อยู่กับพุทธศาสนาอย่าให้ใจว้าเหว่
วันที่ 31 ตุลาคม 2544
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๔

อยู่กับพุทธศาสนาอย่าให้ใจว้าเหว่

เครื่องบินตกนี้นาน ๆ จะได้ยินทีหนึ่ง รู้สึกว่าเขาปฏิบัติทางอากาศด้วยเครื่องบินนี้ดี จะไม่ให้มันตกได้ยังไง ตั้งแต่นกมันมีปีกบินไปบินมามันยังตกได้ เรื่องรถยนต์นี่มันเป็นอันตรายถี่ยิบทั่วไปหมดเลย แต่เครื่องบินนี้นาน ๆ จะได้ยินทีหนึ่ง ที่พูดนี้คือเอามาเทียบกันระหว่างรถยนต์กับเครื่องบิน เครื่องบินนี้ธรรมดาใคร ๆ ก็กลัวว่าเป็นอันตราย แต่ครั้นแล้วเรื่องราวอย่างนี้ไม่ค่อยมี นาน ๆ จะมีทีหนึ่ง มีก็เป็นเหตุสุดวิสัยเสียบ้างอะไรบ้างอย่างนี้นะ คือรถยนต์นี้มันสุดวิสัยไม่สุดวิสัยมันก็เกลื่อนอยู่ข้างถนน ชนกันบ้าง ตกคลองบ้าง มีอยู่ทั่วไปแต่ก่อน แต่เวลานี้รถยนต์รู้สึกว่าดีขึ้นมาก ไปที่ไหนไม่ค่อยเห็นรถยนต์ชนกันอยู่สองฟากทาง

ตั้งแต่ทางแคบ โอ๋ย ไปที่ไหนมีแต่ซากรถยนต์ ทางแคบกับทางกว้างต่างกันนะ ยิ่งทางสองเลนแล้วยิ่งสะดวก ไปไหนไม่ค่อยเห็นซากรถซากคน แต่ก่อน โอ๋ย มีเกลื่อนไปหมด ไม่ว่าไปจังหวัดไหนภาคใดมีอย่างเดียวกัน จนเราอดคิดไม่ได้ ตอนที่จะไปอังกฤษปี ๕๑๗ นั้น ถนนหนทางเรายังไม่มีอะไรปรับปรุงกัน ขี่ถูไถกันไปอย่างนั้น รถราชนกันไม่ว่าบ้านนอกในเมือง ชนดะ เรื่องเหล่านี้ละที่เวลาเราไปอังกฤษเราจึงเอามาเทียบเคียงกัน ไปอังกฤษนี่ไม่เห็นรอยซากรถชนกันเลย ไปอยู่นั่นสองอาทิตย์กว่า เราก็ออกทุกวัน ๆ ออกเที่ยวดูสถานที่นั่นที่นี่ ขี้เกียจขี้คร้านขนาดไหนก็ไป เพราะเราตั้งใจไปด้วยเหตุผล ไปดูที่นั่นที่นี่เป็นทัศนศึกษาไปในตัว ๆ เลย จนกระทั่งวันกลับไม่เห็นรถชนกันที่ไหน ๆ เลย

เย็นวันนั้นเราไปเที่ยวครั้งสุดท้าย พอเช้ามาวันหลังก็ขึ้นเครื่องบินกลับ มาเที่ยวสุดท้ายนั่งรถมา รถที่เรานั่งมานั้นเป็นรถสถานทูตไทย เขามารอมารับอยู่ตลอดเวลา เราก็มาวิตก โห มันแปลกอยู่นะ นอกจากธรรมแล้วเหมือนหนึ่งว่าเทวดามาเตือน พอเราวิตกขึ้น เพราะไปที่ไหนก็ไปหมดแล้วตั้งสองอาทิตย์กว่า แล้ววันนั้นเป็นวันสุดท้ายที่เที่ยวดูรอบเมืองอังกฤษ วันหลังก็ออกเดินทาง เมืองนี้ไม่ค่อยเห็นรถชนกัน คิดในใจนะ เมืองไทยเราไปที่ไหนเกลื่อน เราก็คิดว่าเมืองนี้เป็นเมืองใหญ่ เห็นรถราชนกันไม่มีเราว่าอย่างนั้นแหละ ไม่นานนะ รถเราไปรถคันไหนมาชนท้ายเราตุ๊บเลย ไม่นานนะพอเราวิตกในใจ รถเขาก็เวียนมา รถเราก็อยู่ข้างหน้า มันเบรกไม่ทันชนตุ๊บ มันก็เหมือนเอากำปั้นทุบเอานี่ ไม่รุนแรงไม่เสียหาย

ทางนี้เราก็ดูคนขับรถเราจะมีอาการอะไรบ้างไหม ไม่มีนะ เขาก็ดี วางให้เหมาะสมกับสังคม พอชนตุ๊บข้างหลัง เราเองก็ไม่มองเพราะไม่รุนแรงอะไร รู้แต่ว่ารถชนกันเตือนเราแล้วเราคิดคะนอง คิดว่างั้นนะ เราคิดคะนองว่ามาจนกระทั่งป่านนี้ยังไม่เห็นรถชนกันในเมืองอังกฤษเลย สักเดี๋ยวตุ๊บท้ายรถเรา รถเขามาชนท้ายรถเรา ไม่เสียหายอะไรแหละ มันเท่ากับเอากำปั้นมาตีเอานี่ มาตุ๊บ ไม่ชนยังไง คงหมายว่าอย่างนั้น เวลาลงจากรถเราก็เดินฉากไปทางหลัง ไม่เห็นรอยอะไรเลยนะรถสถานทูตเรา ไปเห็นนั่นที่ว่ารถชนท้ายของเรา นอกนั้นไม่มีเลย ขบขันดี

เราคาดเท่าไรผิด เราจนได้บอก โอ๊ เมืองไทยเรามันเป็นเมืองเด็ก เราว่างั้น เมืองเขาเป็นเมืองผู้ใหญ่ คือทุกอย่าง ๆ ดูแม้แต่เด็กก็มีกฎมีระเบียบเรียบร้อย เห็นป้ายให้รอ เช่น ทางม้าลายอะไรอย่างนี้ จะมีป้ายมีอะไรบอกไว้ ไม่ว่ารถไม่ว่าเด็กจะปฏิบัติถูกต้องตามนั้นเลย รถพอมาถึงนี้แล้วจะหยุดกึ๊กเลย เด็กก็เหมือนกัน พอมาเขารอ พอรถหยุดปั๊บเขาจะปึ๋ง ๆ เลยเขาไม่มองหลังนะ ดูเข้าท่าเข้าที แล้วไม่เห็นรถชนกันเลยตลอด เศษกระจกตามข้างถนนซึ่งเมืองไทยเรามีเกลื่อนเพราะรถชนกัน ไม่มี เราดู เอ้อ เข้าท่าดี

คือแต่ก่อนเมืองไทยเราถนนแคบ มันเฉียดกันไป ทนไม่ไหวก็ต้องชนกันเป็นธรรมดา แต่ทุกวันนี้ไม่เป็นเพราะถนนกว้าง ความระมัดระวังของคนก็ดีมากกว่าแต่ก่อน จึงไปที่ไหนไม่ค่อยเห็นรถชนกัน ก็เห็นแต่รถผีบ้าคันหนึ่งอยู่ที่หน้าบ้านดงเค็งนี่ วันเราออกเดินทางไปนี่ พอเลี้ยวจากดงเค็งจะไปทางขอนแก่นนั้น เห็นรถเก๋งคันหนึ่งมันก็ขับไปอย่างธรรมดา มันลงไปนอนอยู่ในคลอง รถคันนี้มันเป็นบ้ามาแต่ไหนมาลงคลอง เราก็เลยว่าอย่างนั้น ทางเขาทำไว้ไม่ยอมไปโดดลงในคลอง อยู่นั้นไม่เห็นมีคนสักคนนะ รถเก๋งคันนั้น ตามธรรมดาไม่เห็นรถชนกันที่ไหนไม่ค่อยมี

จึงพูดถึงเรื่องเมืองอังกฤษเป็นเมืองผู้ใหญ่ เมืองเราเป็นเมืองเด็ก กระทั่งเด็กปฏิบัติต่อกฎจราจรเรียบร้อยหมดเลย ไม่ว่าจะวิ่งไปที่ไหนรถนะ พอเห็นเสาจราจรหรือเสาอะไรนี้ เท่ากับตำรวจคนหนึ่งนั่นเอง คือเรานั่งรถเรานี้ไปเราก็รู้ล่ะซี รถเราพวกอังกฤษทั้งนั้นมาขับให้ รถเขามารออยู่ตลอดเวลา จะไปคันไหน ๆ ได้ทั้งนั้น ครั้นเวลานั่งรถไปนี้ พอไปถึงนั่นปั๊บจะเหมือนตำรวจคนหนึ่งเขาจะปฏิบัติหน้าที่ได้ถูกต้อง พอไปถึงนั่นเบาวูบเลยนะ พอผ่านก็บึ่ง โฮ้ อย่างนี้เองเขาเคารพกฎจราจร มันถึงไม่มีอันตราย ไปที่ไหนเหมือนกัน แล้วเราไม่ได้ขึ้นรถคันเดียวนะ ลูกศิษย์ลูกหามาจอดอย่างน้อย ๓ คันอยู่แล้ว เราอยากไปเมื่อไรได้ ๆ ลูกศิษย์ในลอนดอนก็เยอะ แล้วมีทางสถานทูตอีกด้วยมาบริการ บอกว่าทางนี้มีแล้วเขาก็ไม่ฟัง เขาก็เอารถทางสถานทูตมารอทุกวันเราก็เลยไป นั่นละจึงได้ดู นั่งรถคันนี้กับรถคันนั้น คนขับเป็นคนละคนกัน แต่เวลาปฏิบัติต่อกฎจราจรเป็นเหมือนกันหมด นี้เป็นคนชาวอังกฤษเป็นอย่างนั้น เขาเคารพจริง ๆ

ไปอยู่นั้นสองอาทิตย์กว่า มันตั้งไป คือขี้เกียจขนาดไหนก็ไป เราตั้งใจไปทัศนศึกษาดูเหตุการณ์ทุกสิ่งทุกอย่าง แม้ที่สุดโรงงานใหญ่ ๆ เขาก็เข้านะแต่ไม่ลงรถ ชาวอังกฤษเขาชำนิชำนาญพอแล้วให้เขาพาไป ไปก็ฉากเข้าไปโรงงานดูทุกอย่าง หากไม่ลงรถนะ ฉากไปรอบแล้วออก โรงอะไร ๆ ดูหมด ไปเที่ยวดูซอกแซกหลวงตานะ โรงงานใหญ่ ๆ เขาขนรถยนต์ออกมานี้เป็นชั้น ๆ รถยนต์เขาออกมาจากโรงงานของเขา ไปเที่ยวดูหมดซอกแซกซิกแซ็ก จากนั้นก็ลงไปสระน้ำใหญ่บึงใหญ่เขารอบ ๆ ไปเที่ยวดู พวกสัตว์พอเห็นคนไปนี้รุมมาเลย เราสังเกตดูพวกนกอยู่ในน้ำพอเห็นคนมานี้มันว่ายน้ำมาเลยเป็นฝูง คงจะเคยกิน สักเดี๋ยวเห็นเขางัดนั้นออกงัดนี้ออกโยนให้เขา โอ๋ย เขาเคยอย่างนี้ ทางนี้ก็เตรียมของต้อนรับไปแล้ว เพราะฉะนั้นทางโน้นถึงมา พวกไหนก็แบบเดียวกัน

จากนั้นโดดขึ้นคนพวกกระรอก คนนั่งเก้าอี้มันโดดขึ้นคนตามตัก มันคุ้นขนาดนั้น ขึ้นบนตักเลย เราก็ได้ดู อ๋อ นี่ความตายใจ ความให้อภัย ความเมตตาสงสารกัน มันเป็นอย่างนี้ ๆ ก็คือธรรม ธรรมอยู่ที่ไหนเย็นไปหมด เอามาเทียบพิจารณา ไปทุกวันนะ ตอนเย็นพอบ่าย ๔ โมงก็ออก แต่นู้น ๓ ทุ่มมันถึงมืดนะ กลางคืนจริง ๆ มีเพียง ๕ ชั่วโมง เวลากลางวันมีถึง ๑๙ ชั่วโมงไม่ใช่เล่น ตอนที่เราไปเดือนมิถุนา กลางวันมาก กลางคืนมีเพียง ๕ ชั่วโมงเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นกลางคืนเวลาไหนไป เช่น ๖ โมงนี้ตะวันยังอยู่สูง กลางวันมาก ตอนบ่าย ๔ โมงไป กะไว้ประมาณ ๒ ชั่วโมงพอดีวันหนึ่ง ๆ กลับมาพอ ๖ โมงเย็นก็ประชุมเทศน์

แต่เสียดายที่เราไม่ได้ภาษาเขา ฝากกันไปมันไม่ถนัดมือ จิ้มเอานี้ฟันเอานี้มันเร็วดี ไอ้นี้ฝากไป เขาก็เป็นพวกเดียวกัน ท่านปัญญาก็พวกอังกฤษเขาจะไปตีกันแรงอะไร เขาตีเบา ๆ ถ้าเป็นเราแล้วใส่ปั๊วะเลย จึงได้ไปเห็นพวกอังกฤษหัวเราะ ธรรมดาเขาไม่หัวเราะนะ เขามานั่งเหมือนผ้าพับไว้ ทีแรกก็มีเก้าอี้ ครั้นต่อไปคนมามากต่อมากเก้าอี้เลยไม่มีความหมาย ใครมาถึงที่ไหนนั่งเลย ๆ เวลาฝรั่งออกจากเก้าอี้นั่งได้ทุกแห่งนะ ไม่ใช่เล่น อย่าประมาทเขานะ เขาลงจากเก้าอี้ นึกว่าเขามีแต่ความระเบียบเรียบร้อย อู๋ย เวลามาหาเราที่ไหนเขานั่งหมดเลย เพราะคนมากต่อมาก ที่ไหนนั่งไปหมดระเกะระกะ

เราก็ไม่เคยเห็นเขาหัวเราะ ธรรมดาเขามาหาผู้ที่เคารพเขาต้องระวัง เวลาโต้ตอบปัญหากันเราเสียดายไม่ได้ซัดกันต่อหน้าต่อตา ฝากท่านปัญญาไป ก็เพียงเหยาะ ๆ เท่านั้น ถึงขนาดนั้นเขายังหัวเราะกันลั่น ๆ แล้วเขาพูดฝากท่านปัญญามาว่า ท่านอาจารย์นี้ตอบปัญหาเก่งมาก ตลกขบขันดี นี่เราฝากไปนะ ฝากไปเฉย ๆ ไม่ใช่เราตอบถึงมือ อันนั้นเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ อันนี้มันลดลงกี่เปอร์เซ็นต์ก็ไม่ทราบ แล้วคนมากขึ้นเรื่อย ๆ พวกชาวอังกฤษมากขึ้น จนกระทั่งเก้าอี้ไม่มีความหมายเลย นั่งแทรกไปหมด สุดท้ายเก้าอี้เลยไม่เอามา คือคนเขาไม่นั่ง ก็คนหนึ่งนั่งข้างล่าง คนหนึ่งไปนั่งข้างบน มันไม่น่าดูใช่ไหม สุดท้ายเก้าอี้ทิ้งไว้เปล่า ๆ นั่งแทรกอยู่กับเก้าอี้ เป็นอย่างนั้นพวกนี้ แล้วมากขึ้นทุกวัน ๆ

พวกที่เขามาสังเกตการณ์เขาก็มาพูดเองพูดบอกท่านปัญญา เขาบอกเขามานี้เขามาสังเกตการณ์ ครั้นมาแล้วฟังธรรมะรู้สึกว่าเพลิน ๆ ไปทุกวัน ยิ่งเวลาตอบปัญหายิ่งเพลินดี ตั้งแต่นั้นมาเรื่องคำว่ามาสังเกตการณ์เลยไม่มีความหมาย ไม่คิดไม่สนใจ วันไหนไม่ได้มาอยู่ไม่ได้ ต้องมา มาทุกวันเลย สังเกตการณ์เลยหายหมด เขาว่างั้น พูดกับท่านปัญญา นี่ละเรื่องของอรรถของธรรมเมื่อเข้าถึงจิตใจมันดูดดื่มจริง ๆ นะ พวกฝรั่งนี้มาเต็มหมดเลย เราจึงเสียดาย โฮ้ ถ้ามีพระที่ตั้งใจปฏิบัติจริง ๆ มีความเข้มงวดกวดขันตามหลักธรรมหลักวินัย ไปที่ไหนไม่ขัดข้องต่อตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของโลกแล้ว มันก็ซึมซาบเข้าไป มากเข้าทุกวัน ๆ โหย เต็มหมดนะพวกฝรั่ง คนไทยเราก็มีมากเหมือนกัน แต่สุดท้ายสู้ฝรั่งไม่ได้ ฝรั่งมีมากกว่าคนไทย ฟังจริง ๆ พวกนี้ พอเทศน์แล้วก็พานั่งสมาธิ ๓๐ นาทีอย่างนั้นทุกวัน พอเทศน์แล้วก็ตอบปัญหา มีปัญหาอะไรตอบ แล้วพานั่งสมาธิ จากนั้นก็เลิกกันไป เป็นประจำทุกวัน เขาเลยพอใจนะ ถึงเวลาไม่อยากให้เรามาเลย พอเทศน์จบต่างคนต่างเงียบนั่งสมาธิภาวนา แปลกอยู่นะ

เราจึงอดวิตกวิจารณ์ไม่ได้นะ ตอนที่จะมานั้นเขาขอท่านปัญญาไว้ เวลาท่านอาจารย์ไปแล้วรู้สึกจะว้าเหว่มาก เขาว่างั้น อย่างน้อยได้พระไว้สักองค์ ขอท่านปัญญาไว้ที่นี่พอเป็นเครื่องอบอุ่นภายในใจ ถึงวันเวลาว่างแล้วเขาจะได้มาเขาว่างั้น แล้วเขาก็ติดต่อกับท่านปัญญาและขอนิมนต์ท่านปัญญา ท่านปัญญาก็บอกว่าต้องขอปรึกษาท่านอาจารย์เสียก่อน หมายความว่าถ้าเราอนุญาตให้มาโดยไม่มีข้อเงื่อนไขอะไรเลยนี้ ท่านปัญญาก็จะรับเขาแล้วตามอาการนะ มาถามเรา ว่าพวกชาวอังกฤษได้นิมนต์ผมไว้ที่นี่ ท่านอาจารย์จะว่ายังไง ว่าอย่างนั้นนะ ทางนี้ก็ตอบขึ้นว่า ผมไม่ว่ายังไง สำหรับท่านจะว่ายังไง ท่านพร้อมแล้วเหรอ

ท่านเลยถามว่าพร้อมอะไร พร้อมภายนอกภายในทางด้านจิตใจเกี่ยวกับธรรมล่ะซี อู๋ย ยังไม่พร้อม ยังไม่พร้อมแล้วท่านมาถามผมอะไร เลยดุท่านปัญญา ท่านปัญญาหัวเราะพูดให้เขาฟัง เขาก็หัวเราะกันลั่น สุดท้ายท่านปัญญาโดนดุ ตั้งแต่มาอยู่นี้ตั้งแต่ ๐๖ จนกระทั่งป่านนี้ก็ไปดุแบบขบขันอยู่ในอังกฤษนั่นแหละ บอกว่าผมพร้อมแล้ว ท่านพร้อมแล้วยัง ถาม จากนั้นเราก็อธิบายให้ฟังว่า ผมแนะนำสั่งสอนประชาชนพระเณรเรานี้ผมสอนเพื่อให้พร้อมนะ บอกว่าผมไม่มีปัญหาอะไรในการสั่งสอนการเป็นผู้นำ ถ้าท่านพร้อมแล้วท่านก็อยู่ได้ผมไม่ว่า แต่เวลาถามว่าพร้อมแล้วยัง บอกว่ายังไม่พร้อม ไม่พร้อมแล้วท่านมาถามผมขอผมทำไม ดุเอาตรงนี้ซิ ท่านก็เลยหัวเราะ เลยไม่ได้อยู่ท่านปัญญานะ ก็เลยกลับมานี่จนกระทั่งป่านนี้

ระยะนั้นเขาก็มาเรื่อยมานิมนต์เราไปอังกฤษ เราไม่ไป ไปหนเดียวเท่านั้นเข็ด เวลานี้ก็คงแก่ไปแล้ว ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วอาจจะมี ผู้ที่เขาเคยมานี้บ่อย ๆ นะ เดี๋ยวนี้หายเงียบไปหลายปี เป็นสิบกว่าปีแล้วละ แสดงว่าแก่มาก เราก็ไม่ได้ถามถึงไม่ทราบว่าเป็นตายอะไร ก็ความเป็นความตายมีอยู่ทุกแห่ง นี่เราพูดถึงเรื่องทางอังกฤษหากมีผู้ตั้งใจปฏิบัติจริง ๆ พร้อมทั้งภายนอกภายในแล้ว ศาสนาจะไปเจริญรุ่งเรืองอยู่ เฉพาะอย่างยิ่ง เช่น กรุงลอนดอน ไม่สงสัย อย่างที่เราไปเพียงสองอาทิตย์กว่าคนแน่น ๆ สนใจจริง ๆ จากนั้นมาก็ไม่ได้ไปอีก เหนื่อยแล้ว

ไปเทศน์ที่ อ.ด่านช้าง คนก็มากเหมือนกัน เต็มไปหมด มาจากทิศไหนแดนใดบ้างก็ไม่รู้มากันมาก เราก็ไปพักให้ ๒ คืน คืนแรกไปถึงประมาณบ่าย ๔ โมง ตอนค่ำก็เทศน์ให้ฟังบ้างเล็กน้อย วันหลังมานี้ก็เรื่อยแหละ ฉันจังหันแล้วคนยั้วเยี้ย ๆ เขาก็ประกาศให้เราพัก เราก็เข้าพัก พอจวนบ่ายโมงออกมาศาลาสถานที่เทศน์ คนมาพร้อมแล้วก็เลยเทศน์ คนมากจริง ๆ วันนั้นก็ไม่ได้ไปไหน มีวันหนึ่งเทศน์จบลงแล้วยังไม่ค่ำนักก็เลยมาดอนเจดีย์ เข้าไปดูแล้วก็ออกมา วันหลังฉันเสร็จแล้วก็มาเลย

นี่ก็พากันตั้งอกตั้งใจปฏิบัตินะพี่น้องชาวไทยเรา เราอยู่กับพุทธศาสนาอย่าให้ว้าเหว่ทางด้านจิตใจนะ เวลานี้ทางด้านจิตใจว้าเหว่มากที่สุดสำหรับชาวพุทธในเมืองไทยเรา อย่างอื่นเราก็เห็นแล้ว พากันดีดกันดิ้น เอาแต่วัตถุมาเป็นเนื้อเป็นหนัง มันเป็นไม่ได้ วัตถุเป็นวัตถุ เนื้อหนังเป็นเนื้อหนัง จิตใจกับธรรมเป็นเนื้อหนังสำคัญที่จะติดต่อสืบเนื่องกันถึงวันเป็นวันตาย ภพนี้ภพหน้า จะไม่พ้นจากบุญกรรมอันนี้เลย ส่วนเหล่านี้ไม่ไปไหน เราอยู่กับเขานี้ พอลมหายใจขาดลงไปแล้วอันนี้เขาก็อยู่ของเขา ที่จะไปข้างหน้าคือใจของเรานี้สำคัญมากนะ

นี้ได้เรียนทุกอย่างปฏิบัติทุกอย่าง ถอดออกมาจากหัวใจที่ได้ผ่านเวทีมาแล้วอย่างโชกโชน แทบเป็นแทบตาย มาแสดงให้พี่น้องทั้งหลายฟังถึงข้อเท็จจริงแห่งการปฏิบัติธรรม ธรรมพระพุทธเจ้านี้เรียกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์เรื่องการท้าพิสูจน์ ไม่มีอะไรเคลื่อนเลย ให้พี่น้องทั้งหลายจำเอาไว้ เราเอานี้เป็นเครื่องวัดพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เอา เปิดให้ฟัง เราเอานี้แหละวัด อันอื่นวัดไม่ได้นะ ใจต่อใจ ใจกับธรรมเข้ากันแล้ววัดกันได้ตลอดทั่วถึงหมด เมื่อปฏิบัติแล้วธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ทุกแง่ทุกมุมนั้น สอนด้วยความรู้แจ้งเห็นจริงมาหมดทุกแง่ทุกมุมแล้วนำมาสอนโลก ทั้งฝ่ายดีฝ่ายชั่ว ไม่มีเคลื่อนคลาดสาดกระจายไปไหนเลยว่าพระพุทธเจ้าเก็บไม่หมด

รู้มาหมด แต่จะนำมาแสดงต่อสัตวโลก ก็แสดงเท่าที่สัตวโลกจะพอยึดพอถือไปได้ นอกจากนั้นก็เอาไว้เป็นระยะ ๆ สำหรับผู้ที่มีภูมิขั้นใด ควรจะได้ธรรมสมบัติประเภทใดเข้าสู่ใจ ท่านก็สอนเป็นขั้นเป็นภูมิ ตั้งแต่ธรรมะพื้น ๆ ขั้นกลาง ขั้นละเอียด ละเอียดสุด มีในธรรมพระพุทธเจ้าหมด พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ด้วยความถูกต้อง ดังที่ท่านแสดงไว้ในธรรมคุณว่า สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ชอบแล้ว คือว่าชอบทุกแง่ทุกมุม ไม่มีเคลื่อนคลาดไปไหนเลย ถูกต้อง เพราะฉะนั้นเราเป็นผู้ปฏิบัติ ขอให้ยึดหลักธรรมที่ถูกต้องนี้มาประพฤติปฏิบัติ ยากจนเข็ญใจทุกข์ยากลำบากขนาดไหนก็ให้พากันฝืน

การฝืนนี้ฝืนข้าศึกคือกิเลสนั่นแหละ มันรุมล้อมอยู่จิตใจของเรา ถ้าจิตใจเราคิดจะสร้างความดีนี้ อันนั้นมันจะเข้าตีทันที ความชั่วทั้งหลายมีอยู่ในหัวใจเรา ถ้าเราจะคิดจะทำความดีนี้มันจะมาทันที มันอยู่ในฉากเดียวกัน คือจิตดวงนี้มีทั้งกิเลสมีทั้งธรรม จิตเป็นภาชนะรับไว้ทั้งกิเลสทั้งธรรม แต่เราไม่มองเห็นตัวมัน รู้เฉย ๆ ชื่อมันว่ากิเลส ความมัวหมองมืดตื้อ แปลออกแล้วนะ สร้างทุกข์ให้สัตวโลก สร้างความลุ่มหลงให้สัตวโลก คือประเภทมืดตื้อนี้แหละ อันหนึ่งคือความสว่างไสวได้แก่ธรรม อยู่ในใจดวงเดียวกันนั้นแหละ ใจดวงนี้เป็นภาชนะ เวลาขึ้นเวทีมันถึงชัดนะ พระพุทธเจ้าขึ้นเวทีแล้ว ฟัดกับกิเลสขาดสะบั้นลงจากพระทัยแล้วทีนี้จ้าหมดเลย

นั่นละท่านว่า โลกวิทู คือรู้จ้า ทางภายในกิเลสนี้ก็หมดไม่มีอะไรเหลือ ไม่มีอะไรลี้ลับเรียกว่าโลกวิทู รู้แจ้งโลกภายใน โลกคือกิเลสภายในพระทัยคือใจ รู้แจ้งหมดทำลายได้หมด รู้แจ้งโลกนอก โลกนอกสามแดนโลกธาตุสว่างกระจ่างแจ้งไปหมด เรียกว่าโลกวิทู รู้แจ้งทั้งโลกนอกทั้งโลกใน แล้วนำธรรมะมาแสดงต่อสัตวโลกตามนิสัยของใครจะได้แค่ไหนๆ มาแสดงตลอดมา นี่เป็นธรรมที่ตายตัว แน่ใจแล้ว การการประพฤติปฏิบัตินี้แลเป็นการเดินตามร่องรอยพระพุทธเจ้า ทานก็ให้ เราอย่าเสียดายเกินไป ความเสียดายเป็นเรื่องของกิเลส กิเลสไม่มีเหตุมีผลง่ายๆ นะ แต่ธรรมนั้นมี

ส่วนมากในเบื้องต้น กิเลสตัวไม่มีเหตุผล ตัวถูลู่ถูกังมันจะลากไปเลยนะ เราจะทำคุณงามความดีกิเลสจะลากทันที ไม่ต้องหาเหตุหาผลมาลากแหละ กิเลสเอาความอยากความขี้เกียจขี้คร้านเข้ามาทับปั๊บเดียวเท่านี้อยู่หมัดเลยนะ ขี้เกียจไม่ไป เท่านั้นแหละไม่เอามาก ขี้เกียจเพราะเหตุไรไม่ต้องถามเข้าใจไหม นี่เรียกว่าไม่มีเหตุมีผล ว่าขี้เกียจเท่านั้นละ ถ้ามีเหตุมีผลก็ว่าขี้เกียจเพราะเหตุไร แต่นี้ไม่มี กิเลสลากไปเลย ไม่มีศรัทธาความเลื่อมใส ไม่พอใจ ความไม่พอใจนั้นแลเป็นตัวกิเลสโดยตรงไม่หาเหตุหาผลอะไร ไม่เลื่อมใสเพราะอะไรก็ไม่ต้องถามกัน เพียงความไม่พอใจเท่านั้นพอแล้วกำลังของกิเลสที่จะฉุดลากสัตวโลกไปได้อย่างง่ายดายมาก

เวลาเราจะทำความดีนี้จะมาๆ มันอยู่ในใจของเรา ทีนี้เราก็ฝืนมัน ทางธรรมมีเหตุผล กิเลสจะฝืนเท่าไรๆ ไม่อยากให้ทำ เราจะทำด้วยเหตุผลอย่างนั้นๆ เชื่อธรรมพระพุทธเจ้าก่อน ยังไม่มีเหตุผลก็ให้เชื่อท่านสอนไว้ก่อน แล้วก็ดำเนินตาม เอ้า ทาน มีมากมีน้อยเราให้ทาน การให้ทานของเรานี้มีผลประจักษ์ อย่างน้อยตัวเองยังไม่พอใจแต่ฝืนกิเลสไปทำ ความพอใจในการให้ทานก็มีน้อย แต่ผลที่จะปรากฏขึ้นมานั้นพอใจไม่พอใจก็ตาม เรื่องการให้ทานเป็นบุญเป็นกุศลเป็นแล้ว เป็นในหัวใจเราแล้ว กิเลสจะเห็นด้วยไม่เห็นด้วยก็ตาม บุญหรือธรรมของเราที่บำเพ็ญความดีมานี้เป็นของเรา เป็นบุญแล้วๆ กิเลสมาคัดค้านต้านทานไว้ไม่อยู่เลย ว่าคนทำบุญแล้วไม่ได้บุญ กิเลสจะมากีดขวางไม่ได้ต้องเป็นบุญวันยังค่ำ นี่อันหนึ่ง

จากนั้นพอเราให้ทานลงไป ของที่เรามีอยู่ในตัวของเรานี้ มีมากน้อยนี้ยังไม่เห็นผลเห็นประโยชน์ พอเราแยกจากตัวของเราออกไปแจกทานให้ผู้ใดๆ ก็ตาม นี้จะเริ่มแสดงความยิ้มแย้มแจ่มใสความดีอกดีใจขึ้นมาทั่วหน้ากัน ๆ ทานเรากระจายไปถึงไหนความยินดียิ้มแย้มแจ่มใสจะกระจายออกไป นี่ผลแสดงขึ้นมาแล้ว เราให้ไปนี้ความยินดีที่ผู้ได้รับรับไปนั้นจะแสดงขึ้นทุกหัวใจๆ เป็นลำดับ นี่ผลให้เห็นปัจจุบันเป็นอย่างนี้ เราเก็บไว้เฉยๆ ไม่เกิด พอเรานำออกไปนี้จะแสดงขึ้นมา นี่ก็เป็นผลแห่งทานอันหนึ่ง แล้วต่อไปเวลาเราทำไปๆ อำนาจแห่งทานที่เราทำไปนี้ จะเป็นผลหนุนให้เราอยากทำไปเรื่อยๆ ผลแห่งความดีจะหนุนให้ทำความดีเรื่อยๆ ทีนี้วันหนึ่งๆ ไม่ได้ทำบุญให้ทานอยู่ไม่ได้ มันหากเป็นในหัวใจของเราเองนั่นแหละ มันรู้สึกตะขิดตะขวงภายในใจถ้าไม่ได้ทำบุญให้ทานวันหนึ่งๆ ถ้าได้ทำจะรู้สึกว่าโล่งๆ นี่อำนาจแห่งการทำบุญให้ทาน ในเบื้องตนเป็นอย่างนั้น ครั้นต่อไปไม่ได้ให้อยู่ไม่ได้ วันหนึ่งๆ อำนาจแห่งทานเตือนๆ เรื่อยๆ ไม่ได้ทำทานอยู่ไม่ได้

ครั้นต่อไปก็หนักเข้าทางศีลเจริญภาวนา อันนี้ก็แบบเดียวกัน เบื้องตนมันก็ขี้เกียจขี้คร้าน ครั้นต่อไปทำไปๆ อำนาจแห่งธรรมนี้จะค่อยหนุนไปๆ สุดท้ายยืนเดินนั่งนอนเลยอยู่กับภาวนา หมุนอยู่ในนั้น จิตใจถูกชำระซักฟอกตลอดแล้วสว่างออกๆ ยิ่งมีความดูดดื่มในอรรถในธรรม ปลื้มปีติในอรรถในธรรมเรื่อยไป แล้วก็ยิ่งเห็นผลหนักเข้าๆ จนปรากฏจิตมีความสงบเย็นใจสว่างไสวประจักษ์ตัวแล้วทีนี้ก็ยิ่ง ไม่ต้องไปถามใคร มันหากเป็นเครื่องดึงดูดกันนั่นแหละ ระหว่างธรรมที่มีความสว่างไสวกับจิตที่ดึงดูดกัน ทีนี้ก็อยู่ไม่ได้ แล้วก็หมุนไปเลย นี่อำนาจแห่งการสร้างความดี เมื่อสร้างไปความดีมีอำนาจบังคับความชั่วได้ คนสร้างความชั่วเมื่อสร้างไปมากๆ ไม่ได้ทำชั่ววันหนึ่งอยู่ไม่ได้นะ เหมือนหนึ่งว่ามันเสียลวดลาย ต้องได้ทำความชั่วเสียก่อน มันเคยต่อนิสัย เพราะฉะนั้นเราจึงต้องฝึก ให้ฝึกไม่ฝึกไม่ได้นะ

นี่ก็เคยพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟังแล้วจนเบื่อจะพูดเบื่อจะฟัง พูดเพื่อเป็นคติเครื่องเตือนใจทั้งนั้น เวลามันมืดมันมืดจริงๆ จิตดวงนี้ มืดเหมือนกันทุกคน ไม่ต้องถามกันเรื่องจิตมืดนี่นะ ทีนี้เวลาสว่างไสวขึ้นมาแล้วสำหรับผู้เป็นก็ไม่ถามใคร แต่ผู้ไม่เป็นก็ต้องถาม ดีไม่ดีไม่เชื่อเข้าใจไหม แต่เวลาเป็นหนักเข้าๆ มันไม่ได้สนใจกับจะถามใคร ก็มันจ้าอยู่นี้ จ้าอยู่ภายในใจ อะไรๆ ที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ ว่าบาปว่าบุญว่านรกว่าสวรรค์ เมื่อจิตนี้สว่างลงไปแล้วสิ่งเหล่านั้นมีอยู่แล้ว ทำไมมันจะไม่เห็น เพียงแต่ว่าเครื่องตอบรับกันยังไม่มี จิตยังไม่สว่างมันก็ไม่เห็น เช่นวัตถุเหล่านี้เต็มอยู่นี้ เวลาเราหลับตาหรือตอนกลางคืนนี้มันก็ไม่เห็น ทีนี้พอลืมตาขึ้นมาสิ่งใดมีอยู่แล้วมันก็เห็น ยิ่งเป็นกลางวันขึ้นมาแล้ว อย่างนี้เห็นหมด ถ้ากลางคืนไม่เห็นนะ มันมีอยู่ก็ไม่เห็น ชนได้โดนได้คนเรา เพราะไม่เห็นของมีอยู่

จิตใจเวลามันสว่างขึ้นไปแล้วก็เป็นอย่างนั้น สว่างออกๆ จ้า สว่างตรงไหนหายสงสัยทันที ยอมรับพระพุทธเจ้าทุกระยะ ๆ อ๋อๆ คือไปเห็นเจออันนี้ ท่านว่าพวกเปรตพวกผีอย่างนี้เป็นต้นนะ พอจิตสว่างไปมันก็เห็นจริงๆ เปรตเป็นยังไงผีเป็นยังไง มันก็เห็นชัดเจน ๆ อ๋อ เรื่องบาปเรื่องบุญเรื่องนรกสวรรค์มันกระจายออกๆ อยู่รอบตัวของจิตนี้ ไม่มีคำว่าเขตว่าแดน ความรู้ของจิตนี้ครอบโลกธาตุ เวลาถึงขั้นมันรู้แล้วมันกระจายออกไปหมดเลย อยู่ที่ไหนๆ รู้หมดเห็นหมดๆ นี่พระพุทธเจ้าที่ว่าโลกวิทู คือรู้แจ้งโลกนอกโลกใน ที่มีอยู่มากน้อยเพียงไรเห็นหมด นำมาสอนโลก อันนี้ไม่ดีสอนให้ละ ส่วนนี้ดีสอนให้บำเพ็ญ สอนไปตามทางที่เป็นภัยเป็นคุณนั่นแหละ ที่ว่าสอนเรื่องให้ละบาป คือบาปมันไม่ดี มันพาสัตว์ให้ล่มจมและให้บำเพ็ญบุญ บุญเป็นของดีพาสัตว์ให้หลุดพ้นจากทุกข์เป็นลำดับลำดา มีความสุขความเจริญตามขั้นตอนของตนที่ทำบุญไว้มากน้อยขึ้นไปเป็นลำดับ มันก็ชัดเข้าไปๆ

แล้วคนบุญคนบาปไปไหน กระแสบุญกับกระแสบาป กระแสนรกกับบาป กับกระแสสวรรค์พรหมโลกนิพพานกับบุญนี้เข้ากันได้ กระแสนี้พาดพิงถึงกันๆ ในหัวใจนี้ไม่ต้องไปถามใครเลย พระพุทธเจ้าไม่ทรงถามใคร ตรัสรู้เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น สอนโลกได้สามแดนโลกธาตุฟังซิน่ะ พระองค์ไปศึกษาจากใครไม่มี บรรดาสาวกทั้งหลายพอได้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้าแล้ว สอนโลกเต็มภูมิของสาวกแต่ละองค์ๆ ไม่ต้องไปทูลถามพระพุทธเจ้า เต็มภูมิของท่านเอง เพราะสิ่งเหล่านี้มีอยู่แล้ว เมื่อความรู้มีมากน้อยเพียงไรมันก็เห็นไปๆ ชัดเจนเท่าไรยอมรับๆ ไปตลอดเวลา นี่ละความรู้ของจิตนี้เป็นอย่างนั้น ถ้าลงได้เห็นแล้วไม่ได้เชื่อใคร เชื่อแต่ความจริง คือสิ่งทั้งหลายนั้นเป็นความจริง รู้ก็รู้จริงๆ เห็นจริงๆ ยอมรับทันทีจริงๆ เป็นอย่างนั้นนะ

เราอย่าทำสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้นะ ครั้นเวลาตายแล้วไม่มีใครรับรอง ถ้าเจ้าของรับรองเจ้าของไม่ได้ในตอนนี้แล้ว อย่าหวังว่ามีใครจะมารับรองเราในกาลข้างหน้า เช่น ตายไปแล้วอะไรจะมารับรองเรา ก็มีแต่บาปกับบุญแดนนรกแดนสวรรค์มารับรองเราจากการทำชั่วและดีของเรานี้เท่านั้น อย่างอื่นอันใดไม่มี สิ่งที่จะมากีดกันหรือจะมารับรองเราได้ไม่มี ต้นไม้ภูเขาดินฟ้าอากาศ สมบัติเงินทองมีมากมีน้อยจะไม่มีอะไรมารับรองเราได้เลย เขาเป็นเขาอยู่อย่างนั้น มีมากมีน้อยก็เราถือว่าเป็นของเราก็ครองกันไปๆ พอลมหายใจขาดเท่านั้นสิ่งเหล่านั้นก็ไม่มีความหมายกับเรา เพราะเขาไม่มีความหมายกับใครอยู่แล้ว เราไปสร้างความหมายให้เขาต่างหากนี่นะ พอลมหายใจขาดเท่านั้นอันนั้นก็ขาดไปเลย แล้วอันที่ไม่ขาดคืออะไร บุญกับบาปติดอยู่ในหัวใจ

การสร้างบุญสร้างบาป ใครอย่าไปคิดนะว่า สร้างในที่แจ้งที่ลับกาลนั้นเวลานี้ถึงจะดีไม่ดี อย่าไปคิด ไม่ว่าฝ่ายบุญฝ่ายบาป พอคิดปั๊บขึ้นเป็นบาปทันทีคิดทางบาป คิดทางบุญเป็นบุญทันทีจากผู้คิด ผู้คิดคือผู้ทำ ทำด้วยความคิด ทำด้วยการพูด ทำด้วยการกระทำทางร่างกายของเรานี้ อยู่ตรงนี้นะ พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้สอนให้โลกมีกลมายาหลอกกันอย่างทุกวันนี้ ไปขโมยเขาอย่างนี้นะ ไปหาขโมยคือเขาจับตัวไม่ได้ก็บริสุทธิ์ไปอย่างงั้น มันบริสุทธิ์ด้วยเขาไม่เห็นเฉยๆ ไม่บริ์สุทธิ์ด้วยตัวเอง มันไม่ได้เป็นบาปเป็นกรรมด้วยตัวเองโดยปราศจากที่ลับที่แจ้ง มันหาเอาตามที่ลับที่แจ้ง แต่บุญบาปไม่หานะ ทำที่ไหนไม่ว่าที่ลับที่แจ้งกลางคืนกลางวัน เจ้าของทำปั๊บใช่แล้วๆ อยู่อย่างงั้น เวลาตายจะไปหาที่ลับที่แจ้งที่ไหนมาเป็นพยานไม่มี บาปเป็นบาปทันทีอยู่กับเจ้าของ ดึงลงไปทันที บุญเป็นบุญทันทีดึงเจ้าของขึ้นทันที ไม่ต้องไปหาใครมาช่วยฉุดช่วยลาก พากันจำเอานะ

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก