกองทุกข์ขึ้นมา เพราะฉะนั้นเวลาเจอกันมีแต่พวกเสาะแสวงหาความดีความเด่น ความสุขความเจริญ แต่ผลที่ได้มามีแต่ระบายออกจากกองทุกข์ในหัวใจ กระเทือนกันไปหมดทั่วโลกดินแดน นี่ละผลของกิเลสที่แสดงอยู่ภายในจิตใจของเรา เพราะโทษแห่งความห่างเหินจากศีลจากธรรม จึงหาความสงบร่มเย็นไม่ได้ แม้ที่สุดจะซุกหัวนอนลงในหมอนอย่างนี้ก็คอตกหมอนไป เพราะความคิดว้าวุ่นขุ่นมัวฝังอยู่ที่หัวใจ เป็นไฟเผาอยู่ตลอดเวลา บางรายนอนไม่หลับก็มี ละเมอเพ้อฝันไปต่าง ๆ นานา นี้อำนาจของกิเลสมันพัดมันผันหัวใจ เราก็ไม่รู้มัน โลกถึงได้ร้อน

ฟัง พี่น้องทั้งหลายมาฟังเสียงอรรถเสียงธรรม หลวงตาบัวได้ประกาศสอนธรรมมานี้ทั่วประเทศไทยมานานแล้วนะ สอนประเทศไทยเรานี้ ทีแรกสอนอยู่ใต้ดิน เราไม่ได้มาสอนเปิด ๆ เผย ๆ ดังที่เป็นผู้นำพี่น้องชาวไทยเราได้ ๒ ปีกว่ามานี้ นี้ออกเปิดเผยทีเดียว ธรรมทุกขั้นออกหมดเลย จึงขออภัย ธรรมประเภทที่เรานำมาสอนพี่น้องทั้งหลายนี้ เราถอดออกจากหัวใจของเราออกมา ทางภาคปริยัติเราก็เรียนมา ภาคปริยัติเป็นแบบแปลนแผนผังที่หาความดิบความดี หามรรคผลนิพพานเป็นลำดับลำดาไป เราเรียนจากนั้นเราก็มาเป็นภาคปฏิบัติ

เช่นอย่างเรามีแปลนบ้าน ศาสนานั้นคือแปลนศาสนา ท่านเอาไว้ในพระไตรปิฎก พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก นี้คือแปลนศาสนา แปลนบาป แปลนบุญ แปลนนรก แปลนสวรรค์ แปลนพรหมโลก มรรคผลนิพพาน แปลนเปรตแปลนผีประเภทต่าง ๆ ที่พระพุทธเจ้าทรงรู้ทรงเห็น แล้วก็ถอดออกมาจากที่พระพุทธเจ้าทรงรู้ทรงเห็น แล้วมาจดจารึกไว้เป็นคัมภีร์ใบลาน จึงเรียกว่าแปลนของศาสนา แปลนของศาสนาชี้แจงสิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่ทั้งหลายทั่วแดนโลกธาตุนี้ พระพุทธเจ้าทรงรู้ทรงเห็นแล้ว ทีนี้เวลาเราเรียนแล้วเราไม่ปฏิบัติมันก็ได้แต่ความจำ ความจำนี้แก้ความชั่วไม่ได้นะ ความจำใครเรียนมามากน้อยแก้ความชั่วไม่ได้ แก้กิเลสตัวพาทำให้ชั่วไม่ได้ ต้องเป็นภาคปฏิบัติ

เหมือนแปลนบ้านแปลนเรือนของเรา ที่เรานำแปลนออกมาแล้ว ถ้าเราไม่นำแปลนออกมาปลูก แปลนนี้จะเต็มห้องก็เป็นแปลนเฉย ๆ ไม่เป็นตึกรามบ้านช่องตามความต้องการได้ ใครต้องการบ้านชนิดไหน ตึกรามบ้านช่องชนิดไหน เอาแปลนนั้นออกมากาง ๆ แล้วปฏิบัติ ได้แก่ การปลูกการสร้างขึ้นมา แปลนนี้จะปรากฏเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ตั้งแต่เริ่มขุดดิน วางรากวางฐาน ขึ้นเป็นต้นเสาเป็นอะไรขึ้นไป จนเป็นขื่อเป็นแปเป็นบ้านเรือนสมบูรณ์แบบ นี่เรียกว่าภาคปฏิบัติ เมื่อได้แปลนแล้วก็มีภาคปฏิบัติถึงจะปรากฏผลขึ้นมา ทางธรรมท่านเรียกว่าปฏิเวธ เห็นผลประจักษ์แล้ว บ้านนี้สมบูรณ์แบบแล้วจากการปฏิบัติคือการปลูกสร้าง

อันนี้ศาสนธรรมของพระพุทธเจ้าก็เหมือนกันอย่างนั้น ที่แสดงไว้ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นี้คือแปลนแห่งศาสนา ที่ชี้แจงบอกเรื่องบาปเรื่องบุญ เรื่องนรก สวรรค์ พรหมโลก ตลอดนิพพาน จนกระทั่งถึงเปรตผีสัตว์ประเภทต่าง ๆ เต็มอยู่ท้องฟ้ามหาสมุทรทั่วไตรภพ พระองค์ทรงรู้แจ้งเห็นจริงหมดแล้ว นำสิ่งเหล่านั้นแสดงออกมา แล้วก็ไปจดจารึกเอาจากนั้นออกมา ทีนี้เราจดจารึกออกมาแล้วก็ได้แต่ชื่อของสิ่งเหล่านี้ เพราะเราไม่ปฏิบัติ เหมือนเรามีแต่แปลนเราไม่ได้เอามาปลูกบ้านปลูกเรือน ก็ไม่สำเร็จเป็นตึกรามบ้านช่องขึ้นมา นี่เราเรียนมามากน้อยเพียงไร กิเลสตัวเดียวก็ไม่ถลอกปอกเปิก ความโลภมีอยู่เท่าเดิม ความโกรธมีอยู่เท่าเดิม ราคะตัณหามีอยู่เท่าเดิม

เรียนได้ ความโลภก็เรียนได้ จำได้แต่ชื่อความโลภ แต่เรายังโลภอยู่เพราะกิเลสอยู่ในเรา มันไม่ได้ถอนตัว..กิเลส มันจำได้เฉย ๆ ความโกรธก็จำได้ ความหลง ราคะตัณหาจำได้ แต่ไม่ปฏิบัติเพื่อแก้เพื่อถอดเพื่อถอนมัน ซึ่งเป็นเช่นเดียวกับเขาปลูกบ้าน การแก้การถอดการถอนคือการปฏิบัติตาม เมื่อเราปฏิบัติตามแล้วสิ่งเหล่านี้ก็เบาบาง ๆ ลงไปจางลงไป ความทุกข์ร้อนทั้งหลายที่เกิดอยู่ในหัวใจเราเป็นอันดับหนึ่ง ก็ค่อยจางลงไปจากการชำระสะสางที่เนื่องมาจากการศึกษาเล่าเรียนมาแล้ว ตามที่ท่านบอกวิธีการ และจากนั้นผู้ปฏิบัติบำเพ็ญได้มากน้อยเพียงไร ๆ ผลก็ปรากฏขึ้นที่ใจ ๆ เป็นเท่ากับตึกรามบ้านช่อง

เอ้า ศีล ก็มีอยู่ในหัวใจเราแล้ว เราปฏิบัติศีลด้วยความระมัดระวังรักษา เป็นผู้มีหิริโอตตัปปะภายในจิตใจ จากนั้นแล้วเราก็เจริญทางด้านจิตตภาวนา ทำจิตใจให้สงบ นี่หมายถึงภาคของพระเป็นภาคเบื้องต้นเสียก่อน พระมีหน้าที่อันเดียว บวชมาแล้วสละหมดทุกสิ่งทุกอย่าง มีหน้าที่แต่ทำตัวให้เป็นคนดีตลอดเวลา เพศก็เพศของพระ คือเพศแห่งคนดี เพศที่น่ากราบไหว้บูชา แล้วปฏิบัติตนให้เป็นที่กราบไหว้บูชา เป็นขวัญตาขวัญใจของโลก เนื่องจากเป็นขวัญตาขวัญใจของตัวเองแล้ว ด้วยการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ศีลก็มีสมบูรณ์แบบในหัวใจของพระ ในตัวของพระ ไม่ต้องไปหามาจากไหน

พระพุทธเจ้าสอนว่าให้รักษาศีล เราบวชมาแล้วเราก็รับคำปฏิญาณจากท่านมาแล้วมาปฏิบัติรักษาศีล ศีลก็เต็มตัวของเรา ไปที่ไหนศีลเต็มตัวไปเลยผู้ที่รักษาศีลเต็มภูมิ ไปที่ไหนไม่มีการบกพร่อง ว่าศีลเราบกพร่องที่นั่นที่นี่ไม่เคยมี เพราะเรารักษาเต็มภูมิของเรา ไปที่ไหนศีลเต็มตัว ๆ ของพระ เอ้าที่นี่อบรมทางด้านจิตใจให้มีความสงบร่มเย็นเข้ามา เมื่อสงบร่มเย็นมากเข้า ความภาคภูมิใจ ความเย็นของใจ ความสง่างามของใจจะแสดงขึ้น ๆ นี่เป็นภาคปฏิบัติ ร่างแห่งศีลปรากฏในเราแล้ว จากนั้นก็ร่างสมาธิคือความสงบร่มเย็นขึ้นไปโดยลำดับ ก็ปรากฏจากใจของเราผู้ปฏิบัติแล้ว

จากนั้นก็ปัญญา ปัญญาทุกขั้นแสดงไว้แล้วทุกอย่าง ปฏิบัติตามหลักที่ท่านสอนไว้แล้ว ปัญญาความรู้แจ้งแทงทะลุก็จะกระจายออกจากใจของเรา ใจเมื่อมีความสงบแล้วย่อมส่งแสงสว่างกระจายออกไปทางด้านปัญญา ยิ่งส่องแสงสว่างลงไป สิ่งไหนที่ควรละ-ละทันที สิ่งไหนที่ควรส่งเสริม-ส่งเสริมทันทีบำรุงทันที สิ่งไหนที่ควรละ-ละไปด้วยสติปัญญา จนแก่กล้าสามารถก้าวขึ้นสู่วิมุตติหลุดพ้น นี่เรียกว่าผู้ที่ทรงแปลนแห่งพุทธศาสนาไว้โดยสมบูรณ์ คือพระผู้ปฏิบัติที่ปฏิบัติตนสามารถทำได้อย่างที่ว่านี้ เริ่มตั้งแต่สมาธิเต็มตัว สมาธิเต็มองค์พระ ศีลเต็มองค์พระ ปัญญาเต็มองค์พระ วิมุตติหลุดพ้นเต็มองค์พระ ไม่ต้องไปหามรรคผลนิพพานมาจากที่ไหน ไปที่ไหนสง่างามไปหมด

พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ท่านสง่างามด้วยศีลด้วยธรรมในหัวใจของท่าน พวกเรานี้หาความสง่างามไม่ได้นะ หาแต่ความอับเฉาเบาปัญญา มีแต่กองทุกข์มาอวดกัน ไปที่ไหนมีแต่ร้านแห่งกองทุกข์ ตลาดแห่งกองทุกข์ เพราะฉะนั้นจึงจ่ายกันไม่ได้นะ จะจ่ายจะซื้อจะขายใคร ใครก็มีเต็มหัวใจ อัดอั้นตันใจหาที่ระบายออกไม่ได้ ไม่มีที่ซื้อที่ขายกัน เพราะต่างคนต่างมีเต็มหัวใจด้วยกัน นี่เราสรุปลงถึงเรื่องศาสนาพุทธเรา เป็นศาสนาที่เลิศเลอ

ที่สอนพี่น้องทั้งหลายนี้หลวงตาได้ปฏิบัติเต็มกำลังความสามารถ ตั้งแต่เรียนหนังสืออยู่ก็ปฏิบัติไปพร้อมกันตลอดเวลา ไม่ได้เรียนแบบเรียนธรรมกลายเป็นโลกอย่างนั้นนะ เรียนธรรมให้เป็นธรรมจริง ๆ เวลาเรียนแบบแปลนแผนผังของศาสนาก็เรียนจริง ๆ เรื่องศีลเรื่องสมาธิเรื่องปัญญา วิชชา วิมุตติหลุดพ้น สอนไปยังไงเรียนไปตามนั้น สนใจไปตามนั้น ปฏิบัติไปตามนั้นจริง ๆ พอเรียนเสร็จเรียบร้อยแล้วว่าสมควรจะเป็นแบบแปลนแผนผังให้ได้แล้วเวลานี้ก็ออกปฏิบัติ

ออกปฏิบัติก็เข้าในป่าในเขาตลอดเลย ไม่ได้ออกมาตามบ้านตามเรือนที่ไหน เข้าอยู่ในป่าในเขาตลอดเวลา ปฏิบัติตนเต็มกำลังความสามารถ เรื่องศีลก็ไม่ถามหาใคร ไปที่ไหนองอาจกล้าหาญ ศีลเต็มตัวแล้ว ถึงจะเป็นจะตายที่ไหนเราแน่ใจว่าเราไม่ตกนรก เพราะเราไม่มีความเดือดร้อนในหัวใจของเราว่าบกพร่องในศีล ศีลเต็มตัวแล้วไปไหนสง่างามในตัวเอง ไม่มีคำว่ากลัวนั้นกลัวนี้ สมมุติว่าอยู่ในป่าในเขาเสือจะมางับไป เอ้า งับไป ๆ เอาไปแต่เนื้อแต่หนังเท่านั้น ศีลของเราเอาของเราไปไม่ได้ เอ้า งับไป สมาธิเต็มหัวใจของเรา มีแต่ความสง่างามเต็มหัวใจ เอาไปไม่ได้ เอาไปแต่เนื้อแต่หนัง ปัญญา วิมุตติหลุดพ้น เราปฏิบัติเต็มตัวของเราเต็มภูมิของเรา จนกระทั่งถึงเมืองพอแล้วกับศาสนาของพระพุทธเจ้า เราจึงพอทุกอย่าง

ตั้งแต่ปฏิบัติมาเป็นเวลา ๙ ปีเต็ม นี่ที่ออกปฏิบัติล้วน ๆ เหมือนตกนรกทั้งเป็นเลย ความทุกข์ความทรมานแสนสาหัส ใครยังไม่ได้ฆ่ากิเลสเสียก่อน ว่ากิเลสมีความหนักแน่นแก่นฉลาดขนาดไหน ถ้ายังไม่ขึ้นเวทีเสียก่อนใครอย่ามาคุยว่างั้นเลย เราพูดได้เต็มปากของเรา เพราะเราฟัดกับกิเลสนี้ ฟาดเสียบางทีจนถึงขั้นจะสลบไสล จะสลบไสลตลอดเวลาเป็นเวลา ๙ ปี ไม่มีเวลาห่างเหินกันเลยระหว่างกิเลสกับธรรมฟัดกัน เหมือนเขาต่อยมวยกัน เข้าวงในกันบนเวที ซัดจนขนาดนั้น เพราะความมุ่งมั่นต่อมรรคผลนิพพานเต็มหัวใจ จึงทำให้ความอุตส่าห์พยายามทุกด้านทุกทางหมุนตามกันไปหมด หมุนไปตามความมุ่งมั่นต่อมรรคผลนิพพาน เพราะฉะนั้นจึงทำได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย

ถ้าพูดถึงเรื่องความพากเพียรเราไม่อยากจะพูดให้ใครฟัง เพราะไม่มีใครเชื่อ เนื่องจากเขาไม่ได้ทำเหมือนเรา เรานี่เป็นผู้ทำคนเดียว กระจ่างแจ้งในคนเดียว ความทุกข์ก็กระจ่างในหัวใจในกายของเรา ความสุขจากผลแห่งการปฏิบัติก็กระจ่างแจ้งในหัวใจของเรา จนกระทั่งเบิกกว้างออกหมด หมดแล้วพอแล้ว เราไม่ได้หาอะไรอีกแล้ว หาธรรม ทีแรกก็ตั้งใจมุ่งต่อมรรคผลนิพพาน เมื่อถึงกันกึ๊กแล้วไม่ต้องหา หานิพพานก็ไม่หา พระพุทธเจ้าประทับอยู่ข้างหน้าก็ไม่ทูลถาม ถามทำไมของอันเดียวกัน รู้อย่างเดียวกัน เห็นอย่างเดียวกัน ถามกันทำไม

สนฺทิฏฺฐิโก ให้รู้เองเห็นเอง เป็นสิ่งที่ประจักษ์พยานด้วยกันทุกคน ไม่จำเป็นต้องถามกัน ธรรมประเภทนี้ก็เต็มหัวใจเราแล้วเราจึงได้มาสอนโลก สอนโลกอยู่ใต้ดินนี้เป็นเวลาหลายปี พึ่งมาขึ้นบนดินก็ตอนนี้แหละ ตอนที่ออกประกาศสอนธรรมให้พี่น้องทั้งหลายในการช่วยชาติคราวนี้ ธรรมะออกทุกประเภท ไม่ว่าแกงหม้อใหญ่ แกงหม้อเล็ก แก้งหม้อจิ๋ว สมควรจะออกขนาดไหนออกได้ทันที ๆ พูดอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เราไม่อัดอั้นตันใจในธรรมทั้งหลายที่จะมาสั่งสอนโลก ถ้าโลกมีความมุ่งหวังตั้งใจที่จะเอาธรรมขนาดไหน เอ้า ให้ถามมาว่างั้นเลย ไม่มีคำว่าสะทกสะท้านว่าเราจะติดจะข้อง เพราะอำนาจของกิเลสตัณหาบีบหัวใจเราไม่มี

กิเลสขาดสะบั้นลงไปตั้งแต่ปี ๒๔๙๓ วันที่ ๑๕ พฤษภาคม หลังวัดดอยธรรมเจดีย์ เวลา ๕ ทุ่มเป๋งพอดี ๒๔๙๓ นั้นเป็นเวลาที่กิเลสขาดสะบั้นลงจากหัวใจ ประหนึ่งว่าฟ้าดินถล่ม หัวใจนี้สว่างจ้าไปหมดเลย แล้วจะสงสัยอะไร การนำมาสั่งสอนโลกนี้เราจึงไม่เคยสะทกสะท้านว่าจะผิดไป ไม่ว่าจะสอนบาปสอนบุญสอนนรกสวรรค์ พระพุทธเจ้าทรงรู้ทรงเห็นทุกอย่างแล้ว เรามารู้มาเห็นตามพระพุทธเจ้า ค้านพระพุทธเจ้าได้ยังไง ก็เมื่อเรายอมรับความจริงที่เรารู้เราเห็นประจักษ์ตัวเราแล้ว เราจะไปค้านพระพุทธเจ้ายังไง พระพุทธเจ้าสอนไว้ก่อนแล้วนี่ นี่ละธรรมที่นำมาสอนโลก

เราจึงไม่เคยสะทกสะท้านกับโลกสมมุติอันนี้เลย เพราะธรรมชาตินั้นเหนือทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว สอนโลกด้วยความเมตตาสงสาร ใครจะรับได้มากน้อยเพียงไรก็รับไป รับไม่ได้ก็จำเป็น เป็นกรรมของสัตว์ก็ปล่อยไป ๆ ถึงเวลาแล้วก็ดีดเลยเท่านั้น เพราะชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา ที่จะกลับมาเกิดอีกเราไม่มาอีกแล้ว ในธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสอนเบญจวัคคีย์ทั้งห้านั้นว่า ญาณญฺจ ปน เม ทสฺสนํ อุทปาทิ ดูก่อนเบญจวัคคีย์ทั้งหลาย ความรู้ความเห็นอันเลิศเลอ ได้เกิดขึ้นแล้วในใจของเรา อกุปฺปา เม วิมุตฺติ ความหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงโดยชอบ ไม่มีการกำเริบแล้ว อยมนฺติมา ชาติ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเราตถาคต นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว ตั้งแต่บัดนี้ต่อไปเราจะไม่กลับมาเกิดตาย ซึ่งคลุกเคล้าไปด้วยกองทุกข์อีกต่อไป

บทธรรมทั้งสี่ประเภทนี้เราได้บรรจุในหัวใจของเราแล้ว โดยไม่ต้องทูลถามพระพุทธเจ้า แม้จะยังทรงพระชนม์อยู่ก็ไม่ทูลถาม เพราะเป็นธรรมประเภทเดียวกัน นี่พระพุทธเจ้าสอนเบญจวัคคีย์ทั้งห้าสอนว่าอย่างนั้น เบญจวัคคีย์ทั้งห้าก็คือพุทธบริษัท เราก็เป็นคนคนหนึ่งลูกศิษย์ตถาคตปฏิบัติตามนั้น พระองค์ไม่ได้ตัดสิทธิ์ ไม่ได้ยึดอำนาจ ไม่ได้ผูกขาดในธรรมทั้งหลาย สอนไว้เพื่อให้รู้ให้เห็น ผู้ปฏิบัติตามก็ต้องรู้ต้องเห็น เมื่อรู้เห็นแล้วก็เป็นสมบัติของตัวเอง ๆ นี้เรียกว่าธรรมแก้กิเลส แก้ได้จริง ๆ อย่างนี้

บาปก็ดี บุญก็ดี มีผลเสมอกัน กิเลสเป็น อกาลิโก ไม่มีกาลสถานที่ เราจะทำให้เกิดกิเลสเมื่อไรเกิดได้ทุกเวลา ธรรมก็เป็น อกาลิโก เหมือนกัน จะทำให้เกิดเป็นธรรมเป็นบุญเป็นกุศลคุณงามความดีแก่ตนเมื่อไรเกิดได้ทุกเวลาเสมอกัน ไม่มีอะไรยิ่งหย่อนกว่ากัน ที่เขาพูดว่าศาสนาเรียวแหลม ศาสนาครึล้าสมัย นั้นคือกิเลสหลอกลวงสัตวโลกว่าศาสนาครึล้าสมัย ตัวกิเลสมันทันสมัย ความหมายก็ว่างั้น เวลานี้กิเลสกำลังทันสมัย มันรุกล้ำเข้าไปทุกแห่งทุกหน ในวัดในวาในพระในเณรเหยียบย่ำทำลาย เป็นส้วมเป็นถานของมันไปทั้งนั้น วิ่งตามกิเลสกันทั้งนั้น ไม่วิ่งตามแต่ผู้มีธรรมในใจ ไม่หลงไม่ตื่น กิเลสออกมาแง่ไหนมุมใดเห็นหมดรู้หมด ไม่อย่างนั้นฆ่ามันไม่ได้

นี่ละเรื่องธรรมวิเศษวิโสอย่างนั้น จึงขอให้ท่านทั้งหลายได้นำธรรมนี้ไปปฏิบัติ ให้เป็นสิริมงคลแก่ตัวของเรา เรามีความดีแล้วประสิทธิ์ประสาทความดีให้คนอื่นได้ ความรู้เจือปนไปด้วยความดีแล้วประสิทธิ์ประสาทให้คนอื่นได้ ถ้ามีแต่ความรู้เฉย ๆ ตนเองปฏิบัติตัวเลวทราม ไปสอนใครใครก็ไม่เชื่อถือ ขอให้เราทำตัวของเราให้เป็นที่เชื่อถือตัวของเราแล้ว ไปที่ไหนเขาก็เชื่อถือ เขาไม่เชื่อถือเราก็เชื่อถือตัวของเราแล้ว เราไม่ขาดทุนสูญดอก การสอนคนจะได้หรือไม่ได้เป็นเรื่องของเขา เราไม่ได้ขาดทุน อย่างนี้ละ ให้พากันนำธรรมะนี้ไปปฏิบัติ

วันนี้ก็พูดเพียงเท่านี้ก่อน ถ้าพูดมากเกินไปก็จะเป็นหลวงตาพล่ามมากไป เอาเพียงแค่นี้ ให้นำไปปฏิบัตินะ เท่านั้นละนะ พอเข้าใจแล้วเหรอ ต่อจากนี้ไปก็จะให้ศีลให้พร…

มีพระฝรั่งอยู่ด้วย หลวงตาสอนยังไงคะ

ก็สอนแบบฝรั่งนั่นละ เราจะสอนแบบไหนก็ไม่พ้นแบบฝรั่ง ให้ฝรั่งทำตัวให้ดี ให้เป็นพระฝรั่งที่ดี ให้ฝรั่งรักษาศีลให้ดี ให้ฝรั่งภาวนาให้จิตเป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญา พระฝรั่งจะทรงมรรคทรงผลได้เช่นเดียวกับคนไทยเรานี่แหละ ถ้าคนไทยเราไม่ปฏิบัติสู้ฝรั่งไม่ได้

ใช้ภาษาอะไรคะ

จะไปยากอะไร ประสาภาษา ไปเรียนนู้นเรียนนี้ให้ยุ่งกันทำไม คนไหนมาก็ฟาดฟูด ๆ เสร็จ ก็แล้วกันไปเท่านั้นไม่เห็นยากอะไร

พวกพระฝรั่งไม่ได้เรียนพระปริยัตินี่คะหลวงตา

ก็จะให้ท่านเอาปริยัติมัดติดคอมาเหรอ ถึงจะเรียกว่าท่านเรียน ท่านก็เรียนเหมือนกันนั่นแล้ว

แล้วอย่างคนที่เขาบอกว่าเขาเป็นพระ แต่ว่าเขาไม่ได้ศึกษาทางด้านปริยัติมาเลย แต่เขาพยายามศึกษาทางด้านปฏิบัติค่ะ

นั่นละปริยัติ ท่านสอนว่ายังไง ๆ เป็นแนวทางแล้วเรียกปริยัติแล้ว เราปฏิบัติตามก็เป็นภาคปฏิบัติของเรา เข้าใจไหม เรียนคัมภีร์นอกก็มี คัมภีร์ในก็มี คัมภีร์นอกได้แก่พระไตรปิฎก คัมภีร์ในออกจากปากของท่านผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ รู้ธรรมเห็นธรรม เช่น พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ท่าน ท่านทรงคัมภีร์ในไว้ พระไตรปิฎกในไว้ อันนั้นพระไตรปิฎกนอก ออกไปจากพระไตรปิฎกใน คือพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ท่าน ออกไปจดจารึกไว้ข้างนอก เข้าใจไหม ท่านสอนจากพระไตรปิฎกใน ยิ่งแม่นยำดีกว่าพระไตรปิฎกนอกอีก เป็นอย่างนั้นนะ ถ้าท่านรู้ตามนั้นแล้วแม่นยำมากทีเดียว ถ้าไม่รู้ก็อย่างว่านั่นแหละ แล้วอะไรอีกล่ะ

มีอาจารย์ข้างหลังฝากถามว่า เวลาที่เขาภาวนาจะใช้พุทโธหรืออะไร

ก็ให้พุทโธซี ใครจะเอาพุทโธก็ได้ ธัมโม หรือสังโฆ หรือธรรมบทใดก็ได้ ให้นำธรรมบทนั้นเข้ามากำกับใจ เช่น พุทโธ สติให้ติดอยู่กับพุทโธ ความรู้ทั้งหมดประมวลมาไว้กับพุทโธคำเดียว สติตั้งอยู่นั้นแล้วจิตของเราที่เคยว้าวุ่นขุ่นมัว ส่งกระแสไปในที่ต่าง ๆ พุทโธนี้จะค่อยดึงเข้ามา ๆ กระแสของจิต เหมือนเราดึงจอมแหที่ตากไว้ พอจับจอมแหดึงนี้ ตีนแหจะหดเข้ามา ๆ อันนี้พอพุทโธ ๆ ตีนแหคืออารมณ์ต่าง ๆ ที่มันกระจายไปทั่วโลกดินแดน มันตากไม่กู้พวกเรา เขาตากแหเขากู้นะ เราตากอารมณ์ว้าวุ่นขุ่นมัวนี้ไม่กู้สักที ตากตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งค่ำ นอนอยู่บนหมอนแล้วยังตากแหมันอีกเข้าใจไหม แหก็พันคอเอาล่ะซี ให้ได้รับความทุกข์ความลำบาก ทีนี้เวลาเราว่าพุทโธ ๆ แล้ว จิตของเราอยู่กับพุทโธ สติตั้งอยู่กับพุทโธ แล้วพุทโธ ๆ ๆ จิตของเราจะค่อยสงบเข้ามา ๆ พออารมณ์เหล่านั้นรวมเข้ามาแล้วจิตจะสงบเย็น ถ้าเป็นแหก็ดึงจอมเข้ามาแล้วก็มารวมเป็นกองแห มันตากไว้ไม่ชัดเจน เวลาดึงจอมแหเข้ามากองไว้เป็นกองแหแล้วก็เห็นชัดเจน อันนี้จิตใจของเราเวลามันส่ายแส่ไปที่ไหน กว้างแสนกว้างนี้ มองหาใจไม่เห็นนะ แต่เวลาพุทโธ ดึงจอมแหคือพุทโธเข้ามาเรื่อย ๆ จิตใจจะรวมเข้ามา ๆ จิตจะสงบเย็นที่นี่ สว่างขึ้นที่นี่ เข้าใจไหม ให้พากันไปภาวนานะ

บางทีขนาดที่พุทโธแล้วมันก็สอดส่ายค่ะหลวงตา

ตอนนั้นมันไม่ได้พุทโธ มันตั้งหน้าสอดส่าย ถ้าพุทโธ จริง ๆ จะไม่ออก พุทโธ จริง ๆ ไม่ออก อันนั้นมันว่าแต่พุทโธเฉย ๆ แต่กิเลสมันลากไปแล้วห้าทวีป มันถึงมีแต่สอดส่าย ๆ สอดส่ายด้วยกิเลสลากไป เข้าใจหรือเปล่าล่ะ

อยู่จังหวัดไหนลืมแล้วแหละ

ตัวแทนจากบุรีรัมย์ค่ะ

เออ บุรีรัมย์ เอ้า ว่าไป เป็นยังไงล่ะเทศน์วันนี้ พอใจเข้าใจไหมล่ะ

พอเข้าใจค่ะ

เอ้า ที่นี่ถามมาถ้าตอบได้จะตอบ

หลวงตาคะ แล้วพวกที่เขาถูกน้ำท่วมบ้านท่วมเมืองเขา มีเหตุมาจากอะไรคะ เป็นเรื่องของกรรมไหมคะ

เวลาน้ำแกง น้ำโคล่า เป๊บซี่ น้ำส้มน้ำหวานอยู่ตามร้านมันท่วมปาก มันเป็นสาเหตุมาจากอะไร ไม่เห็นบ่นกัน น้ำท่วมนาบ่นกันจะตาย น้ำท่วมปากที่ว่านี้ไม่เห็นบ่นกัน จนจะไม่มีเงินไปซื้อเอามาท่วมปาก อันนั้นก็ดีจิ๊บ ๆ แจ๊บ ๆ อันนั้นก็ดีจิ๊บ ๆ แจ๊บ ๆ ท่วมตลอดเวลาปากเรานี่ไม่เห็นพูดถึง น้ำท่วมปากบ้างเลย ถ้าพูดถึงนี้แล้วก็จะได้เบาลงในการซื้อนั้นซื้อนี้ อย่าให้ปากทำงานหนักมากไป ปากนี้ โอ๋ย ทำงานหนักมากนะ กินจิ๊บ ๆ แจ๊บ ๆ ทั้งกินทั้งโม้ทั้งคุยปากอันเดียวนี่ละ มันพิลึกกึกกือนะ เข้าใจไหมล่ะ ถามมาอย่างนั้นก็ต้องตอบอย่างนั้นซี คำตอบมันต้องไปตามสายของคำถาม ใช่ไหม ถามมาแง่ไหนคำตอบก็ไปแง่นั้น เข้าใจหรือเปล่า

หลวงตาคะลูกทำสมาธิไม่เคยสำเร็จเลย มีวิธีใดจะทำให้สำเร็จคะ

นั้นคือคนไม่ทำ เอาแต่ความสำเร็จเฉย ๆ ไม่ได้ทำ ว่าสมาธิมันไม่ได้ทำ เอาแต่สำเร็จเฉย ๆ มันก็ไม่ได้เรื่อง ให้ทำลงไปซี นี้ไม่ทำจะเอาแต่ผลสำเร็จ ไม่ได้เรื่องแหละ เข้าใจ ไปทำลองดูซิเป็นยังไง เวลานี้ศาสนาจะกลายเป็นมูตรเป็นคูถไปแล้วนะ กิเลสจะเป็นทองคำทั้งแท่ง มันกลืนชาติไทยเราจะจมกันทั้งชาติเวลานี้ นี่ละอำนาจแห่งความโลภไม่พอ ได้เท่าไรไม่พอ จนกลายเป็นกลืนบ้านกลืนเมือง จมกันทั้งประเทศเขตแดนไปเลย ให้มีธรรมความพอดิบพอดียับยั้งชั่งตัว การอยู่การกินการใช้การสอยให้รู้จักประมาณยับยั้งตัวไว้ แล้วมันจะไม่รั่วไหลไปไหนมากเกินไป วันหนึ่ง ๆ คนประเทศไทยเรานี้มีกี่ล้านคน ต่างคนต่างประหยัด การอยู่การกินการใช้การสอยวันหนึ่งประหยัดเงินได้เท่าไร ๖๒ ล้านคน นี้ต่างคนต่างจ่ายวันหนึ่งหมดไปเท่าไร เพราะฉะนั้นมันถึงจมได้ล่ะซิ

หลวงตาคะ หนูไปติดขณิกปีติคือร้องไห้น่ะค่ะ

ขณิกปีติมันเป็นยังไง หลวงตานี้แปลไม่ออกนะ แปลให้ฟังหน่อยน่ะ

เป็นสมาธิที่ได้ระดับต้น ๆ ที่นั่งแล้วจะร้องไห้ค่ะ

แล้วเราภาวนายังไงมันถึงได้ระดับที่ร้องไห้

คือนั่งภาวนาไปสักพักใหญ่ ๆ ก็จะตัวชาตัวเมื่อย ที่เราภาวนาพุทโธก็จะมีอาการที่ร้องไห้ค่ะ หนูควรจะทำยังไงต่อคะ

พุทโธแล้วจิตมันยังไงถึงแสดงอาการออกมาอย่างนั้นล่ะ

มันเป็นลักษณะปีติค่ะ

มันร้องไห้ไปซี ภาวนาไป ให้มันร้องไห้ไป ภาวนาไปเรื่อย เขาร้องไห้เต็มบ้านเต็มเมืองเขาไม่ได้ภาวนา เราร้องไห้ด้วยภาวนาให้มันเห็นได้แข่งเขาสักหน่อยน่ะ นี้ไปที่ไหนมีแต่คนร้องไห้ไม่มีภาวนา เราภาวนาด้วยร้องไห้ด้วยให้เห็นสักทีน่ะ เข้าใจเหรอ

ต้องทำอย่างนั้นต่อไปหรือคะ

ภาวนาพุทโธนั่นละต่อไป พุทโธให้ถี่ยิบ เอา มันจะพาเหาะเหินเดินฟ้าก็เหาะไปแข่งเครื่องบิน ไม่ต้องไปเสียค่าตั๋วค่าเครื่องบงเครื่องบิน จองตั๋วนั้นว่างตั๋วนี้ไม่ว่าง เอาพุทโธ ๆ กับปีตินี้เหาะขึ้นฟ้าให้มันเห็นสักหน่อย เอ้า เป็นได้ อย่างปัจจุบันนี้ก็มี ท่านนักภาวนาท่านไม่พูดเฉย ๆ ตัวลอยขึ้นไปเลย จะไม่มีได้ยังไงธรรมพระพุทธเจ้าสอนไว้แล้ว

ลอยจริง ๆ หรือคิดว่าลอยคะท่าน

คิดอะไรลอยจริง ๆ ท่านภาวนาของท่าน แต่ไม่จำเป็นจะต้องมาพูด ถ้าพูดอันนี้มันยุ่มย่าม ๆ แล้วก็ตำหนิไม่จริงอย่างนั้นไม่จริงอย่างนี้ ตัวหัวมันไม่ได้ทำมันจะเอาความจริงมาจากไหนใช่ไหม นี่ผู้ทำรู้จริงเห็นจริงมันก็ปฏิเสธไปเสีย ทั้ง ๆ ที่ตัวไม่ทำ แล้วปฏิเสธลบไปเลย เพราะฉะนั้นท่านถึงไม่ได้พูด ผู้ที่รู้ธรรมเห็นธรรมจริง ๆ ท่านไม่พูดแหละ รู้เหมือนไม่รู้ เพราะธรรมไม่กวนนะ ธรรมไม่มีคำว่ากวน ไม่อัดอั้นตันใจ ไม่อยากคุยอยากโม้ สมควรที่จะพูดหนักเบามากน้อยมันจะออกของมันเอง ๆ เอาพุทโธไว้ให้ดีนะมันจะบินไปไหน

จะได้บินไหมคะท่าน

บินไม่บินก็ช่างหัวมันเถอะ ขอให้พุทโธกับจิตมันเป็นยังไง มันจะเปลี่ยนในตัวของมันเอง ที่พูดมีความหมายอย่างนั้นนะ มันจะเปลี่ยนยังไงให้รู้มัน ปีติมีชั่วระยะ ๆ เท่านั้นไม่ได้มีเสมอไป มีขึ้นชั่วระยะ พุทโธของเราเอาอยู่นั้น ไม่ต้องสนใจ มันปีติไปขนาดไหนก็ให้มันปีติไป แต่พุทโธไม่ปล่อย แล้วมันจะเปลี่ยนแปลงของมันไปเข้าสู่ความละเอียดมากกว่านั้นเข้าไปอีก แล้วเราก็รู้จักวิธีปฏิบัติต่อไป ถ้าเราทำต้องเป็นอย่างนั้นนะ ที่ไม่ทำมาถามเอาเฉย ๆ ไม่เกิดประโยชน์อะไร ผู้ตอบก็ไม่อยากตอบ ยังไม่ได้ภาวนาอยากสำเร็จง่าย ๆ สำเร็จง่ายมันก็มีแต่หมอนเท่านั้นละ ลงไปปั๊บก็ดังเสียงครอก ๆ ง่ายไหมหมอน มันเห็นแต่อย่างนั้น ส่วนมากมีแต่สำเร็จง่าย ๆ เสียงครอก ๆ อ้าว มันเป็นอย่างนั้นนี่นะ ไปที่ไหนถ้าหากว่าหูนี้รับไม่ได้คงแตกไปนานแล้วแหละ แต่นี้มันก็รับได้ เสียงครอกแครก ๆ อย่างวัดป่าบ้านตาดนี้มีแต่เสียงกรนของพวกขี้เกียจอยู่บนหมอนนั่นแหละ ครอกแครก ๆ เราขี้เกียจฟังเราเลยเฉย เป็นคนหูหนวกไปแหละ แล้วมีอะไรอีกล่ะ

ในนามของคณะที่มาทั้งหมดนะคะ ขอขอบพระคุณหลวงตา

เออ เอาละให้ไปภาวนาตอบความขอบคุณหลวงตานะ อันนี้ภาวนาขอบคุณไม่ขอบคุณหลวงตาไม่สนใจละ ขอให้ไปภาวนาให้ตัวดีก็แล้วกันนะ เอานี้ละตอบการขอบคุณกัน เอาไป

หลวงตาจะโปรดให้ถ่ายรูปร่วมกันกับคณะไหมคะ

ไม่จำเป็นจะต้องถ่ายรูปละ ไปเลย ๆ สอนธรรมะเลิศกว่าถ่ายรูปไปแล้ว เอาไปเลยนะ

ว่าจะเอาไปบูชาสักหน่อยค่ะ

พุทโธบูชาแล้ว เอาพุทโธไปบูชาดีกว่ารูปหลวงตาเป็นไหน ๆ อย่าเอารูปหลวงตาไปแข่งพุทโธ เอาพุทโธไว้ในใจ ไปได้ที่นี่

มาสามวันแล้วค่ะหลวงตา

มาสามครั้งแล้วเหรอ มาสามครั้งก็มาอวด หลวงตาอยู่นี่มาได้ ๔๕ ปีไม่เห็นอวดว่ะ ประสามาสามครั้งมาอวด มันฟังไม่ได้นะ ไปพากันกลับ ไม่ได้เดี๋ยวหลวงตาแหลกนะ มาเพียงสามครั้งมาอวด

เป็นโอกาสดีมากสำหรับพวกเราทางด้านจิตใจ เราไม่ได้คิดว่าเราจะมีโอกาสเช่นนี้ค่ะ โอกาสดีมากค่ะ

เออ เอาละดีใจ พอใจ ไป

หลวงตาคะหนูนั่งภาวนาแล้วกลัวจะเห็นอะไรที่น่ากลัว

ไม่เห็นก็ตามให้รู้อยู่กับความรู้กับคำภาวนาพอ จะเห็นอะไรก็ให้เห็น ไม่เห็นก็ไม่จำเป็น ให้อยู่กับคำบริกรรมนะ เราบริกรรมอะไรก็ให้อยู่กับนั้น ให้รู้อยู่ตรงนั้น มันจะรู้อะไรจะเห็นอะไรจะเกิดขึ้นจากอันนี้เอง เมื่อความรู้รวมตัวแล้วมันจะแสดงอะไรก็เจ้าของจะรู้เอง

กราบลาค่ะ ขอถ่ายรูปค่ะ

ไป ๆ ไล่ไปแล้วยังมาถ่ายรูปอะไรอีก

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก