อย่าให้กิเลสหลอก
วันที่ 2 พฤศจิกายน 2544
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๔

อย่าให้กิเลสหลอก

พระท่านมาขอเกี่ยวกับเรื่องโรงร่ำโรงเรียนว่าเด็กยากจน ถ้าให้ตอบตามความสัตย์ความจริงแล้วโลกเขาถือกัน แต่ธรรมไม่ถือ ถ้าตอบตามความสัตย์ความจริงว่าทางโน้นโรงเรียนยากจน แถวนี้ไม่มีโรงเรียนไหนเป็นเศรษฐีแหละว่างั้น ตอบกัน มีแต่คนยากจนเหมือนกัน ถ้าตอบอย่างนี้เป็นขวานผ่าซากใช่ไหมล่ะ เพราะฉะนั้นจึงไม่ตอบ ไปแล้วค่อยตอบทีหลัง คนจนมีอยู่ทั่วไป มีทั่วไปหมด การสงเคราะห์สงหานี่ก็ไม่ถอยเลยเรา จนกระทั่งปัดไม้ปัดมือ เอา มีมาเอาอีก ๆ ให้อีก ไม่ทัน ติดหนี้เขาอีกเรื่อย ติดหนี้นะไม่ใช่เล่น

เมืองไทยเราพูดทั้งประเทศเลย เขาต้องร่ำลือว่าหลวงตาบัวเป็นเศรษฐี เพราะมีคนเคารพนับถือมาก นี่คือความร่ำลือของเขาแต่หาความจริงไม่ได้ ความจริงคือว่าไม่มีใครจนยิ่งกว่าหลวงตาบัว เป็นอย่างนั้นนะ ตรงกันข้าม มีเท่าไรหมด ๆ บางทีให้ไม่ทันกู้เขาก็มี ที่กู้ยืมก็คือว่ามันจำเป็น เช่น โรงพยาบาล เฉพาะอย่างยิ่งเครื่องมือแพทย์นี่สำคัญมาก เครื่องมือแพทย์เครื่องนี้ใช้ทางไหน ๆ พอพูดคำเดียวนี้กระเทือนคนไข้ไปหมดเลย ถ้าไม่มีนี้หมดหวัง นี่ละเรื่องจะติดหนี้นะ พอได้นี้มาก็มีหวัง ๆ เอ้า ติด ติดเรื่อย พอจะเข้าคุกเข้าตะรางลูกศิษย์ไปลากออกมา ใช้หนี้เขาให้ เอา ติดอีกอยู่อย่างนั้น เข้าคุกเข้าเรื่อยแต่ไม่ได้อยู่นะ ลูกศิษย์ไปลากออกมา พอติดหนี้ลูกศิษย์ไปลากออกมา แล้วติดใหม่อีกเข้าอีก อยู่อย่างนั้น

เรานี้พอใจในการช่วยโลก ที่ไปโน้นไปนี้อยู่ไม่หยุดไม่ถอยไม่ใช่อะไรนะ มีเมตตาอันเดียวเท่านั้นที่ล้นโลกล้นสงสาร พูดได้จริง ๆ เพราะฉะนั้นการพูดการจาของเราหนักเบามากน้อยจึงไม่คำนึงถึงว่ากระทบกระเทือนผู้ใด ขอให้ถูกต้องตามความจริงคือหลักธรรมเท่านั้นพอ เพราะธรรมต้องเอาความจริงมาสอน ผิดต้องบอกว่าผิด ถูกบอกว่าถูกไปเลย อย่างนี้เรียกว่าธรรม พึ่งเป็นพึ่งตายได้ ตายใจได้ เรื่องของกิเลสไม่เป็นอย่างนั้นปลิ้นปล้อนหลอกลวง ทำแล้วว่าไม่ได้ทำ เห็นว่าไม่เห็น อะไรอย่างนี้ กิเลสกับธรรมจึงเป็นข้าศึกกันตลอดมา

ใครมีธรรมน้อยคนนั้นแพ้ตลอดทุกข์ตลอด ถ้าแพ้กิเลสต้องหาบหามกองทุกข์ในหัวใจตลอดเวลา ถ้าชนะกิเลสประเภทใดแล้วเป็นสุขในประเภทนั้น ประเภทไหนที่ยังสู้มันไม่ได้ ประเภทนั้นมันก็มารังควานเราอีกตลอดเวลา ๆ โลกจึงหาความสุขไม่ได้ เพราะเรื่องกิเลสมีอยู่กับหัวใจ พาให้ใจวุ่นวายส่ายแส่ ลากไปโน้นลากไปนี้ ให้คิดอย่างนั้น ให้หวังอันนี้ ให้หวังอันนั้น มีแต่ให้หวัง ๆ มันไม่คำนึงถึงผู้ทำว่าจะทำตามมันได้หรือไม่ มันไม่ได้คำนึง มีแต่ลากแต่เข็นไป นี่เรียกว่ากิเลส เมื่อไม่สมหวังต้องเป็นทุกข์แก่เรา กิเลสมันไม่เป็นทุกข์ มันลากเราเฉย ๆ เอ้า ถ้าทำอย่างนั้นจะได้ผลอย่างนั้น แล้วหวังอย่างนั้นหวังอย่างนี้ กิเลสมันหลอกไปดึงไป เราก็ทำตามกิเลส ว่ามันจะสมหวังตามกิเลสหลอก ทีนี้ทำแล้วไม่สมหวังเราก็แบกกองทุกข์ กิเลสไม่แบก มาหลอกเรื่อยไป ไม่เข็ดนะ กิเลสหลอกสัตวโลกนี่ไม่เข็ด หลอกนี้เสร็จไปแล้ว เอ้า หลอกอย่างนั้นอีก ๆ

ยกตัวอย่างเช่น เขาปลูกบ้านปลูกเรือนเป็นแถวยาวเหยียด เขามีความหวังขนาดไหน อะไรพาให้เขาหวัง ต้องมีสิ่งที่หวัง แล้วก็มาดึงอันนี้ออกไปก็วิ่งไปตามเขา เวลาปลูกสร้างไปแล้ว คำนวณตามกิเลสมันหลอกว่า ห้องนี้ตึกนี้บ้านหลังนี้ เวลาทำเสร็จแล้วจะขายได้เท่านั้น ๆ แล้วห้องแถว โรงแรมอะไรก็ดี คืนหนึ่งเก็บเท่านั้น วันหนึ่งเก็บเท่านั้น ๆ นี่ความหลอกลวงของกิเลสทั้งนั้น ทางนี้ก็หวังตาม ทางนั้นก็ซัดขึ้นมาซี พอซัดขึ้นมาเงินในกระเป๋าไม่มี ไปลากเอาเงินธนาคารมา ดอกเบี้ยดอกบี้มันก็ตามมาเรื่อย ทีนี้ก็จมลงไป ความหวังยังมีอีกนะ ถึงเจ้าของจะจมก็ตามยังว่า อันนี้จะมีคนมาซื้อ จะมีคนมาเช่ามาอะไรเรื่อย หวังเรื่อยอยู่อย่างนั้น จมเพราะเหตุนี้เอง เข้าใจไหม

ไปซิไปที่ไหนเกลื่อนไปด้วยความหวัง แต่มันไม่สมหวังนั่นซิ คือกิเลสหลอกสัตวโลก เมื่อไม่สมหวังแล้วจะเอาความสุขมาจากไหน สมหวังปั๊บหลอกนี้ปั๊บให้ผิดหวังไปอีกแล้ว อย่างนั้นนะ ฉากหน้าฉากหลังมันมีอยู่พร้อม หลายสันพันคมไม่มีอะไรเกินกิเลสแหละ พิลึกพิลั่นจริง ๆ เวลาเรียนตามมันไปแล้วถึงได้รู้เรื่อง นำมาพูดนี้ถอดออกจากหัวใจมาพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง เวลามืดเวลาบอดกิเลสตบหูตบตาเท่าไรก็ยอมรับมัน เวลาเราฟิตไม่ถอย ๆ ความสว่างของธรรมก็ค่อยเริ่มเกิดขึ้นเรื่อย เริ่มเห็นโทษของกิเลส เมื่อเห็นโทษแล้วก็มีทางแก้ไขดัดแปลงต่อสู้กัน ทีนี้ก็มีทางแพ้ทางชนะ

ความแพ้ความชนะก็เห็นผลไปทางหนึ่ง ๆ ความแพ้เป็นบทเรียน ความชนะเป็นการเพิ่มพูนกำลังหนุนเข้าอีก ต่อไปมันก็อ่อนลง ๆ พอกิเลสอ่อนลงความทุกข์ก็อ่อนลง ธรรมมากขึ้น ๆ ความสุขมากขึ้น ภาษาของธรรมนี้ โลกฟังก็คือโลกกิเลส ซึ่งเป็นโลกที่เป็นภัยเป็นข้าศึกต่อธรรมตลอดมา จะไม่ยอมรับธรรมคือความจริงอย่างง่ายดาย ต้องต่อสู้ตลอด ผิดขนาดไหนมันก็บอกว่าถูกตลอดไป เป็นอย่างนั้น ถ้าเรื่องของธรรมกิเลสไม่ยอมรับกัน จึงว่ากิเลสกับธรรมเป็นข้าศึกกันในหัวใจดวงเดียวเรานี้ คือกิเลสก็อยู่ที่นี่ ธรรมก็อยู่ที่นี่ มองไม่เห็นแต่รู้ด้วยใจของเราทุกคน

ความสุขเกิดขึ้นก็รู้ ความทุกข์เกิดขึ้นภายในใจของเราก็รู้ ความโกรธความเคียดแค้น ความรื่นเริงบันเทิงเกิดขึ้น เหล่านี้เป็นเรื่องของกิเลส มันเกิดขึ้นอะไรรู้ ๆ การระงับดับมันลงได้แค่ไหนก็เป็นความสุขขึ้นมา นี้เป็นธรรมก็รู้ มีแต่รู้ ๆ ไม่เห็น คือกิเลสกับธรรมซึ่งอยู่ในใจดวงเดียวกัน จึงว่าลึกลับมาก ด้วยเหตุนี้เองที่พระพุทธเจ้าทรงท้อพระทัยในการสั่งสอนสัตวโลก ไม่ท้อได้ยังไง สิ่งที่พระองค์ทรงรู้ทรงเห็นไม่ทรงคาดคิดไว้เลย ทรงรู้ทรงเห็นก็คือเรื่องของกิเลสต่าง ๆ ที่เห็นปัจจุบัน ที่เลยจากนั้นไปแล้วมันก็ปิดไว้ ๆ ได้รับความทุกข์ความทรมานมากน้อยเพียงไรผ่านมาเท่าไร มันกลบไว้หมดไม่ให้เห็นร่องรอยที่มาแห่งความทุกข์ทั้งหลาย ได้รับความสุขมากน้อย มันปิดไว้ ๆ เปิดทางหลอกลวงไปเรื่อย ๆ ให้บืนให้ดิ้นไปเรื่อย ๆ สัตวโลกจึงอยู่เป็นสุขไม่ได้

นี่ละพระพุทธเจ้าก็เป็นมาอย่างนี้แหละ เช่นอย่างตกนรกใครจะเกินพระพุทธเจ้า สาวกทั้งหลายเคยตกนรกหมกไหม้มาด้วยกันทั้งนั้น เรา ๆ ท่าน ๆ เคยมาด้วยกันทั้งนั้น แล้วมันกลบรอยไว้ ใครไปรู้ที่ไหนว่าเราเคยตกนรกหมกไหม้ที่ไหนไม่เคยรู้ พระพุทธเจ้าก็ไม่เคยรู้ นู่นเวลาที่ว่าผิดคาดผิดหมาย คือทรงบำเพ็ญพระบารมีเข้าแก่กล้าสามารถ กิเลสมันปิดบังหุ้มห่อไว้หมด เหมือนไฟฟ้าหรือดวงไฟของเรามันสว่างจ้า แก้วครอบปิดมันดำหมด ปิดปึ๊บเข้าไปนี้มองไม่เห็นเลย มีแต่ดวงไฟอยู่ข้างใน ใจรู้อยู่อย่างนั้นแต่ไม่สามารถที่จะทะลุออกจากแก้วครอบให้ไปรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ เป็นอย่างนั้น จิตก็รู้อยู่ในวงของกิเลสครอบงำนี้ ไม่รู้ได้

พอเปิดอันนี้ออกผึงมาเท่านั้น นี่ที่ว่าตรัสรู้นะ พังแก้วครอบดำ ๆ ของกิเลสทั้งหมดนี้ออกจากพระทัยคือใจนี้ผางลงเท่านั้น จ้าขึ้นมาเลย พอจ้าขึ้นมานี้ผิดคาดผิดหมายกับสิ่งที่เคยคาดเคยหมายเคยรู้เคยเห็นมาแต่ก่อน อันนี้เป็นความจริงล้วน ๆ หาที่ค้านไม่ได้ จ้าขึ้นมาแล้วทำไมจะไม่เห็นโทษของพระองค์ว่าตกนรกมากี่กัปกี่กัลป์ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ทรงระลึกชาติหนหลังได้ ระลึกไปที่ไหนก็มีแต่เรื่องกองทุกข์เต็มพระองค์นั่นเองพูดง่าย ๆ เกิดแล้วตกนรกหมกไหม้ ขึ้นสวรรค์ชั้นพรหม ขึ้นตลอดลงตลอดเหมือนเราขึ้นบันไดลงบันไดแล้วลงเหวลงบ่อลงนรกอเวจี ขึ้นลงอยู่อย่างนี้ตลอด สัตวโลกเป็นอย่างนี้ตลอดมา พี่น้องทั้งหลายจำนะ นี้คือความจริงของธรรม พระพุทธเจ้าจ้าขึ้นมาแล้วเห็นหมด แต่ก่อนไม่เห็น

เพราะฉะนั้นคนเราถึงไม่ได้กลัวบาป บาปมีขนาดไหนมันก็ไม่กลัว กิเลสไม่ให้กลัว ให้กลัวแต่ความอยากความทะเยอทะยาน ความดีดความดิ้น จะเป็นสุขเป็นทุกข์ไม่คำนึงขอให้เป็นไปตามความอยาก ได้สมความอยากความหวังนั้นพอ ๆ นี้เรื่องของกิเลส มันไม่คำนึงคำนวณถึงเหตุถึงผลเหมือนอรรถธรรมนะ อรรถธรรมนี้พิจารณาส่องทะลุไปหมด พระพุทธเจ้าเคยตกมาเหมือนกัน เราเห็นว่าพระพุทธเจ้าที่มาตรัสรู้แต่ละพระองค์ท่านไม่เคยตกนรกเหรอ ตกเหมือนเรานี้ไม่ผิดกันเลย ต่อเมื่อได้ทรงบำเพ็ญพระบารมีแก่กล้าเข้ามา ๆ เรื่องนรกก็ห่างไป ๆ ละที่นี่ เรื่องสวรรค์ชั้นพรหมที่ไหนขึ้นเรื่อยลงเรื่อย ๆ เรื่องนรกห่างกันไป ๆ ต่อไปก็ขึ้นเรื่อย ๆ พอเต็มเหนี่ยวแล้วก็ผางตรัสรู้ เห็นหมดเลยที่นี่

ไม่ว่านรกหลุมไหน ๆ ตั้งแต่พื้นของสมมุติได้แก่นรกหลุมใหญ่โตที่สุดนั้น พื้นเพของสมมุติที่ให้ทุกข์มากที่สุด ได้แก่นรกหลุมนี้ ทรงรู้ทะลุไปหมด นี่เรียกว่าปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ทรงระลึกชาติย้อนหลังได้ไปถึงโน้น พิจารณามา ๆ โหย เรานี้มันนักตกหมกไหม้ นักหาบหามกองทุกข์เหมือนสัตว์ทั้งหลาย แต่เวลานี้เราได้พ้นขึ้นมาแล้วจึงมองดูสัตว์ทั้งหลาย มันเหมือนกองฟืนกองไฟกองเพลิงเต็มไปหมด พระองค์ผ่านมาแล้ว แต่ก่อนไม่รู้ว่าเป็นกองเพลิงกองไฟเผาไหม้ตลอดเวลาในวัฏจักรอันนี้ พอผ่านขึ้นมาเรียกว่าตรัสรู้ พ้นแล้วจากแดนสมมุติ ขึ้นแดนวิมุตติแล้วเห็นหมดเลย

ทีนี้เมื่อเห็นหมดแล้วอย่างนี้ก็ต้องท้อพระทัยซิ โถ เป็นขนาดนี้ เราก็เคยเป็นมาอย่างนี้ แล้วสัตวโลกทั้งหลายกำลังเป็นอยู่อย่างนี้ และไม่มีต้นมีปลายเสียด้วยนะสัตวโลก ผู้มีก็มีแต่จำนวนน้อยมาก ผู้มีก็ได้แก่ผู้มีอุปนิสัยปัจจัยที่สร้างคุณงามความดีมานี้ ถึงจะไปตกนรกก็ตาม นิสัยปัจจัยแห่งความดีนั้นจะอยู่ในนั้น เวลานั้นยังแสดงฤทธิ์ไม่ได้กำลังไม่พอ ก็ต้องยอมรับกรรมประเภทชั่วที่ตัวทำมาไว้เสียก่อน พอพ้นจากนั้นแล้วก็สร้างหนาขึ้น ๆ แน่นขึ้น พอถึงที่สุดจุดหมายปลายทางแล้วก็ตรัสรู้ผึงขึ้น ทีนี้มองเห็นหมดเลยที่นี่ จ้า นี่ละที่ว่าผิดคาดผิดหมาย ใครคาดไม่ได้คาดธรรมคาดความรู้อันนี้ เมื่อกิเลสเปิดออกแล้วคาดไม่ได้นะ

ไม่เห็นเราดูอะไรนี้ก็พอคาดพอเดาได้ ถูกบ้างผิดบ้าง มันก็ไม่เข็ดไม่หลาบก็คาดกันไป โลกเป็นอย่างนั้น แต่เรื่องของธรรมนี้คาดผิดผิดจริง ๆ รู้จริง ๆ เข็ดหลาบจริง ๆ ดังพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วทรงท้อพระทัยในการที่จะสั่งสอนสัตวโลก โถ จะสอนกันไปได้ยังไงเมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว มีแต่ฟืนแต่ไฟเต็มโลกธาตุนี้ทำไง ท้อพระทัยที่จะสั่งสอนสัตวโลก ทรงทำความขวนขวายน้อย จะไม่สั่งสอนใครเลย แล้วก็ทรงเล็งญาณดูด้วย พิจารณา ๆ โลกอันนี้มันจะมืดดำกำตาไปหมดทั้งโลกนี้เหรอ จะไม่มีอะไรเป็นวี่แววพอเป็นสารประโยชน์แก่กันและกันในโลกนี้บ้างเหรอ ทรงพิจารณา อ๋อ มี

คำว่ามีคือว่า เราเทียบเหมือนภูเขาลูกหนึ่งเต็มไปด้วยหินผาป่าไม้ หาสาระไม่ได้ในสายตาของเรา ครั้นเวลาค้นคว้าเข้าไปจริง ๆ อย่างนักค้นแร่แปรธาตุ เขาค้นไปค้นมาเขาก็รู้ว่า ภูเขาลูกนี้มีแร่ธาตุอย่างนั้น ๆ นี่เวลาค้นเข้าไปจริง ๆ มันไม่ได้มีแต่สิ่งที่ไร้สาระ สิ่งที่เป็นสาระก็มี ไม่มีมากก็มี จากนั้นเขาก็ขุดค้นเอาแร่ธาตุต่าง ๆ มาทำประโยชน์ดังที่เราทำอยู่ทุกวันนี้แหละ อันนี้พระพุทธเจ้าค้นแร่แปรธาตุ คือค้นนิสัยปัจจัยของสัตว์ทั้งหลายที่อยู่ในโลกมืดอันนี้พูดง่าย ๆ อ๋อ มี ไม่มากก็มี นั่นละที่ทรงสั่งสอนสัตวโลกตลอดมา

ถึงขนาดท้าวมหาพรหมลงมาอาราธนาว่า พฺรหฺมา จ โลกาธิปตี สหมฺปติ นี้คือคำของท้าวมหาพรหมมาอาราธนาพระพุทธเจ้า ซึ่งเห็นเวลานั้นพระองค์ทรงทำความขวนขวายน้อยไม่อยากจะสั่งสอนสัตวโลก ท้าวมหาพรหมจึงมาอาราธนาว่า สัตว์ทั้งหลายที่มีอยู่ในโลกนี้ ผู้ที่มีธุลีเบาบางยังมีอยู่ ไม่ใช่จะมืดบอดไปเสียหมดทั้งโลกอันนี้ ผู้ที่มีธุลีเบาบางที่จะคอยหลุดพ้นจากทุกข์ คอยทยอยตนออกจากทุกข์ยังมีอยู่ เพราะการอบรมสั่งสอนจากความเมตตาของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นจึงขออาราธนา ขอให้เมตตาสั่งสอนสัตวโลก นี่ละเวลาเราไปเทศน์ที่ไหนจึงว่า พฺรหฺมา จ โลกาฯ คือเป็นเรื่องของท้าวมหาพรหมอาราธนาพระพุทธเจ้ามาก่อน จากนั้นก็ติดมาทุกวันนี้ พอไปที่ไหน พฺรหฺมา จ โลกาฯ ตัวหัวมันเองมันฟังหรือไม่ฟังก็ไม่รู้มีแต่ พฺรหฺมา จ โลกาฯ

ท้าวมหาพรหมสนใจจริง ๆ นะ สนใจพระพุทธเจ้า กราบพระพุทธเจ้า เคารพพระพุทธเจ้าสุดยอดเลย อาราธนาก็ด้วยความขอวิงวอนสุดยอดหัวใจ อยากให้พระพุทธเจ้าโปรดเมตตาสัตว์ แต่พวกเรานี้ พฺรหฺมา จ โลกาฯ มันไปวิ่งอยู่ตามไอ้หนุ่มอีสาวที่ไหนก็ไม่รู้ กินเหล้าเมาสุราไปหมด ทางนี้ พฺรหฺมา จ โลกา ฯ จนน้ำลายเปียกแฉะมันก็ไม่สนใจ มีแต่ พฺรหฺมา จ โลกาฯ สะแตกเหล้าไม่หยุด เข้าใจไหม พวก พฺรหฺมา จ โลกาฯ เรามันเป็นอย่างนี้ ต่างกันนะ นี่เราย่นเอามาอย่างนี้ นี่ละพระพุทธเจ้าจึงได้ทรงสั่งสอนสัตวโลก ก็ค้นแร่แปรธาตุดู ว่าโลกอันนี้ไม่ใช่มืดมิดปิดตาจนกระทั่งหาสาระไม่ได้เลย มีอยู่ไม่มากก็น้อย เอาที่มีนั้นแหละ จึงต้องแนะนำสั่งสอนสัตวโลก

ประเภทของสัตว์ที่มีก็ดังที่เราได้ทราบกันแล้ว มี ๔ ประเภท อุคฆฏิตัญญู ได้แก่ผู้ที่มีอุปนิสัยแก่กล้าสามารถแล้ว รอที่จะหลุดพ้นจากทุกข์เท่านั้น ถ้าเป็นวัวก็อยู่ปากคอกแล้วคอยที่จะออก พอเจ้าของมาเปิดประตูปั๊บนี้ผึงออกเลยทันที เจ้าของในธรรมนี้หมายถึงศาสดาองค์เอก หมายถึงธรรม มาสั่งสอน พอสั่งสอน ยกตัวอย่างเช่น เบญจวัคคีย์ทั้งห้า นี้เป็นพวกอุคฆฏิตัญญู คณะท่านเหล่านี้เป็นอุคฆฏิตัญญู พระพุทธเจ้าแสดงธรรมผางขึ้นทีเดียวเปิดประตูแล้ว ทางนี้ออกผึง ๆ เบญจวัคคีย์ทั้งห้า ชฎิลตั้ง ๑,๐๐๓ ต่อจากนั้นก็ยสกุลบุตรพร้อมบริวาร ๕๐ คน เหล่านี้ตรัสรู้ตามกันไป ๆ ออกประตูเดียวกันเลย พอพระพุทธเจ้าเปิดประตูได้แก่ธรรมะเท่านั้น บรรลุธรรมผึงผัง ๆ

นี่ผู้มีอุปนิสัยปัจจัยอยู่ในถังมูตรถังคูถนี้ถังขยะนี้ เข้าใจไหม ถังขยะนี้เป็นประเภทเยี่ยม ถังขยะนี้เป็นประเภทที่จะหลุดพ้นจากขยะไปโดยด่วน แล้วรองลงไปก็ วิปจิตัญญู อันนี้ก็รองกันลงมา พอทางนี้ผ่านไปแล้ว ทางนั้นหนุนหลังมา ออกอีก ๆ นี่เป็นประเภทที่สอง นี่เรียกว่าถังขยะ อยู่ในโลกสามแดนโลกธาตุนี้ เมื่อกิเลสยังมีอยู่ภายในใจของสัตวโลกแล้วต้องเรียกว่าถังขยะด้วยกัน แต่ถังขยะนี้มีหลายประเภท ประเภทที่หนึ่ง เช่นอย่างเบญจวัคคีย์ทั้งห้า ประเภทที่สองก็หนุนหลังกันมา ประเภทที่สามเนยยะ แปลว่าควรนำไปได้ แนะนำสั่งสอนฉุดลากไปได้ หลายครั้งหลายหนค่อยเป็นค่อยไปได้ ประเภทที่สามนี้เป็นประเภทที่ ถ้าเป็นนักมวยต้องฝึกหัดเต็มที่นะพวกเรา ถ้าไม่ฝึกหัดเต็มที่แล้ว ปทปรมะมันจะลากลงเหวลงบ่อลงนรกอเวจีหมด เพราะปทปรมะกับเนยยะมันต่อสู้กันอยู่ ทีนี้พอดิ้นดีดได้มันก็จะก้าวไปหาพวกวิปจิตัญญู ถ้าอ่อนลงมาก็มาหาเนยยะ อ่อนจากเนยยะแล้วมันก็ลากลงปทปรมะ

ประเภทที่สามเนยยะ พอแนะนำสั่งสอนกันได้ แล้วอุตส่าห์พยายามตะเกียกตะกาย หลายครั้งหลายหนก็เป็นไปได้ ๆ ประเภทนี้เป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ ๒ อย่างนะ ถ้าอ่อนกิเลสก็เอาลงไปกองปทปรมะทันที ประเภทที่สี่เรียกว่าประเภทหมดหวัง ถ้าเป็นคนไข้พอเข้าไปหาหมอไม่ได้อยู่กับหมอนะ เข้าไปหาห้องไอซียูเลย ไม่สนใจกับหมอกับหยูกกับยาอะไร ประหนึ่งว่าหมอก็หมดความหมาย ยาก็หมดความหมายเพราะคนหมดความหมายแล้ว คนไข้หมดความหมาย อะไรมามันก็ไม่รับ นี่ประเภทปทปรมะ ไม่ยอมฟังเสียงบุญเสียงบาป มีแต่จะคอยลมหายใจอย่างโรคคนไข้ประเภทไอซียู ไม่สนใจกับอะไร คอยแต่ลมหายใจขาดก็ไปเลย อันนี้ก็คอยแต่ลมหายใจขาดดิ้นก็ผึงเลย ลงนรกอเวจี ไม่มีจุดหมายปลายทาง กี่กัปกี่กัลป์ถึงจะได้ฟื้นตัวขึ้นมา ขึ้นมาแล้วคาถาของไอซียูนี้กล่อมอีก คือไม่รู้บุญรู้บาปอีก ลงอีก กล่อมอีกลงอีกอยู่อย่างนั้น กี่กัปกี่กัลป์ไม่มีต้นมีปลายคือพวกปทปรมะ

พวกเราต้องการประเภทไหน ประเภทปทปรมะหรือประเภทที่ว่าสู้กันบ้าง มันไม่อยากทำบุญเราทำนี่เรียกว่าสู้กับกิเลส กิเลสตัวเหนียวแน่นตัวแหลมคมที่สุด ธรรมะต้องดึงเข้ามา เงินบาทหนึ่งเราต้องการจะเอาไปทำบุญให้ทาน ไม่เอามากเอาเพียงสลึงเดียว กิเลสมันคว้าหมด เอาไปหาอะไร ข้าจะเอาไปกินเหล้าดีกว่า ข้าไปหาเมียได้อีกสักสองสามคนเงินบาทนี้น่ะ มันก็เอาไปเงียบเสีย ทีนี้เรื่องที่จะไปทำบุญเลยอ้าปาก มันไม่มีอะไรติดปากเลยเข้าใจไหม กิเลสเอาไปหมดบาทหนึ่ง ถ้าเป็นผู้ชายได้เมียหลายคนนะ ถ้าเป็นผู้หญิงได้ผัวหลายคน เงินถึงขนาดหนึ่งบาทแล้วไปที่ไหนเที่ยวได้สบาย ตลาดตเลไปได้ ไปวัดไปวาไม่เห็นได้เที่ยวที่ไหน เพราะฉะนั้นจึงไม่ให้ มันก็กวาดเรียบวุธทั้งบาท นี่มันต่อสู้กันระหว่างเนยยะกับปทปรมะ มันซัดกันอยู่นี้

มึงจะเอาไปอะไรนักหนา นี่เรื่องธรรมต่อสู้นะ มึงจะเอาไปอะไรนักหนาเงินหนึ่งบาท เป็นร้อย ๆ พัน ๆ กูก็เคยมีมาแล้วไม่เห็นมีความสุขจากมึง กูเอาไปทำบุญเพื่อจะไปสวรรค์นิพพานมีความสุขความเจริญ ทำไมไม่ให้กูวะ กูจะเอา ลากออกมาได้สักหนึ่งสลึงก็เอา นั่นสู้กัน คราวนี้เอาสลึงหนึ่งเสียก่อน คราวที่สองฟาด ๕๐ สตางค์ คราวที่สาม ๓ สลึง คราวที่สี่ฟาดมันหมดบาทเลย สุดท้ายนิสัยการทำบุญให้ทาน อำนาจแห่งบุญแห่งกุศลจะหนุนเข้ามา เหมือนคนตระหนี่ถี่เหนียว อำนาจของความตระหนี่ถี่เหนียวมันจะบืนเข้ามาเรื่อย เหนียวแน่นจนกระทั่งวันตาย ไม่มีวันความตระหนี่ถี่เหนียวจะลดหย่อนลง เมื่อไม่มีอะไรไปขัดไปแย้งกันไม่ได้

ทางทำบุญให้ทานแย่งเอามา หลายครั้งหลายหนได้มากเข้า ทีนี้เมื่อไม่ได้ทำบุญให้ทานมันว้าเหว่นะในหัวใจ คนเคยทำบุญให้ทาน อำนาจแห่งบุญแห่งกุศลหนุนเข้ามา ๆ จิตใจอยากทำบุญให้ทานวันหนึ่งคืนหนึ่ง เราอยู่ไปอะไร มืดแจ้งสว่างมันก็มีมาตั้งกัปตั้งกัลป์ ไม่เห็นมีต้นมีปลายกับความมืดความแจ้งความสว่าง แต่เรานี้เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด มันมีอยู่นี้นะ เกิดต่ำก็ได้ เกิดสูงก็ได้ ถ้าเราทำความดีเราเกิดสูงก็ได้ ถ้าเราทำความชั่วเราเกิดต่ำก็ได้ มันมีทางที่จะไป เราจะไปทางไหนตัดสินตัวเอง เราเป็นผู้รับผิดชอบตัวของเราเอง พ่อแม่รับผิดชอบมาตั้งแต่เกิดมาทีแรก เลี้ยงดูมา พอโตแล้วเรารับผิดชอบ จิตใจจริง ๆ แล้วเรารับผิดชอบเราทุกคน นี่เราจะไปทางไหน ดิ้นดีดเสาะแสวงหาคุณงามความดี เอา ไม่อยากทำ-ทำ นี่เรียกว่าต่อสู้กิเลส หลายครั้งหลายหน ทีนี้ไม่ได้ทำอยู่ไม่ได้นะ วันหนึ่งๆ ไม่ได้ทำบุญให้ทานไม่สบาย มันว้าเหว่ มันอะไรชอบกล มันต้องให้ ให้แล้วมีความอบอุ่น ๆ

นี่ละอำนาจแห่งบุญแห่งกุศลหนุนเข้ามา อยากให้เราทำบุญให้ทานวันหนึ่งๆ ทีนี้หนาแน่นเข้ามาจิตใจเลยใฝ่ฝันอยู่กับอรรถกับธรรมทั้งนั้น ๆ ตายแล้วไม่ต้องบอก นิมนต์พระมากุสลาหาอะไร กุสลาคือบุญกุศลกุสลาเราเรียบร้อยแล้วไปเลยๆ นี่ละประเภทของบุคคลสามสี่จำพวก พี่น้องทั้งหลายจำเอาไว้ ที่ว่าถังขยะมี ๔ ประเภท ถังขยะที่พร้อมแล้วที่จะหลุดพ้นจากถังขยะนี้ไปสู่นิพพาน อันดับที่สองวิปจิตัญญู ก็ตามหลังกันไป จะไปสู่นิพพานเหมือนกัน อันที่สามเนยยะ คำว่าเนยยะนี้ ทั้งลากทั้งดึงสู้กับกิเลส กิเลสกับธรรมฟัดกัน บางทีเราหงายบางทีเขาหงาย ส่วนมากมีแต่เราหงาย บางทีหงายหมาก็มี หงายไม่มีท่าเขาเรียกหงายหมา ถ้ามีท่าเขาเรียกว่าหงายแมว ตบมันได้บ้าง

พวกใต้ถุนศาลาลูกศิษย์หลวงตาบัวมีแต่พวกหงายหมาทั้งนั้น ร้องแหง็ก ๆ สู้มันไม่ได้ กิเลสมันฟัดเอาหงายหมา ลากไปลากมาทีนี้ก็สู้มันได้ สู้ได้ๆ ไปได้ จะไปได้ด้วยการอุตส่าห์พยายาม ให้เชื่อพระพุทธเจ้านะ กิเลสนี้หลอกโลกมานานแสนนานตั้งกัปตั้งกัลป์ พาให้โลกจมอยู่ตั้งกัปตั้งกัลป์ไม่มีวันอิ่มพอ ส่วนธรรมนี้พอ เมื่อได้สร้างคุณงามความดีมาแล้วอิ่มโลก เบื่อหน่ายโลก นึกกระหยิ่มยิ้มย่องต่ออรรถต่อธรรม หมุนตัวไปทางธรรมพุ่งผึงถึงนิพพานเลย พากันจำให้ดี อรรถธรรมพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนั้น

นี่ก็ได้พยายามสอนโลกมาเต็มเม็ดเต็มหน่วย ถ้าพูดถึงเรื่องปัจจุบันนี้ ตั้งแต่เรียนหนังสือเราก็สอนงูๆ ปลาๆ ไปอย่างนั้นแหละ เพราะเราเรียนมาจำได้ยังไงก็เอาคัมภีร์มาสอน ถ้าเขามาโจมตีว่าทำไมท่านสอนอย่างนั้น ก็คัมภีร์ว่าอย่างนี้ ทางออกเข้าใจไหม จะให้ว่าไปไหนน่ะ หาทางออกแอบไปทางคัมภีร์ นี่เป็นประเภทหนึ่งการสอนโลก สอนตามคัมภีร์กับสอนถอดออกจากหัวใจผิดกันมาก สอนตามคัมภีร์ก็ว่าไปตามคัมภีร์ เจ้าของเองก็ไม่แน่ใจ เวลาถูกโจมตีทำไมท่านสอนอย่างนั้น ก็คัมภีร์ว่าอย่างนั้น นี่หาทางออกเสีย ทีนี้สอนทางด้านจิตใจ ปฏิบัติเข้าไปมันรู้จริงๆ ว่าไง พระพุทธเจ้าสอนโลกเคยหลอกโลกที่ตรงไหน สวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบแล้ว สอนตรงไหนแม่นยำๆ ให้ปฏิบัติตามนั้นจะรู้สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงรู้ทรงเห็นและนำมาสอนโลกนั่นแล

เวลาเราปฏิบัติไปมันก็รู้มันก็เห็นไปเรื่อยๆ เข้าไป จากนั้นมามันก็จ้าอยู่ในหัวใจ สอนใครจะไปหาคัมภีร์ไหน สอนโลกพระพุทธเจ้าเอาคัมภีร์นี้นะสอน สาวกทั้งหลายเอาคัมภีร์นี้ไม่ได้เอาคัมภีร์พระไตรปิฎกมาสอน อันนี้เกิดทีหลังต่างหาก ในสังคายนาครั้งที่ ๓ หรือครั้งที่ ๔ ถ้าเราจำไม่ผิดว่าเป็นครั้งที่ ๓ ไปถอดเอาจากพระทัยของพระพุทธเจ้า จากพระสงฆ์สาวกทั้งหลายที่ท่านมีความเชี่ยวชาญทรงไว้ซึ่งมรรคซึ่งผลในคราวนั้น มาเป็นตัวหนังสือเป็นพระไตรปิฎก ไตรแปลว่า ๓ ปิฎกแปลว่าภาชนะ พระไตรปิฎกภาชนะรับ ๓ คือ พระวินัย พระสูตร พระปรมัตถ์ นี้ออกมาทีหลังต่างหาก ไม่ได้ออกมาพร้อมกันกับพระพุทธเจ้าเหมือนตรัสรู้นะ ตรัสรู้นี่ออกพร้อมกันเลย อันนี้ออกทีหลังต่างหาก

เพราะฉะนั้นเวลาเรียนไป ๆ ท่านบอกว่าบาปมีบุญมีนรกมีสวรรค์มี เรื่องเรียนมันก็เรียนแต่เรื่องความเชื่อมันไม่ได้เชื่อนะ มันสงสัยไปเรื่อยคืบคลานไป เรียนถึงนิพพาน เอ๊ นิพพานมีหรือไม่มีน่ะ มันเรียนไปถึงนิพพาน มันยังมีเวทีกิเลสไปตีถึงนิพพาน มีหรือไม่มีนะนิพพาน นั่นเห็นไหม พอมันจ้าขึ้นในหัวใจ นิพพานที่ไหนไม่ต้องไปถามให้เสียเวล่ำเวลา บาปบุญนรกสวรรค์ที่ไหน ใครเป็นคนสร้าง มันรู้ต้นเหตุผู้สร้างคือหัวใจ ใจได้รับเหตุรับผลอะไรมันก็รู้ที่หัวใจๆ จ้าไปหมดแล้วถามใคร นี่ละพระพุทธเจ้าสอนโลกจึงไม่มีสงสัย พระสาวกทั้งหลายสอนโลกไม่มีสงสัย ถอดออกจากหัวใจที่รู้เห็นแล้วทุกอย่าง ๆ สอนโลกจะผิดไปไหน นี้เราพูดจริงๆ แม้ตัวเท่าหนูเวลานี้เราสอนโลก เราไม่ได้สอนด้วยความสงสัยนะ ธรรมทุกขั้นเราไม่มีสงสัยเลยผางๆ เลยใครเชื่อไม่เชื่อก็ตาม ความจริงเป็นอย่างนี้ให้เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ เราต้องสอนอย่างนั้นตลอดมา

ภูมิหัวใจนี้มีหลายขั้น เรียนก็เรียนอย่างที่ว่านั่นแหละ เรียนจนเป็นมหาแบกมหาไปหาพ่อแม่ครูจารย์มั่น ไปท่านก็ขนาบเอาเสีย โถ ภูมิมหาคัมภีร์นี้ตกฮวบเลยเทียวนะ พอตกฮวบลงไปมีแต่ภูมิความจริง เชื่อละที่นี่ว่ามรรคผลนิพพานมี ก็ซัดใหญ่เท่านั้นซี ด้วยเหตุนี้เองเมื่อเอาใหญ่มันก็ได้มันก็รู้ล่ะซิ จากนั้นมา ๆ จนกระทั่งพูดแล้วสาธุเลยที่นี่นะ พอถึงขั้นเต็มที่แล้ว แม้พระพุทธเจ้าประทับอยู่ข้างหน้าก็ไม่ทูลถาม นั่นเห็นไหมล่ะ ถามท่านหาอะไรของอันเดียวกัน รู้อย่างเดียวกัน เห็นอย่างเดียวกันถามท่านหาอะไร สนฺทิฏฺฐิโก ผู้ปฏิบัตินั้นแลจะเป็นผู้รู้เองเห็นเองด้วยตัวเอง เพราะท่านสอนไว้แล้ว ถ้ายังไปทูลถามพระพุทธเจ้าอยู่คำว่า สนฺทิฏฺฐิโก ที่พระองค์ประทานไว้แล้วจะมีความหมายอะไรล่ะ นี่พอมันจ้าขึ้นมาแล้วไม่ต้องทูลถาม ถามหาอะไรเท่านั้นพอ การแนะนำสั่งสอนไปถามใคร บรรดาพระสาวกทั้งหลายตรัสรู้จากพระพุทธเจ้าแล้วไม่ต้องไปทูลถามพระพุทธเจ้า ในการแนะนำสั่งสอนสัตวโลก สอนได้เองทีเดียวบรรดาสาวก เป็นอย่างนั้นนะ ธรรมอยู่ในหัวใจแล้ว ธรรมกับใจเป็นอันเดียวกันแล้วเปิดจ้าตลอดเวลา ไปถามหาธรรมที่ไหน

นี่ละธรรมพระพุทธเจ้าสดๆ ร้อนๆ เดี๋ยวนี้ บาปสดๆ ร้อนๆ บุญสดๆ ร้อนๆ ตลอดมาและจะตลอดไป แต่กิเลสมันกลบมันลบมันล้าง ว่าบาปไม่มี มรรคผลนิพพานไม่มี สมัยนั้นเวลานั้นมรรคผลนิพพานจะหมดๆ ไปจะไม่มีเหลือ ถ้าหากว่ามีผู้สวนหมัดก็ กิเลสมันเอาโคตรแซ่มาจากไหนมันถึงมาตำหนิมรรคผลนิพพานว่าไม่มี ตัวมันมีมากี่กัปกี่กัลป์ไม่เห็นพูด มีมาแต่โคตรแต่แซ่มันกิเลสนี้ เมื่อไรมันจะสิ้นซากไปสักที ทำไมจึงว่าแต่มรรคผลนิพพานจะสิ้นซาก ตัวกิเลสเมื่อไรมันจะสิ้น ซัดกันตรงนี้ กิเลสก็หงายหมาไปเหมือนกันเข้าใจไหม เพราะ อกาลิโก เหมือนกัน กิเลสเป็น อกาลิโก มีตลอดเวลา สมมุติว่าเราอยู่นี้ คว้าไปทางนี้เป็นกิเลส กิเลสกับธรรมอยู่ในใจ คว้าทางนี้เป็นธรรม คว้าทางธรรมก็เป็นธรรมไปเรื่อย คว้าทางกิเลสเป็นกิเลสไปเรื่อยวันยังค่ำ อยู่ในหัวใจเราทุกคน

อย่าให้กิเลสมาหลอกนะ กาลนั้นสมัยนี้มรรคผลนิพพานจะสิ้นจะหมด เวลานี้มันก็หมด พระพุทธเจ้าประทับอยู่มันก็หมดถ้าไม่ได้สนใจกับธรรม สนใจแต่กิเลสก็พังลงไปเหมือนเทวทัตจมลงในนรก ต่อพระพักตร์พระพุทธเจ้าเห็นไหมล่ะ นั่นละถ้าคว้าทางชั่วเป็นอย่างนั้น เอาละวันนี้พูดเพียงเท่านี้

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก