“ศาสนาพุทธสำหรับผู้มีวาสนา”
วันที่ 18 พฤศจิกายน 2544
สถานที่ : วัดโรงธรรมสามัคคี จ.เชียงใหม่
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมพระและฆราวาส

ณ วัดโรงธรรมสามัคคี จ.เชียงใหม่ [ค่ำ]

วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๔

“ศาสนาพุทธสำหรับผู้มีวาสนา”

วิงเวียนวันนี้ไม่ทราบเป็นยังไง คงเป็นเส้นมันตึง วิงเวียน นั่งนี้กุฏิหมุนเลยทีเดียว นอนกุฏิหมุนเลย เส้นมันตึง เลยให้เณรนวดให้ตะกี้นี้ ค่อยยังชั่วหน่อย คือมันไม่ได้เปลี่ยนอิริยาบถเสมอ ปกติเราจะเปลี่ยนตลอดเวลา คือตั้งแต่วัยบวชเข้ามาตอนเรียนก็ไม่ค่อยเปลี่ยนเท่าไรนัก ตอนออกปฏิบัตินี้เรียกว่ามันเปลี่ยนเกินไป ถ้าว่าเดินก็จนกระทั่งขาจะลาก ถ้าว่านั่งก็จนก้นแตก มันเลยอันนั้น หลังจากนั้นมาแล้วก็เป็นปกติ คือการเปลี่ยนอิริยาบถให้เสมอ เช่นอย่างเมื่อคืนนี้ก็เหมือนกัน คนเงียบ ๆ ด้อม ๆ มาดูไม่มีคนแล้ว ตีหนึ่งลงแล้วเดินจงกรม ไม่มีใครเห็นแหละ เป็นอย่างนี้ตลอด อยู่ในวัดก็เหมือนกัน ถูกนิมนต์ไปพักที่ไหนพอไปถึงแล้วจะด้อมหาดูทางจงกรม คือทางเปลี่ยนอิริยาบถให้เสมอ เดินจนกระทั่งพอดีมันรู้เอง ถ้ามันแข็งตรงไหนๆ ก็เดินพอมันนิ่มเสมอกันหมดแล้ว จะพักจะนอนอะไรก็ได้ทั้งนั้น สะดวก

มาตั้งแต่เมื่อวานนี้ เช้ามืดเมื่อวานก็ไม่ได้เดินจงกรมเสียด้วยนะ เดินไม่มากเพราะท้องมันเริ่มเล่นงานเราตั้งแต่เช้าเลย จากนั้นมาก็ถ่ายตลอดหาเหตุผลไม่ได้นะ ถ่ายตลอด ๆ จนกระทั่งถึงฉันจังหัน ถ่ายถึง ๗ ครั้งจนกระทั่งจะไม่ได้ออกจากห้องน้ำห้องส้วม พอออกมาแล้วก็ถ่าย ๆ พอฉันเสร็จแล้วก็ถ่ายอีกสองครั้ง ๗ ครั้งแล้วก็เป็น ๙ ครั้งใช่ไหมล่ะ เดินทางมานี่ก็ถ่าย ๒ หนหรือ ๔ หนไม่รู้ แล้วไม่ได้เปลี่ยนอิริยาบถมีแต่นั่ง เหนื่อยก็นอน อิริยาบถไม่เปลี่ยนเส้นเอ็นอะไรมันก็ตึงของมันไป เวลามันตึงของมันแล้วมันก็บีบรัดเราเข้า เส้นตึงหรืออันไหนที่หนักไปทางไหนเส้นมันตึงทางนี้ มันหนักไปทางวิงเวียนมันก็บอกมาแล้ววิงเวียน ๆ

วันนี้พอมาถึงกุฏิเกิดวิงเวียนใหญ่เลยนอน แล้ววิงเวียนใหญ่เสียด้วย กุฏินี้หมุนอย่างนี้เลยนะ อ้าว มึงจะพากูเหาะกูจะไปว่ะ กูไม่ต้องซื้อตั๋วเครื่องบินไปแล้ว มึงพากูไปสักหน่อย มันไม่ไปหมุนอยู่ในกุฏิ เราไม่เห็นมีหวั่นมีไหวอะไรกับมัน มันจะพาไปไหนก็ไปซิ อยู่ก็อยู่ จะไปก็ไป หมายความว่าเป็นก็เป็น ตายก็ตาย ไม่เห็นมีอะไร ฟังซิพี่น้องทั้งหลาย นี่ละธรรมถ้าลงได้คงเส้นคงวาหนาแน่นไปแล้วจะไม่มีหวั่นอะไรกับสามแดนโลกธาตุนี้ ขึ้นชื่อว่าสมมุติไม่มีสิ่งใดเข้าไปแฝงได้เลย นี้เป็นอฐานะ คือจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้

จึงได้สอนบรรดาพี่น้องทั้งหลายในการอบรมจิตใจ ใจเป็นของฝึกได้ ฝึกไม่ได้พระพุทธเจ้าไม่ฝึกและตรัสรู้ธรรมเป็นศาสดาเอกของโลกเพื่อสอนโลกไม่ได้ นี่คือสิ่งที่อยู่ในฐานะที่ควรจะฝึกอบรมได้ก็ฝึกอบรม เพราะฉะนั้นพูดที่ไหนมันไม่พ้นที่จะเอานี้ออกยัน ก็มันจ้าอยู่ในนี้จะให้ว่ายังไง เขาพูดอะไรหลอกหลอนกัน ต้มตุ๋นกันทั่วโลกดินแดนมันยังเชื่อกันได้ เชื่อกันจนจมได้ นี้ธรรมเป็นของจริงพูดไม่ได้เพื่อความล่มจมทำไมจะพูดไม่ได้เพื่อความดีสำหรับคน นอกจากจิตที่เป็นอกุศลมันคัดค้านต้านทานความจริง มันก็เป็นกรรมของผู้นั้นเท่านั้น สำหรับความจริงแล้วจะเป็นความจริงล้วน ๆ

การเปลี่ยนอิริยาบถจึงต้องเสมอ อยู่ในวัดในที่ไหนก็ตามจะเปลี่ยนตลอดเวลา ถูกนิมนต์ไปเทศน์ที่นั่นที่นี่ในงานต่าง ๆ ต้องไปต้องเสาะหาแล้วที่ทางจงกรม พอไปถึงปั๊บเดินเที่ยวดู เที่ยวดูคือว่าที่เหมาะสมที่มันเป็นที่ลับหูลับตาสบายสะดวกของเรานั้นแหละ พอได้แล้วก็มา เวลาไหนพอว่างพอเป็นโอกาสแล้วปั๊บเข้านั้นเลย ทุกแห่งเลยนะไม่มีเว้น แม้แต่วัดเจดีย์หลวงอย่างนั้นก็เอาเวลาคนเงียบ ๆ หมาก็เยอะ ช่างหัวมัน มันก็อยู่ตามประสาของมัน วิ่งเพ่นพ่าน ๆ เราก็เดินของเรา หมาก็เป็นหมา เราก็เป็นเรา

เพราะวัดเจดีย์หลวงหมามาก เพ่นพ่าน ๆ บางทีก็มาเห่าว้อ ๆ มึงเห่ากูอะไรว่ะ มึงไปหาเห่าขโมยซี เขาฉกเขาลัก ปล้นจี้กันติดคุกติดตะรางจนไม่มีตะรางให้เขาอยู่ มึงทำไมไม่ไปหาเห่าหากัดเขานู่นล่ะ ก็กูเดินจงกรมกูไม่ได้หาขโมยใคร มาเห่าอะไร มึงใช้ไม่ได้ พูดหยอกหมา หยอกนี้หยอกอะไรเพราะความเมตตาเท่านั้น ไม่ใช่อะไรนะ แต่เอาอันนี้ออกแสดงเท่านั้นเองประกอบกับความเมตตา มันเป็นพวกตามเห่าเรา เราไม่สนใจกับมัน เราก็เดิน ทีนี้เขาก็หยุดเองนะ โอ๊ย ขี้เกียจเห่า ขโมยตัวนี้เห่ามันก็ไม่หวั่นไหว คงว่า เราก็เดิน เขาก็หยุด นี่หมายถึงวัดเจดีย์หลวง ทางรอบเจดีย์แต่เราไม่ไปเดินรอบ เราเดินยาว ๆ เงียบๆ อย่างนั้นละ ไปที่ไหนเหมือนกันหมดต้องเดินเปลี่ยนอิริยาบถให้เสมอ ถ้าอย่างงั้นมันก็ไม่คงชีวิตชีวามาได้ขนาดนี้ จึงต้องระมัดระวังบำรุงรักษาเท่าที่กำลังของเราจะปฏิบัติต่อกันได้อย่างไรในธาตุในขันธ์อันนี้ อันนี้เป็นเครื่องมือ

เมื่อจิตถอนตัวออกจากคำว่าเป็นเราเป็นของเราเสียอย่างเดียว ธรรมชาตินี้มันก็เป็นที่อาศัยเหมือนกันกับนี้ มีใกล้มีไกล ใกล้ก็คือตัวของเราเครื่องมือของเราสำหรับใช้ของจิต เช่นพูดเวลานี้ก็จิตบงการมาให้พูดเรื่องราวอะไร ๆ ก็อาศัยธาตุขันธ์อันนี้แสดงมาเป็นวาจาบ้าง เป็นกิริยาท่าทาง คือจิตครองตัวอยู่นั้น จิตใช้งานอันนี้ใช้ไปเรื่อย ๆ นอกจากนั้นความรู้ประจำขันธ์มีอีก ความรู้เป็นส่วนใหญ่ก็หมายถึงใจที่ครองร่างอยู่นี้ กระแสของใจที่ออกมาเป็นความรู้ประจำขันธ์นี้ก็ออกประสาทส่วนต่าง ๆ ไป ประสาทส่วนนี้ใช้ทางนี้ ประสาทส่วนตาสำหรับตาก็ใช้ทางตาก็เห็น เมื่อเครื่องมือนี้ยังดีอยู่ ตายังดีอยู่แล้ว ความรู้นี้สั่งงานอะไรมันก็เห็นก็ได้ยินอะไรไปเรื่อย ๆ รอบตัวเรา สัมผัสสัมพันธ์อะไรรู้หมด อันนี้คือความรู้ที่ประจำประสาทส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ความรู้อันใหญ่นั้นคือใจ กระแสของความรู้อันใหญ่เข้ามารับผิดชอบในธาตุในขันธ์

ทีนี้เวลาเครื่องมือมันเสีย เช่นตาบอด รับไม่ได้มันก็ปล่อยไปใช้ไม่ได้แล้ว หูหนวกใช้ไม่ได้แล้วปล่อยไป นี่เรียกว่าปล่อยเครื่องมือๆ ทีนี้ใช้ไม่ได้หมดทั้งตัวเหรอ นี่มันจะรวมเข้ามาแล้วนะ ใช้ไม่ได้หมดทั้งตัวแล้วมันก็ออก คำว่าออกนี่เรายังไม่ออกแต่รวมตัวที่จะออกมาได้หลายครั้งเหมือนกันนะ มันรวมตัวมันแล้วมันจะออก คำว่ารวมตัวคืออะไร เวลาถึงจุดของมันที่มันจะออกแล้ว ความรู้ทั้งหมดในประสาทส่วนต่าง ๆ ทางตาหูจมูกลิ้นกายเหล่านี้มันจะรวมตัวเข้าไปพรึบเข้าไปนี้เลย เข้าไปนี้มีความรู้อันเดียว ทีนี้เข้าถึงตัวใหญ่แล้วนะ เข้าถึงจิตที่ครองร่างแล้ว

กระแสของความรู้ต่าง ๆ ที่มีตามประสาทส่วนต่าง ๆ นั้นมันจะหดเข้ามาพร้อมกัน ข้างบนหดลง ทางนี้หดเข้าไปพร้อมกัน ข้างล่างหดขึ้นมา ความรู้นี้หดเหมือนเราดึงจอมแหที่ตากไว้ พอเราจับจอมแหดึงทางนั้นจะหดเข้ามาพร้อม ๆ ถึงจุดกลางก็คือเป็นกองแห อันนี้ถึงจุดกลางก็ถึงผู้รู้อันใหญ่แล้ว ผู้รับผิดชอบร้อยเปอร์เซ็นต์คือผู้นั้น ทีนี้เวลาเข้ามาถึงจุดนี้แล้ว ตาหูจมูกลิ้นกายดับหมดไม่มีอะไรเหลือเลย เป็นท่อนไม้ท่อนซุงร่างกายของเรานี้นะ จะไม่มีอะไรเหลือเลย จะเหลือตั้งแต่ความรู้ที่ครองร่างคอยแต่จะดีดเท่านั้น นั่นแหละดีดเรียกว่าตายนะ ยังเหลือความรู้อันนี้อันเดียว อายตนะทั้งหลายที่เป็นเครื่องใช้ของร่างกายมันไม่เอาไหนแล้ว มันหดเข้ามาสู่จุดใหญ่นี้คือความรู้

นี่เรารู้ได้ชัด ชัดเจนมากก็คือว่า ถ้าควรรั้งเอาไว้ มันรวมเข้ามาจุดนี้แล้ว ถ้าจะควรรั้งเอาไว้ บังคับผู้รู้นี้ยังไม่ให้เคลื่อนไหว ถ้าเคลื่อนออกเลย ตาย ถ้าอยู่ในฐานะที่ควรรั้งไว้ รั้งไว้มันก็อยู่ พอรั้งไว้อยู่แล้วความรู้ส่วนต่าง ๆ ที่มันเคยรู้อยู่ภายนอกซึ่งมันหดเข้าไปแล้ว ทีนี้กระจายออกไปอีก ตาหูจมูกลิ้นกายก็เริ่มฝ้าฟาง ๆ รู้ชัดเจนขึ้นมา ความรู้นี้ออกไป ทางนี้ก็รู้ลงไป ทางนี้รู้ขึ้นมา ประสาทส่วนต่าง ๆ กระจายออกไปหมดเลย นี่เรียกว่าเรารั้งเอาไว้ มันอยู่ได้ ถ้าหากว่ามันเลยเขตนี้แล้วแม้แต่พระพุทธเจ้าก็ยังตาย นี่เรียกว่าสุดวิสัยที่จะรั้งแล้ว ปล่อยก็ไปเลย ถ้าควรจะรั้งเอาไว้ ท่านก็รั้งอย่างนี้

สำหรับเรานี้ จึงได้นำมาพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟังอย่างชัดเจนมาหลายครั้งหลายหน โรคหัวใจ ทีแรกก็โรคถ่ายท้องอยู่ที่บ้านหนองผือนาใน ถ่าย ๒๕ ครั้ง อาเจียน ๒ ครั้งเป็น ๒๗ อันนั้นละตอนอาเจียนมันรุนแรง คนไม่มีกำลังเลยบทเวลามันอาเจียนพลังของมันนั่นแหละที่ให้อาเจียนอย่างแรง พุ่งนี้เศษอาหารนี้ตกติดฝาส้วม มันแรงขนาดนั้นนะ ปั๊บนี้พุ่ง ๆ ติดฝาส้วม มันได้กำลังมาจากไหน อันนั้นแหละที่มันดันแรง ๆ นั้นแหละมันสะท้อนเข้ามานี้อ่อนลงไปเลย พออันนี้อ่อนลงไปอันนี้ก็หดเข้ามาทันทีเลย ความรู้นี้รวมตัวเข้ามาถึงจุดกึ๊กเลยเชียวนะ หือ จะไปเดี๋ยวนี้เชียวเหรอ อ้าวไปก็ไป แต่จิตจดจ่อเข้าไปตรงนั้นไว้แล้ว

สักเดี๋ยวก็ซ่านออกมา นี้เป็นครั้งแรกนะ ครั้งต่อไปคือโรคหัวใจ เวลามันรุนแรงมาก ๆ นี่หอบชักไปเลย ลมหายใจหมด นี่ละถ้ามีสติจะรู้ทุกกระเบียดเลย แต่คำว่ามีสตินี้เราไม่ได้ตั้ง หากเป็นหลักธรรมชาติของมันที่จะรับรู้รับเห็นซึ่งกันและกัน หรือรับผิดชอบกันแบบไหนมันก็ทำของมันเองนะ พอถึงที่ของมัน มันจะไปจริง ๆ บังคับ อันนี้ได้บังคับ คือบังคับจิตไม่ให้เคลื่อนจากที่ อันนี้หมดไปแล้วสภาพของมัน ร่างกายก็แบบเดียวกันนะ มันเป็นท่อนไม้ท่อนซุงไปหมดแล้ว เหมือนกันกับที่ว่ามันหดเข้ามา อันนี้พอมันชัก ๆ อันนั้นก็หดเข้ามาพร้อมกันเลย มันจะไป

เราก็ห้าม คือบังคับความรู้อันนี้ยังไม่ให้เคลื่อนที่จากร่างอันนี้ว่างั้นเถอะ พอบังคับไว้ไม่นาน ทีนี้ลมหายใจค่อยแผ่วเบาออกมาๆ ต่อจากนั้นลมหายใจก็เป็นปกติ อันนี้ก็ปล่อยตรงนี้ได้ ถ้าเวลามันกำลังเข้มข้นมันจะไป โอ๋ย ปล่อยไม่ได้นะ ปล่อยผึงเลยทันที นี้เป็นมาหลายครั้งให้พี่น้องทั้งหลายทราบ ว่าจิตนี้ขอให้ฝึกให้ดีจะเป็นหลักธรรมชาติเองนะ เราไม่ต้องบีบบังคับบัญชาอะไร นอกจากที่เราบังคับที่ว่ายังไม่ให้ออกเท่านั้น ที่จะบังคับเหตุการณ์อย่างอื่นไม่มี ถึงว่าออก จะให้ออกก็ดีไม่ให้ออกก็ดี ก็เราไม่ได้อาลัยเสียดายอะไร สุดท้ายก็คือเมื่อยังพอเป็นไปได้อยู่ที่จะทำประโยชน์ให้แก่โลกได้อยู่ ก็บังคับไว้เพื่อประโยชน์แก่โลกเท่านั้นเอง

สำหรับประโยชน์แก่เรา เราพูดจริง ๆ เราพอทุกอย่างมาแล้วได้ ๕๒ ปี พูดให้มันตรงอย่างนี้ ไม่งั้นเราจะมาพูดเทศน์สอนโลก โกหกโลกได้ยังไง ก็เราปฏิบัติมาจนถึงขั้นจะสลบไสลไม่รู้กี่ครั้งกี่หน เอาตายเข้าว่าฟัดกับกิเลส ถึงขนาดนั้นแล้วจะเอาคำพูดมาหลอกโลกได้อยู่เหรอ ท่านทั้งหลายดูซิดูหน้าหลวงตาบัวหลอกโลกไหม การพูดอย่างนี้พูดเพื่ออะไร ก็ด้วยความเมตตาล้วน ๆ สุดส่วนนี่นะมาพูด แล้วจะเอาอะไรมาอวดกันล่ะ ฟังซิ จึงได้พูดให้ฟังทุกแง่ทุกมุมในธรรมของพระพุทธเจ้านี้แม่นยำมากนะ ไม่มีคลาดเคลื่อนเลยธรรมพระพุทธเจ้า สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ชอบแล้ว ชอบทุกแง่ทุกมุม ไม่มีที่แย้งแม้เม็ดหินเม็ดทราย เราได้ตามพิจารณาเต็มกำลังความสามารถของเราแล้ว

เพราะฉะนั้นถึงได้กราบราบเลยนะ โถ ทำไมจริงอย่างนี้ เจอเข้าที่ตรงไหนท่านสอนไว้แล้ว เวลามันมืดมันบอดมันไม่เห็น มันก็โดนเอาชนเอาซิ ทีนี้เวลาไปเจอ ก็อ๋อ คือพระพุทธเจ้าสอนไว้แล้ว เจอตรงไหนอ๋อ มีแต่อ๋อหมอบ ๆ ตลอดจนกระทั่งถึงกิเลสที่มันครองอยู่ในหัวใจตั้งแต่ขั้นหยาบอย่างที่เทศน์ตอนบ่ายวันนี้ ความโลภ ความโกรธ ราคะตัณหา มันพัวพันอยู่ในนี้ มันจางออก ๆ มันก็เห็น ก็ดูกันอยู่นี้ ฟาดมันพังทลายลงไปหมดไม่มีอะไรเหลือแล้ว ทีนี้เป็นยังไงพระพุทธเจ้าสอนว่ากิเลสเป็นภัยต่อสัตว์โลก ทีนี้เมื่อกิเลสขาดสะบั้นลงไปแล้ว อะไรมาเป็นภัย มันไม่มี มีกิเลสตัวเดียวเท่านั้นเป็นภัย นั่น แล้วไม่กราบพระพุทธเจ้าได้ยังไง

มหาภัย ความทุกข์ความทรมานก็เกิดจากกิเลส พระพุทธเจ้าก็สอนวิธีฆ่ากิเลส เมื่อฆ่าลงไปจนกระทั่งม้วนเสื่อลงไปแล้วเป็นยังไงความสุข มันก็เห็นทั้งเหตุทั้งผล พระพุทธเจ้าสอนไว้ผิดที่ตรงไหน เอาตรงนี้ก่อน จากนั้นความรู้ต่าง ๆ ที่จะรู้จะเห็นสิ่งต่าง ๆ อย่างบาปบุญนรกสวรรค์พรหมโลกไม่ต้องถาม มันจ้าขนาดนั้น ถ้าหากว่าเป็นวิสัยที่จะถือมาให้พี่น้องทั้งหลายดูนี้จะตีหน้ามัน หน้าแตกหมดเลยนะ นี่เห็นไหมนรกฟาดปั๊วะ เพียงเท่ากำปั้นนี้เป็นยังไงเจ็บไหม นรกยกมาเพียงเท่ากำปั้นตีหน้าผากคนนี้เจ็บไหม โอ๋ย ได้หน้าผากหนึ่งสองหน้าผากนอกนั้นมันเผ่นออกจากโบสถ์หมด มันกลัวหน้าผากแตก นี่เราพูดเอานรกส่วนย่อย ๆ มาตีเห็นไหมจะว่างั้น

พระพุทธเจ้าแท้ ๆ สอนไว้ พระสงฆ์สาวกยิ่งรู้ตามนี้ ๆ ตามวิสัยของพระสงฆ์สาวกนะ พระพุทธเจ้านั้นร้อยเปอร์เซ็นต์ จ้าไปหมดเลย แล้วเจอเข้าตรงไหนจะค้านพระพุทธเจ้าได้ที่ตรงไหน นี่ที่ว่าตายก็ตายไปเถอะ เรื่องตายเพื่อบูชาพระพุทธเจ้าท่านจะไม่มีองค์ใดเสียดายแม้เม็ดหินเม็ดทรายนะ ตายเพื่อบูชาคุณพระพุทธเจ้า พระสงฆ์สาวกจะไม่มีอะไรเสียดายแม้เม็ดหินเม็ดทราย หมอบกราบตายไปได้เลย พระพุทธเจ้าสั่งว่าให้ตายเสีย เอ้า ตายเลย ลงขนาดนั้น ลงในหัวใจ ศาสนาพุทธเรานี้เป็นศาสนาชั้นเอกทีเดียวนะ ใครเกิดมาไม่มีวาสนาเห็นก็เหมือนกับไก่แจ้เห็นพลอยนั่นแหละ

ในนิทานอีสปเราได้อ่าน นิทานอีสปนี้มาจากหนังสือคัมภีร์นู่นนะ ตั้งแต่ก่อนเราก็อ่านในหนังสือเรียนว่า ไก่แจ้ตัวหนึ่งคุ้ยเขี่ยหาอาหาร ไปพบพลอยเม็ดหนึ่งงามดีมีค่ามาก จึงร้องเปรย ๆ ขึ้นว่า นี่ถ้าเจ้าของของเจ้ามา เขาคงเก็บเจ้าไปฝังไว้ในหัวแหวนตามเดิม แต่นี้เจ้าไม่มีประโยชน์อะไรแก่เรา สู้ข้าวสุกข้าวสารเม็ดเดียวก็ไม่ได้ ว่าแล้วก็คุ้ยเขี่ยเลยไปในแปลงอื่น ท่านก็สรุปมาว่านิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ของดีย่อมเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่รู้จักใช้เท่านั้น นั่นเห็นไหมล่ะ ผู้ไม่เห็นประโยชน์ก็เหมือนไก่เห็นพลอย ไอ้เราเห็นศาสนาซึ่งเป็นพลอยอันเลิศเลอนี้ มันก็ไม่เห็นเป็นของแปลกประหลาดอัศจรรย์ สู้ความโลภไม่ได้ สู้ความโกรธไม่ได้ สู้ความหลงไม่ได้ สู้การทะเลาะกันไม่ได้ ยิ่งพ่ออีหนูแม่อีหนูทะเลาะกันเก่ง สู้อันนี้ไม่ได้ มันก็ไปอย่างงั้นเสีย

เพชรพลอยที่พระพุทธเจ้าสอนมันไม่ยอมฟัง มันสู้เขี้ยวกัดกันไม่ได้ มันชอบจะกัดกันผัวเมีย ให้ระวังนะ เอากันมาด้วยความรักความชอบใจฝังลึก ๆ ซี ต้องมีความอดทนต่อกัน ลิ้นกับฟันมันต้องกระทบกันเป็นธรรมดา จะไม่ให้กระทบกันไม่ได้ลิ้นกับฟันต้องกระทบ ผัวเมียไม่กระทบกันไม่ได้ แต่ลิ้นก็อยู่ในปากเดียวกัน ฟันก็อยู่ในปากเดียวกัน มันก็ต้องกระทบกัน จะจับผิดจับถูกกับใครว่าซิ จับไม่ได้ เมื่อไม่ได้แล้วก็ต้องระวังรักษาน้ำใจซึ่งกันและกัน นี้ถูกต้องตามธรรมพระพุทธเจ้า

นี่พูดถึงเรื่องศาสนาพระพุทธเจ้าของเรา โห คนเกิดมาพบก็ตามเถอะ แบบไก่พบพลอย ไม่เลื่อมใสไม่สนใจ เอากิเลสเอาส้วมเอาถานไปโปะธรรมกลบธรรมๆ เอาความโลภความโกรธความหลงกิเลสตัณหาไปกลบธรรมๆ ไม่สนใจ เห็นอันนี้ดีกว่าๆ ไปหมด นี่ละไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย ไก่แจ้ตัวหนึ่งมันกินข้าวสุกข้าวสารมันกินได้เป็นวัน ๆ มันจะจีรังถาวรอะไร แต่พลอยเม็ดนี้ราคาเท่าไร เอาไปกินจนกระทั่งไก่มันตายหมดทั้งโคตรทั้งแซ่มัน พลอยเม็ดนี้ก็ไม่หมด แน่ะเอาไปพิจารณาซิ ทีนี้ศาสนาพระพุทธเจ้านี้ซึ่งเปรียบเหมือนพลอย เราประพฤติปฏิบัติสนใจด้วยคุณงามความดีของเรา กินจนกระทั่งถึงนิพพานแล้วไม่สิ้นสุดด้วยนะ นิพพานเที่ยงเลย นั่นเห็นไหม

พลอยเม็ดนี้ผิดกับพลอยของไก่แจ้ ที่ไก่แจ้ชอบใจนั้นมันไปชอบใจข้าวสุกข้าวสารเสียมากกว่าพลอย ไม่สนใจกับพลอย นี่เราไปสนใจแต่เรื่องกิเลสเสียให้มากยิ่งกว่าธรรม มันก็เหยียบย่ำทำลาย วันหนึ่ง ๆ ใครอยู่ที่ไหนมีแต่ฟืนแต่ไฟเผาหัวใจ ดูเจ้าของบ้างซิ ทำไมให้คนอื่นไปดูคนอื่นไปทาย ทายเท่าไรก็ตัวเองเป็นอยู่แล้ว จำเป็นอะไรต้องไปทายกัน มันดิ้นดีดเฉย ๆ โลกอันนี้ อันนั้นก็ว่าดี อันนี้ก็ว่าดี ปีนเกลียวกันไป ทะเลาะเบาะแว้งกันไป รบราฆ่าฟันกันไปด้วยความเคียดความแค้นความโกรธเพราะอำนาจของกิเลสตัณหา ได้ไม่พอมีไม่พอ ดีไม่พอ ดีขนาดนี้ยังอยากดีกว่านั้น ดีขั้นไหนๆ ไม่รู้นะ มันไม่ได้ดี มันว่าเอาเฉย ๆ กิเลสหลอก ถ้าดีแท้ ๆ ไม่ได้ทะเลาะกับใคร สบายเลย

ท่านทั้งหลายพิจารณานะ นี่หลวงตาก็แก่แล้ว ก็บอกชัด ๆ อย่างนี้ คิดดูซิไปเทศน์มาแล้ว พอเทศน์เสร็จมาแล้วหูก็อื้อ ถ้ามันอื้อในเวลาเทศน์จะเทศน์ไม่ได้นะ ขนาดนั้นละตะเกียกตะกายต่อโลกต่อสงสาร เราไม่หวังอะไรเลยนะ ไม่มีอะไรที่หวังในหัวใจเราเลย เพื่อโลกสงสารด้วยความเมตตาล้วน ๆ ต่างหาก จึงขอให้ทุกท่านได้เห็นใจ มันเกี่ยวกับเรื่องวัตถุ เราก็ช่วยบ้านช่วยเมืองนี้เป็นอันหนึ่งนะ ส่วนใหญ่ที่สุดที่หลวงตาสอนพี่น้องทั้งหลายเวลานี้คือหัวใจนะ หัวใจกับธรรม อันนี้หนักมากเด่นมาก ไปที่ไหนจะไม่พ้นการแนะนำสั่งสอนอย่างนี้ เพราะเมืองไทยเราแม้จะเป็นเมืองพุทธก็ตาม รู้สึกว่าห่างเหินจากศีลจากธรรมเอามาก ห่างเหินจากศีลจากธรรมเท่าไรยิ่งใกล้ชิดติดพันกับทุกข์มหันตทุกข์เข้าไปโดยลำดับ อย่าเข้าใจว่าเป็นของดีนะ ห่างอันนี้ว่าจะไปดีอันนั้น ไม่ดีนะ ถ้านอกจากธรรมแล้วไม่ดีทั้งนั้นแหละ มีแต่เครื่องหลอกของกิเลส ต้มอยู่ตลอดเวลา

เวลามันได้เจอเข้าอย่างจัง ๆ มันไม่มีอะไรที่จะพูดแล้วนะ อะไรก็ไม่มีอะไรเหมือน สามแดนโลกธาตุนี้เป็นแดนแห่งสมมุติทั้งหมด ธรรมชาติที่ว่าวิมุตตินั่นไม่ใช่สมมุติอันนี้ จึงหาอะไรเหมือนไม่ได้เลย พระพุทธเจ้าที่ท่านทรงท้อพระทัย ท้อใจภาษาเรา เพราะว่าในเบื้องต้นที่พระองค์ทรงปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า ที่เรียกว่าปรารถนาโพธิญาณเพื่อเป็นศาสดาจารย์สอนโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าแล้วจะได้สอนโลก เป็นความคาดความหมายจะสอนโลกธรรมดา ๆ นึกว่าจะไม่กระเทือนพระทัยเหมือนเวลาตรัสรู้แล้วนะ ก็ทรงทำความปรารถนามีแต่จะรื้อขนสัตว์โลกไปโดยลำดับ ทุกข์ยากลำบากใครจะไปเกินโพธิสัตว์

โพธิสัตว์นี้เรียกว่ารองความทุกข์ทุกประเภทเพื่อสัตว์ทั้งหลาย แม้เวลาเป็นสัตว์เดรัจฉานนี้ก็เหมือนกัน เราจะเห็นได้ในชาดก พาบริษัทบริวารไปหากิน โพธิสัตว์เป็นหัวหน้าสัตว์ เป็นหัวหน้าฝูง ไปหาอยู่หากินธรรมดา ทีนี้ไปถูกนายพรานเขาล้อมละซิ เขารู้ช่องทางของสัตว์ที่จะมายังไงเขาดักรอบไปเลย ทำยังไงนี่ พอไปเจออย่างจัง ๆ ฝูงสัตว์ที่เป็นบริวารของตัวเองก็มีจำนวนมากมายทำยังไง นายพรานก็อยู่ทุกแง่ทุกมุมเขาจ่อเข้ามาแล้ว รีบเตือน นี่เห็นไหมท่านสละไหม รีบเตือนบริษัทให้พากันวิ่งกลับนะ เราจะวิ่งเข้าสู่สงครามคือเข้าหานายพรานเลย ซึ่งใครจะไปคิดได้ มีแต่วิ่งหนีก็ปืนแหย่ตายไปกี่ตัวไม่รู้นะ ทีนี้แทนที่จะเป็นอย่างนั้น รีบเตือนหมู่เพื่อนบอกให้รีบกลับทั้งหมด เราจะวิ่งเข้าสู่สงคราม คือหานายพรานคนเดียว

เมื่อวิ่งเข้าไปนายพรานเขาผิดสังเกต คนนี้ก็จะยิงคนนั้นก็จะยิง โพธิสัตว์นี้เป็นสัตว์ วิ่งเข้าไปนี้จะยิงตัวนี้ก็จะถูกคนนี้ ยิงสัตว์ตัวนี้ก็จะถูกคนนั้น แทนที่จะกลัวไม่กลัวนะ วิ่งให้พวกนายพรานวุ่นวายกัน แทนที่จะยิงอันนี้ก็เลยไม่ได้ยิงเพราะจะยิงอะไรก็จะถูกคน พวกนั้นก็เผ่นไปหมดเลย เห็นไหมล่ะ นี่สละตาย ในชาดกท่านแสดงไว้ ท่านสละขนาดไหน แทนที่จะวิ่งหนีตายกับลูกน้องไม่ไปนะ บอกลูกน้องให้หนีหมดเราจะเข้าตรงนั้น ซึ่งใครไม่เคยคาดคิดใช่ไหม ไอ้เนื้อมันไม่กลัวเสือมีเหรอ อันนี้มันไม่กลัวนายพรานมีเหรอ ทำไมมันวิ่งเข้าไปหา หลบคนอยู่นั่น หลบไปหลบมาเพื่อให้ลูกน้องวิ่งหนีรอดตายไปได้ พอออกจากนี้ก็ปึ๋งออกเลย ที่จะยิงตัวไหนก็ยิงไม่ได้ ยิงสัตว์ตัวนี้มันก็จะถูกคนนั้นพวกเดียวกัน สุดท้ายนี้ก็ไปเลย นี่เรายกมาเป็นตัวอย่าง นี่ท่านสละขนาดนั้นนะ

คิดอย่างนั้นใครจะไป สัตว์ทั้งหลายไม่มีตัวไหนจะไปละ วิ่งไปหานายพราน อันนี้วิ่งได้เห็นไหมเพื่อบริษัทบริวารรอดตายไปหมด ท่านเองก็รอดตายไปเลย แล้วใครจะทุกข์ยิ่งกว่าพระโพธิสัตว์ นี้พูดมาเพียงวาระเดียวหรือสองเรื่องสามเรื่องที่เคยเป็นมาอย่างนี้ตลอดเพื่ออุ้มสัตว์ทั้งหลาย แล้วก็เพื่อจะได้เป็นศาสดาสอนสัตว์โลก ทีนี้พอตรัสรู้ปึ๋งขึ้นมา ความคาดหมายเหล่านั้นที่เป็นมาตั้งแต่เริ่มปรารถนาโพธิญาณ จนกระทั่งมาถึงวาระได้ตรัสรู้ธรรมปึ๋ง พอตรัสรู้ธรรมผางเข้าเท่านี้มันจ้าหมดเลย พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์เคยตกนรกหมกไหม้ เคยขึ้นสวรรค์ชั้นพรหมด้วยกันทั้งนั้น ตกนรกหมกไหม้เหมือนขึ้นบันไดขึ้นบ้านลงเรือนนี่นะ ขึ้นลง ๆ ตกมานี้กี่กัปกี่กัลป์ด้วยกันหมด

ก่อนที่ท่านจะได้มาเป็นพระพุทธเจ้า เห็นเรื่องเหตุการณ์ของตัวเองและสัตว์โลกทั้งหลายที่เป็นอย่างเดียวกันนี้ ท่านเห็นด้วยกันนี้เพราะท่านเคยตกนรกมาด้วยกัน ท่านรู้รู้อย่างเดียวกันนี้ มาเห็นอันนี้มีแต่กองฟืนกองไฟ กองมูตรกองคูถเต็มโลกเต็มสงสาร ก็ท้อพระทัย สะดุดกึ๊กทำยังไงเป็นอย่างนี้ ….…แล้วเทียบกับความรู้ที่กระจ่างขึ้นทีหลังมันไม่ใช่อันนี้เสียแล้ว มันผิดคาดผิดหมาย ว่าจะสอนธรรมดา มองดูแล้วมันมืดมันบอดที่สุดก็มีเยอะ ดูจนดูไม่ได้ก็มี ท้อพระทัย การเกิดแก่เจ็บตายเราก็เคยเกิดแก่เจ็บตายมาอย่างนี้เหมือนโลกทั่ว ๆ ไป แล้วการตกนรกหมกไหม้พระพุทธเจ้าทุกพระองค์เคยตกมาอย่างนี้เหมือนกัน สัตว์โลกทั้งหลายเคยเป็นอย่างนี้มาเหมือนกันหมดแล้วไม่สงสัย แล้วจะสอนไปยังไง

ครั้นมองลงไปที่อยู่นี้ หาวี่แววที่จะลากจะเข็นขึ้นจากทุกข์แทบจะมองไม่เห็น ท้อพระทัย แล้วความทุกข์ความทรมานในวัฏสงสารนี้หนักขนาดไหน จนกระทั่งว่าตรัสรู้แล้วจนดูไม่ได้ท้อพระทัย ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจจะสอนสัตว์โลกอยู่แล้ว เหตุใดจึงท้อพระทัย ถ้าไม่ถึงที่ว่าสุดวิสัย อยากจะว่าสุดวิสัยไปเสียแล้ว จึงท้อพระทัยในการสั่งสอนสัตว์โลก กำลังพิจารณา นี้หมายถึงทรงพิจารณาดูสัตวโลกในขณะที่พระทัยจ้าเห็นหมดทุกอย่างแล้ว ความเกิดแก่เจ็บตายของตัวเองมากี่ภพกี่ชาติ กองเต็มเมืองไทยเรานี้เพียงศพของคนคนเดียว ถ้าไม่ฉิบหายคนนี้ตายสัตว์ตัวนี้ตายในคนคนเดียวนี้แหละไปเกิดเป็นสัตว์เป็นบุคคลเป็นอะไรก็ตาม กองไว้ ๆ เมืองไทยเราไม่มีที่กอง มากไหมในภพชาติของสัตว์แต่ละตัว ๆ

นี่เราไม่เห็นมันก็ไม่เหมือนไม่เคยเกิดเคยตาย พระองค์ที่เห็นแล้วท้อพระทัย พระองค์เองก็เคยเป็นมาอย่างนี้แล้ว แล้วพ้นปึ๋งขึ้นมานี้ได้ยังไง ความหมายว่าอย่างงั้น เหมือนหนึ่งว่าจะไม่สอนโลก ท้อพระทัยจะสอนได้ยังไง กำลังพิจารณา เพราะคำว่าจิตของศาสดาจ้าขึ้นแล้ว ก็ต้องพิจารณาทั้งผลได้ผลเสียทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมไปในเวลานั้น พอดีท้าวมหาพรหมได้เล็งเห็นพระพุทธเจ้าในขณะนั้น ว่าทรงท้อพระทัยในการที่จะสั่งสอนสัตว์โลก จึงลงมาขออาราธนาพระพุทธเจ้าให้สั่งสอนโลกโปรดสัตว์ เพราะสัตว์ทั้งหลายที่มีธุลีเบาบางยังมีอยู่มาก ขอพระองค์อย่าทอดธุระอย่าทอดพระทัยแล้วนิพพานไปเสีย สัตว์โลกที่มีอุปนิสัยสามารถที่จะบรรลุธรรมที่เรียกว่ามีมลทินเบาบางยังมีอยู่มาก พร้อมกับพระองค์ก็พิจารณาของพระองค์แล้วเก่งกว่าท้าวมหาพรหมจะว่าไง แต่นี้ท้าวมหาพรหมท่านก็มีความคิดเพียงเท่านั้นก็มาทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าให้สั่งสอนโลก

ส่วนพระองค์พิจารณาอันนี้รอบโลกแล้ว พระองค์ก็ทราบหมดแล้ว สัตว์โลกมียังไงบ้าง เทียบกันเหมือนกับว่าสัตว์โลก เราไม่เอามาก ๆ ละ เอาเท่ากับภูเขาลูกหนึ่ง ภูเขาลูกนี้มันจะมืดจะดำไปหมด มันจะมีแต่หินผาหน้าไม้หาสารประโยชน์ไม่ได้เลยเชียวเหรอ มันจะพอมีไหมสิ่งที่เป็นสารประโยชน์ในภูเขาลูกนี้ ทรงพิจารณา ภูเขาลูกนี้เทียบกับสัตว์โลก ความหมายว่าอย่างงั้น แล้วมันจะมืดไปด้วยกันนี้หมดแล้วเหรอ มันจะไม่มีสารประโยชน์ที่แฝงอยู่ในภูเขาลูกนี้บ้างเหรอ พระองค์ก็ทรงพิจารณา อ๋อมี ไม่มากก็มี นั่นพระองค์ทรงปลงพระทัยจะสั่งสอนสัตว์โลก จึงได้เริ่มสอนสัตว์โลกตั้งแต่นั้นมา

แล้วเล็งอีกใครที่ว่ามีอุปนิสัยสามารถใกล้ชิดติดพันพระองค์ยิ่งกว่ากันมีใคร เล็งเข้าไปปั๊บก็จับได้ ก็เทศน์เบญจวัคคีย์ทั้งห้าเป็นอันดับหนึ่งแล้ว นี่ละพวกที่มีสารคุณประโยชน์ มีแร่ธาตุที่เป็นแร่ธาตุสำคัญ ๆ แทรกอยู่ในภูเขาอันหาสารประโยชน์อะไรไม่ได้เลย มีแทรกอยู่นั้นๆ ตามจุดต่าง ๆ ก็เอามาสอน จากนั้นมาสอนสัตว์โลก ก็ปรากฏเป็นสาวกสาวิกาขึ้นมา เป็นพุทธบริษัททั้งหลายเข้ามา พากันจำเอานะ นี่ละพระพุทธเจ้าสอนอะไรอย่าเข้าใจว่าเคลื่อนนะ ไม่มีเลยพระพุทธเจ้าสอนอะไร พวกเราทั้งหลายไม่มีอุปนิสัยปัจจัยทางด้านศีลด้านธรรมจะมาสนใจธรรมไม่ได้ เพราะกิเลสมันหนาแน่นมาก มันฉุดมันลากตลอดเวลานะ ธรรมนี้ต้องได้เอากันอย่างหนักๆ เราจะไปสร้างคุณงามความดีแต่ละอย่าง ๆ โถ ต้องรบกับกิเลสอย่างหนัก นี่แสดงว่ามันยังหนา ให้ว่าอย่างนี้นะ

เราอย่าไปตำหนิศีลµÓ˹Էҹความดีของเราเป็นอันขาด ให้ตำหนิตัวที่มันไม่อยากทำ ตัวนี้ตัวมันหนาแน่น ฟัดตัวนี้ๆ ฟัดไปฟัดมาต่อไปมันก็ค่อยจางไป ข้าศึกอันหนาแน่นค่อยจางไป อำนาจแห่งบุญกุศลของเราค่อยหนุนเข้าๆ ค่อยเบิกกว้าง ๆ ๆ ยิ่งพอใจปฏิพัทธ์ยินดีกับทางด้านศีลด้านธรรมเข้าไปเรื่อย ทีนี้ไม่ได้ทำอยู่ไม่ได้นะ นี่ละอำนาจแห่งคุณงามความดีของเราหนุน เบิกความมืดดำกำตาทั้งหลายของกิเลสที่มันครอบไว้ค่อยจางออกจางไป ทีนี้ไม่ได้ทำอยู่ไม่ได้นะวันหนึ่ง เอ้า ยกเรื่องทานเรื่องศีลก่อน จากนั้นเข้าภาวนา

เข้าภาวนานี้ก็มีข้าศึกอันใหญ่หลวงเหมือนกัน มันฟัดมันเหวี่ยงให้จิตหมุนติ้ว มันไม่ให้อยู่สงบได้ ตีเข้าไป ๆ ได้เห็นเจ้าของเองอ่านเจ้าของอยู่ตลอดเวลา จึงได้มาสอนโลกนั่นเอง เราไม่ได้สุ่มสี่สุ่มห้ามาสอนโลกนะ เวลาไปทำภาวนาฟัดกับกิเลสสู้กิเลสไม่ได้นี่เราก็เคยมาสอนให้ลูกศิษย์ลูกหาฟัง มาพูดทำไมอวดหรือหาอะไร พูดถึงเรื่องความหนาแน่นของกิเลสกับกำลังวังชาที่ฟัดกันไม่ถอยต่างหากนี่นะ เวลามันหนาแน่น โถ จนกระทั่งน้ำตานี้ร่วงอยู่บนภูเขาทั้ง ๆ ที่จะไปฟัดกับกิเลส ลาพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นนี้ออกไปขึ้นภูเขาฟัดกับกิเลสจะเอาให้เต็มเหนี่ยวคราวนี้ ไปมีแต่กิเลสฟัดเราเต็มเหนี่ยว ๆ ตั้งสติไม่ได้นะ

นี่เวลามันเก่งกล้าสามารถ ตั้งพับล้มผล็อยๆ ไม่มีที่ว่าอยู่นะ ตั้งท่าตั้งขนาดไหนๆ มันก็ล้มผล็อยๆ ต่อหน้าต่อตาจนงงตัวเอง โฮ้ นี่มาทำความเพียรยังไงเป็นอย่างนี้ สติไปไหนปัญญาไปไหน ไม่มี ทำยังไงน้ำตาร่วง ถึงขนาดนั้น คือสู้มันไม่ได้ มันเท่ากับเสือโคร่งตัวหนึ่ง ไอ้เราก็เท่ากับหนูตัวหนึ่ง สู้เสือด้วยกำปั้นละซิ มันฟาดเท่าไรเลือดสาดๆ เอ้า จนถึงนี่นะ พูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง ที่มันเคียดแค้นอย่างถึงใจนี้ เคียดแค้นให้กิเลสนี้เป็นธรรมนะ เคียดแค้นให้บุคคลหรือสัตว์ตัวใดเป็นกิเลส เพิ่มบาปกรรมเข้าไปมากนะ แต่เคียดแค้นให้กิเลสในหัวใจของเราจะฟัดมันให้มันแหลกนี้กลายเป็นธรรมขึ้นมา เคียดแค้นให้กิเลสมากเท่าไรความเพียรยิ่งหนัก

ไปอีก เล่าให้ฟังขนาดนั้นนะ ไปหาพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นอีก ได้รับอุบายจากท่านพอสมควรแล้วมาขึ้นเวที โอ๋ย หงายหมาลงทุกที เราไม่อยากพูดว่าหงายอะไร คือหงายหมาหงายไม่เป็นท่า ถ้าหงายแมวมันยังตบได้ใช่ไหมล่ะ อันนี้หงายหมามีแต่ร้องแหง็ก ๆ อย่างพวกเราที่นั่งอยู่ในโบสถ์ มีแต่ร้องพวกแหง็ก ๆ ทั้งนั้น หงายหมา ถ้าหงายแมวพอได้ตบฟู่ ๆ สู้กับหมาบ้างเข้าใจไหม อันนี้มีแต่หงายหมา มีแต่ร้องแหง็ก ๆ นี่เราพูดถึงเรื่องสู้มันไม่ได้ เอ้า กลับไปอีกไม่ถอย เพราะเคียดแค้นอยู่เต็มเหนี่ยว ถึงขนาดที่ว่ากูมึงนะไม่ใช่ธรรมดาแต่กูมึงในใจไม่ออกมาเพราะเราอยู่คนเดียว โถ มึงเอากูขนาดนี้เทียวเหรอ เอาละยังไงมึงต้องพังวันหนึ่ง ให้กูถอยกูไม่ถอย

นี่เคียดแค้นเต็มหัวใจ เรียกว่าเคียดแค้นให้กิเลสเป็นมรรคเต็มตัว สร้างความอุตส่าห์พยายาม ความมุมานะทุกอย่างขึ้นเต็มตัวด้วยความเคียดแค้นอันนี้ ไปอบรมจากท่านกลับมาอีก กลับมาอีกอยู่อย่างนั้นสามครั้งสี่ครั้ง ฟัดกับกิเลสตัวนี้ตัวที่มันเอาเลือดสาด เคียดแค้นให้มัน หลายครั้งหลายหนก็มันไม่ถอยนี่ เอาไปเอามามันก็ค่อยสงบลงบ้าง มันก็หงายให้เราดูบ้างบางทีนะ เหอ มึงก็มีท้องเหมือนกันเหรอกิเลส กูนึกว่ามีท้องแต่กู มึงก็มีท้องเหมือนกันเหรอกิเลส กูนึกว่ามีท้องแต่กู ร้องแหง็ก ๆ ให้มึงตบเอา ๆ ยิ่งได้ใจใหญ่นะ ซัดกัน นั่นละที่ว่าความเพียร จึงว่าพูดให้ใครฟังไม่มีใครอยากเชื่อนะ เพราะเราเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เอาจริงเอาจังมาก แล้วนิสัยจิตใจนี้จริงจังมากเสียด้วยนะ

เวลาเคียดให้กิเลสก็เคียดอย่างถึงใจทีเดียว ทีนี้พอได้ที่แล้วซัดกันเลย บางครั้งนี่เหมือนว่าเราขึ้นบนตะพองช้าง ช้างเหมือนกิเลส เราเป็นเหมือนเจ้าของ มันร้อง โก้ก ๆ เอาขอกระหน่ำมันลง มันบอกว่ายอมแล้ว ยอมก็ยอมเถอะ กูยังไม่ได้จางความเคียดแค้นของกู ขอกระหน่ำลงไปเรื่อย ๆ จากนั้นมาก็เอาเลยที่นี่ พอได้หลักได้เกณฑ์แล้วทีนี้จิตที่เคยวุ่นวี่วุ่นวายส่ายแส่ตั้งสติไม่อยู่ ตั้งได้ ๆ สงบเย็นไปเรื่อยๆ ความสุขค่อยปรากฏขึ้นๆ ไม่มีกิเลสมาตีให้แตกกระจัดกระจายเหมือนแต่ก่อน ขึ้นเรื่อย ทีนี้ก็ตั้งเรื่อย ซัดที่นี่ จิตไม่เคยเป็นความสงบก็เห็นประจักษ์ในใจ ไม่เคยเป็นสมาธิประจักษ์ในใจ จากนั้นออกทางด้านปัญญา ปัญญานี้หุงต้มกินไม่ได้นะ ต้องเอามาใช้พิจารณาแยกธาตุแยกขันธ์ที่มันติดมันพันภูเขาภูเรา พิจารณาแยกออก ๆ กระจ่างออกๆ

ในขณะเดียวกันฆ่ากิเลสตัวเป็นอุปาทานยึดมั่นถือมั่นออกเป็นลำดับลำดา ก็ยิ่งกระจายออกๆ เอ้า สรุปลงไปเลยจนกระทั่งความเพียรนี้เป็นเอง นี่ละเห็นไหมเวลาสู้กับกิเลสไม่ได้จนน้ำตาร่วง ทุกสิ่งทุกอย่างสู้กิเลสไม่ได้ อ่อนกำลังถ้าพูดถึงอ่อน แต่อันหนึ่งมันไม่อ่อน นี่ละที่ว่ายากลำบากขนาดไหนในเบื้องต้นซัดกับกิเลส ทีนี้พอถึงขั้นเราได้สติปัญญามีกำลังวังชาแล้ว ถึงขนาดสติปัญญาก้าวเดินๆ ทีนี้ไม่มีถอยเลย พุ่ง ๆ เลยเทียวนะ ไม่มีการจะได้บังคับให้ทำความเพียร มีแต่รั้งเอาไว้ๆ เพราะความเพียรมันเด็ดมันมาก มันพุ่ง ๆ เลย ทางที่จะหลุดพ้นจากทุกข์เหมือนอยู่ชั่วเอื้อมๆ นิพพานอยู่ชั่วเอื้อม ยิ่งหมุนเข้าไป บางคืนนอนไม่หลับเลยตลอดรุ่ง ๆ คือมันหมุนตลอด ความเพียรฆ่ากิเลส

นี่ละที่ว่ากิเลสนี่ตามธรรมดาของมันมันเป็นอัตโนมัตินะ มันเป็นกิเลสโดยอัตโนมัติของมันอยู่ในหัวใจของสัตว์ จะคิดเรื่องอะไร ๆ นี้เป็นกิเลสทั้งนั้นๆ เราไม่รู้นะ ต่อเมื่อได้ธรรมจับเข้าไปมันถึงรู้กัน ไม่มีธรรมจับไม่รู้มัน ตายกี่กัปกี่กัลป์ก็ไม่รู้ ทีนี้เวลามันมีกำลังมันก็เป็นอัตโนมัติ จะคิดจะปรุงจะพูดจะจาจะทำอะไรมีแต่เรื่องกิเลสพาทำพาคิดพาปรุงพาคิดพาตกพาแต่งทุกอย่างไปเรื่อย ไม่รู้นะว่ากิเลสทำงานโดยอัตโนมัติ ทีนี้พอได้สติปัญญาอัตโนมัติเข้ามานี้มันกลับตรงกันข้ามที่นี่ กิเลสมันผูกมัดสัตว์ทั้งหลายให้อยู่ในเงื้อมมือของมันด้วยความคิดความปรุงต่าง ๆ ที่มันฉุดลาดออกไปให้เสาะแสวงหาผลประโยชน์ของมันแต่สร้างความทุกข์ให้เรา นี้มันก็ค่อยสงบไปๆ

ทีนี้ทางสติปัญญาด้านธรรมะที่จะฆ่ามันก็แรงขึ้น ๆ สุดท้ายหมุนตัวเป็นเกลียวเป็นธรรมชาติอัตโนมัติ เป็นอัตโนมัติได้นะ กิเลสเป็นอัตโนมัติฉันใด เวลาธรรมนี้มีสติปัญญาธรรมเป็นต้น มีกำลังวังชาแล้วเป็นอัตโนมัติเหมือนกัน หมุนเป็นแบบเดียวกันเลย ไม่ว่าจะยืนจะเดินจะนั่งจะนอน แม้ที่สุดฉันจังหันอยู่นี้ งานของจิตฆ่ากิเลสนี้จะไม่ถอยตลอดเวลาๆ เหมือนกับกิเลสที่มันคิดมันปรุงของเรา เรากินข้าวกินน้ำอยู่ก็ตามนะ มันจะคิดจะปรุงเรื่องของกิเลสของมันวันยังค่ำฉันใด เรื่องสติปัญญาเมื่อเวลาถึงคราวแก้กิเลสแล้วมันจะคลี่คลายออกๆ เป็นอัตโนมัติของมัน หมุนติ้ว ๆ อย่างนั้นก็เหมือนนิพพานอยู่ชั่วเอื้อมๆ

จากสติอัตโนมัติแล้วก็เป็นมหาสติมหาปัญญาแก่กล้าสามารถ กิเลสพอโผล่ปั๊บขาดสะบั้นๆ เลย ไม่ต้องบังคับกันที่นี่นะ มันฟาดเราเลือดสาดๆ ทีนี้มันไม่ได้เลือดสาดนะ ขาดสะบั้นไปเลย มันเลยเลือดสาดไปแล้ว อำนาจของธรรมที่รุนแรงมากกว่า กิเลสพุ่งขึ้นมานี้ขาดสะบั้น ๆ ต่อจากนั้นมันก็ผึงเลย นี่ละที่ได้เห็นเรื่องวัฏทุกข์ วัฏจักรของตัวเองที่เกิดแก่เจ็บตายมาสักกี่ภพกี่ชาติ มันจ้าขึ้นมาแล้วจะไปทูลถามพระพุทธเจ้าหาอะไร ก็เห็นของอันเดียวกัน สัตว์โลกตายเกลื่อนกันอยู่นี้มาตั้งกัปตั้งกัลป์ เราไม่เห็นเฉย ๆ พระพุทธเจ้าแต่ก่อนไม่เห็นก็ไม่รู้ เวลาเห็นแล้วก็อ๋อ นี้เวลามันเห็นแล้วก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน ถามพระพุทธเจ้าหาอะไร เวลามันจ้าขึ้นมาเป็นอย่างนั้น ต่อจากนั้นท่านก็เลือกเฟ้นสั่งสอนสัตว์โลก สัตว์มีสี่จำพวกก็ว่าไป พากันจำเอานะ ว่าจะไม่พูดอะไรมากก็ไปใหญ่แล้ววันนี้ คึกคัก ๆ ขึ้นแล้ว ครั้นเวลาจบแล้วจะตายก็คือเจ้าของนั่นแหละ เวลาเทศน์ก็เจ้าของ เหมือนนักมวยเขาขึ้นต่อยกันเวลาซัดกันนี้ ยิ่งเข้าวงในแล้วไม่มีใครนึกถึงความเป็นความตาย ซัดกันตลอด บทเวลาลงจากเวทีมาแล้วจะสลบไสล นี่ก็แบบเดียวกัน พอลงเวทีมาแล้วจะสลบไสล

พระเณรเราก็ให้พากันตั้งอกตั้งใจนะ อย่าเหยียบย่ำมรรคผลนิพพานอยู่เฉย ๆ ในเพศผ้าเหลืองหัวโล้น ๆ นะ ให้มีแต่กิเลสเหยียบหัวเอามรรคผลนิพพานมาเป็นเครื่องรองเหยียบขึ้นๆ ของกิเลส เหยียบหัวใจพระ ให้ตั้งใจปฏิบัตินะ มรรคผลนิพพานคงเส้นคงวาหนาแน่น อกาลิโก แปลว่าอะไร ธรรมท่านบอกว่า อกาลิโก ไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลา บำเพ็ญธรรมเมื่อไรเป็นธรรม เดินตามกิเลสเมื่อไรเป็นกิเลส กิเลสกับธรรมอยู่ในหัวใจอันเดียวกันอยู่สองภาคนี้ เราหมุนไปทางเป็นธรรมขึ้นมา หมุนไปทางกิเลสเป็นกิเลสวันยังค่ำ อยู่ในหัวใจดวงเดียวเป็นอกาลิโกเหมือนกัน ให้ตั้งใจปฏิบัติก็แล้วกันนะ พูดจบกัณฑ์แล้ว


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก