ไม่ได้วัดรอยพระพุทธเจ้า
วันที่ 10 พฤศจิกายน 2544
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๔

ไม่ได้วัดรอยพระพุทธเจ้า

ตั้งแต่เราไปมอบทองคำมาแล้วได้ใหม่เป็น ๙๓ กิโล ๓๒ บาท ๙๘ สตางค์ นับว่าได้เร็วขึ้นกว่าปรกติ ตามธรรมดาจะช้ากว่านั้น ดอลลาร์ก็ค่อนข้างเร็ว เวลานี้คงไม่ต่ำกว่า ๖ หมื่น ทางนี้ ๓ หมื่น ทางโน้นก็ดูว่า ๓ หมื่น

เงินบัญชีออมทรัพย์เราหนุนมาจากทุกทิศทุกทาง พี่น้องชาวไทยทั้งประเทศโอนเข้าทางออมทรัพย์ทั้งนั้น ได้มากได้น้อยพี่น้องทั้งหลายอย่าไปคิดนะ นี่ละกิเลสมันกินเล็กกินน้อยอยู่งั้นละ มันหาเรื่องหาราวตลอดนะให้พี่น้องทั้งหลายทราบ นี้ดูหมดแล้วจึงได้มาสอน สอนพี่น้องทั้งหลายบอกแล้วว่าไม่ได้สงสัยอะไรเลย เรื่องบาปเรื่องบุญเรื่องกิเลสมันละเอียดขนาดไหน แทรกกับอรรถกับธรรมแบ่งสันปันส่วนกินธรรม แล้วก็กลืนเอาหมด พอได้มันกลืนหมดกลืนเอา ไม่ได้มากเอาน้อยจนได้ เรื่องกิเลสนี้แหม แหลมคมมาก ไม่งั้นมันปกครองโลกไม่ได้ถ้าไม่แหลมคม มีธรรมเท่านั้น ชี้นิ้วเลย ที่จะปราบกิเลสได้ไม่มีอย่างอื่น สามแดนโลกธาตุนี้เป็นเรื่องของกิเลสทั้งหมด อำนาจของกิเลสครอบไว้หมด มีธรรมเท่านั้นแทรกเข้าไปตรงไหน เอาออกมาได้ ๆ ถ้าธรรมมี ถ้าไม่มีกิเลสกลืนหมด

พูดอย่างนี้แล้วเราก็ยังไม่ลืม อย่างนี้ละอะไรถ้ามันได้ถึงใจแล้วไม่ลืมนะ มันเป็นอย่างนั้นนะจิตของเราไม่เหมือนใคร คือมันจริงจังทุกอย่าง ถ้าอะไรได้ถึงใจแล้วมันเป็นสัจธรรม ไม่ใช่ความจำ ความจำเหลว ๆ ไหล ๆ แต่เป็นสัจธรรมแล้วฝังปึ๊บแล้วเท่านั้น กระทั่งวันตายก็ไม่ลืม อย่างไปเที่ยวกรรมฐานตอนออกไปจากหนองผือ คราวนั้นมีพระติดตามดูเหมือน ๓ องค์ มีเณรองค์หนึ่ง เป็น ๔ กับเรา ดูเหมือน ๕ กับเรากับเณรหรือไงลืมแล้ว ไม่ ๔ ก็ ๕ อยู่ตรงนี้ละ แต่เราจำได้ผู้หญิงคนนั้นแกมาพูด แกก็พูดตามประสาของแก มันถึงใจเรากึ๊กทันทีเลย

วันนั้นแกใส่บาตร รวมกันก็มีประมาณ ๔ องค์หรือ ๕ องค์นี้แหละ เพราะพระรุมกับเราไปนี่ ออกจากหนองผือ เราผลักเอาไว้ ๆ ให้ไปด้วยเพียงเท่านี้ นอกนั้นก็เต็มวัดอยู่นั้น เราออกเที่ยว ทีนี้ก็ไปบ้านนี้ จำได้กระทั่งบ้านไม่ลืม วันนั้นแกมาใส่บาตร แล้วพระตั้ง ๔ องค์ ๕ องค์แกมีกล้วยตีบลูกเดียว นี่มันฝังใจเรานะ แทนที่กล้วยตีบลูกเดียวจะเป็นของเล็กน้อยไม่ได้เล็กน้อยนะ อำนาจของแก แกก็พูดออกมาด้วยนะใส่บาตร มีกล้วยตีบลูกเดียว แย่งเด็กมา ไม่งั้นมันจะเอาไปกินหมด แย่งได้ลูกเดียวก็เอา เลยมาใส่บาตร ได้ลูกเดียวเฉพาะเราเป็นหัวหน้านั่นละ ถึงใจเราปึ๊งเลย โห แย่งมาได้ลูกหนึ่งก็ยังดี ไม่งั้นเด็กเอาไปกินหมด เลยฝังลึกนะ

พอมาถึงที่พักแล้ว ก็มีเท่านั้นวันนั้น กับอะไรไม่มี มีแต่ข้าวกับกล้วยตีบลูกเดียว ก็ยื่นให้เณร เณรเอาเสีย วันนี้เอาเต็มที่นะ เราจะเดินทางไกลนะวันนี้ เอาเต็มที่นะเณร มีกล้วยตีบลูกเดียว เณรก็ยิ้ม ๆ เราไม่เอา เราให้เณรเลย พระทั้งหลายกับเราก็เป็นอันเดียวกันหมด ก็มีเณรเดียวได้พิเศษ ได้กล้วยตีบลูกหนึ่ง แกแย่งมาจากเด็กว่างั้นนะ ไม่งั้นมันจะเอาไปกินหมด ไปแย่งมาจากมันได้ลูกเดียวก็เอาแกว่า เพราะฉะนั้นแกถึงใส่บาตรลูกเดียวให้เรา ทีนี้เลยฝังใจเรา เป็นเรื่องใหญ่โตมาก นี่ละเรื่องอำนาจของธรรมของแกเข้าไปเอามาจนได้ ได้ลูกเดียวก็เอา เราเลยฝังใจลึกไม่ลืม เพราะฉะนั้นเวลามาสัมผัสนี้ จึงได้พูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง เราเจอเองมันถึงไม่ลืมล่ะซิ

เวลาเอามาแล้วยังพูดหยอกเณรด้วย เณรเอาเต็มที่นะวันนี้ ยื่นกล้วยให้ วันนี้เราจะเดินทางไกล เอาเต็มที่นะ กล้วยตีบลูกเดียวบอกให้เณรเอาเต็มที่ เณรก็ยิ้ม ๆ นิดหนึ่ง เราไม่ลืมนะ แกแย่งจากเด็กมา มันกินกันอยู่แล้วไปแย่งเอาได้ลูกหนึ่ง กูจะไปใส่บาตรวันนี้ แกว่า มันฝังใจเราลึกซี กล้วยตีบลูกนี้ไม่ใช่เล็กน้อย ออกมาจากธรรมของแกไปแย่งเอามา เรื่องราวเป็นอย่างนั้นนะ ได้เท่านี้ก็ใหญ่โตมากแล้ว นอกนั้นเลยโมฆะไปหมดเลย ลูกนี้เป็นลูกที่ฝังใจเราแล้วก็เข้าหัวใจแก แกเอามาจนได้ลูกหนึ่ง เราไม่ลืม

เรื่องการเที่ยวธุดงคกรรมฐานของพระกรรมฐานที่ท่านมุ่งอรรถมุ่งธรรมจริง ๆ ฟังเอาก็แล้วกัน ส่วนมากจะฉันแต่ข้าวเปล่า ๆ นี้เคยเสียพอยิ่งกว่าเคย จึงได้มาสอนพี่น้องทั้งหลาย จึงว่าเดนตายมา บอกแล้ว เต็ม ๙ ปีนี้ไม่มีเวลาเลย เรียนหนังสือก็ธรรมดาเหมือนทั่ว ๆ ไปไม่เห็นแปลกประหลาดอะไร ไม่มีอะไรฝังใจ เรียนหนังสือมาไม่มีอะไรฝังใจ เวลาฝังใจนี้ก็คือออกปฏิบัติแล้ว ทีนี้ขึ้นเวทีแล้ว ได้รับโอวาทจากพ่อแม่ครูจารย์มาอย่างถึงใจแล้ว นั้นละที่นี่ตั้งแต่บัดนั้นเลย หนักมากจริง ๆ ความเป็นความตายเอาไว้ข้างหลัง ๆ จิตมันมุ่งมั่นต่อ พูดตรง ๆ มุ่งมั่นต่อพระอรหันต์ เพราะฟังเทศน์ของพ่อแม่ครูจารย์มั่นนี้อย่างถึงใจ

มาก็เหมือนท่านเอาเรดาร์จับเลย เพราะเรามุ่งมั่นอย่างเต็มที่ มีสงสัยเรื่องมรรคผลนิพพานอยู่เท่านั้น เห็นไหมเรียนมาจนเป็นมหา แบกมหาไปอวดท่าน ล้มละลายเลย ไปท่านก็ใส่เปรี้ยงเลย เหอ ท่านมาหาอะไร ไม่ลืมนะ ท่านมาหาอรรถหาธรรมเหรอ จากนั้นท่านก็ชี้ ต้นไม้ภูเขาไม่ใช่กิเลส ไม่ใช่ธรรม ดินฟ้าอากาศไม่ใช่กิเลส ไม่ใช่ธรรม ไล่ไป ๆ จนกระทั่งครอบโลกธาตุ รวมแล้วไม่ใช่กิเลสไม่ใช่ธรรม ธรรมแท้กิเลสแท้อยู่ที่หัวใจ ลงตรงนี้เลย กิเลสอยู่ที่หัวใจ ธรรมแท้อยู่ที่หัวใจ เอาลงที่ตรงนี้นะอย่าถอย พูดนี้ปึ๋ง ๆ เลย พูดด้วยอำนาจของความเมตตา พลังของธรรมออกเปรี้ยง ๆ เอาให้เต็มที่นะ อย่าไปสงสัยเรื่องกิเลสเรื่องธรรมว่าจะอยู่ที่ไหน ๆ ไม่มี บอกอย่างนี้เลย มีที่หัวใจ หัวใจเป็นที่รับเป็นภาชนะของกิเลส เป็นภาชนะของธรรม แก้กิเลสแก้ที่หัวใจ ธรรมะจะเกิดขึ้นที่หัวใจ เอาให้ดีนะอย่าถอย

เราก็ถึงใจ ๆ ฟังอย่างถึงใจ เสร็จแล้วท่านก็มาสรุปอันหนึ่งให้เป็นข้อคิดอีกเหมือนกัน จากนั้นมาแล้วท่านก็ว่า นี่ท่านมหาก็นับว่าเรียนมาพอสมควรจนได้เป็นมหา อย่าได้ว่าผมประมาทธรรมะของพระพุทธเจ้านะ เวลานี้ที่ท่านเรียนธรรม ๆ มายังไม่เกิดประโยชน์อะไร ท่านอย่าไปสนใจกับหลักวิชาที่ท่านเรียนมามากน้อย ให้ท่านสนใจในจิตตภาวนามากกว่าสิ่งอื่นใด อย่าไปสนใจกับการเรียนมากเรียนน้อย จะเป็นสัญญาอารมณ์มาเตะมาถีบมายันกันจะก้าวลำบาก ให้ปัดออกหมดที่เรียนมามากน้อย อย่าเอาเข้ามายุ่งมากวน ให้มีแต่จิตตภาวนาอย่างเดียวเท่านั้น ให้เร่งลงจุดนี้นะ เราไม่ลืม

จากนั้นก็ปล่อยจริง ๆ เราก็ปล่อยมาแล้วตั้งแต่เราออกปฏิบัติ ไม่มีหนังสือติดตัวเลย เพราะฉะนั้นจึงว่าเราค้นพระไตรปิฎกค้นจริง ๆ ค้นเพื่อปฏิบัติ ไม่ได้ค้นเพื่อความรู้วิชาโอ้อวดโลกสงสาร เราเรียนจริง ๆ ค้นหาหลักหาเกณฑ์ที่จะนำออกปฏิบัติ เพราะเวลาออกปฏิบัตินี้เราจะไม่มีหนังสือติดตัว เราจะบรรจุเข้าในใจนี้ให้หมด เพราะฉะนั้นจึงค้นพระไตรปิฎกเต็มเหนี่ยว ๆ เลย เฉพาะพระวินัยนี้เอาเต็มที่ทีเดียว ทีนี้เวลาติดตัวมาก็มีหนังสือปาฏิโมกข์พกเล่มเดียว เหมือนกับปฏิทินพกนั่นละ อันนี้เป็นหลักพระวินัยของพระต้องติดตัวไป มีเล่มเดียวเท่านั้น

พอท่านพูดอย่างนั้นแล้ว ท่านอย่ายุ่งกับวิชาความรู้มากน้อยเพียงไรที่ท่านเรียนมานะ ให้ท่านหมุนลงที่จิตตภาวนาอย่างเดียว เอาตรงนั้น กิเลสอยู่ที่นั่น ธรรมอยู่ที่นั่น บอกชัด ๆ เลย ท่านอย่าไปคิดหาเรื่องอื่นว่าจะมีกิเลสมีธรรมอยู่ที่ไหน ไม่มี มีอยู่ที่ตรงนี้ โอ๋ย มันก็ถึงใจ ๆ นั่นละที่นี่นะ พอออกจากท่านมาแล้วเหมือนหัวใจมันพองมันจะระเบิด มันถึงใจ ทีนี้ก็มาถามเจ้าของ เอาทีนี้ได้ฟังอย่างถึงใจทุกอย่างแล้ว สมความมุ่งหมายที่มาหาพ่อแม่ครูอาจารย์แล้ว หาที่สงสัยไม่ได้แล้วว่ามรรคผลนิพพานเป็นยังไง มันก็ปึ๋งอยู่ในหัวใจแล้ว ทีนี้เราจะจริงไหม ถามตัวเอง ทางนี้ก็ตอบผึงขึ้นเลยทีเดียว ต้องจริง ไม่จริงตายเท่านั้น ฟังซิว่าถ้าไม่จริงตายเท่านั้น อย่างอื่นไม่มี

ตั้งแต่บัดนั้นละที่นี่ ความทุกข์ความทรมานบีบบี้สีไฟ ไม่สนใจกับมันเลย ทุกข์ยากลำบากขนาดไหนมีแต่มุ่งแดนอรหันต์ อำนาจแห่งความมุ่งมั่นสำคัญมากนะ พลังของใจนี้ถ้าลงได้ไปทางไหนขาดสะบั้น ๆ เรื่องความทุกข์ความทรมานอะไรไม่เข้ามายุ่งได้เลย มีแต่เข็มทิศมุ่งเพื่ออรหัตบุคคล จะให้พ้นทุกข์ในชาตินี้ ถึงใจเต็มเหนี่ยวแล้วมันก็พุ่ง ๆ เพราะฉะนั้นความทุกข์ความทรมานในการปฏิบัติตัวเอง เรื่องทุกข์นี้ยอมรับว่าทุกข์ พูดให้ใครฟังไม่อยากมีใครเชื่อนะ แต่เราก็ทำเอง ใครเชื่อไม่เชื่อก็จะไปหาพยานมาจากไหน ก็เราเป็นตัวพยานอยู่แล้ว มันก็ลงจุดนี้เท่านั้น

นี่ละธรรมะที่นำมาสอนพี่น้องทั้งหลาย เอาถึงขั้นถึงเป็นถึงตายทีเดียว นี่หมายถึงว่าเหตุนะ ที่เราบำเพ็ญมาถึงขั้นเป็นขั้นตาย เอาเลยมอบเลย จะเอาเป็นพระอรหันต์ให้ได้ในชาตินี้ มันก็มุ่งแต่อรหันต์ ๆ อย่างเดียว อะไรก็ตามมีแต่อรหันต์ดึงขึ้นเรื่อย กำลังของอรหันต์นี้หนักมาก อะไรล้มเหลวไปหมด ความทุกข์ความลำบากลำบนไม่ได้มีมาขวางได้เลย ทีนี้ความเพียรมันก็เด็ดล่ะซี เด็ด ๆ ตลอด ๆ กิเลสจะสู้ได้หรือ เมื่อธรรมเด็ดกิเลสต้องอ่อน ฟัดกันไปฟัดกันมาดังที่เคยเล่าให้ฟัง ความเพียรความพยายามไม่ถอย สุดท้ายก็ก้าวได้ ๆ ก้าวได้เพราะความอุตส่าห์พยายาม ความบึกความบึน ความสละเป็นสละตาย ก้าวได้อย่างสมเหตุสมผล

หนักขนาดไหนเรื่องความเพียร ผลที่เกิดขึ้นมาก็เป็นที่พอใจ ๆ ดังที่เคยเล่าให้พี่น้องทั้งหลายฟัง เวลานั่งตลอดรุ่งร่างกายนี้สั่นไปหมดเลย เหมือนมันจะแตกทีเดียว ร่างกายของเราเท่ากับฟืนหรือขอนซุงขอนหนึ่ง ทุกขเวทนาที่มันโหมตัวมาเผาร่างกายของเราเหมือนกับไฟ เผาร่างกายทั้งร่างเหมือนกับว่าตัวสั่นไปหมด มันทุกข์มาก สติกับปัญญาก็หมุนกันเลยไม่มีถอย เอา มันจะเป็นยังไง สุดท้ายก็ เอ้า อะไรจะตายก่อนตายหลังในร่างกายนี้ ให้เห็นกันในวันนี้ คำว่ากลัวตายไม่มี อยากจะรู้ว่าอะไรจะตายก่อนตายหลัง เอ้า ดูกันวันนี้

แต่เรื่องสติปัญญานี้ต้องหมุนเป็นธรรมจักรนะ เราจะไปทนทุกขเวทนาเฉย ๆ ไม่เกิดประโยชน์ ต้องทนด้วยการสู้การรบด้วยสติปัญญาหมุนติ้ว ทุกข์มากเท่าไรยิ่งแยกธาตุแยกขันธ์แยกออกเป็นสัดเป็นส่วน พิจารณาแยกออก ทุกข์มากเท่าไรยิ่งหมุนไม่ถอย สักเดี๋ยวมันก็ลงได้ผาง จ้าขึ้นมาเลย เหอ ขึ้นเลยทันที อุทาน จากนั้นก็ผึงเงียบเลย หายหมดไม่มีอะไรเหลือ ทุกขเวทนาที่มันเป็นไฟเผาร่างกาย ประหนึ่งว่าร่างกายจะแตกในขณะนั้น ดับลงไปพร้อมกันหมดเลย เหลือแต่ธรรมชาติอันหนึ่งพูดไม่ได้ พูดได้แต่ว่าอัศจรรย์คำเดียว นอกนั้นพูดไม่ได้ ผึงขึ้นมานี้อันนั้นดับหมดนะ ทุกขเวทนาทั้งหลายที่มันโหมตัวมาเผาเราทั้งคน เทียบกับไฟเผาขอนซุงทั้งท่อน ดับพร้อมกันหมดเลย

จากนั้นกายก็เงียบไปด้วยกัน ทุกข์ก็ดับ กายก็หายเงียบเลย ยังเหลืออันเดียวเท่านั้นที่อยู่ในท่ามกลาง แต่คำว่าท่ามกลาง ไม่ได้หมายร่างกายนะ คือเราพูดร่างกายเราก็ว่าท่ามกลางเฉย ๆ ธรรมชาตินั้นไม่ได้มีสูงมีต่ำนะ ไม่ได้มีกำหนดกฎหมายเลยว่า อยู่สูงอยู่ต่ำอยู่ที่ไหน ไม่มี เหลือแต่เป็นธรรมชาติที่ว่าสักแต่ว่า สักแต่ว่ารู้หรืออัศจรรย์ มีเท่านั้น นี่แหละอัศจรรย์แท้เป็นอย่างนี้ ไม่มีคำว่าสูงว่าต่ำทิศใต้ทิศเหนือ ไม่มี ขาดหมดสมมุติเหล่านี้ สัญญาอารมณ์ขาดหมด เหลือแต่ธรรมชาติอันเดียวเท่านั้นเอง นั่น เรียกว่าอัศจรรย์ พอได้แดนอัศจรรย์ขึ้นมาแล้วก็พอใจเต็มที่ โห เป็นอย่างนี้ ธรรมของจริงเป็นอย่างนี้ ได้เห็นแล้ว จากนั้นมันก็ซัดใหญ่เลย คือคืนนี้เป็นคืนสักขีพยาน มันจะเป็นจะตายมันก็เห็นแล้วเรื่องความอัศจรรย์ อย่างไรมันก็ไม่ถอย มันยิ่งหนัก ทุกข์เท่าไรมันยิ่งหนัก นั่นฟังซิ จะให้มันถอยไม่มีถอย เอ้า ทุกข์เท่าไร สติปัญญานี้หมุนจี๋ ๆ เอ้า อะไรจะตายก่อนตายหลังจะดูมัน ความเกิดอยู่กับเราความตายอยู่กับเรา เราเป็นคนดูเราจะไม่รู้เหรอ พระพุทธเจ้าดู ทำไมท่านรู้ เราดูทำไมไม่รู้ ธรรมอันเดียวกัน นั่น ซัดกันลงไป หมุนจี๋ ได้อีก

คืนไหนก็ตามถ้าลงได้นั่งตลอดรุ่งแล้วไม่มีพลาดเลย ต้องได้อัศจรรย์ทุกคืน เป็นแต่เพียงว่าช้ากับเร็วต่างกัน ถ้าวันไหนร่างกายของเรานี้มันลำบากลำบนมาก พิจารณามันลงช้าอย่างนี้ วันนั้นบอบช้ำร่างกายมาก เวลาลุกขึ้นต้องได้จับขาดึงออกวาง จับขานี้ดึงออกวาง มันตายหมดแล้วจากนี้ จับนี้ไม่รู้ ทางนี้ดีอยู่หมด ตั้งแต่นี้ขึ้นไปนี้ดีหมด พวกแขนอะไร(กระดุกกระดิก)ได้ อันนี้(ขา)กระดุกกระดิกไม่ได้เลย ตาย ทีแรกเราไม่รู้ มันตายหมดแล้ว นี่คืนแรกนะเราไม่รู้ มันตายหมดแล้ว พอได้เวลา คำว่าได้เวลาต้องเป็นวันใหม่ชัดเจนแล้ว สว่างเรียบร้อยแล้วเป็นวันใหม่ถึงจะลุกจากที่ได้ ถ้ายังไม่ถึงนั้นลุกไม่ได้ บังคับขนาดนั้นนะ ส่วนมันจะสายกว่านั้น ไม่มีปัญหาอะไรเพราะมันเลยเวลาไปแล้ว ส่วนที่อยู่ในเวลาให้ต่ำกว่าเวลาไม่ได้เลย นี่ละเด็ดขนาดนั้นนะ แพ้เจ้าของไม่ได้ ถ้าลงได้แพ้เจ้าของ มันนอนไม่หลับมันหากเป็นของมันนะ พูดยากนะ วันไหนได้แพ้ความเพียรนี้ ขยับใหญ่เลย เคียดแค้นเต็มกำลัง เอาจนกระทั่งได้ชนะมัน ทีนี้เรียกว่า แก้ตก

ถ้าวันไหนแก้ไม่ตก วันนั้นจะเป็นทุกข์แสนสาหัสในหัวใจของเรา คือแพ้กิเลส วันนี้จะเอาให้ชนะกิเลสประเภทนี้ ชนะมันไม่ได้ แต่ไม่ค่อยเห็นมีแพ้นะ พอจับได้เท่านั้นแหละว่าแพ้มันบ้าง เท่านั้นก็เสียใจมากแล้ว โอ๋ นอนเป็นทุกข์แสนสาหัส ทั้ง ๆ ที่ไม่มีอะไรเป็นทุกข์ หัวใจเป็นทุกข์ คือหัวใจแพ้กิเลส มันต้องฟิตกันอย่างเต็มเหนี่ยว คราวหลังก็เอ้า เอานะที่นี่ เอาอีกจนกระทั่งชนะ เอาละ ขั้นนี้ก็เอา

นี่เราพูดถึงเรื่องการนั่งภาวนา เราอย่าไปเอาเวล่ำเวลามากำหนดไม่ได้ ต้องเอาร่างกายกับจิตใจที่พิจารณา ถ้าวันไหนพิจารณาคล่องตัว วันนั้นจิตลงได้เร็ว ร่างกายก็ไม่บอบช้ำ พอลงแล้วได้จังหวะแล้ว จะถอนขึ้นมา มันก็ถอนขึ้นมาเอง พิจารณาอีก ลงอีก ๆ ถ้าอย่างนั้นแล้วไม่ลำบากร่างกาย พอได้เวลาแล้วลุกไปเลย เวลาเท่ากันก็ตาม สำคัญอยู่ที่ความบอบช้ำของร่างกาย ถ้าวันไหนพิจารณาลำบากยากเย็นที่สุดแล้ว วันนั้นเวลาจะลุกต้องจับขาดึง เพราะได้บทเรียนแล้ว ที่เราลุกครั้งแรกล้มตูมเลย คืนแรกนะ ล้มลุกไม่ขึ้น อ้าว ทำไมเป็นอย่างนี้ ก็มันไม่รู้ มันตายหมดแล้ว จับขาไหนแขนไหนก็อยู่เฉย ๆ อ้าว ทำไมเป็นยังงี้ จับนี้รู้ว่าอันนี้เย็น มือรู้ อันนี้(ขา)ไม่รู้ นี่คืนแรก

พอคืนที่สอง ถ้าวันไหนมันบอบช้ำอย่างนั้นแล้วรู้แล้ว วันนี้ลุกจะต้องจับขาดึงออกวางไว้เสียก่อน ทิ้งไว้อย่างนั้นแหละ จนกว่ามันกระดุกกระดิกได้ คู้เข้าได้ เหยียดออกได้ เมื่อเป็นอย่างนั้นก็ลุกได้ไปได้ ถ้ากำหนดดู กระดิกนี้เฉย คู้เข้าเฉย เหยียดออกก็เฉย อย่าลุก ลุกล้มตูมเลย เป็นอย่างนั้นนะ นี่พูดถึงเรื่องความทุกข์ ความทรมานให้พี่น้องทั้งหลายฟัง แล้วผลที่ได้จากความทุกข์ทรมานขนาดนี้ ก็ยังบอกว่าได้ความอัศจรรย์ นั่นเห็นไหม ถ้าไม่อย่างนั้นก็ไม่ได้ จึงว่าเหตุหนักขนาดไหน ผลก็แสดงให้เห็นอย่างนั้น นี่ประจักษ์กับตัวเองนะ ได้ทุกคืน ในระยะที่นั่งตลอดรุ่งตั้ง ๙ คืน ๑๐ คืนมั้ง แต่ไม่ซ้ำกัน คือไม่ติดกัน เว้นสองคืนบ้างสามคืนบ้าง วันไหนถ้าลงได้นั่งแล้วต้องได้ทุกคืน ถ้าสมมุติว่าวันนั้นไม่ได้ ดีไม่ดีจะเอาให้ตาย มันของเล่นเมื่อไร หือไม่ได้หรือวันนี้ ไม่ได้ ดีไม่ดีมันจะเข้านั่งอีก เอาอีกโน่นน่ะ มันเป็นอย่างนั้นนะจิต มันเหมือนอะไร มันพูดไม่ถูก

จิตหลวงตานี้มันเหมือนบ้าจริง ๆ มันผาดโผนเอามาก ถึงเวลามันเอาจริง จริงมากจริง ๆ คอขาด ขาดไปเลย ให้ถอยไม่มีแหละ อย่างที่ว่าเจ้าของแพ้เจ้าของ วันไหนมีความรู้สึกว่าได้แพ้แล้ว วันนั้นจะหาความสุขไม่ได้เลย พยายามแก้หมัดกัน เรียกว่าแก้ลำกันให้ได้ ถ้าไม่ได้ก็เรียกว่าตายเสียดีกว่า อย่าให้เหลืออยู่ในโลกนี้เลย เลวมาก นั่นมันเอาตรงนั้นนะ ความเลวมากจะเอามาติดตัวเราได้ยังไง ต้องชนะซิ เมื่อเป็นยังงั้น มันก็คึกคัก นี่ละถึงว่า เหตุกับผลไปด้วยกัน เหตุเราหนักขนาดไหนดังที่ว่านี่ ผลก็ได้อัศจรรย์ ๆ ติดกันมา ๆ เรื่อยไปเลย

ในระยะ ๙ ปี โอ๋ย ทุกข์มากแสนสาหัส ซัดกันถึงขนาด ๙ ปี จากนั้นมาแล้วเราก็ไม่ได้ทรมานอย่างนั้นอีกนะ ไม่มี เช่นอย่างอดอาหารอย่างนี้ พอลงเวทีมาแล้วก็หยุด ไม่อดอีกนะ จากนั้นมาเรื่อยจนกระทั่งทุกวันนี้ แต่ก่อน โอ๋ย เอาจริงเอาจัง จึงเรียกว่ามันทุกข์มาก ทีนี้ผลก็ได้มาเป็นลำดับลำดา เรียกว่าคุ้มค่ากันกับความเพียรของเราที่บึกบึนเต็มเหนี่ยว ๆ มานั้น ผลได้เป็นที่พอใจ ๆ หนุนกันมาเสมอกันเลย เหตุกับผลไม่มีเอียงกัน เหตุหนักผลก็หนักๆ มาเรื่อย ๆ อย่างงั้น เพราะฉะนั้นมันถึงได้หนักเรื่อยล่ะซิ จากนั้นมาแล้วก็เรียกว่าลงเวที ๙ ปีมาแล้วลงเวที จังหันไม่เคยอดนะ นอกจากไม่สบายธาตุขันธ์แล้วเป็นธรรมดา วันนี้ไม่ฉันแล้ว ไม่บิณฑบาตด้วยไม่ฉันด้วย ธาตุขันธ์ไม่สบายไม่ฉันเฉยๆ แต่ไม่ได้อดเพื่อฆ่ากิเลสเพื่อสู้กิเลสนะ อดธรรมดาอย่างงั้นก็มีบ่อย

การฝึกเจ้าของนี่จนกระทั่งเต็มขีดแล้ว เวลามันแสดงขึ้นมาผลเป็นที่พอใจอย่างสุดยอดก็แสดงขึ้นมาประหนึ่งว่าฟ้าดินถล่ม ฟังซิพี่น้องทั้งหลาย ประหนึ่งว่าฟ้าดินถล่มเลย ถึงขนาดอุทาน เหอ ขึ้นเลยเทียวนะ มันเป็นอยู่ในใจนะไม่ได้วัดรอยพระพุทธเจ้า มันหากเป็นของมัน พลังของความเป็นอันนี้ที่มันอัศจรรย์เกินคาดเกินหมายผึงขึ้นมา ทางนี้ก็รับกันผึง เหอ ขึ้นเลยทันที พระพุทธเจ้าตรัสรู้อย่างนี้ละเหรอๆ ย้ำอยู่นั่นนะ พระธรรมแท้เป็นอย่างนี้เหรอ อย่างที่เห็นอยู่รู้อยู่นี่ ในปัจจุบันที่เกิดขึ้นเดี๋ยวนี้ พระพุทธเจ้าตรัสรู้อย่างนี้ละเหรอๆ อยู่นั่นน่ะ ใครจะไปคิดเรื่องวัดรอยพระพุทธเจ้า มันเป็นขึ้นในนี้มันเป็นขึ้นมาเอง พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ตรัสรู้อย่างนี้ละเหรอ คืออย่างที่เป็นนี้ แล้วจะสงสัยพระพุทธเจ้าที่ไหนล่ะที่นี่ แล้วธรรมแท้เป็นอย่างนี้เหรอ ก็ธรรมแท้เป็นอันเดียวกันกับพุทธะแท้ พระสงฆ์แท้เป็นอย่างนี้ละเหรอ ก็อันเดียวกันอีก แน่ะ

ทั้งสามประเภทนี้รวมเป็นมหาสมุทรมหาทะเลหลวงอันเดียวกันแล้ว หรือมหานิพพานหรือธรรมธาตุอันเดียวกันแล้ว จ้านี้จะสงสัยพระพุทธเจ้าที่ไหน เหมือนอย่างเรามองดูน้ำมหาสมุทร มองจ้าลงไปมหาสมุทรสงสัยมหาสมุทรที่ไหน ก็มันเต็มด้วยมหาสมุทรแล้วที่เราดูอยู่นี้ มันเหมือนกันหมดแล้ว อันนี้จ้าขึ้นมานี้หาพระพุทธเจ้าที่ไหน หานิพพานที่ไหนแล้วหาอะไรที่ไหน ธรรมธาตุหรือนิพพานก็คืออันนี้เอง พุทธะแท้คืออันนี้เอง แล้วจะหาพุทธะที่ไหนอีก มันก็หายสงสัยทันที สุดท้ายก็มาสรุปลง เหอ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยังไง คือเป็นธรรมธาตุ หรือเป็นนิพพานสดๆ ร้อนๆ อย่างที่เห็นอยู่ในหัวใจเวลานั้น อย่างนี้ละเหรอๆ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยังไง ๆ ก็มันเป็นแล้วนั่น ใครคิดใครคาดเอาไว้ เวลามันเจอเข้ามันก็เป็นอย่างนั้นจะให้ว่ายังไง

นี่ละพระพุทธเจ้าตรัสรู้จึงไม่ต้องไปถามใคร พระสาวกอรหันต์ไม่ว่าพระองค์ใดตรัสรู้ไม่ต้องไปถามใคร สอนโลกได้ทันทีสอนตนเต็มภูมิแล้ว พระพุทธเจ้าก็แบบเดียวกัน เมื่อมันเป็นอย่างนี้แล้วก็จะไปถามใครที่ไหนอีก อย่างสาวกท่านตรัสรู้แล้วท่านไม่ต้องไปทูลถามพระพุทธเจ้านะ สอนโลกได้เต็มภูมิตามอุปนิสัยของตัวเองเต็มภูมิจนกระทั่งวันนิพพาน อันนี้จิตใจนี้มันก็เหมือนกัน เมื่อเวลามันเป็นขึ้นมาแล้วก็จะไปถามท่านหาอะไร จะไปปรึกษาหารือท่านหาอะไรมาสอนโลกสอนสงสาร จะเอาธรรมมาสอนโลก สอนคนนั้นสอนยังไง สอนคนนี้สอนยังไง จะไปถามหาทำไมมันเต็มอยู่ในหัวใจนี้แล้ว พระพุทธเจ้าเป็นฉันใด มันก็เป็นฉันนั้นเหมือนกันตามภูมิของตัวเอง

พระพุทธเจ้าภูมิช้าง เราภูมิหนูเราก็เต็มภูมิของหนู แล้วหนูไปถามช้างทำไม ช้างมาถามหนูทำไม จะไปแบ่งสันปันส่วนอวัยวะของกันและกันได้ยังไง ก็มันเต็มสัดเต็มส่วนของใครของเราแล้ว นี้ความเต็มภูมิของอรรถของธรรมในหัวใจของพระพุทธเจ้าและสาวกก็เต็มภูมิเหมือนช้างกับแมว หรือช้างกับหนูมันก็เต็มภูมิหนู เต็มภูมิช้างแล้ว ถามกันหาอะไร ท่านก็สอนได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย นี่ละธรรมพระพุทธเจ้า ขอให้พี่น้องทั้งหลายจำเอานะ อย่าให้กิเลสมันหลอกหลอน ว่าบาปบุญนรกสวรรค์ไม่มีตายทิ้งเปล่าๆ นะ นี้คือความหลอกลวงของกิเลสล้านเปอร์เซ็นต์ เราอยากพูดเต็มปากของเราล้านเปอร์เซ็นต์

หลอกมาตั้งกัปตั้งกัลป์ พวกเรามันโง่ที่สุด ให้กิเลสหลอกว่าบาปบุญนรกสวรรค์ พรหมโลกนิพพาน เปรตผีไม่มีๆ ให้มันหลอก พวกนี้แหละพวกกองรับเหมาบาปนรก จะไปนิพพานไม่ได้ไปแหละ มีแต่กองรับเหมาพวกบาปพวกนรก นรกจกเปรตอะไรมันเหมามันจะลงนี้ๆ ให้จำเอานะ ถ้ากิเลสตัวใดมันแทรกขึ้นมาตีปากมันเลยนะ ปากมันเหมือนปากเรานี่แหละเข้าใจไหม ฟาดปากเรากิเลสก็หงายเอง เพราะเราพามันหงาย มันต้องอย่างงั้น เราพูดจริงๆ เราจวนตายแล้วจึงเร่งสอนพี่น้องทั้งหลาย ใครจะฟังให้ฟังนะ การสอนทั้งหมดเราไม่สงสัยอะไรเลยที่สอนนี้ บาปบุญนรกสวรรค์มันจ้าอยู่ตลอดเวลาถามพระพุทธเจ้าหาอะไร ก็ของอันเดียวกัน รู้อย่างเดียวกันถามกันหาอะไร เพียงเท่านั้นพอ

ใครจะปฏิบัติให้ปฏิบัตินะ เรานี้ล่มจมเพราะกิเลสเหยียบย่ำทำลายมานานแสนนาน ให้ตื่นเนื้อตื่นตัวนะ พอทำอะไรได้ให้ทำ ขึ้นชื่อว่าความดีแล้วอย่าถอยว่างั้นเลย มีบาทหนึ่ง ไม่ได้มากเอาให้ได้สลึงหนึ่ง ตั้งแต่ยายนั้นแกยังได้กล้วยลูกหนึ่งมาใส่บาตรเรา แย่งเอาจากเด็กมา เด็กเขากำลังกินกันยุ่งอยู่ แล้วไปฉวยกับเขามาใส่บาตรเรา แกยังแย่งมาได้ เราทำไมแย่งไม่ได้ ลูกเรามีกี่คน แย่งมาให้ได้นะ มันมีกี่ลูกกล้วยเรา เงินมีกี่บาท สูนั้นสลึงหนึ่ง นั่นสลึงหนึ่ง นี่กูจะเอาสลึงหนึ่งไปทำทาน จะเป็นอะไรไป เด็กเขาไม่ได้เถียงพ่อเถียงแม่แหละ ต้องอย่างนั้นซิรักษาคุณงามความดี ต้องฝืนไม่ฝืนไม่ได้นะ แล้วจะจมไปตลอด ความจมไปตลอด ได้รับความทุกข์ความทรมานตลอดนี้นานเท่าไร กับเราฝืนกันที่จะฆ่ากิเลสให้มันตายเพื่อสิ้นทุกข์ความทรมานของเรานี้ อันไหนมีน้ำหนักมีคุณค่าต่างกัน วัดกันเข้าไปซิ เข้าใจ เอาละวันนี้พูดเพียงเท่านั้นเหนื่อยแล้ว

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก