เพิ่มน้ำหนักให้คำพูด
วันที่ 13 พฤศจิกายน 2544
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๔

เพิ่มน้ำหนักให้คำพูด

สรุปทองคำและดอลลาร์วันที่ ๑๒ เมื่อวานนี้ ทองคำได้ ๒ บาท ๓ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๓๒ ดอลล์

คราวนี้เป็นคราวที่พี่น้องทั้งหลายจะได้เห็นความฟื้นฟูแห่งชาติไทยของเรา ด้วยสมบัติต่าง ๆ ซึ่งเป็นน้ำใจของพี่น้องชาวไทยเองบริจาคมาด้วยความรักชาติ ขอให้ต่างคนต่างตั้งอกตั้งใจ มีมากมีน้อยเอาเถอะ เราทำเพื่อชาติของเรา มีมากมีน้อยจะไหลเข้าไปสู่มหาสมุทรใหญ่คือคลังหลวงของเรา มาสมุดของประเทศไทยเราได้แก่คลังหลวง ลงที่นั่นแล้วตายใจ ๆ นอนหลับสนิท เงินอยู่ในกระเป๋าเราไม่ได้สนิทนะ อันนี้เป็นที่สนิทตายใจกันทั้งประเทศเลย หลวงตาพิจารณาเต็มกำลังแล้วจึงได้ประกาศให้พี่น้องทั้งหลายทราบ จิตใจของเราให้มีไว้ตายตัว ๆ แม้แต่ในบ้านอย่างนี้เงินที่เป็นหลักใหญ่นี้เขาไม่แตะนะ เขาจะเอาปลีกย่อยออก ซื้อนั้นซื้อนี้ต่าง ๆ เขาไม่ไปแตะสมบัติกองใหญ่ ครอบครัวเหย้าเรือนแต่ละครอบครัวที่เขามีหลักมีเกณฑ์ เขาไม่ไปแตะสมบัติส่วนใหญ่ของเขา เขาจะเอาส่วนย่อยออกซื้อนั้นซื้อนี้จับจ่ายนั้นนี้ หลักใหญ่ส่วนใหญ่ของเขาเขาไม่แตะนะ

อันนี้เราก็เหมือนกัน คือหลักใหญ่ของเราได้แก่คลังหลวง จึงต้องเสาะแสวงมากเวลานี้ เพราะหลวงตาเป็นผู้ไปดูเอง ไปดูในหัวใจของชาติเอง จึงประกาศด้วยความถึงใจทุกอย่าง ไม่ได้ประกาศเลื่อน ๆ ลอย ๆ เราถึงได้ประกาศให้พี่น้องทั้งหลายทราบตลอดมา ทองคำเป็นจุดมุ่งหมายอย่างยิ่งในชาติไทยของเรา ทุกสิ่งทุกอย่างทำการซื้อการขายที่ไหนประเทศใดเมืองใดนี้ มันก็ไม่ผิดที่เรากำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว ถามถูกตามจุด ๆ ไปเลย เช่นอย่างทองคำไปดูเสียหมดเรียบร้อยแล้ว ออกมาก็ไปคุยกันเฉพาะสองต่อสอง คนนี้เขาเป็นคนรักษาสมบัติคือทองคำโดยเฉพาะ เป็นผู้ใหญ่อยู่ในนั้น เขาเชิญเราเองเข้าไปดูก็ต้องมีความมุ่งหมาย

เราเห็นเจตนาของผู้รักษาสมบัติของคนทั้งชาติด้วยนะ เจ้าหน้าที่ผู้นี้เป็นผู้ใหญ่ เป็นผู้รักษา ความรับผิดชอบอยู่ในคนนี้ทั้งหมด แล้วเขาก็นิมนต์เราไปดู ถ้าเขาไม่มีความมุ่งหมายที่จะอาศัยซึ่งกันและกันเขาจะนิมนต์ไปอะไร เราก็ไม่ได้เคยคิดว่าเราจะได้ไปดูอันนี้นะ เราก็ไปมอบทองคำ ดอลลาร์ ธรรมดา เป็นครั้งแรกวันนั้น พอมอบเสร็จเรียบร้อยแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง เขาก็มานิมนต์เลย เราจึงได้เข้าไปดู ไปดูจริง ๆ ตามที่เขานิมนต์ พอเขานิมนต์เราก็ทราบทันทีเลย เราก็ตามเขาไปดูละเอียดลออทุกซอกทุกมุมของทองคำที่ไว้ เราไปดูหมดทุกสิ่งทุกอย่าง เขาพาไปดูหมด พอออกมาแล้วเราก็ไปคุยกันโดยเฉพาะ คนอื่นเขาไม่มาเกี่ยวข้อง มีแต่เราสองต่อสองไปคุยกันโดยเฉพาะ

เราถามว่าทองคำเหล่านี้ประเทศไหนมีเท่าไร ๆ เพราะประเทศเขตแดนแต่ละประเทศมันเกี่ยวโยงกันด้วยการซื้อการขายทุกสิ่งทุกอย่าง ประเทศใหญ่เท่าไรยิ่งมีความจำเป็นมาก เราจึงต้องถามตามจุด เขาก็บอกจริง ๆ ตามจุดไม่ผิดเลยนะ เมืองนั้นมีเท่านั้น ประเทศนั้นมีเท่านั้น ๆ รวมแล้วก็มาหาประเทศไทยเรา มีเท่าไรเราก็ถาม ได้ความชัดเจนทุกอย่างแล้วถึงได้ออกมา ฝังหัวใจตลอดเลย ด้วยเหตุนี้เองจึงได้มาประกาศให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบว่าหัวใจของเราเป็นยังไง ผู้ไปดูหัวใจของชาติไทยเราก็คือหลวงตาเอง พี่น้องทั้งหลายก็เชื่อว่าเราเชื่อตัวเองเราเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วว่าไม่มีอะไร เขาก็เชื่อ แล้วเราก็ไปดูด้วยความสนใจจริง ๆ เขาเชื่อเราเขาก็บอก เราได้ดูแล้วก็ฝังใจ แล้วก็ออกมาประกาศให้พี่น้องทั้งหลายทราบทั่วหน้ากันว่า หัวใจของชาวไทยเราเวลานี้รู้สึกว่าบกพร่องในทางทองคำ จึงต้องได้วิ่งเต้นขวนขวาย

ทองคำกับดอลลาร์มันไปตามกัน มีความจำเป็นเคียงข้างกันไป ดอลลาร์มีมากมีน้อยเท่าไรก็เป็นเครื่องประกันชาติไทยของเรา ทุกสิ่งทุกอย่างประกันไว้ ๆ ที่ทองคำไว้โน้น ๆ ก็เพื่อประกัน การซื้อการขายติดหนี้ติดสินเขา เขาก็ต้องเอาทองคำเป็นประกันเอาไว้ ประเทศไหน ๆ ฝากไว้ที่ไหน มีความจำเป็นยังไง ก็คือทองคำประกันไว้ นี้เมืองไทยของเรา ไว้ใช้ในเมืองไทยโดยเฉพาะมีเท่านี้ ก็เพื่อประกันเมืองไทยของเรา แต่รู้สึกว่าเมืองไทยของเรานี้ด้อยสมบัติที่ประกันชาติของตนเองอยู่มากพอสมควร ด้วยเหตุนี้เองหลวงตาจึงได้มารบกวนพี่น้องทั้งหลาย ให้ทราบว่าหัวใจของชาติไทยเราเวลานี้กำลังบกพร่องด้วยทองคำเป็นอันดับหนึ่ง ดอลลาร์เป็นอันดับที่สอง ส่วนเงินสดนั้นดังที่เคยพูดให้ฟังแล้ว จึงขอให้พากันตั้งอกตั้งใจทุกคนนะ

หลวงตาช่วยชาติคราวนี้ เรียกว่าช่วยเหมือนที่เราช่วยเราทีแรก เป็นแต่เพียงว่านี้เป็นแกงหม้อใหญ่ยกหนักมาก เชื่องช้า ไม่ได้ตามความมุ่งหมายดังที่เราช่วยเรา เราช่วยเราเป็นคนคนเดียว จะเป็นจะตายก็เราคนเดียวซัดกันเลย ดังที่เล่าให้พี่น้องทั้งหลายฟัง นั่นละเราช่วยตัวเองก็ช่วยแบบนั้น ทีนี้เวลามาช่วยชาติก็เหมือนกัน ชาติใหญ่เราก็ใส่เต็มกำลังของเราทุกด้าน ถึงคราวจะเป็นจะตายเราจะไปเลยเทียว ตายก่อนพี่น้องชาวไทยเรา ให้เราขยาดครั่นคร้ามต่อข้าศึกศัตรูที่จะมาทำลายสมบัติของชาติไทยเรานี้ทำลายไม่ได้ เมื่อสมบัติเหล่านี้ยังเกี่ยวโยงกับหลวงตาดังเวลานี้นะ เวลาขวนขวายสมบัตินี้เข้าสู่คลังหลวง ใครจะมายุ่งของเราไม่ได้เลย เรียกว่าคอขาดตรงนี้พูดง่าย ๆ เอาตรงนี้เลย

เพราะฉะนั้นเราถึงได้ประกาศให้พี่น้องทั้งหลายด้วยความถึงใจทุกอย่าง ๆ เราช่วยจริง ๆ ช่วยชาติ ถึงคราวตายเราต้องไปก่อนคนไทยทั้งชาติเลยเราไม่ถอย เราออกหน้าทัพเลย คอขาดก่อนเพื่อนเลยเทียว นี่ละเรียกว่าช่วยชาติบ้านเมืองเราช่วยอย่างนี้ เราไม่ได้ช่วยเล่น ๆ เพราะฉะนั้นจึงได้ประกาศให้พี่น้องทั้งหลายทราบด้วยความถึงใจ เพื่อชาติไทยของเราทั้งชาติ อยู่ในจุดเดียวนี้หมด ถ้าด้อย ๆ ตรงนี้ เงินทองข้าวของเราอยู่ในกระเป๋ามากน้อยเพียงไรไม่ได้สำคัญนะ ถ้าลงอันนี้จมแล้วไปด้วยกันหมดไม่มีอะไรเหลือเลย อันนี้ยังอยู่-ยังอยู่ได้นะ มีเงินสตางค์หนึ่งก็อยู่ได้ มีเท่าไรก็อยู่ได้ทั้งนั้น อันนี้พาอยู่ อันนี้พาไป อันนี้พาจม อันนี้พาฟื้นฟู จึงต้องเอาตรงนี้ให้ดี

เวลานี้เป็นเวลาที่เรานำชาติ เราจึงต้องได้ฝ่าฝืนอุปสรรคต่าง ๆ ที่มีมากน้อยประจำอยู่ตลอดไป เราต้องช่วยกันตลอดไป เราเป็นเจ้าของสมบัติต้องรักษาตลอดไป เข้มงวดกวดขันไปตลอดเช่นเดียวกัน เราจะอ่อนข้อไม่ได้ เราเป็นเจ้าของสมบัติ อย่าอ่อนแอต่อโจรผู้ร้ายที่จะเข้ามาปล้นชาติปล้นบ้านปล้นเมืองสมบัติของเรานี้ บอกว่าถ้าคอคนไทยยังไม่ขาดหมดแล้วอย่าเข้ามา ให้ว่าอย่างนั้นนะ เข้ามาก็ต้องคอขาด คอเขาไม่ขาดคอเราต้องขาด มหาโจรมาปล้นบ้าน ชาวบ้านจะหมอบให้เขาเหยียบคออยู่ได้เหรอ ต้องฟัดกันเต็มเหนี่ยว

อย่างหลวงตาบัวนี้พูดตรง ๆ ดังที่เคยพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง คำพูดเหล่านี้ไม่ได้เป็นคำหยาบนะ เป็นคำเด็ดเดี่ยวเฉียบขาด สมมุติว่าเราอาบน้ำอยู่ในห้องน้ำปะหำปะควยออกอาบอยู่นั่น พอว่าโจรมาปล้นบ้านแล้ว ไหนเท่านั้น โอ๋ย ไม่นุ่งผ้านะ โดดออกเลยซัดเลย คว้าอะไรไม่ทันมีแต่หมัดก็ซัดกันเลย หมัดเราไม่พอไปยืมหมัดหมามาใส่กับมัน ทีแรกก็หมัดกำปั้นมันเสียก่อน หมามันมีขามันก็มีกำปั้นหรือหมัดด้วยกัน ยืมหมัดหมามา หมัดหมาไม่พอฟาดเอาหมัดบนหลังมันมา หมัดมันเต็มหลัง นี่ละพวกโจรมันแตกตรงนี้ ตรงหมัดหมามาก ๆ ใส่หัวมันเข้าไปนี้ยิ่งกว่าต่อ แตกฮือเลย นั่นเห็นไหมความเด็ด

เราพูดอะไร ๆ นี้ท่านทั้งหลายอย่ามาคิดว่าเราพูดหยาบพูดโลนนะ เราไม่มีพูดจริง ๆ เรื่องธรรมต้องตรงแน่วเลย อะไรมีน้ำหนักมากอันนั้นจะออกมาทันที น้ำหนักเพื่อต่อสู้ เช่น หมัดเบาเพิ่มหมัดหนักเข้าไป นี่ละคำพูดให้พี่น้องทั้งหลายจำเอาไว้ เราไม่มีพูดจริง ๆ ที่จะพูดแบบโลก ๆ เขาพูด เราไม่มีในเจตนา ไม่มีเลย มีแต่น้ำหนักของธรรม เหตุผล อะไรเป็นหลักเกณฑ์ที่แน่นหนา อันนั้นจะออกมาก่อน อันไหนมีน้ำหนักมากอันนั้นจะออกมาก่อน ๆ น้ำหนักอันนี้มันเกี่ยวโยงไปกับอะไรก็ต้องเป็นไป เกี่ยวโยงไปกับหมากับหมัดอย่างนี้ ก็ไปเอาหมัดหมามา เพิ่มกำลังเข้าไป เพิ่มน้ำหนักเข้าไป

เพียงกำปั้นของเราหมัดของเราไม่พอ แล้วอะไรมีอยู่ที่ไหน หมัดหมามีอยู่ก็ไปยืมหมัดหมามา หมัดหมามีทั้งตีนของมันต่อยด้วย ขูดด้วย มีทั้งหมัดบนหลังมันก็ซัดกันเลย นี่โลกเขาว่าหยาบนะ เราไม่เคยมี เราไม่มีจริง ๆ จะพูดอะไรออกมานี้จะเป็นเรื่องธรรมล้วน ๆ คือน้ำหนักออกก่อนเลย เช่นอย่างยกโคตรนั้นมาโคตรนี้มา นั่นคือน้ำหนักใหญ่ของพวกเราคือโคตรของเราใช่ไหม เพราะฉะนั้นจึงยกมา โคตรเขาก็ตามโคตรเราก็ตาม ขอให้มีน้ำหนักเราเอามาทั้งนั้นแหละ ไม่ว่าโคตรเขาโคตรเรา เอาน้ำหนักมาเพื่อชัยชนะ ความหมายว่าอย่างนั้นนะ

พี่น้องทั้งหลายให้จำเอาไว้คำพูดของเรา จะไม่มีเรื่องโลกแบบสกปรกโสมมที่มาขยี้ขยำกันดมกันอยู่ตลอดเวลา ท่านพูดอย่างนั้นท่านพูดอย่างนี้ ท่านพูดหยาบโลน ท่านพูดดุด่า เอามาขยำกันดมกันแล้วจมูกของท่านทั้งหลายละเหม็น จมูกเราไม่เหม็นเราไม่ไปดม เราเอามาเป็นเครื่องประกอบอรรถธรรมที่จะก้าวเดินต่างหาก เราไม่ได้เอาเรื่องของโลกของกิเลสสกปรกมาพูด กิเลสสกปรกมันทำลายโลก ธรรมะที่โลกสมมุติว่าสกปรกนี้เป็นคุณต่อโลกนะ เป็นน้ำหนักเครื่องกำจัดความสกปรกทั้งหลายที่ป้องกันตัวมันว่ามันสะอาดที่สุด ก็คือกิเลส ตัวสะอาดที่สุดคือกิเลส ในสายตาของธรรมตัวสกปรกที่สุดคือกิเลส มันแก้กันตรงนี้นะ

เพราะฉะนั้นน้ำหนักคือน้ำที่สะอาด จึงชะล้างลงไปอย่างหนัก ๆ กิเลสมันหาเรื่องว่าสกปรก ตัวมันสกปรก น้ำที่สะอาดจะชะล้างลงไปมันไม่ยอมให้ชะล้าง มันคัดค้านต้านทานเอาไว้ จำเอาไว้นะ นี่ละธรรมดูหมดดูกิเลส ถ้าไม่อย่างนั้นแก้กันไม่ตกแก้กิเลส เพราะกิเลสมีแต่ตัวสกปรกทั้งหมดเลย ตัวสะอาดไม่มีเลย ธรรมสะอาดล้วน ๆ เพราะฉะนั้นมันจึงเข้ากันไม่ได้ แล้วก็เป็นข้าศึกกันตลอดมา ด้วยเหตุนี้เองเราจะชำระซักฟอกจิตใจของเราทางบุญทางกุศล การให้ทาน บำเพ็ญศีล ภาวนา กิเลสจึงกั้นกางหวงห้าม นี่เท่ากับว่าจะเอาน้ำที่สะอาดไปชะล้างมัน มันไม่ยอมให้ชะล้าง

ความตระหนี่ถี่เหนียวคือความสกปรก หนาแน่นมั่นคงไม่มีอะไรเกินนี้ ทำโลกให้ล่มจมเพราะความเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ก็คือตัวนี้เอง ตัวกิเลสนี่เอง ธรรมไม่มี ธรรมนี้เสียสละ มีมากมีน้อยเฉลี่ยเผื่อแผ่กันไป แม้แต่สัตว์ในวัดเราในบ้านของเรา เราก็เลี้ยงมันอยู่ตลอดเวลาใช่ไหมล่ะ นั่นละความเสียสละ สัตว์ก็รักเจ้าของ ดูซิในวัดเรานี้ ไปที่ไหนสัตว์มันกลัวคนเมื่อไร เรายิ่งสนุกดู โอ ความตายใจ แน่ะ ความตายใจ นอกจากไม่ทำลายเขาแล้วยังให้อาหารเขากิน ไปที่ไหนยั้วเยี้ย ๆ เขาไม่ได้กลัวเรา นี่ละอำนาจของธรรมลงไปตรงไหนสัตว์ตายใจ ๆ

ถ้าอำนาจของกิเลสมีแต่จะด้อมจะมองจะฆ่าจะฟันจะทำลาย สัตว์ทั้งหลายแตกฮือ ๆ ยักษ์ไปไหนสัตว์แตกฮือ ๆ เลย ถ้าธรรมไปที่ไหนสัตว์ห้อมล้อมเย็น ดูเอาในวัดนี้ก็รู้ เราเดินไปแต่ละวัน ๆ เช่น เข้าไปในครัวไปหาดูสัตว์นี่แหละ เรารักสัตว์มากนะ ไปที่ไหนดูทุกแง่ทุกมุมดูสัตว์ด้วยความเมตตาสงสาร เมื่อเช้าเดินจงกรมอยู่ มันมาจากโน้นแหละ มาจากในครัว พวกนั้นพวกบริษัทบริวารของกระต่าย เลี้ยงดูกระต่ายตลอด กระต่ายมันกินอิ่มแล้วมันก็ออกมา เราเดินจงกรม ปั๊บ ๆ มานี้ มึงมาอะไรไอ้นี่ มาขุดนั้นปุ๊บ ๆ ขุดนี้ปุ๊บ ๆ แล้วก็ไปกินอาหาร สักเดี๋ยววิ่งปึ๋งเข้าโน้นเลย โอ๋ มึงไปหาบริวารพวกบ๋อยมึงเหรอ ไปเสีย วิ่งปึ๋งเลย เข้าครัวเงียบเลย ป่านนี้ยังไม่เห็นหน้ามา

ออกจากนั้นก็มานี่ออกจากนี้เข้านั้น นี่เราเห็นความชุ่มเย็นของสัตว์ เราดูซิไปที่ไหนเหมือนกันหมดนะในวัดนี้ นี่คือความชุ่มเย็นความตายใจของสัตว์ที่มนุษย์มีธรรมในใจ นี่ละอำนาจแห่งความเสียสละ แห่งความเมตตา ไปที่ไหนเป็นพี่เป็นน้องกันได้หมด อย่ามาพูดเรื่องชาตินั้นวรรณะนี้ มันพวกกิเลสเหยียบย่ำหัวใจกันให้บอบช้ำต่างหากนะ ท่านทั้งหลายให้จำให้ดี เหยียบย่ำทำลายกันด้วยความดูถูกเหยียดหยามเขา คนนั้นเป็นคนบ้านนอก คนนี้เป็นคนในเมือง พ่อมึงเป็นคนในตุ่มในไหหรือ แน่ะ เห็นไหมมันตอบกัน มันเอากันอย่างนั้นนะ ว่าคนนั้นเป็นคนบ้านนอก คนนี้เป็นคนในเมือง โคตรพ่อโคตรแม่มึงเกิดอยู่ในตุ่มในไหเหรอ นั่นมันตอบกันเข้าใจไหม มึงก็เกิดจากท้องแม่เหมือนกัน มาอวดทำไมบักสันพร้า ว่างั้นเลยเข้าใจไหม

นี่แหละเขาเรียกว่าบทหนักเข้าใจไหม เราไม่ได้พูดเป็นคำหยาบนะ เอาบทหนักใส่กัน มาหาเรื่องใส่เขายังไง เขาก็เกิดจากท้องพ่อท้องแม่เหมือนกัน ทุกคนเกิดมาจากท้องแม่นั่นแหละ เกิดออกมาเป็นผู้เป็นคน แล้วหาเรื่องว่าคนนี้เป็นคนบ้านนอก คนนั้นเป็นคนในเมือง คนนี้เป็นคนในตุ่มในไหมันไม่ว่า ไม่มี ไม่มีเราก็ลากมาซิ โคตรพ่อโคตรแม่มึงเกิดในตุ่มในไหหรือ มึงก็เกิดในท้องแม่เหมือนกู มึงมาอวดเก่งทำไม ว่างั้นซิ ตอบกัน

นี่ละการดูถูกเหยียดหยามกันอย่างนี้เป็นการทำลายหัวใจกัน อย่านำมาใช้นะพี่น้องชาวพุทธเรา ผิด ใครสูงใครต่ำอะไร กรรมเป็นของตัวทุกคนเต็มตัวทุกคน ๆ ไม่มีใครยิ่งหย่อน ฝากกันไม่ได้นะ ไปแบ่งสันปันส่วนกันไม่ได้ กรรมดีกรรมชั่วจะติดตัวมาเต็มตัว ๆ มาทุกคน ๆ เลย เราไปบังคับเกิดเองไม่ได้ อำนาจแห่งกรรมพาให้เกิด ถ้ามีกรรมชั่วเกิดเป็นสัตว์ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปได้ที่ชั่วช้าลามก เป็นความทุกข์ทรมานมาก ไม่เกินกว่าคนที่มีกรรมเป็นบาปหนาสาโหดมาก

คนมีกรรมดีนี่ไปเกิดที่ไหนก็ดี ๆ ตลอด ดีขึ้นไปเรื่อย ๆ ดีเพราะกรรมดีกรรมชั่วของคนแต่ละคนต่างหาก ไม่ได้ดีด้วยการดูถูกเหยียดหยามเขา ถ้าดูถูกเหยียดหยามเขาแล้วได้ไปสวรรค์นิพพานหยก ๆ เอ้า พวกนี้ใครจะดูถูกเหยียดหยามกันในศาลานี้ เอ้า ดูถูก พอดูถูกเขาเสร็จเรียบร้อยแล้วไปสวรรค์หยก ๆ ถ้าไปไม่ได้แล้วระวังหนังสะติ๊กนะ หนังสะติ๊กหลวงพ่อมีอยู่ คอยปราบพวกโจรผู้ร้ายมันรังแกกัน พวกเหยี่ยวเข้ามาจะมารังแกสัตว์ จะมาโฉบเอาสัตว์ หนังสะติ๊กเราไล่ขนาบเอาหลงทิศไปเลย

อันนี้ก็ใครจะมาดูถูกกันในศาลานี้ คนนี้มาจากบ้านนั้นเมืองนี้ คนนี้เขาสูงเขาเด่น คนนี้มาจากบ้านนอกบ้านนา ตาสีตาสาอยู่ตามท้องนา มาประกาศให้หลวงตาบัวนี้ ประกาศแล้วแกจะไปสวรรค์สด ๆ ร้อน ๆ หรือ เอา ไปให้เราดู เราจะถือหนังสะติ๊กจ้อไว้ พอโดดขึ้นไปตกลง โดดขึ้นไปหลายครั้งหลายหน ปากมันฟาดคาบดินเลย นั่นละหนังสะติ๊กเราจะฟาดตรงนั้น เอาให้มันขี้แตกโน่น คนเก่งไม่เป็นท่า มันเก่งแต่ปากมันเฉย ๆ อวดดิบอวดดีอวดเย่อหยิ่งจองหองต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เหยียบหัวใจเขาไป หมายจะยกตัวขึ้น มันยกไม่ได้ กรรมไม่อำนวยจะไปยกได้ยังไง ขอให้ทำดีเถอะ ไม่ยกก็ขึ้นเองคนเราถ้ามีกรรมดี ถ้ามีกรรมชั่วเย่อหยิ่งจองหองเท่าไร ยิ่งต่ำลง ๆ อย่านำมาใช้นะในประเทศไทยของเราเป็นเมืองพุทธ

พระพุทธเจ้าไม่ให้ดูถูกเหยียดหยาม ชาติชั้นวรรณะเคยมีมาแต่ครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าปัดออกหมดเลย ศากยบุตรว่างั้น ถ้ามาบวชเป็นพระไม่ว่าจะสกุลใดตั้งแต่พระราชามหากษัตริย์ลงมาถึงพ่อค้าประชาชนคนธรรมดา เป็นศากยบุตรเหมือนกันหมด ให้สิทธิเสมอภาคในความเป็นมนุษย์ผู้เสวยกรรมด้วยกันหมด นั่นเห็นไหม นี่ละพระพุทธเจ้าของเรา แล้วเป็นยังไง ใครนำโลกได้มากยิ่งกว่าพระพุทธเจ้า มีไหม ไม่มีใครนำได้ นั่นเห็นไหม เก่งขนาดไหน เราจะเอาความเย่อหยิ่งจองหองมาแข่งพระพุทธเจ้าก็มีแต่จม ก็เท่ากับเทวทัตแข่งพระพุทธเจ้า เป็นยังไงเทวทัต จมนั่น เราอยากเป็นเทวทัตก็เอาแข่งศาสนาคำสอนที่ถูกต้องของพระพุทธเจ้า แล้วเที่ยวดูถูกเหยียดหยามกัน หากัดคนนั้น หาแหย่คนนี้ ดูถูกเหยียดหยามกัน แล้วพวกนี้มันจะเป็นอาจารย์ของเทวทัตนะ มันจะจม พากันจำเอานะ วันนี้พูดเพียงเท่านี้แหละ เอาละพอ

โยม ขอโอกาสถามเรื่องอาหาร ๔ อย่าง ที่พระสารีบุตรกราบทูลพระพุทธเจ้า มีอาหารที่กินเข้าไปธรรมดา แล้วก็ผัสสะกับอายตนะ มโนสัญเจตนาหารนี้คืออะไรคะ

หลวงตา มโนสัญเจตนา คือ สัมผัสทางจิตใจเข้าใจไหม เราก็อ่านมาหมดแล้วเหล่านี้ พอพูดอย่างนี้ถึงระลึกได้ มันลืมมันนานแสนนาน

โยม แล้วอาหารสำหรับเวียนว่ายตายเกิด

หลวงตา อาหารเวียนว่ายตายเกิดก็ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา ก็ครอบไปหมดแล้วแหละ มโนสัญเจตนาหาร คือ อาหารที่เข้าไปในจิตๆ หล่อเลี้ยงจิตๆ พูดง่ายๆว่า หลอกจิตให้คืบตามไป อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา

โยม เณร ๗ ขวบได้ยินแล้วสำเร็จอรหันต์

หลวงตา ได้ยินแล้วสำเร็จอรหันต์ เรากี่ปีแล้วยังไม่สำเร็จ อ้าว. มันต้องอย่างนั้นซิ มันต้องรับกันซิ เณร ๗ ขวบ สำเร็จอรหันต์แล้ว เรากี่ปียังไม่ได้สำเร็จ สำเร็จแต่หันไปทางนั้นก็เป็นหมอน หันมาทางนี้ก็เป็นเสื่อ หันไปทางไหนมีแต่โกโก้ กาแฟ มันไม่ได้หันไปหามรรคผล นิพพาน มันจะสำเร็จยังไง เณรแกหันได้สำเร็จมรรคผล นิพพาน ว่าอะไรแต่เณร ๗ ขวบ มีกี่เณรสำเร็จ ๗ ขวบ กิจจสามเณร บัณฑิตสามเณร โอ๊ย.หลายสามเณรนะ ที่สำเร็จ

โยม องค์นี้แหละค่ะ บัณฑิตสามเณร

หลวงตา นั่นแหละ ก็ตั้งแต่คนรู้จักดีจักชั่ว บาป-บุญแล้ว นั่นละมรรคผลนิพพานขึ้นพร้อมแล้ว เพราะฉะนั้นอายุ ๗ ขวบ รู้เรื่องทุกสิ่งทุกอย่าง พร้อมกับอุปนิสัยปัจจัยที่เตรียมจะออกแล้ว พุ่ง รู้ได้เร็ว หลายเณรนะ เราจำไม่ได้ แต่ก็เรียกว่าท่านเป็นผู้พร้อมแล้ว อุปนิสัยนั้นพร้อมแล้ว พออายตนะที่จะเป็นเครื่องส่งเสริมกันพร้อมเมื่อไรก็สำเร็จได้เลย ตั้งแต่ ๗ ปีไปแล้ว เรียกว่าเป็นผู้พร้อมแล้วที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานสำหรับนิสัยปัจจัยของผู้เช่นนั้น สำเร็จได้เลยไม่มีปัญหาอะไร พวกเรานี้มันเป็นอีกแบบหนึ่ง ร้อยปีตายแล้ว มันก็อย่างเก่ามันไม่สำเร็จอย่างท่านพูดแหละ ถ้าสิ่งที่ท่านไม่พูดมันสำเร็จง่ายเหลือเกิน ปุ๊บปั๊บ สำเร็จแล้ว พวกเราเอะอะ สำเร็จแล้ว

อย่างท่านอาจารย์สิม ท่านไปอยู่ถ้ำพระเวส เราก็เคยไปถ้ำพระเวส ไปดูสถานที่ที่จะไปพัก มันมีแต่หินปูน ถ้ำยาว โล่งดีอยู่ แต่หินปูนตอนนั้นเราเข้าไปนอนหินปูน มันจะรู้สึกในตัวไม่สะดวกเราก็ไม่อยู่เสีย ทีนี้ก็ท่านก็อยู่ที่นั่นแหละที่ถ้ำพระเวสท่านเป็นไข้มาลาเรีย เป็นบ้าไปเลยของเล่นเมื่อไร่ มาลาเรียขึ้นสมอง ท่านก็เป็นมาลาเรียหนัก พอเบาลงบ้างท่านก็ออกบิณฑบาต บ้านแจ้งนี่ละเราจำได้ ก็มีแต่บ้านแจ้งบ้านเดียวที่บิณฑบาต ส่วนมากเวลาพระท่านไปอยู่ที่ถ้ำพระเวสจริงๆ แล้ว เขาจะไปส่งอาหารถึงกลางทาง เพราะทางมันตั้ง ๔-๕ กิโล ไกลอยู่ เอ๊. ไม่ใช่ ๔-๕ กิโลนะ น่าจะไกลกว่านั้น เราก็ไปดูร้านที่เขาทำไว้สำหรับพระท่านอยู่บนภูเขาลงมารับบิณฑบาตกลางทาง เขานำอาหารรวมกันแล้วผู้หนึ่งนำไปส่ง อาหาร ๒-๓ คนไป ส่วนมากจะมีแต่ผู้ชายไป ท่านรับบาตรเสร็จเรียบร้อยแล้วท่านก็ขึ้นเขา

อันนี้ท่านอาจารย์สิมท่านก็ไปพักอยู่ที่นั่น พอค่อยยังชั่วแล้วท่านก็ลงไปบิณฑบาตฟาดลงถึงบ้านแจ้งนั่น ท่านก็เข้าใจว่าท่านสำเร็จแล้ว สำเร็จขั้นมาลาเรียเข้าใจไหม พอไปบิณฑบาต แต่ก่อนเขาไม่ได้มีโรงสงโรงสีอย่างนี้นะ เขามีครกกระเดื่อง เขาเรียกครกมอง ตำข้าวนั่นน่ะ ไปเห็นผู้หญิงเขาตำข้าวอึกทึกอยู่ เป็นแห่งๆเป็นบ้านๆ ของใครของเรา สะพายบาตรไปถามเขาสำเร็จหรือยัง ทีนี้เขาก็ไม่รู้เรื่องว่าสำเร็จอะไร โอ๋ย.อธิบายเสียจนจะไม่ได้ฉันจังหัน กว่าจะกลับนะ ต่อไปเขาก็รู้เรื่องรู้ราวว่าท่านเป็นไข้มาลาเรีย เรียกว่าเป็นบ้าว่างั้น พอไปเขาก็นัดกันทั้งบ้านเลย เพื่อจะไม่ให้ท่านเสียเวลาบิณฑบาตแล้วกลับไปฉันจังหัน ถ้าใครว่ายังไม่สำเร็จแล้วท่านจะสอน โอ๊ย.ลืมไปเลย ลืมฉันจังหัน เขาก็เลยนัดกันสำเร็จกันทั้งบ้านเลย หมูหมาเป็ดไก่ สำเร็จไปด้วยกันหมด หมาเห่าว้อๆ ก็สำเร็จแล้ว ไม่สำเร็จยังไม่เห่าหมาพวกนี้นะ เวลาทางนั้นถามว่าสำเร็จอะไร ก็ใส่เขาอยู่อย่างนั้น สอนเขาให้เขาสำเร็จ ทีนี้พอเขาสำเร็จแล้วท่านก็ไปฉันจังหัน ทีนี้เวลาไปไหนสำเร็จแล้วยัง นี่เวลาท่านมาถามพวกเราสำเร็จแล้วยัง ทางนี้จะตอบว่าไง เอ้า.ว่ามา

โยม ถ้าหลวงพ่อสิมถามก็ต้องตอบว่าสำเร็จแล้ว แต่ถ้าพ่อแม่ครูอาจารย์ถามต้องบอกว่ายัง จะได้สั่งสอนไปให้สำเร็จ

หลวงตา ก็ตะกี้นี้ก็พูดแล้วเรื่องสำเร็จเสื่อสำเร็จหมอน ก็ยังบอกแล้วเข้าใจไหม สำเร็จเสื่อสำเร็จหมอน สำเร็จโกโก้กาแฟนี้สำเร็จตลอด ในครัวเรามีตั้งแต่พวกสำเร็จทั้งนั้นแหละเข้าใจไหม ถ้าท่านถามมาให้ตอบอย่างงั้นนะ สำเร็จแล้วให้ว่าอย่างงั้นพอ ท่านจะไม่เสียเวลานะ

ท่านอาจารย์สิม โอ๊ย กล้าหาญมากนะไปในป่าในเขาไม่ได้กลัวอะไรนะ เป็นช้างเป็นเสือท่านไม่สนใจ ไปเลยไม่กลัว เรานี้ไม่กลัวแต่ว่าขี้ราดไปด้วยละซิเข้าใจไหม คนไม่กลัวมันจะขี้ราดเหรอใช่ไหม ถ้าถามว่ากลัวไหม ไม่กลัวแต่ขี้ราด ท่านไม่กลัว ไม่กลัวจริงๆ ท่านอาจารย์สิม พอพูดอย่างนี้ก็ระลึกได้ท่านไปนอนอยู่ที่ถ้ำอะไร ลืมชื่อถ้ำ เสือดาวมันมาคอยแอบกินหมากับคน พอดีท่านไปพักที่ถ้ำ ท่านก็ไปนอนอยู่ที่ถ้ำ ท่านนอนอยู่ในมุ้ง เสือมันมานอกมุ้ง ผ้าท่านดันกันกับมุ้งอยู่นี้เป็นอย่างนี้ เสือมันมาฟังเสียงแค็กๆ ท่านไม่ได้กลัวนี่ โฮ้ เสือตัวนี้มาอีกแล้วท่านว่างั้น มันเคยมาบ่อยๆ พอมาถึงนี่แค็กๆ มาถึงนี้เงียบเลย ท่านก็นอนคลุมโปง มุ้งท่านก็ยันเอาไปไว้

พอเสียงมันเงียบลง สักเดี๋ยวก็เป็นจังหวะมันมาถึง พอมาถึงนี้มันเอามือมาตบดูนะ ตบปั๊บๆ อยู่นอกมุ้ง ท่านนอนอยู่ในมุ้ง มันเอาตีนมันนั่นละตบปั๊บๆ มันจะทดลองดูว่าเป็นอะไรมันไม่รู้ พอตบปั๊บๆ ท่านดุกดิก ทีนี้ฟังเสียงแค้มโดดมันรู้คน อย่าด่วนไป โอ๋ย วิ่งใหญ่เลย บอกว่าอย่าด่วนไปไปใหญ่เลย นี่ท่านอาจารย์สิม ท่านไม่ได้กลัวนะเสือ มันมาเป็นจังหวะพอดีมาถึงนี้ท่านก็คอยสังเกตอยู่ท่านนอนอยู่ มันก็มาตบท่านเบาๆ นะ ไม่ตบแรง ปั๊บๆ ลองดู ท่านก็ทำดุกดิก โอ๋ย ฟังเสียงแค้มโดดลงโน้นเลยอย่าด่วนไปๆ ไปใหญ่เลย มันรู้ว่าคนแล้วนั่น แต่ก่อนมันไม่รู้มันทดลองดูเป็นอะไรๆ ตบดู พอท่านกระดุกกระดิกแล้วก็เปิงเลย เอาละ

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก