พุทธศาสนาถือให้มั่นคง
วันที่ 25 ตุลาคม 2544
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๔

พุทธศาสนาถือให้มั่นคง

วันมะรืนก็จะไป อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี ไกลอยู่นะสุพรรณ ไกลกว่าสวนแสงธรรม ไปก็ไปก็พักค้าง วันหลังมาถึงจะมีงาน วันที่ ๒๘ มีงาน แล้วพักค้างที่นั่นอีกคืนหนึ่ง เรียกว่าไปสุพรรณคราวนี้ ๒ คืน วันที่ ๒๙ ฉันเสร็จแล้วเราก็กลับ ทางสายจากอยุธยาไปนี้เราเคยไปแล้วนะตอนที่อยู่ปราจีน ไปเทศน์ทางปราจีน แล้วก็มีอีกทางสุพรรณ ต้องไปสุพรรณอีก เพราะฉะนั้นถึงได้รู้ทางสายนี้บ้าง บางทีคิดดูซิไปเทศน์อยู่ที่เชียงราย ภาคเหนือยังไม่จบตามโครงการ อ้าว ทางมหาวิทยาลัยขอนแก่นนิมนต์มา โน่นฟาดจากเชียงรายมาเทศน์มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นของเล่นเมื่อไร อันนี้ขึ้นเครื่องบินมาเทศน์ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น พอเสร็จจากนี้แล้วขึ้นเครื่องบินกลับไปเชียงราย เพราะโครงการนั้นยังไม่เสร็จ นู่นของเล่นเมื่อไร

ไปสุพรรณก็ไปค้าง ๒ คืน ไปถึงทีแรกไม่มีอะไร ไปถึงค่ำแล้วก็พักเสีย วันหลังมาก็เริ่มงาน เสร็จงานแล้วค้างที่นั่นคืนหนึ่งเสียก่อน พอวันที่ ๒๙ ก็เดินทางกลับมา วันที่ ๙ ที่ ๑๐ เดือนพฤศจิกาก็ไปหนองผือ งานครบรอบพ่อแม่ครูจารย์มั่นเรา แล้วกลับมา พอวันที่ ๑๗ ก็ออกเดินทางไปสันกำแพง คราวนี้เรากะว่าจะไม่ไปเชียงใหม่ เพราะยังไงก็จะต้องได้ไปอยู่โดยดี ในวาระต่อไปนั้นก็ต้องได้ไปเชียงใหม่โดยตรง ด้วยเหตุนี้คราวนี้จึงไปเพียงแค่สันกำแพง งานอยู่ที่นั่น แล้วย้อนกลับมาลำพูน เถิน แล้วตาก ถึงกลับมา เป็นเวลา ๑ อาทิตย์พอดี คราวหลังอีกต้นเดือนกุมภา คราวนี้ถึงเชียงใหม่เลยเทียว ท่านเจ้าคณะภาคท่านเป็นเจ้าภาพ ทางคณะสงฆ์ด้วย ประชาชนด้วย เพราะท่านเป็นเจ้าคณะภาค เป็นลูกศิษย์ของท่านทั้งฆราวาสและพระสงฆ์ทั้งหมดในภาคนั้น แต่การแสดงธรรมยังไม่ทราบแน่ว่าจะเป็นจุดไหน เราคิดว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยมากกว่าเพราะกว้างขวาง เทศน์วัดเจดีย์หลวงไม่มีความหมายว่างั้นเลย แคบนิดเดียว

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่คนเต็มหมดจริง ๆ เพราะฉะนั้นจึงว่าในวัดไม่เหมาะเลย บรรจุคนไม่พอ วัดเจดีย์หลวงแคบนิดเดียว มหาวิทยาลัยนั้นเหมาะ จึงตั้งไว้เลยว่ามหาวิทยาลัย ถ้าหากไม่มีธุระอะไรเราก็กลับ ไม่เข้ากรุงเทพ ทีนี้เดือนกุมภาเป็นระยะที่ต้องไปกรุงเทพกลับมาอีกพักหนึ่งนะ ธันวานี้เขาก็นิมนต์ไว้แล้วทางเขตพญาไท เขาจดหมายมาเมื่อวาน เขาก็กะเอาระยะที่เราจะลงไปกรุงเทพประมาณเดือนธันวา ก็เป็นระยะที่เราจะลงไป ก็เหมาะดีตรงนั้น ไม่ต้องแยกต้องแยะยุ่ง ระยะนี้ถึงมกราเรากลับ แล้วกุมภาก็ไป เราก็โม้ไปอย่างนั้นแหละธาตุขันธ์มันไม่ได้อำนวย เฉพาะอย่างยิ่งถ้าหูอื้อแล้วจะเทศน์ไม่ได้นะ เทศน์นี้มันกวน เทศน์ไปไม่ได้นะ การเทศน์นี้ต้องไม่มีอะไรยุ่งเลย ยิ่งเทศน์ภาคปฏิบัติด้วยแล้ว และยิ่งเทศน์ธรรมะที่แกงหม้อเล็กหม้อจิ๋วแล้ว ใครมายุ่งไม่ได้เลย จะพุ่งทันทีเลย

เอา พี่น้องทั้งหลายฟังซิ นี่ละธรรมพระพุทธเจ้าถอดออกมาจากหัวใจ มันเต็มเหมือนอยู่ในถังน้ำ เปิดออกทางไหนมันออกไปหมดเลย เป็นยังไงศาสนาพระพุทธเจ้าจริงหรือหลอกลวงคน ฟังซิน่ะ เราไม่ได้ดูถูกเหยียดหยามศาสนาใด เอามาแข่งกัน ศาสนาพระพุทธเจ้าองคพยานคือพระสงฆ์สาวกอรหันต์ ล้วนแล้วแต่เป็นหลักฐานพยานของพุทธศาสนาทั้งนั้น เอาออกมาโชว์ได้สามแดนโลกธาตุ ท่านเหล่านี้เป็นสรณะหมด ตั้งแต่ท้าวมหาพรหมลงมา สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ เป็นหมด พระพุทธเจ้าเป็นอันดับหนึ่ง อันดับที่สองพระสาวกทั้งหลาย มีเชี่ยวชาญต่างกัน ๆ ลำดับลำดา จะเกี่ยวข้องกับพวกเทพนี้ทั้งนั้น ๆ นี่พยานแห่งพุทธศาสนาเราเป็นยังไง ฟังซิพี่น้องทั้งหลาย ยังจะมางมมาบืนนั้นบืนนี้อยู่หรือ เวลานี้ศาสนามหาภัยกำลังคืบคลานเข้ามา เราเตือนให้จำให้ดีนะ เราไม่ได้พูดเล่น พิจารณาแล้วค่อยว่านี่นะ ต้องเตือนเอาไว้ เราตายให้จับคำนี้ไว้นะ พุทธศาสนาถือให้มั่นคงเทียว

พี่น้องทั้งหลายมีวาสนาเต็มเปี่ยมแล้วนะ พุทธศาสนาไม่ได้พบง่าย ๆ พบก็ไม่เคารพเลื่อมใสถ้าลงเป็นซุงทั้งท่อน ๆ ไม่เกิดประโยชน์อะไร เราพอเป็นประโยชน์ให้รีบยึดนะ พุทธศาสนาเอกทีเดียว สักขีพยานมาตั้งแต่องค์ศาสดามา สาวกทั้งหลายทำประโยชน์ให้โลกสามแดนโลกธาตุ พระพุทธเจ้า พระสงฆ์สาวก ทำมามาก นี่พยานอันเอกของพุทธศาสนาเราคืออันนี้เอง ย่นลงมาเราไม่ได้คุยไม่ได้โม้ ถอดออกมา เกิดมาแต่โคตรพ่อโคตรแม่หลวงตาบัวก็ไม่เคยรู้เคยเห็น ไม่เคยบรรจุธรรมประเภทนี้ในหัวใจ แต่เวลานี้มันเต็มในหัวใจจึงบอกได้ชัด ๆ ละซี ใครจะว่าบ้าว่าบอเอ้าว่าไป ปากใครมี ธรรมจะเป็นธรรมตลอดไป ถ้าธรรมไม่เป็นธรรม ใครลบล้างที่ไหนก็ล้มเหลว ๆ ใช้ไม่ได้ ธรรมไม่ใช่ธรรม ถ้าลงธรรมเป็นธรรมแล้วใครจะว่าอะไรก็ตาม ไม่ได้มีความหมายอะไร เป็นธรรมล้วน ๆ

นี้ก็อย่างว่าละซิ เทศนาว่าการเทศน์มาเท่าไร เฉพาะช่วยชาติบ้านเมืองนี้ก็ร่วม ๔ ปีแล้วเป็นยังไง แล้วยังจะเทศน์อีกถ้าธาตุขันธ์อำนวย เรื่องธรรมไม่ต้องพูดว่างั้นเลย อันนี้ไม่มีวัย ออกเวลาไหนได้ตลอด แต่เครื่องมือไม่อำนวยล่ะซี เช่นอย่างว่าหูอื้อไปไม่ได้ แน่ะ เสียงแหบเสียงเครือหรือธาตุขันธ์พิกลพิการก็ไปไม่ได้ ธรรมก็ออกไม่ได้ เพราะธรรมต้องเอานี้เป็นเครื่องมือ แล้วเป็นยังไง เอามาหลอกพี่น้องทั้งหลายหรือเวลานี้ หลวงตาบัวกำลังหลอกพี่น้องทั้งหลายทั่วประเทศไทย เฉพาะอย่างยิ่งทั่วประเทศไทยเราเหรอ ครั้นต่อจากนั้นก็ออกทางอินเตอร์เน็ต หลอกไปถึงนอกโลกอีกเทียวหรือ หลวงตาบัวหยาบขนาดนั้นเหรอ พี่น้องทั้งหลายฟังให้ดีนะ

เราถอดออกมาจากหัวใจจริง ๆ ด้วยความเมตตาล้วน ๆ ต่อพี่น้องทั้งหลาย มันจะตายทิ้งเปล่า ๆ นะ มาเกิดพบของดิบของดีเลิศเลอคือธรรมพระพุทธเจ้าแล้ว อย่าเอาความขี้เกียจขี้คร้านท้อแท้อ่อนแอเหลวไหล และความไม่เชื่ออรรถเชื่อธรรมเข้ามากลืนหัวใจให้ลงนรกนะ อันนี้จะพาลงนรกทั้งนั้น ไม่ได้พาขึ้นแดนสวรรค์นิพพานเหมือนธรรมพระพุทธเจ้านะ ให้ยึดอันนี้ให้ดี นี่ปฏิบัติมาก็ดังที่บอกแล้ว เวลากิเลสหนาจนกระทั่งถึงน้ำตาร่วงบนภูเขา เอามาพูดทำไม มันร่วงก็บอกว่าร่วงจะผิดไปไหน ก็เราเป็นเองนี่ เคียดแค้นให้กิเลสสู้มันไม่ได้ เห็นไหมกิเลสอยู่ในหัวใจนี่ นี่ภัยของธรรม ภัยของศาสนา อยู่ในใจดวงเดียวกันนี้

เวลานั้นเป็นเวลาที่ภัยคือกิเลสตัณหามันท่วมท้นในหัวใจเรา ธรรมแย็บออกไม่ได้ ตั้งสติพับล้มผล็อย ๆ จนกระทั่งงงตัวเอง นี่ก็ได้มาพูดให้ฟัง มาพูดหลอกพี่น้องทั้งหลายเหรอ เอาเสียจนกระทั่งน้ำตาร่วงต่อหน้าต่อตา นี่ละถึงได้ยกขึ้นมาเรื่องความโกรธความเคียดแค้น อย่าเข้าใจว่าความโกรธความเคียดแค้นจะเป็นกิเลสอย่างเดียวนะ เป็นธรรมก็มี ความโกรธความเคียดแค้นให้บุคคลหรือสัตว์ตัวใดก็ตาม เรียกว่าเป็นกิเลสทั้งนั้น ความโกรธความเคียดแค้นให้กิเลสในตัวเองจะสังหารมันนี้เป็นมรรค เป็นธรรม อันนี้ละเป็นอำนาจอันใหญ่หลวงอันหนึ่งนะ

เวลาฟัดกันน้ำตาร่วงนี้เคียดแค้นถึงขีดเทียวนะ ถึงขนาดกูมึงนะฟังซิ กูมึงในใจไม่ได้เป็นบ้าออกมาข้างนอก อยู่ในภูเขา ซัดกับมันหงายหมา ๆ จนกระทั่ง โห มันความเพียรยังไงว่าขนาดนั้นนะว่าเจ้าของ ตั้งพับล้มผล็อย นี่กระแสของกิเลสอยู่ในหัวใจเรานี้ นี่ละภัยของธรรมอยู่ในหัวใจดวงเดียวกัน ไม่เห็นตัวแต่รู้อยู่ในใจ มันผลักมันดัน พอตั้งพับล้มผล็อย ๆ เคียดสุดเคียด แค้นสุดแค้น มันก็เหมือนสู้เสือด้วยกำปั้น พอเข้าไปมันตบเอาเสือ ก็เรามีแต่กำปั้น กิเลสมันเป็นเสือตัวหนึ่ง มึงเอากูขนาดนี้เทียวเหรอ เอาละยังไงมึงต้องพัง นี่เรียกว่าเจ็บแค้นเต็มที่แล้วนะ จะเอาให้มึงพังเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ ต้องตายเท่านั้นว่างั้นเถอะ ความเคียดแค้นถึงใจ มึงเอากูขนาดนี้เทียวเหรอ ยังไงมึงต้องพังวันหนึ่ง ให้กูถอยกูไม่ถอยว่างั้นเลย

กลับมาก็ไปหาพ่อแม่ครูจารย์มั่นนี้แหละ เราลืมเมื่อไร ไปฝึกซ้อมใหม่ สู้กิเลสไม่ได้ต้องไปฝึกซ้อมใหม่ กลับไปอีกซัดอีกหงายอีก กลับอีก มันไม่ถอยนี่ เพราะความเคียดแค้นมันถึงใจ ไปฝึกใหม่อีกไปอีกล้มอีก ล้มมีแต่แบบหงายหมา ๆ พอหลายครั้งเข้าไปมันก็หงายแมวล่ะซี มีท่า หงายลงไปมันตบได้อยู่นะหงายแมว จากนั้นก็เอาแล้วที่นี่ จากนั้นก็ฟาดเป็นเสือโคร่งเข้าไป นี่อำนาจแห่งความเคียดแค้นที่เป็นธรรม เคียดแค้นให้กิเลสเจ้าของ เคียดแค้นเท่าไรที่จะฆ่ามัน กำลังที่จะฟัดกันนี้ยิ่งหนัก ๆ มันเห็นในหัวใจเรานี่ พอได้ที่แล้วทีนี้ขยับเลยนะ ฟาดจนกระทั่งถึงมันยอมนะ ถึงขนาดที่กิเลสยอมมี

ซัดมันลงเหมือนเราขึ้นบนตะพองช้าง ขอกระหน่ำลงไปมันร้องโก้ก ๆ บอกว่ายอมแล้ว ยอมก็ยอมเถอะ มึงเอากูขนาดไหน ๆ มันจับเอา มานี้กระหน่ำเอาเลย ซัดใหญ่เลย ทีนี้ธรรมมีอำนาจแล้ว กิเลสที่มันมีอำนาจฟัดเราจนน้ำตาร่วง ทีนี้ธรรมมีอำนาจ ถึงขนาดกิเลสมันร้องเหมือนเสียงช้างโก้ก ๆ ขอกระหน่ำมันบนตะพอง ซัดกันใหญ่เลย จากนั้นก็ไม่ได้ถอยเลย ขนาบใหญ่เลย นี่ละความเคียดแค้น เราถึงได้เห็นว่าเป็นประโยชน์มากนะเคียดแค้นให้กิเลสเป็นธรรม เอาออกจากเวทีนี้แหละจะผิดไปไหน ก็เราเป็นเอง สู้กับกิเลส ชนะด้วยความเคียดแค้นให้กิเลส ชนะกิเลสด้วยความเคียดแค้นให้กิเลส ถ้าเป็นความเคียดแค้นเป็นกิเลส โกรธเท่าไรยิ่งเป็นกิเลสหนัก เผาหัวเจ้าของไปเรื่อย แต่นี้ไม่เป็นอย่างนั้นนะ ซัดลงไป ๆ จนกระทั่งมันหมอบ มันยอมร้องโก้ก ๆ ภายในใจนี้ ทางนี้ก็ยิ่งขนาบลงใหญ่เลย

นี่ละอำนาจแห่งความเพียร คือกิเลสกับธรรมมันอยู่ด้วยกันในหัวใจ ใจเป็นภาชนะหรือใจเป็นสนามรบระหว่างกิเลสกับธรรม รบกันบนหัวใจเรา ซัดกัน เวลากิเลสมีอำนาจมากนี้พังเลย สติปัญญาไม่มีความหมาย ใครอย่าอวดนะ นี้ได้เอามาพอแล้วสู้กิเลส สู้มันไม่ได้จริง ๆ เรียกว่าหงายหมา ๆ หงายไม่เป็นท่า อำนาจของมันแรงขนาดนั้น เหมือนกับว่าเราสู้เสือด้วยกำปั้น ทีนี้พอได้ที่แล้วกำลังของธรรมขึ้นกับกิเลส ทีนี้กิเลสค่อยอ่อนลง ทีนี้ก็ขนาบกันใหญ่ นี่ละอยู่ในหัวใจดวงเดียว ธรรมนี้อยู่ในหัวใจดวงเดียว เวลาสุดยอดจริง ๆ แล้วเป็นธรรมทั้งดวงเลยจิตดวงนี้ จิตกับธรรมเป็นอันเดียวกันเลยไม่เป็นอย่างอื่น

เวลายังมีสมมุติแยกกันอยู่นั้น กิเลสกับธรรมเป็นสอง ๆ อยู่ในจิต จิตเป็นอันหนึ่ง กิเลสกับธรรมอยู่ในนั้น เป็นสองอัน คือจิตนี้เป็นภาชนะ กิเลสกับธรรมอยู่บนจิต ฟัดกันอยู่ข้างบน ทีนี้เวลากิเลสมันพังลง ๆ ธรรมซัดกิเลสขาดสะบั้นลงไปหมด คำว่าสมมุติก็คือกิเลสจะเป็นอะไรไป มากน้อยคือกิเลสทั้งนั้น เรียกว่าสมมุติทั้งหมดเลย พออันนี้พังลงไปหมดแล้ว จิตกับธรรมเลยเป็นอันเดียวกันเลย นั่นละท่านเรียกว่าธรรมธาตุ เข้าใจไหมล่ะ ฟัง ท่านทั้งหลายให้ฟังนะ ใครมาสอนอย่างนี้มีไหม เราก็ไม่เคยสอนใคร เพราะเราไม่เคยรู้ ยังไงก็เล่าให้พี่น้องทั้งหลายฟัง ให้เป็นคติทั้งฝ่ายดีฝ่ายชั่ว เพื่อจะได้มาปรับปรุงตัวเองนั่นเอง ไม่ได้พูดเพื่ออะไร เรื่องโอ้อวดอย่ามาพูดว่างั้นเลย อวดหาอะไร โลกทั้งหลายมีแต่อยากอวดทั้งนั้น มันก็คงไปสวรรค์นิพพานกันหมดแล้วถ้าอวดเป็นผลดี มันไม่เห็นเกิดประโยชน์อะไร อวดหาอะไร เอาความจริงมาที่จะเป็นประโยชน์ต่อกันนั่นซิมาพูด

นี่ละใจกับธรรม กิเลสเป็นธรรมชาติหนึ่งมันหุ้มห่อจิตใจ ความโลภ ความโกรธ ราคะตัณหา ความฉุนเฉียวที่ทำจิตให้กระเพื่อมให้ขุ่นมัวตลอดเวลา มีแต่กิเลสกวนตลอดเวลาอยู่ในจิตนะ ไม่เห็นตัวมันแต่รู้อยู่ในจิต โลภก็รู้ว่าโลภ โกรธรู้ว่าโกรธ รักรู้ว่ารัก ชังรู้ว่าชัง หงุดหงิดอาการอะไรที่แสดงขึ้นมาเป็นเรื่องของกิเลสแล้วรู้หมด แต่มองหาตัวมันไม่เห็น หากรู้ภายในใจ ทีนี้เวลาธรรมขึ้นก็เหมือนกัน มองหาตัวไม่เห็นเหมือนกัน เวลาธรรมมีอำนาจขึ้นก็แบบเดียวกัน ๆ พังกิเลสลงไป ธรรมมองไม่เห็น แต่ความรู้กับธรรมนี้เป็นอันเดียวกัน จ้าอยู่ตลอดเวลา หนาขึ้น ๆ ทางนั้นอ่อนลง ๆ ตีลง ๆ อย่างนั้นนะ เวลามันเต็มเหนี่ยวของมันแล้วไม่ได้ถอยนะ ธรรมฆ่ากิเลสไม่ได้ถอย เหมือนกิเลสฆ่าสัตว์ทำลายสัตว์นั่นแหละ มันทรมานมากี่กัปกี่กัลป์ พาให้เกิดให้ตายตกนรกหมกไหม้ เป็นเปรตเป็นผีมากี่กัปกี่กัลป์กี่ภพกี่ชาติในบุคคลแต่ละคน ๆ

เพราะฉะนั้นจึงอย่าเอามาแข่งกันนะ เรื่องภพชาติของสัตว์ทั้งหลายนี้อย่าเอามาแข่งกัน เพราะจิตไม่เคยตาย ตัวนี้แหละตัวรับรองทั้งดีทั้งชั่วอยู่ในใจ ถ้าชั่วมีมากมันก็ดึงลงไปทางต่ำ ถ้าดีมีมากมันก็ฟัดเหวี่ยงกันไปดึงกันไปทางสูง ดึงขึ้นก็มีลงก็มีเวลาฟัดเหวี่ยงกันนั้น จนกระทั่งธรรมมีกำลังมากแล้วมีแต่ขึ้นๆ ถึงขั้นขึ้นแล้วทีนี้ไม่ถอย นี่แหละเรียกว่าธรรมเป็นอัตโนมัติในการฆ่ากิเลส เช่นเดียวกับกิเลสเป็นอัตโนมัติในการทรมานสัตวโลกนะ เป็นอัตโนมัติของมัน คิดแย็บแง่ไหนเป็นกิเลสทั้งนั้น ๆ เวลากิเลสเป็นเจ้าเรือน เป็นกิเลสทั้งหมด จะออกแง่ไหนก็ตาม ตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสกับอะไรกว้านกิเลสเข้ามาทันที ๆ นี่เป็นอัตโนมัติของมัน

ตื่นนอนขึ้นมาปั๊บทำงานแล้วกิเลส สังขาร ความคิดความปรุง สมุทัยดันออกให้คิด จนกระทั่งหลับ นอนหลับสนิทนั่นแหละเป็นเวลาพักเครื่อง พอได้หายใจบ้าง ถ้าจะกรนก็กรนครอกๆ ไปบ้าง มีตอนนั้นเท่านั้น ถ้าไม่ได้หลับแล้วสัตว์ตายง่ายที่สุดนะ พอตื่นขึ้นมาก็เอาอีกแล้วกิเลสหมุน นี่เรียกว่ากิเลสทำงานของมัน เพื่อผลประโยชน์ของมันแต่ทำลายหัวใจของสัตวโลกให้ได้รับความทุกข์ความทรมานมากไปโดยลำดับ ตามที่มันทำงานโดยอัตโนมัติของมันตลอดไป นี่เป็นเรื่องของกิเลสทำงานเป็นอย่างนี้ ในหัวใจของทุกดวงไม่ว่าสัตว์ว่าบุคคล

ครั้นเวลามีธรรม ธรรมจะเอาอะไรมาแก้ พุทธศาสนาเท่านั้น นั่นเห็นไหมล่ะ ที่นี่ย่นเข้ามานี่นะ มีพระพุทธศาสนามีพระพุทธเจ้าองค์เอกทรงเป็นศาสดาของโลกเท่านั้นมอบอาวุธให้ นอกนั้นอาวุธไหนมาก็ตาม กิเลสมันเอาเป็นผักจิ้มน้ำพริกสบายไปเลย ถ้าเป็นธรรมพระพุทธเจ้าไม่ได้นะหงายเลยนะกิเลส นั่นละเอาธรรมนี้เข้ามาฝึกอบรมๆ เข้าไปๆ เอ้า.ทาน ๆ ไป อย่าตระหนี่ถี่เหนียว ความตระหนี่ถี่เหนียวหวงเงินไว้ในกระเป๋าไม่เห็นมีความสุขอะไรเลย เอา เทียบกันซิ ธรรมกับกิเลสเทียบกัน กิเลสมันเห็นว่าการตระหนี่ถี่เหนียวเป็นคุณค่าเป็นราคา แต่ตัวมันเองก็ไม่เห็นมีความสุขอะไร มันหากเสกเอาเฉย ๆ มีก็มีอยู่อย่างนั้นไม่มีความสุข เวลาแยกออกไปเป็นทานมากน้อย ออกจากที่ตัวมันเหนียว ๆ แน่น ๆ นั่นแหละตัวตระหนี่

แยกออกเป็นทาน แยกให้คนไหนๆ รายใด มีความยิ้มแย้มแจ่มใส มีความยินดีมีความสุขทั่วหน้ากัน ๆ นั่นเห็นไหม ผลแห่งการให้ทานกับผลแห่งความตระหนี่ต่างกันยังไงบ้าง พิจารณาซิ ผลแห่งความตระหนี่ ไปที่ไหนคับแคบตีบตัน ใครไม่อยากคบค้าสมาคม คนตระหนี่ถี่เหนียวมาก เหนียวมากเท่าไรยิ่งไม่มีเพื่อนมีฝูงนะคนคนนั้น ให้มีความเฉลี่ยเผื่อเเผ่ มีความเมตตาสงสาร เพื่อนฝูงก็มากอะไรก็มาก นั่นละเขาได้รับความสุขจากความกว้างขวางของเรา จากการเสียสละของเรา ดูเอาซิ นี่ละที่เก็บไว้ไม่เกิดประโยชน์อะไร นอกจากทรมานตัวเองให้ได้รับความบอบช้ำ ทั้งหึงทั้งหวงทั้งห่วงทั้งใยอยู่ในนั้นหมด เป็นเรื่องของกิเลสไฟเผาหัวใจเจ้าของ ทีนี้เวลาแยกออกมาให้ทานแล้ว คนนั้นได้รับความสุข คนนี้ได้รับความสุข ยื่นอะไรให้เขาเป็นความสุขขึ้นมาในหัวใจของเขา ๆ เรื่อย ๆ ไปที่ไหนเบิกบานไป ๆ เรื่อย ๆ นี่แหละคนมีทาน ต่างกันอย่างนี้ ดูเอา

ทีนี้เรื่องทานเราก็ให้มาแล้ว เข้ามาอยู่ในนี้หมดนะ จำได้ไม่ได้ไม่สำคัญ อย่าไปคิดว่าจำได้ไม่ได้ ให้ทานที่ไหน ๆ บ้างไม่จำเป็น ตีตราปึ๊บ พอให้ทานลงไปปั๊บเป็นทานแล้วไม่มีที่ลับที่แจ้ง มีแต่ว่าทำแล้วเท่านั้น ทั้งดีทั้งชั่ว ทำแล้วเป็นดีเป็นชั่วขึ้นมาทันที นี่ละไม่มีอะไรเข้ามากีดกันได้เลยเรื่องการทำความดีความชั่ว ไม่มีสถานที่กาลเวลาใด ที่ลับที่แจ้งมากีดกันได้ คือการกระทำนี้เปิดตัวเองแล้ว ทีนี้เวลาทำไปเรายกตัวอย่าง เช่นการทำทานเป็นต้น มีมากมีน้อย ให้ทานคนไหน ๆ นี้ยิ้มแย้มแจ่มใส แม้กระทั่งหมา นี่ดูคุณเจริญ ตอนเช้าแกไปนี้แกเอาข้าวไปแจกหมา โถ แกมีบริษัทบริวารมากไม่มีใครสู้แกได้ละนะ บริษัทบริวารของแกคืออะไร คือหมาเต็มข้างถนน แกไปที่ไหนหมายั้วเยี้ย ๆ เอาให้ทานเลย ทั้งตบหลังมันทั้งให้มันกินข้าว อย่าว่าแต่ตบเลย จะขี้ใส่หลังมันมันก็ไม่ว่ามันได้กินข้าว ระวังแต่มันจะขี้ใส่หลังคนนะล่ะ หมาก็มีขี้เหมือนกันเข้าใจไหมล่ะ สบาย นี่หมาก็เป็นสุข พิจารณาซินี่ละเรื่องความเสียสละ

พระพุทธเจ้าทั้งหลายจึงสอนทานเป็นอันดับหนึ่งขึ้นมาเลย จะเป็นศาสดาเอกของโลกเพราะทาน นั่นเห็นไหม ศีล แล้วก็ ภาวนา ภาวนาเป็นที่รวมเป็นทำนบใหญ่สำหรับรวมผลทานทั้งหมด ผลศีลทั้งหมด ที่เราบริจาคมามากน้อยจะเข้าสู่ทำนบใหญ่คือภาวนา ถึงกาลเวลาแล้วหากเป็นเองในจิต ไหลรวมลงมาบุญกุศลในที่ต่าง ๆ สถานที่ต่าง ๆ ภพต่างๆ ที่เราบำเพ็ญมานั้นจะรวมตัวเข้ามาๆ พอถึงขั้นที่สร้างทำนบ น้ำก็ไหลเข้ามา สร้างทำนบคือการภาวนา ไหลเข้ามาๆ ทีนี้ผลทานบุญกุศลทั้งหมดรวมเข้าสู่จิตตภาวนา เป็นทำนบใหญ่ อันนี้แหละเบิกกว้าง ผึงนี้ขึ้นเลย อันนี้ทำนบใหญ่ นี่ละเวลาเราทำไปทำมาเข้ามาถึงด้านภาวนา จนกระทั่งภาวนาได้หลักได้เกณฑ์แล้ว ทีนี้จิตของเราจะเบิกกว้างออก ๆ บุญกุศลทำมามากน้อยจะมายิ้มแย้มแจ่มใสภายในจิตของเรา ทำที่ไหนก็ตามจะไม่อยู่ที่ไหน จะมาที่นี่ ๆ เพราะนี้เป็นที่รับรอง พอเบิกกว้างออก ๆ ทีนี้เรื่องของธรรมทำงานแบบอัตโนมัติแก้กิเลส เบิกกว้างออก ทางด้านภาวนาดีขึ้นๆ

ถึงขั้นสติปัญญาอัตโนมัติแล้ว นี่ละเป็นขั้นที่ธรรมฆ่ากิเลสโดยอัตโนมัติ เอ้า กิเลสมันเป็นอัตโนมัติในการผูกมัดสัตวโลกฉันใด อันนี้ก็เป็นอัตโนมัติในการคลี่คลายออก ฆ่ากิเลสไปโดยลำดับฉันนั้นเหมือนกัน ไม่มีกาลเวล่ำเวลา ยืนเดินนั่งนอนไม่มี ไม่ว่าอยู่อิริยาบถใดสติกับปัญญาที่จะฆ่ากิเลสฆ่าตลอด ไม่ว่ายืนว่าเดินว่านั่งว่านอน เลือกอิริยาบถนั้นนี้ไม่มี นี่ละธรรมทำงานฆ่ากิเลสก็ฆ่าแบบเดียวกับกิเลสทำงานทรมานจิตใจของคน อยู่ที่ไหนเป็นกิเลสทั้งนั้น คิดออกแง่ไหนเป็นกิเลสทั้งหมด ทีนี้เวลาธรรมมีกำลังมากแล้ว ธรรมออกทำงานฆ่ากิเลสก็แบบเดียวกัน อยู่ที่ไหนเป็นตลอด เว้นแต่หลับ ครั้นหลับนั้นพักสักที กิเลสก็พัก ธรรมก็พัก พอตื่นพับธรรมจับงานแล้ว ตามต้อนกิเลสแล้วเรื่อย ๆ ไป กิเลสค่อยอ่อนลง ๆ ละเอียดเข้าไป ๆ ธรรมนี้ละเอียดเข้าไปตามเข้าไปเหมือนไฟได้เชื้อ

เชื้อไฟมีหนาแน่นขนาดไหน เปลวไฟจะแสดงเปลวเต็มเหนี่ยว ๆ ทีนี้ไฟอ่อนตัวลงเปลวไฟก็อ่อนลง ๆ จนกระทั่งเชื้อไฟเป็นเชื้อที่ละเอียดแล้ว ธรรมะนี้เป็นสติปัญญา ที่เรียกว่ามหาสติมหาปัญญา ละเอียดสุดยอดเผากันไป ๆ เรียบวุธหมด นี่ละวัฏวนหมดตรงนี้ หมดด้วยอำนาจของธรรมฆ่าต่างหาก ไม่ได้หมดด้วยอำนาจของกิเลส กิเลสนี้มีแต่สั่งสมขึ้นโดยถ่ายเดียว แต่ธรรมนี้ฆ่าลงไป ๆ เมื่อถึงนั้นแล้วปั๊บ ทีนี้หมดจะรู้ในตัวเอง ว่าเคยเกิดแก่เจ็บตายได้รับความทุกข์ความทรมานมากน้อยเพียงไร มายุติที่กิเลสสิ้นซากลงไปนี้เท่านั้น กิเลสเป็นตัวสร้างทุกข์ นั่นบอกแล้ว พอกิเลสสิ้นซากลงไปแล้วไม่มีอะไรสร้างทุกข์อีกเลย นั่นละบรรดาพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ท่านบอกว่าท่านเสร็จกิจในศาสนา งานนี้เสร็จแล้ว

โลกไม่มีเวลาสิ้นเสร็จ สร้างไปเท่าไรก็ไม่มี ได้อันนี้แล้วก็อยากได้อันนั้น อยากได้อันนั้นเรื่อย เหมือนไฟได้เชื้อ ความโลภติดตามไปเรื่อย เชื้อหามาได้เท่าไรมันเผาเรื่อยไป ๆ ไม่มีเหลือ นี่เรื่องของกิเลสทำงานตายทิ้งเปล่าๆ ใครจะว่าดิบว่าดีว่ามั่งว่ามีศรีสุขเท่าไรก็ถึงขั้นความหมดหวังเหมือนกันหมด ไม่มีใครสมหวัง แต่ทางด้านของธรรมะนี้ เอา ทำลงไป ๆ ฟาดนี้ถึงขั้นสมหวังแล้วเรียกว่า วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาติ เสร็จแล้วกิจการทั้งหลายในพุทธศาสนา ที่อยู่ในแดนสมมุตินี้ได้สิ้นสุดลงไปแล้ว ตั้งแต่บัดนั้นท่านไม่มีงานอะไรทำเลย งานก็คืองานแก้กิเลสฆ่ากิเลส กิเลสสิ้นซากลงไปแล้วงานหมด ท่านอยู่ครองขันธ์ไปเท่านั้น ที่จะให้ได้ว่าทำงานอันนั้นๆ เพื่อชำระกิเลสไม่มีสำหรับพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ นอกจากงานสงเคราะห์โลกสงสารและงานเยียวยาธาตุขันธ์ไปพอถึงวันของมัน พาอยู่พากินพาขับพาถ่าย พาหลับพานอนไปธรรมดาของมัน พอถึงกาลเวลาแล้ว ไปไม่ได้แล้วเหรอ ดีดผึงเดียวไปเลย

งานช่วยโลกก็แนะนำสั่งสอนทุกสิ่งทุกอย่างดังที่เราเคยเห็นมานั่นแหละ งานของท่านจริง ๆ แล้วไม่มี หมดโดยสิ้นเชิง ขาดสะบั้นไปหมด ขึ้นชื่อว่าแดนสมมุติไม่มีติดในหัวใจท่านแม้เม็ดหินเม็ดทรายเลย มีแต่ธรรมบริสุทธิ์ล้วนๆ เรียกว่าธรรมธาตุๆ นั่นละธรรม เวลาเราทำลงไปนี้แล้วจะรู้ความยุติ ความหยุดในการเกิดตาย และความทุกข์ความทรมานทั้งหลายที่มากับการเกิดตายนี้ยุติลงพร้อมกันหมด ในขณะที่กิเลสซึ่งเป็นเชื่อสร้างทุกข์นั้นได้ขาดสะบั้นลงไปจากจิตใจ งานของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์จึงไม่มีในการฆ่ากิเลสต่อไป นี่งานของศาสนาสิ้นสุดลงได้

งานของโลกไม่มีทางสิ้นสุดไปเรื่อยอย่างนี้แหละ ตลอดตั้งกัปตั้งกัลป์ไม่มีต้นไม่มีปลาย งานของศาสนามี ถึงต้นมองหาไม่เห็นก็ตาม ปลายสุดขีดแล้วไม่ไปอีกแล้ว ขาดสะบั้นลงไปหมด ทีนี้อดีตที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านมาแล้วยุ่งกับมันอะไร ปัจจุบันก็บริสุทธิ์แล้วติดหาอะไร ก็อย่างนั้น นี่ละการปฏิบัติศีลธรรม พระพุทธเจ้าศาสดาเอกจำให้ดีทุกคนนะ เกิดมาไม่ได้พบ ย่นเข้ามาตรงนี้ ยันกันอยู่เวลานี้เอามาจากไหนว่างั้นเลย เราไม่เคยเห็นพระพุทธเจ้าองค์ศาสดาที่เป็นพระสรีระเหมือนเราๆ ท่านๆ แต่ธรรมธาตุกับพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่ถามกันเลยเข้าใจไหม พอถึงขั้นนี้แล้วไม่ทูลถามพระพุทธเจ้าพระองค์ใดก็ตาม สาวกมีกี่พระองค์ไม่ต้องทูลถาม เป็นอันเดียวกันหมดแล้ว เหมือนน้ำในมหาสมุทรจ่อลงไปปั๊บนี้เป็นมหาสมุทรหมดด้วยกันแล้ว ถามหามหาสมุทรไหนอีก อันนี้จิตนี้พอผางออกไปเข้าสู่ธรรมธาตุที่บริสุทธิ์ล้วนๆ อย่างเดียวกันแล้วเท่ากับน้ำมหาสมุทร ถามหาอะไรมหาสมุทร จ่อลงปั๊บถูกแล้วมหาสมุทร ปั๊บนี้เป็นธรรมธาตุด้วยกันแล้ว ถามพระพุทธเจ้าหาอะไร พระพุทธเจ้าคืออะไร ก็คืออันนี้คือเห็นอยู่นี้ พากันเข้าใจเหรอ

นี่ละที่สอนพี่น้องทั้งหลายเราไม่ได้ด้นได้เดามาสอน ถอดออกมาจากหัวใจที่บึกบึนมาตั้งแต่ล้มลุกคลุกคลานจนน้ำตาร่วงๆ ตั้งแต่นั้นละต้นเหตุแห่งกิเลสมันซัดเราจนกระทั่งน้ำตาร่วงๆ เวลาเราฟัดกับกิเลสน้ำตาร่วงบนภูเขาวัดดอยธรรมเจดีย์เข้าใจไหม นี่เวลากิเลสสิ้นซากน้ำตาร่วงเหมือนกันนะ ขาดสะบั้นลงไปนี้เหมือนหนึ่งว่าฟ้าดินถล่มเลย จนถึงขนาดขึ้นอุทานในใจแต่ไม่ได้ออกปากนะ กายนี้ผึงเลย ไหว นั่งอยู่ธรรมดานอนธรรมดาเรานี้แหละ เวลามันเป็นขึ้นระว่างกิเลสกับใจขาดสะบั้นจากกันนี้ดีดผึง เหมือนหนึ่งโลกธาตุหวั่นไหวไปหมดเลย น้ำตามาจากไหนพังเลย นี่คือน้ำตาชัยชนะ น้ำตาบนภูเขาน้ำตาแพ้อย่างหลุดลุ่ย เรียกว่าน้ำตาหมาเข้าใจไหม นั่นน้ำตาหมา น้ำตาสุดท้ายเป็นน้ำตาธรรมแก้กันปึ๊งเลยทีเดียว

นี่เอามาพูดให้ท่านทั้งหลายฟังทั้งสอง ตั้งแต่บัดนั้นมาจนกระทั่งป่านนี้ไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลา จ้าอยู่ตลอดเวลา นี่ละท่านว่านิพพานเที่ยงคืออะไร ดูอันนี้รู้เอง ถามหาอะไรนิพพาน ถ้าลงได้ถึงตัวธรรมชาตินิพพานจริงๆ แล้วไม่ต้องถามกัน พระพุทธเจ้าพระสาวกทั้งหลายท่านไม่ถามนิพพานกัน เหมือนอย่างเราไปเห็นน้ำมหาสมุทรจะไปถามหามหาสมุทรที่ไหนอีก นี้ก็เหมือนกัน จ้าลงไปธรรมธาตุซึ่งเทียบกับน้ำมหาสมุทรแล้ว ถามพระพุทธเจ้าอะไร พระพุทธเจ้าคืออะไร ก็คือนี้เอง เข้าใจไหมล่ะ นี่เรื่องธรรมเป็นอย่างงั้นละ มีหรือไม่มีที่กล่าวนี้ธรรม พระพุทธเจ้า บาปบุญนรกสวรรค์มีหรือไม่มี หัวใจเป็นผู้บรรจุไว้หมดนะ เวลามันเปิดมันเปิดหมดเลยเห็นหมด เจ้าของสร้างมาไม่เห็นได้ยังไง ทั้งดีทั้งชั่วมันก็รู้ประจักษ์ในหัวใจเจ้าของทุกอย่าง สงสัยไปไหน

นี่พูดถึงเรื่องธรรมมีหรือไม่มีให้พี่น้องทั้งหลายฟัง ถ้าธรรมมีก็ยอมรับด้วยกันมันเป็นกิ่งก้านสาขาของธรรม บาปบุญนรกสวรรค์เป็นกิ่งก้านสาขาของธรรม จับต้นนี้กิ่งก้านไปยังไง มันเห็นไปหมดเกี่ยวโยงกันไปหมด ต้นมันคืออะไร คือธรรมกับจิตเป็นอันเดียวกันแล้วนี่คือต้น กิ่งก้านทั้งหลายแตกออกไปนี้มันก็กระจายไปหมด ก็เป็นอย่างนั้น วันนี้ก็ว่าจะไม่พูดเรื่องอะไรไปเรื่องอะไรไปใหญ่เลยนี่ อย่างนั้นแหละมันเอาแน่ไม่ได้นะ ลงถังแตกแล้วมันไปเลยเข้าใจไหม แหย่ตรงนี้แตกออกมาทางนี้ แหย่ตรงนั้นแตกออกมาตรงนั้น พอถังแตกหมดแล้วมันไปเลย นี่จะว่ามันแตกอะไรก็แล้วแต่จะพิจารณากันเถอะก็มันเป็นอย่างงั้น มันไม่มีขอบเขตว่าอย่างนั้นเลย

เพราะฉะนั้นการตอบการถามถ้าจะเป็นประโยชน์แล้วมันจะทันทีเลย ไม่ต้องไปคว้าหาที่ไหน พูดแล้วสาธุ ไม่ได้ประมาทนะ แต่ก่อนมันก็ไม่เคยเป็น แต่เวลามันเป็นแล้วจะให้พูดว่ายังไง เป็นแล้วก็ต้องบอกว่าเป็นแล้วล่ะซิ เป็นอย่างนั้นนะ คือไม่มีขอบมีเขตไม่มีฝั่งมีฝา เพราะขอบเขตฝั่งฝาเป็นสมมุติทั้งหมด อันนั้นครอบไปหมดแล้วเอาเขตเอาฝั่งเอาฝามาจากไหน เอาพอนะ ต่อไปมันจะไม่มีอะไรเทศน์แหละหลวงตา ป.๓ เทศน์ทุกวัน ๆ

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก